!i* Fic Baramos (บารามอส) :: The life after the war *i!

ตอนที่ 6 : Episode 6 :: สิ่งมหัศจรรย์ของป้อมอัศวิน 2 & คืนดี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1089
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    7 มี.ค. 50

โฮ่ๆๆ นึกว่าจะไม่มีใครทวงซ้าแว้ววววววว

วันนี้ก็กะจะมาอัพพอดี อิอิ เนื่องจากอารมณ์ดีทำข้อสอบได้ตั้งสี่วิชาจากห้าวิชา T^T

เอาล่ะๆ แต่งต่อเลยแล้วกัน พอดีมีอารมณ์อยากแต่ง ฮุฮุ (พูดซะ....น่ากลัว)
_________________________________________________

เฟรินเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่นรวมอย่างอารมณ์ดีพลางผิวปากเป็นเพลงไปตามทางที่เดินมา แต่เมื่อกวาดตาไปทั่วห้องนั่งเล่นรวมแล้วก็ไม่พบตัวเจ้าชายน้ำแข็งอยู่ในนี้จึงเอ่ยปากถามครี้ดที่อยู่ใกล้ที่สุด

"ครี้ดๆ"

"อะไร" ครี้ดหันมาตอบเสียงห้วน เนื่องจากเฟรินนั้นกวนอารมณ์หวานซึ้งที่เขาเพิ่งก่อขึ้นกับแองจี้ที่ยืนอยู่ถัดไป

แต่เหมือนเจ้าตัวจะไม่ค่อยรู้ตัวเท้าไหร่ ยังคงตีหน้าซื่อถามต่อไป

"เห็นคาโลมันป่ะ" เฟรินถามพลางกวาดตาไปทั่วห้องนั่งเล่นรวมอีกครั้ง

"แล้วแกเห็นมันมั้ยล่ะ" ครี้ดสวนกลับมาอย่างกวนๆ ก่อนจะหันไปออเซาะกับแองจี้ต่อ

"เอ๊ะ! นายนี่ยังไง ฉันถามดีๆ แล้วนะไอ้ครี้ด" เฟรินย่นหน้าลงนิดหน่อยอย่างอารมณ์เสียเนื่องจากไม่ได้รับคำตอบที่ต้องการ

"ก็ไม่รู้ไงเล่า ไปไกลๆ เลยไป๊ คนกำลังสวีตกันอยู่" ครี้ดตวาดใส่เฟรินก่อนจะออกปากไล่

"ชิ! ไปก็ได้ ว่าแต่ แฃ้งคิลอ่ะ" ก่อนจะไปยังมิวายถามต่ออีกคำถาม

"อุวะ!! ไอ้นี่ วอนตี...นนักหรือไงวะ แกก็กวาดตามาสองครั้งแล้วไม่ใช่เร๊อะ ทำไมยังไม่เห็นอีกล่ะนั้น!! นั้นไง!! ไอ้มุมชมพูๆ นั้นล่ะ ไอ้คิลกับเรนอนคนงาม" ครี้ดหันมาตะโกนใส่หน้าเฟรินแต่มิวายแหนบแนมเจ้า(อดีต)หัวขโมย พลางชี้ไปยังมุมๆ หนึ่งของห้องนั่งเล่น

"อ่าว นั้นคิลเหรอ ก็ใครจะไปรู้ เห็นชมพูๆ นึกว่าโรกับมาทิลด้าซะอีก - -" เฟรินตอบกลับหน้าตายซึ่งก็ตัวนั้นหยิบเอาวิชาหน้ากากฟาโรห์มาใช่แทบไม่ทันเมื่อได้ยินที่ครี้ดพูด

แต่เมื่อผู้ถูกพาดพิงที่กำลังเดินเข้ามาได้ยินเข้าก็ส่งสายตาเฉียบคมมาทันที ก่อนจะเดินทอดน่องกระหนุงกระหนิงกันสองคนต่อไป = ="

"แล้วอย่างกับแกไม่สีชมพูงั้นล่ะไอ้ครี้ด" เสียงของคิลตอกกลับมาหลังจากที่ได้ยินเสียงของครี้ดตะโกนลั่นห้อง

