The demon'god || ลำนำเทพอสูร

ตอนที่ 14 : บทที่ 14 เป้าหมาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12,235
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 898 ครั้ง
    1 ส.ค. 63





“การที่จะแข็งแกร่งขึ้นนั้นเจ้าสามารถทำได้ บางทีเจ้าอาจจะแข็งแกร่งขึ้นได้มากมายในเวลาอันสั้น แต่มีสิ่งหนึ่งที่เจ้าจะต้องทำความเข้าใจก่อน..




        แม้ว่าตอนนี้เจ้าจะฟื้นคืนขึ้นมาอีกครั้ง แต่ถึงอย่างไรเจ้าก็มีอายุสิบหกปีแล้ว เท่ากับว่าเจ้าในตอนนี้เจ้าจะฝึกฝนล่าช้ากว่ารุ่นเดียวกันถึงสิบปี นั่นคือเวลาที่เจ้าสูญเสียไป ในระยะเวลาอันสั้นเจ้าจะมิอาจจะต่อต้านผู้ที่ฝึกฝนมาก่อนตัวเจ้าได้…



       ประการที่สองแม้ว่าในกายของเจ้าจะมีจุดชีพจรวิญญาณธรรมชาติระดับสิบ ที่จะช่วยให้ความเร็วในการฝึกฝนของเจ้ารวดเร็วยิ่งกว่าใครๆ ในเมืองเมฆาคราม หรือแม้แต่ทั้งแผ่นดินนภาครามก็อาจจะยากที่จะหาคนที่มีพรสวรรค์เทียบเคียงเจ้าได้ แต่นั่นมิอาจจะทำให้เจ้าแข็งแกร่งกว่ารุ่นเดียวกันในแผ่นดินอื่นได้ เพราะแม้พรสวรรค์ของเจ้าอาจจะเป็นคนเดียวในรอบหมื่นปีของแผ่นดินนภาคราม แต่ก็ในว่าในแผ่นดินอื่นนั้นจะอ่อนแอเช่นเดียวกับแผ่นดินนภาครามเสียเมื่อไหร่



      ประการที่สามแม้ว่าเจ้าจะตื่นขึ้นจากนิทราแล้วก็ตาม แต่ด้วยร่างกายที่มิเคยผ่านการฝึกฝนมาตลอดสิบปี ไม่แม้แค่จะขยับเขยื่อนในตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทำให้เจ้าแม้จะมีชีพจรวิญญาณธรรมชาติที่หล่อเลี้ยงมิให้กายของเจ้าแห้งตาย แต่จุดชีพจรของเจ้ารวมถึงเส้นลมปราณทั่วร่างก็อ่อนแอมาก ไหนจะร่างกายที่ผอมบางเกินไปจากการที่มิได้ออกกำลังมานาน ทำให้เจ้าต้องเสียเวลาไปบางส่วนเพื่อฟื้นฟูร่างกายก่อนที่จะเริ่มฝึกฝนได้ มิเช่นนั้นผลกระทบในระยะยาวนั้นอาจจะทำให้เจ้ากลายเป็นเพียงแค่คนพิการคนหนึ่ง..หรือหากหนักหน่อยก็อาจจะถูกธาตุไฟเข้าแทรกจนตกตาย…” หยางปิงกล่าวออกมาเพียงแค่สามประการ เทียนหลงถึงกับหน้าม้านหมองจนแทบจะไม่สามารถหมองคล้ำไปได้มากกว่านี้อีกแล้ว แต่ถึงแม้จะเห็นใบหน้าที่ตำมืดของเทียนหลง หยางปิงก็มิมีทีท่าว่าจะหยุดกล่าวแต่อย่างใด




        “ที่กล่าวมานั้นเพียงแค่เปรียบเทียบกับคนรุ่นราวคราวเดียวกันเท่านั้น ไม่ต้องกล่าวถึงเหล่าผู้อาวุโสที่ฝึกฝนมานานกว่าเจ้า ประสบการณ์มากกว่าเจ้า ผ่านห้วงแห่งชีวิตและความตายมามากกว่าเจ้า...ดังนั้นที่เจ้ากล่าวว่าจะมิพ่ายแพ้แก่ผู้ใดอีกนั้นมันเป็นไปมิได้เลยแม้แต่น้อย…” เมื่อนางกล่าวมาถึงตรงนี้ก็หันมามองหน้าชายหนุ่มตรงๆ “เจ้าเข้าใจแล้วหรือยัง ว่าการที่เจ้าจะแข็งแกร่งขึ้นมันยากเย็นสักเพียงใด สิ่งที่เจ้าคาตหวังนั้นมันมิอาจจะเป็นไปได้ หากเจ้าจะขึ้นไปอยู่บนจุดสูงสุดได้โดยมิพ่ายแก่ผู้ใด ข้าคงมิอาจจะสั่งสอนเจ้า”



       “พี่ปิง…”เทียนหลงถึงกับอ้าปากกว้าง



       “เทียนหลง การที่เจ้าอยากแข็งแกร่งมิใช่สิ่งที่ผิด แต่การที่เจ้าวางโตว่าจะมิพ่ายแก่ผู้ใดแล้วขึ้นไปบนจุดสูงสุดนั้นผิดมหันต์ หากเจ้ายังมีเจตจำนงค์เช่นนี้ แล้วก้าวเดินไปข้างหน้า ด้วยพรสวรรค์ของเจ้าในระยะแรกทางเดินของเจ้าอาจจะสวยงาม ความเร็วในการฝึกฝนของเจ้าอาจจะรุดหน้าเกินใครในไม่ช้าด้วยจุดชีพจรของเจ้า แต่หากวันใดวันหนึ่งเจ้าไปเจอกับผู้ที่แข็งแกร่งกว่า ความพ่ายแพ้จะทำให้เจ้าจมลงสู่ความว่างเปล่า”




“..”




      “เส้นทางที่เจ้าเลือกเดินมันยากเทียนหลงมันยากมาก” น้ำเสียงที่แข็งกร้าวก่อนหน้าของสาวงามเริ่มอ่อนลงเมื่อพูดถึงตรงนี้ “สิ่งที่เจ้าต้องมีนั้นมิใช่ความแข็งแกร่งไร้ผู้ต่อต้าน แต่คือความพร้อมที่จะยอมรับความผิดพลาด พร้อมที่จะลุกขึ้นอีกครั้งเมื่อล้มลง ไม่ว่าในอนาคตข้างหน้าเจ้าจะพ่ายแพ้แก่ผู้ใด ไม่ว่าเจ้าจะล้มลงมากแค่ไหน สิ่งที่เจ้าต้องมีคือความกล้าที่จะยอมรับความเป็นจริง ต่อสู้กับจิตใจของตนเองแล้วลุกขึ้นใหม่อีกครั้ง...เจ้าลองมองไปที่ต้นไม้ต้นนั้นสิ”




     “...” เทียนหลงที่ตกอยู่ในห้วงแห่งความคิดกระพริบตาเล็กน้อยแล้วหันไปมองต้นไม้ใหญ่ที่ยืนตระง่านอยู่ภายนอกด้วยความไม่เข้าใจ




         “เจ้าคิดว่าต้นไม้เติบโตมาถึงขนาดนี้ได้ด้วยวันเดียวหรือไม่?” “...ไม่ขอรับ”




         “ใช่ กว่าที่มันจะเติบโตจนยืนขึ้นเหนือผู้ใดได้ขนาดนี้มันอาจจะใช้เวลามายาวนานอาจจะนับพันปีหรือหมื่นปี กว่าที่มันจะเติบโตมาได้ขนาดนี้ มันต้องผ่านอุปสรรคมมากมายนานับประการกว่าจะเติบใหญ่มากพอจะแผ่ร่มเงากิ่งก้านสาขาได้มากมาย