"นายน่ะหนักกว่าฉันเสียอีก" ครี้ดตอบอ้อมแอ้มเนื่องจากว่ามันคือความจริง

"มันก็พอกันนั้นแหละ ดูเสะ ไม่ทันขาดคำก็ออเซาะฉอเลาะกันซะแล้ว" คิลเริ่มกวนต่อไป แต่ก็มีเสียงหนึ่งขัดขึ้น

"คุณคิลคะ อย่าหาเรื่องกันเลยนะคะ" จะเสียงใครได้ล่ะ ก็เรนอนคนสวยของป้อมเราน่ะสิ

"ชิ! เห็นแก่เรนอนหรอกนะ" แล้วคิลก็ยอมสงบลง แต่ดูเหมือนครี้ดยังเดือดๆ อยู่ แต่ก็โดนแองจี้ใช้ไม้คทาขู่ไว้ก่อนที่เจ้าตัวจะไปหาเรื่องใครอีก


เฟรินมองภาพนั้นอย่างยิ้มๆ ก่อนจะเดินหาคาโบต่อไป แต่ก็ไร้ซึ่งเงาของเจ้าชายน้ำแข็ง

..เฮ้อ เดี๋ยวมันก็มาเองล่ะมั้ง.. เฟรินคิดในใจก่อนจะเดินกลับไปที่โรงอาหารเนื่องจากท้องน้อยๆ ของเจ้าหล่อนเริ่มส่งเสียงประท้วงน้อยๆ



แต่เมื่อเดินมาถึงในโรงอาหาร รังสีอัมหิตแห่งการเข่นฆ่าก็พุ่งมาใส่หน้าเฟรินเต็มๆ รัก เจ้าตัวรู้สึกขนลุกซู่ ก่อนจะกวาดสายตาหาต้นกำเนิด

แล้วเจ้าหล่อนก็หันไปสบตาของเจ้านักฆ่าเพื่อนซี้พอดี ซึ่งนัยตาของเพื่อนซี้ตอนนี้มีแต่แววของการเข่นฆ่า ทำเอาเฟรินต้องยกมือขึ้นลูบแขนที่มีแต่ขนลุกชัน ก่อนจะเดินเข้าไปหาเพื่อนรักอย่างกล้าๆ กลัวๆ

"คิล เป็นไรอ่ะ อย่าแผ่รังสีอย่างนี้ดิ ฉันกลัวนะ" เฟรินเข้าไปสกิดเบาๆ ที่ไหล่คิล

"เปล่า ไม่มีไร" แต่คำตอบที่ได้รับก็ทำเอาเฟรินต้องถอยหนี เนื่องจากน้ำเสียงของคิลนั้นเย็นเยียบยิ่งกว่าเจ้าชายน้ำแข็งเสียอีก

"โร คิลมันเป็นอะไรของมันน่ะ แผ่รังสีซะหน้ากลัวเลยอ่ะ" เมื่อเฟรินหาคำตอบจากเจ้าตัวไม่ได้จึงหันมาถามโรที่เดินมาพอดี

"ก็ดูนู้นดิ" โรว่าพลางชี้ไปทางโต๊ะอาหารที่มีเด็กปีหนึ่งสองสามคนกำลีงรุมล้อมเรนอนเอาไว้ เมื่อหล่อนเห็นดังนั้นก็ถึงบางอ้อ

"ฮิฮิ อิโถ่ แค่เรนอนคนงามโดนจีบแค่เนี้ยก็เล่นเอาซะโรงอาหารแทบกลายเป็นสนามรบ" เฟรินหัวคิกคักก่อนจะกล่าวกับโรเบาๆ

"อย่างกับว่าเวลานายโดนจีบ ป้อมจะไม่กลายเป็นปราสาทน้ำแข็งอย่างงั้นแหละ" โรพูดกลับมาอย่างหน้าตายก่อนจะเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงเจ้าหญิงแห่งเดมอสที่กำลังหน้าแดงเป็นลูกตำลึงสุก