       เจ้าเองก็เช่นกันเทียนหลง หากเจ้าเดินบนเส้นทางที่สุขสบายแล้วขึ้นไปยืนบนจุดสูงสุด ก็เปรียบกับต้นไม้สูงใหญ่ที่มีโคนเท่าปลายก้อย หากวันใดวันหนึ่งมันเจอลมแรงหน่อยหรือเจอการกระทบกระเทีอนมันก็จะล้มลง



       แต่หากเจ้ามีรากฐานที่เข้มแข็ง มีจิตใจที่ไม่สั่นคลอนในเป้าหมาย วันหนึ่งเจ้าก็จะเป็นต้นไม้ที่แข็งแกร่งจนยากที่มะมีใครมาโค่นล้มได้!” นางกล่าวเพียงเท่านั้นลุกขึ้นยืนเบาๆ



       “ตอนนี้ร่างกายเจ้ายังไม่พร้อมที่จะฝึกฝน จากนี้ไปอีกหนึ่งปีเต็ม เจ้าจงทำทุกอย่างเพื่อให้ร่างกายของเจ้าแข็งแกร่งมากที่สุด วันนี้ในปีหน้า ข้าจะออกมาแล้วจะช่วยเจ้าฝึกฝนขั้นต่อไป...เจ้าเองก็ลงจากเขาไปเจอกับพวกดวงวิญญาณที่เจ้าช่วยเหลือเสีย หากต้องการคำแนะนำพวกนั้นคงสามารถมอบให้แก่เจ้าได้” นางกล่าวแค่นั้นก็กลายเป็นแสงหายไปในรอยสักที่หลังมือความ ทิ้งเทียนหลงเอาไว้กับความไม่เข้าใจมากมายที่อัดแน่นอยู่ในอก….




        แต่ในตอนนั้นเองกระแสแห่งความห่วงใยสายหนึ่งก็ไหลเข้ามาปะทะเข้ากับห้วงความคิดที่กำลังสับสนของเขา เขาสัมผัสได้ถึงความห่วงใยที่มากมายของหยางปิง นางไม่อยากให้เขาเป็นอะไรไป ต้องการให้เขาแข็งแกร่งกว่าผู้ใด แต่ที่นางกล่าวออำมาเช่นนั้นก็หวังที่จะให้เขาไม่เดินไปในเส้นทางที่ยากลำบากในวันข้างหน้า จึงต้องกล่าวออกมาเช่นนั้น ทั้งตอนนี้พลังของนางก็เหลือน้อยมากจากการวาดอักขระผนึกสมบัติวิเศษ จึงจำต้องเข้าไปจำศีลสักระยะ นางที่กังวลว่าเขาจะหลงระเริงกับการพัฒนาที่จวดเร็วจนหลงลืมสิ่งสำคัญ จึงเอ่ยถ้อยคำที่ดูเหมือนจะหนักหนาเกินไป แต่ทั้งหมดแล้วก็ล้วนแต่ทำเพื่ออนาคตของเขา



       “ขอบคุณมากขอรับ...ข้าจะไม่ทำให้พวกท่านผิดหวัง” ด้วยจิตใจที่แข็งแกร่งขึ้นมากจากการท่องอดีต ทำให้เขาเริ่มที่จะอ่านกระแสความคิดของคู่สัญญาได้เล็กน้อย ความวุ่นวายในจิตใจของเขาก็สงบลง เป้าหมายที่จะแข็งแกร่งฉายชัดขึ้นในมโนสำนึก ก่อนที่จะพาร่างกายของตนเองลงไปจากเขาอย่างรวดเร็ว