"เอ่อ พี่เฟรินเป็นอะไรหรือเปล่าฮะ หน้าแดงเชียว" รุ่นน้องปีหนึ่งทักเธอทันทีที่เห็นสีหน้าของเธอ

"ปะ...เปล่า ไม่มีอะไรหรอก แค่อากาศร้อนน่ะ" หัวขโมยเก่าเถไปเรื่องอื่นก่อนที่จะโดยถามไปมากกว่านี้ แต่รุ่นน้องคนเก่าก็ยังมิวายถามต่อ

"แต่หน้ารุ่นพี่แดงมากเลยนะครับ ผมว่าไปห้องพยาบาลดีกว่านะฮะ เดี๋ยวจะเป็นลมเป็นแล้งไป" รุ่นน้องคนเก่งพูดพลางถือวิสาสะเข้าไปประคองร่างแบบบางของเฟริน ซึ่งถ้าดูเผินๆ นั้นก็เหมือนกับเขาและเธอกำลังกอดกันอยู่



คาโลที่เดินเข้ามาในโรงอาหารเมื่อเห็นภาพบาดตาบาดใจเข้าก็หยุดชะงักอยู่กับที่ ก่อนจะเดินสะบัดหน้าออกไปจากโรงอาหารโดยเงียบๆ

"ไม่เป็นไรจ่ะน้อง ปล่อยพี่เถอะ พี่ว่าน้องเอาเวลามานั่งหม้อสาวเนี่ยไปหาอะไรมาอ่านดีกว่านะ" เฟรินพูดพลางปัดๆ มือปลาหมึกของรุ่นน้องออก เมื่อรู้สึกถึงไอเย็นแปลกๆ

..เอ๊ะ! หรือว่าคาโลมา.. เฟรินคิด เมื่อผละออกจากมือปลาหมึกของรุ่นน้องได้แล้ว พลางกวาดตาไปทั่วโรงอาหารอีกครั้ง แต่ก็ไม่พบเจ้าชายน้ำแข็งอีกตามเคย

"เฮ้อ~ เอาเถอะ กินข้าวก่อนแล้วค่อยหาต่อยังทัน" เฟรินบ่นกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะไปซื้ออาหารมานั่งทานใกล้ๆ คิลที่ตอนนี้ยอมลดรังสีอัมหิตลงเมื่อเรนอนคนงามยอมมานั่งข้างๆ ตน

เฟรินทานอาหารอย่างรวดเร็วแต่ก็ไม่ลืมที่จะทานอย่างเรียบร้อย เมื่อทานเสร็จก็รีบลุกเอาจานไปเก็บและรีบรุดออกจากห้องอาหารไปตามหาคาโลต่อทันที แต่ก็ถูกขัดด้วยเสียงอันทรงพลังของครี้ด

"ไปไหนน่ะเฟริน"

"ไปตามหาคาโลน่ะ" เฟรินตอบปัดๆ ด้วยใบหน้าบึ้งตึงที่ถูกขัดจังหวะ

"อั้นแน่!! คิดถึงคาโลมากเลยหรือไง ไม่เห็นหน้ากันแค่ครึ่งวันเองนา" ครี้ดเอ่ยปากแซวอย่างไม่รู้สถานการณ์

"เปล่า แกอย่าถามมาก คนกำลังอารมณ์ไม่ดี" เฟรินตอบกลับดว้ยเสียงกระชากห้วน เผลอหลุดมาดเจ้าหญิง

ครี้ดมองหน้าเจ้าหญิงหัวขโมยขำๆ ก่อนจะเอ่ยแซวต่อ "เอ~~ อารมณ์ไม่ดีเพราะคาโลไม่อยู่ใช่ม้า~"

"นายอย่ามากวน อ้อ!! ห้ามตามไปล่ะ ถ้าตามไปรับรองจะไม่ใช่แค่โดนแช่แข็ง แต่จะโดนผ่าปฐพีเฉาะกบาลพวกแกด้วย" เฟรินขู่เสียงเย็นพร้อมๆ กับทำหน้าโหด ก่อนจะเดินดุ่มๆ ออกมา


เฟรินเดินทั่วป้อม ทั้งบนห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องสมุด และห้องอื่นๆ จนเริ่มเมื่อยล้าที่ขา

เฟรินตัดสินใจเดินไปที่สวนหลังป้อม เผื่อว่าไอ้น้ำแข็งเดินได้มันจะไปอยู่ที่นั้น


และก็เป็นไปตามคาด คาโลนั่งมองพระจันทร์ที่กำลังส่องสว่างอยู่บนหัว เฟรินค่อยๆ ย่องไปเข้า หมายจะแกล้งให้ตกใจเล่นเสียหน่อย แต่เจ้าตัวกลับรู้ตัวเสียก่อน

"ใคร!!" คาโลตวาดเสียงดังก่อนจะหันกลับมาด้วยแววตาดุดัน ทำเอาเฟรินสดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ

"ฉะ.....ฉันเอง เฟริน...." เฟรินตอบเสียงตะกุกตะกักด้วยความที่ตกใจยังไม่หาย

"มีอะไร" คาโลถามต่อเสียงห้วน

"ง่า.........มะ.....มีสิ ฉันอยากถามเรื่องที่นายโกรธน่ะ นายปะ........." แต่ยังไม่ทันที่เจ้าตัวจะได้ทันพูดจบประโยค คาโลก็ขัดขึ้นมาอย่างที่เจ้าตัวไม่เคยทำมาก่อน

"ไม่ได้โกรธ ไม่ได้เป็นอะไรทั้งนั้น!" คาโลตวาดเสียงเย็น พลางสะบัดหน้าไปทางเก่าอย่างข่มอารมณ์

"โถ่~ คาโล ถ้านายโกรธอะไรนายก็บอกมาสิ อย่างนี้ฉันจะรู้มั้ยว่านายกำลังคิดอะไรอยู่" เฟรินพูดต่อ เริ่มหายตกใจจึงพูดได้คร่องปรื๋อ

"ก็บอก..............." คาโลกะจะตวาดอีกรอบแต่ก็ถูกเสียงใสๆ พูดแทรกขึ้นมาก่อน

"ถ้านายไม่พูดออกมาแล้วฉันจะรู้มั้ยว่านายต้องการอะไร ไม่ใช่เอะอะอะไรก็เก็บเงียบๆ รู้มั้ยว่าฉันอึดอัดนะที่ต้องมานั่งพูดคนเดียวให้อากาศฟัง ทั้งๆ มีคนยืนรับฟังฉันอยู่ตรงนี้ทั้งคน" เฟรินระบายความอัดอั้นตันใจที่มีอยู่ล้นเหลือนั้นออกมาอย่างไม่อาย

"ฉันว่ามันคงไม่จำเป็นแล้วล่ะมั้งที่ฉันต้องมารับฟังนายพูด ในเมื่อนายก็มีคนใหม่แล้วนี้ ไอ้เด็กปีหนึ่งที่ชื่อครอสตินไรนั้นน่ะ" คาโลเอ่ยอย่างตัดพ้อ นัยตามีแววไหววูบอยู่ชั่วครู่ก็หายไป แต่ก็ไม่รอดพ้นสายตาของเฟรินไปได้

"นายอย่าบอกนะว่านายไปเห็นตอนที่ไอ้หมอนั้นมาสารภาพรักกับฉันน่ะ" เฟรินเอ่ยอย่างกลั้วหัวเราะ

"นายไม่ต้อง......" และคาโลก็ยังไม่ทันได้พูดจบประโยคก็โดนแทรกอีกตามเคย

"นายน่ะ น่าจะลองอยู่ฟังอีกซักพักนะ ฉันล่ะสะใจเป็นบ้าที่ได้ตอกกลับเจ้าเด็กนั้น ฮะๆ รู้มั้ยว่าฉันพูดว่าอะไร ฉันบอกเจ้าเด็กนั้นไปว่า ถ้าอยากจะได้ฉันเป็นแฟนล่ะก้อ ต้องผ่านสมรภูมิรบทั้งสามก่อน แล้วนายรู้มั้ย....ว่ามีอะไรบ้าง" เฟรินเว้นจังหวะในการพูดนิดหน่อย ก่อนจะเล่าต่อ "ก็มี เดมอส บารามอส แล้วก็........................คาโนวาลไง ฮะๆๆ แต่ตอนนี้ฉันว่าคงต้องตัดคาโนวาลออกไปแล้วเสียกระมัง ก็ในเมื่อเจ้าตัวเค้าไม่ต้องการแล้วนี่" เฟรินยังคงพูดต่อไปด้วยความน้อยใจ