        “...!!” ชายหนุ่มเดินลงเขามาด้วยความเร็วที่ไม่มากไม่น้อย แต่ก็เร็วกว่าการเดินปกติพอสมควร จนตอนนี้ร่างที่ผ่ายผอมของชายหนุ่มเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ หายใจเข้าออกหนักๆ ด้วยความอ่อนล้า ที่เขาทำเช่นนี้เพราะก่อนหน้านี้หยางปิงได้ให้เขาฝึกร่างกายให้แข็งแรงเสียก่อน ถึงจะให้เขาเริ่มฝึกปราณในปีถัดไป  แม้เขาเองจะไม่แน่ใจนักว่าตนเองจะฝึกจนมีพลังวัตครบพันปีในเวลาสิบปีนี้ไหม แต่เขาก็เชื่อในคำกล่าวของสาวงามอย่างหมดใจ เพราะนอกจากมารดาที่ทำเพื่อเขาได้ทุกอย่างแล้ว มีเพียงแค่สองสาวงามเท่านั้นที่เขาสัมผัสได้ถึงความรักและความห่วงใยที่มึต่อเขาอย่างแท้จริง...แม้มันจะแตกต่างจากความรักที่มารดามอบให้อยู่นิดหน่อยก็เถอะ



        ตอนนี้แม้จะอยู่ในอาหารหอบเหนื่อยอยู่ แต่เขาอดไม่ได้ที่จะอ้าปากค้างกับสิ่งที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าของเขา จากคำบอกเล่าของหยางปิงก่อนหน้านี้ เขานั้นหลับไหลไปจากพิษที่ตกค้างในร่างกายไปราวสามเดือน และที่สำคัญก่อนหน้านี้สถานที่แห่งนี้ควรเป็นเพียงแค่หุบเขาที่อุดมสมบูรณ์...แต่ไม่ใช่เลย




        สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าของเขาในตอนนี้ แม้มันจะไม่มีกำแพงศิลาหนาๆ อย่างเช่นที่เมืองทั่วไปควรจะมี แต่บ้านเรือนนับพันหลังที่ตั้งตระหง่านเรียงรายทั้งสองข้างลำน้ำ ร้านรวงต่างๆ ที่ตั้งอยู่ตามจุดต่างๆ อย่างเช่นที่เมืองเมืองหนึ่งควรจะมี ทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้านั้นล้วนแล้วแต่มีพร้อมสรรพราวกับที่เเห่งนี้เป็นเมืองเมืองหนึ่งจริงๆ ที่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นภายในระยะเวลาสามเดือนกับอีกสิบวันที่เขาหลับไปเช่นนั้นหรือ!!



       และที่สำคัญที่สุดคือผู้คนมากมายที่เดินขวักไขว่กันอยู่ทั่วไป ราวกับว่าทุกคนมีชีวิตจริงๆ อย่างไรอย่างนั้น แต่เขากลับสัมผัสถึงลมหายใจที่สิ่งมีชีวิตควรมีมิได้แม้แต่น้อย!!




       “เจ้ามาแล้ว...เฮ้ทุกคนเขามาแล้ว” เป็นเสียงของหญิงชรานางหนึ่งกล่าวขึ้นในขณะที่เทียนหลงยังคงอ้าปากค้างด้วยความตื่นตลึง คำแรกนางร้องออกมาอย่างดีใจที่เห็นชายหนุ่ม คำต่อมานางหันกลับไปด้านหลังแล้วเอ่ยด้วยเสียงที่ไม่ได้ดังมากแต่กลับกังวาลสะท้อนไปจนทั่วหุบเขา



        ผ่านไปเพียงไม่กี่อึดใจเมืองทั้งเมืองก็ตกอยู่ในความโกลาหล ทุกชีวิตละสิ่งที่ตนเองกำลังทำอยู่ในตอนนี้ แล้วรีบมุ่งหน้ามายังสถานที่ต้นเสียงในทันที เพียงไม่ถึงหนึ่งเค่อ เหล่าดวงวิญญาณที่ตอนนี้เริ่มมีร่างกายเช่นคนปกติก็แห่มาออกันที่หน้าทางเข้าเมืองจนแน่นขนัด จำนวนคนร่วมหมื่นที่บ้างยืนอยู่บนพื้น บ้างล่องลอยไปมา บ้างก็จับจองที่ยืนบนหลังคา หากนับจำนวนทั้งหมดก็มากถึงราวหนึ่งหมื่นสองพันคน