"ฉันก็พอจะเดาได้นะว่าทำไมนายถึงโกรธฉันมากขึ้น คงเพราะนายเห็นเจ้าเด็กมือปลาหมึกนั้นมาโอบฉันล่ะสิ หึหึ ไอ้เด็กบ้านั้นน่ะจู่ๆ ก็มาหาว่าฉันไม่สบายเฉย บอกว่าจะพาไปห้องพยาบาล แล้วจู่ๆ ก็มารวบตัวฉันไปเฉยเลย แต่ถ้านายไม่เชื่อ......ก็แล้วแต่นะ.........ก็นายพูดเองนะว่า 'คงไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว'" เฟรินหยุดพูดเมื่อรู้สึกว่ากำลีงจะร้องไห้ เธอสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ เพื่อกลั้นน้ำตาเอาไว้ แต่ท้ายที่สุด มันก็ไม่ไหว

น้ำใสๆ ร่วงเผาะลงบนพื้นหญ้า ทำนบน้ำตาของเธอได้ทลายลงแล้ว เฟรินไปอาจอยู่สู้หน้าคาโลได้ในเวลานี้ เธอไม่อยากให้เขาเห็นน้ำตาของความอ่อนแอนี้ เธอไม่อยากจากเขาด้วยความโสกเศร้า

เฟรินเงยหน้าขึ้นด้วยรอยยิ้มทั้งน้ำตาที่เธอพยายามฝืนทนปั้นใบหน้านี้ขึ้น

"ถ้านายอยากจากไป ก็แล้วแต่นะ ฉันไม่แคร์.....อยู่แล้วล่ะ.............ฮึก.......ถะ...........ถ้านายคิดว่าฉันนอกใจ......กะ.......ก็แล้วแต่.........นะ.......ลา.....ก่อน......คา......โล.......ฮึก" เฟรินกล่าวเสียงที่ขาดหายเป็นห้วงๆ เนื่องจากต้องคอยสะกดกลั้นเสียงสะอื้นเอาไว้

คาโลที่ตอนนี้ยืนเหวอเมื่อเห็นน้ำตาของคนที่เขารักร่วงลงมาอย่างไม่ขาดสายนั้นด้วยดวงใจที่โหวงเหวง

..เธอกำลังจะจากเขาไป..........นี่เขาทำร้ายเธอเหรอเนี่ย.. คาโลคิดในใจอย่างเจ็บปวด

เขาค่อยๆ เดินเข้าไปหาเฟรินที่ตอนนี้ยืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่ตรงหน้าเขาด้วยไหล่ที่สั่นไหวด้วยแรงสะอื้น

"เฟริน..............." คาโลพูดได้แค่นั้นก็รวบตัวคนตัวเล็กกว่าเข้าสู่อ้อมกอดของเขาทันที

ร่างบางดิ้นไปมาอย่างขัดขืนเมื่อถูกรวบเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดที่แสนจะอบอุ่นและโหยหา แต่ดิ้นไปได้สักพักก็หยุดนิ่งไปเพราะว่าเธอไม่มีแรงแล้ว ไม่แม้จะจะยืนด้วยตัวเอง ได้แต่ยืนซบที่อกของคาโล ปล่อยให้น้ำตาหยดใสออกมาอย่างไม่อายใคร

"เฟริน....ฉัน....ขอ....โทษ" คาโลกล่าวเสียงสั่นเครือ เมื่อรับรู้ถึงอกของตนที่กำลังเปียกชุ่มไปด้วยน้ำตาของคนตัวเล็กที่กำลังกอดไว้อยู่

เขารัดอ้อมกอดแน่นขึ้นอย่างกลัวว่าเธอจะหายไปต่อหน้าต่อหน้า พลางก้มลงจูบซับน้ำตาของคนในอ้อมกอด