      และทันทีที่ทุกคนมารวมกันจนครบถ้วนไม่ขาดแม้แต่คนเดียว ก็ปรากฏร่างแปดร่างที่เดินออกมาหยุดที่เบื้องหน้าของทุกคนทั้งหมด ก่อนที่ทั้งแปดจะทิ้งเข่าลงอย่างพร้อมเพรียง ตามด้วยเสียงพรึบที่พร้อมเพรียงกันของเหล่าดวงวิญญาณที่ทำเช่นเดียวกัน



        “เอ่อ….” เทียนหลงถึงกับไปไม่เป็น ไม่รู้ว่าจะกล่าวสิ่งใดต่อ หรือว่าจะทำเช่นไรดี ได้แต่ยืนอ้าปากพงาบๆ อยู่อย่างนั้น ในระยะสายตาของเขานั้นเต็มไปด้วยผู้อาวุโสแทบทั้งสิ้น มีเพียงแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่อยู่ในช่วงวัยหนุ่มสาวไม่กี่ร้อยคน ที่เหลือทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นผู้อาวุโสที่อยู่ในวัยกลางคนขึ้นไปทั้งนั้น แม้แต่หนึ่งในแปดที่อยู่ข้างหน้าสุดยังเป็นถึงหลวงจีนผู้ทรงศีลที่หนวดเคราขาวราวกับสีหมอก ทั้งแปดที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าสุดล้วนแล้วแต่เป็นผู้อาวุโสที่ทั้งสีผมแม้แต่ขนคิ้วก็เป็นสีขาวโพลนทั้งหมด “ผู้อาวุโสทั้งหลายลุกขึ้นเถอะขอรับ ผู้เยาว์มิอาจจะรับการคำนับนี้ได้…”




“...”














 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 898 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

757 ความคิดเห็น

  1. #289 Adisorn567 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2561 / 02:18
    ลำไย ไม่เข้าเรื่องหลักสักที
    #289
    0
  2. #264 kimurakung (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 8 กันยายน 2561 / 01:36
    เมืองมาจากไหนหว่า
    #264
    0
  3. #207 รักเพียง เธอ (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2561 / 23:00
    สงสัยว่า​ แหวน​ หรือ​ กำไล ที่พ่อมันให้หายไปใหนชะละ
    #207
    2
  4. #206 joelamtan (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2561 / 22:01
    ขอบคุณครับ สนุกมากทันละครับ นึกถึง 7 เแลี่ยนของ หงอคงแหะ
    #206
    0
  5. #204 Bongbaw1401 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2561 / 17:00
    หายป่วยไวๆนะค่ะ มาต่ออีกน้าาา
    #204
    0
  6. #203 Lingyug007 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2561 / 12:32
    สนุกมากกกกกกหายป่วยไวๆนะครับ
    #203
    0
  7. #202 FAIIKIKIKAKAKUKU (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2561 / 13:12
    สู้สู้นะคะ
    #202
    0
  8. #200 bancha566 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2561 / 11:37
    หายป่วยไวๆครับ
    #200
    0
  9. #197 patcharincha02 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2561 / 23:26
    หายป่วยไวๆนะค่ะ
    #197
    0
  10. #196 นักอ่านนิยายจีน (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2561 / 20:33

    ขอบคุณค่ะ ขอให้หายไวๆนะค่ะ

    #196
    0
  11. #195 torahoshi (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2561 / 19:22
    ขอให้หายป่วยไวๆ ครับ
    #195
    0
  12. #194 kumpoosit (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2561 / 18:41
    สู้ๆ...ขอให้หายไวๆน่ะครับ
    #194
    0
  13. #193 0935266006 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2561 / 18:13
    ขอให้หายไวๆนะคะ รักษาสุขภาพด้วยคะ
    #193
    0
  14. #192 kiss55555 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2561 / 18:10
    ขอให้หายป่วยไวๆ
    #192
    0
  15. #191 PWFK27 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2561 / 17:56
    หายไวๆน่ะงับ โอ๋ๆไม่งอลๆ
    #191
    0