เฟรินส่ายหน้าไปมาเบาๆ ก่อนจะกอดรอบคอของคาโลไว้แน่นด้วยความโหยหา

"นายสัญญาสิ ว่านายจะไม่พูดว่าลาก่อนอีกแล้ว เฟริน....." คาโลกระซิบที่ข้างหูเฟรินอย่างอ้อนวอน

"ได้สิ ได้.......นายก็สัญญานะ ว่านายจะไม่บอกว่าฉันไม่สำคัญ แล้วก็อย่าทิ้งฉันไปนะคาโล นายก็น่าจะรู้ว่าฉันระ........." พูดได้แค่นั้นปากอวบอิ่มที่ใช้พูดจ้อก็พูดปิดลงด้วยริมฝีปากบางเฉียบ

คาโลประกบริมฝีปากไว้นานกว่าจะยอมถอนออก ทั้งคู่มองตาซึ่งกันและกันอยู่นานก่อนที่เฟรินจะยืดตัวขึ้นเพื่อประทับริมฝีปากอวบอิ่มกับริมฝีปากบางเฉียบอีกครั้งหนึ่ง

แต่คราวนี้นานขึ้นและมีความโหยหา ความเร้าร้อนมากขึ้น ลิ้นสากสอดแทรกเข้ามาในโพรงปากน้อยๆ อย่างช่ำชอง พลางสำรวจหาความหวานไปทั่ว

เฟรินครางเบาๆ อย่างพอใจแต่นั้นก็ทำให้คาโบต้องหยุดชะงัก เพราะถ้าหากเขายังคงทำต่อไปล่ะก็ มันคงจะเลยเถิดไปไกลแน่ๆ เขาจึงต้องจำใจถอนริมฝีปากอย่างอ้อยอิ่งด้วยความเสียดาย

เฟรินก้มหน้างุดๆ ทันทีด้วยความเขินอายกับการกระทำของตนเมื่อกี้ ส่วนคาโลก็มองคนตัวเล็กในอ้อมกอดอย่างขบขันเมื่อเห็นปติกิริยานั้นๆ

"นายไม่ต้องพูดหรอกเฟริน........ ฉันรู้.........รู้ว่านายรักฉัน" คาโลกระซิบที่ข้างหูอีกครั้งแล้วฉวยหอมแก้มนุ่มนิ่มไปหนึ่งฟอดอย่างชื่นใจ



...................................................................



เฟรินและคาโลเดินเข้ามาในหองนั่งเล่นเฉพาะของปี 3 ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มที่ต่างจากขาไปอย่างสิ้นเชิง ทำเอาครี้ดคันปากยิบๆ อยากแซวขึ้นมาตงิดๆ แต่ก็โดนแม่ทูนหัวดักเอาไว้เสียแล้ว ด้วยไม้คทานั้นเอง.......................

"ไง เฟริน คืนดีกันเร๊อะ" คิลที่ไม่ได้โดนเรนอนคุมไม่ให้พูดเอ่ยปากแซวแทนครี้ดที่เงียบสนิด

"หึหึ แล้วนายล่ะคิล" เฟรินย้อนกลับไปทำเอาคิลหน้าขึ้นสี ก่อนจะเงียบไปทันทีเพราะไม่อยากขุดหลุมฝังตัวเอง

"ว่าแต่ ไม่มีใครตามไปใช่มั้ย?" เฟรินถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้มที่แฝงไปด้วยความอัมหิต

"จ้า ไม่มีใครตามไปเลย" ครี้ดที่ทนไม่ไหวตอบกลับมาอย่างไม่เกรงกลัว

ก็จะกลัวอะไรล่ะ ในเมื่อพวกเขาไม่ได้ตามไปจริงๆ ก็ในเมืท่อเจ้าแม่สั่ง ลูกน้องก็ต้องทำตาม (หรืออีกนัยหนึ่งก็คือกลัวดาบและคทาของเจ้าตัวเขา)

"ดีมากกกกก" เฟรินยิ้มกว้างแล้วลากเสียงยาวก่อนจะกระโดดผลุงไปนั่งเล่นหมากรุกกับโร ทิ้งให้เจ้าชายคนสำคัญยืนแกล่วอยู่คนเดียว แต่เจ้าตัวก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร

ก็ในเมื่อได้กำไรจากเจ้าคนตัวเล็กมาตั้งเยอะแล้วนี่ ปล่อยๆ มันไปบ้างก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร



....................................................................

ณ ห้องนั่งเล่นเฉพาะปี 1

เหล่าน้องใหม่ต่างพร้อมใจกันมานั่งเป็นวงกลมใหญ่ๆ เมื่อทุกๆ คนได้เห็นฤทธานุภาพของรุ่นพี่แต่ละคนไปบ้างแล้ว

ทั้งรุ่นพี่คาโล รุ่นพี่คิล รุ่นพี่โร รุ่นพี่ครี้ด ที่พยายามส่งสายตาอาฆาตร ปล่อยรังสีเข่นฆ่า แผ่รังสีอัมหิต ใช้สายตาจิกด่า จนรุ่นน้องต่างพากันหนาวๆ ร้อนๆ ไปตามๆ กัน

"นี่ๆ ครอสติน เมื่อเย็นนายบอกว่าไปสารภาพรักรุ่นพี่เฟรินมาใช่ป่ะ" วาฟเด็กชายที่ก่อเรื่องไว้เมื่อวันปฐมนิเทศน์พูดขึ้นอย่างค้างคาใจ

"อือ ทำไม" เด็กหนุ่มนามครอสตินขานรับก่อนจะถามกลับหน้าตาย

"ก็ไม่มีอะไร แต่ฉันคิดว่านายทำให้รุ่นพี่เฟรินกับรุ่นพี่คาโลทะเลาะกันแหนะ" วาฟพูดต่อด้วยอาการไม่ใส่ใจอะไร

"เหรอ" ครอสตินตอบรับเบาๆ อย่างคนสำนึกผิด

"เอาเถอะ แต่ทีหลังนายก็อย่าไปแส่หาเรื่องแล้วกันนะครอสติน ถ้ายังอยากมีชีวิตอยู่น่ะ" อานาลิสต์เด็กสาวผมทองพูดขึ้นอย่างกวนๆ

"เธอก็อย่ามายุ่งสิยัยหัวทอง" ครือสตินตอบกลับอย่างมีน้ำโห

"ไอ้บ้า!! มาว่าฉันยัยหัวทองได้ไงยะ!!" อานาลิสต์ตวาดลั่นด้วยความโกรธที่มีอยู่ล้นเหลือ

เธอไม่ชอบให้ใครมาว่าผมที่เธอแสนรักแสนห่วงนี้ เพราะว่าสีผมของเธอนั้นเหมือนกับสีผมของแม่เธอ แม่ที่เธอแสนรักและแสนเคารพ

"พอๆๆ แยกๆ เอาเป็นว่าถ้าพวกนายไม่อยากจะให้เกิดสิ่งมหัศจรรย์ในป้อมเราอีกล่ะก็จงอยู่เงียบๆ ซะ อย่าไปยุ่งกับรุ่นพี่ เข้าใจนะ" ดราน่า เจ้าหญิงแห่งแอ็ตลาสพูดขึ้นอย่างสรป ก่อนจะเดินออกจากห้องนั่งเล่นไป และตามด้วยคนอื่นๆ ที่ต่างก็แยกย้ายกันไปเข้านอน









To be continue..............................................?!?



อ้า เอาไปเลยเจ้าค่ะ 100 เปอร์เซ็น แง่มๆ รู้สึกว่าตอนนี้แอบหวานปนเศร้าเคล้าน้ำตาอย่างแรง อึก TwT

อิอิ หวังว่าข้าพเจ้าคงแต่งได้ซึ่งพอนะเจ้าคะ ไปแล้วล่ะค่ะ บ๊ายบาย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

184 ความคิดเห็น

  1. #176 'frencill♥ (@tchz-fc) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2555 / 23:43
    รักกันแล้ว เศร้านะตอนที่ทะเลาะกันอ่ะ
    #176
    0