สาบานรักแห่งอดีต (Fic ปรมาจารย์ลัทธิมาร เว่ยอิงxหลานจ้าน)

ตอนที่ 13 : chapter.11 ดูแลคนป่วย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 784
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 52 ครั้ง
    4 ต.ค. 62

พอเปิดประตูออก วั่งจีก็พบกับเว่ยอิงในสภาพเปียกปอน ใบหน้าหมองซีดเซียว เว่ยอิงมีกระเป๋าติดตัวมาด้วย วั่งจีไม่รู้ว่าเว่ยอิงจะสื่ออะไร แต่ไม่ทันได้เอ่ยปากถามอะไรเว่ยอิงก็สลบลงกลางอกของวั่งจี เพียงแค่ตัวติดกันก็ทำให้รู้ได้ว่าเว่ยอิงมีไข้ขึ้นสูงมาก วั่งจีไม่รีรอพาเว่ยอิงขึ้นห้องนอนและเช็ดตัวให้เรียบร้อย วั่งจีนั่งลงข้างเตียงและมองดูเว่ยอิง ไม่นานนักก็มีคนมาเคาะประตูห้องของเขา
“วั่งจี พรุ่งนี้เจ้าจะเข้าไปบริษัทรึไม่” ซีเฉินพูด 
“อ่า ข้ารู้คำตอบแล้วล่ะ” ซีเฉินไม่รอคำตอบเมื่อเห็นว่าภายในห้องของน้องชาย มีแขก
“ข้าอาจจะเอางานมาทำที่บ้าน” วั่งจีตอบ
“งั้นเจ้าเอาไปเลยแล้วกัน พรุ่งนี้จะได้ไม่ต้องเข้าไปเอาให้เสียเวลา ว่าแต่ทำไมคุณชายเว่ยถึงอยู่ที่นี่” ซีเฉินยื่นเอกสารงานให้วั่งจีพร้อมกับถามถึงอีกคนที่นอนซม
“ข้าเองก็ไม่รู้ เขาไข้ขึ้นสูงด้วย คงต้องพักผ่อนอย่างมาก” วั่งจีตอบเสียงเรียบ
“งั้นข้าไม่กวนเจ้าแล้วกัน” ว่าจบซีเฉินก็เดินกลับห้องไป
วั่งจีปิดประตูลงและกลับมานอนบนเตียงของตน พร้อมกับโอบกอดคนข้างกายไว้แน่น เหมืนกับว่าไม่อยากให้หายไปไหน เพราะรักจึงยอมดูแล เพราะรักจึงยอมถูกดูถูก วั่งจีนอนกอดเว่ยอิงตลอดคืนจนถึงเช้า วั่งจีตื่นขึ้นมาก็พบว่าเว่ยอิงไม่มีท่าทีว่าจะดีขึ้น เขาจึงลุกไปทำอาหารเพื่อกินในส่วนของเขา และส่วนของเว่ยอิงจะมียาด้วย1เม็ด วั่งจีเดินกลับเข้ามาในห้องพร้อมกับถาดอาหารให้คนป่วย
“เว่ยอิง..” วั่งจีเรียกแต่ก็ไม่มีท่าทีว่าอีกคนจะตื่น
“เว่ยอิง… เว่ยอิง!” วั่งจีเริ่มส่งเสียงดังขึ้น
ว“อือ… อื้ม~~” เสียงคนบนเตียงครางในลำคอ พร้อมกับลืมตาขึ้นเล็กน้อย
“เจ้าตื่นมากินข้าวกินยาก่อน เดี๋ยวค่อยนอนพัก” วั่งจีพูดและค่อยๆพยุงให้เว่ยอิงอยู่ในท่านั่งพิงหัวเตียง
“เจ้าป้อนข้าหน่อยสิ ข้าไม่มีแรงจะทำอะไรเลย” เว่ยอิงพูดอย่างออดอ้อน
“อืม” ตอบสั้นๆก็ตักข้าวป้อนเว่ยอิง
“เจ้ามาบ้านข้าทำไม ทั้งที่ฝนตกแถมยังไม่สบายอีกด้วย” วั่งจีถาม
“ก็ข้าไม่อยากอยู่บ้านน่ะสิ” เว่ยอิงตอบและกินข้าวต่อ
“มีเรื่องอะไร” วั่งจีถามแต่มือก็ยังคงตักข้าวป้อนให้อีกคน
ย“ก็เรื่องเหมียนเหมียน นางอยากให้ข้าเลิกยุ่งกับเจ้า แถมยังโวยวายเสียงดัง ข้าเลยไม่อยากอยู่บ้านน่ะ” พูดไปก็หลบตาคนตรงหน้า
“ช่างเถอะ กินเข้าจะได้กินยา” วั่งจีตักข้าวป้อนให้เว่ยอิงเรื่อยๆจนหมด และก็ถึงเวลากินยา
“ข้าไม่กิน” เว่ยอิงตอบพร้อมกับหันหน้าหนี
“เจ้าต้องกิน ไม่งั้นเจ้าจะหายไข้ได้อย่างไร” วั่งจีพูดและพยายามจะให้เว่ยอิงกินยา
“ไม่” เว่ยอิงส่ายหัวและหันหน้าไปอีกทาง
“เฮ้อ!” วั่งจีถอนหายใจ
วั่งจีกินยาและอมไว้ในปากก่อนจะจับใบหน้าของอีกคนให้เข้าหาตน และประกบจูบเพื่อบังคับให้อีกคนกินยาทั้งที่มันขมมากๆ วั่งจียังไม่ถอนจูบออกจนกว่าจะมั่นใจว่าอีกคนกลืนยาไปแล้ว ไม่นานเว่ยอิงก็ต้องจำใจกลืนเม็ดยาแสนขมลงคอ วั่งจีถอนจูบออกมันทำให้เว่ยอิงหน้าเสีย ทั้งเขินทั้งโกรธอีกคน 
“นอนพักซะ” วั่งจีพูดและลุกเดินเอาถาดจานไปเก็บ
หลังจากวั่งจีเดินออกไป เว่ยอิงก็นอนราบกับเตียงและบ่นกับตัวเอง ถ้าไม่มีวั่งจีเขาเองก็ไม่รู้จะไปที่ไหน ไม่รู้จะยังมีใครอยู่เคียงข้างเขาไหม ถ้าหากขาดคนตัวโต เขาจะเป็นยังไงในตอนนี้ ต้องทนกับสิ่งที่ตัวเองไม่ต้องการ เว่ยอิงนอยพลิกตัวไปมาบนเตียง จนเกิดความเพลียแล้วหลับไป
“หลับไปแล้วงั้นหรอ…” วั่งจีเดินเข้ามาในห้อง
วั่งจีนั่งลงที่โต๊ะทำงานและเริ่มทำงานทั้งหมดที่เขาได้รับ เขาพยายามตั้งใจทำงานโดยที่ไม่ต้องนึกห่วงอีกคน แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคงหันมามองคนบนเตียงอย่าสม่ำเสมอ ทำงานไปได้สักพัก วั่งจีอ่านรายละเอียดของเอกสารแผ่นนึง และพบว่า มีเอกสารใบนึง เขียนเกี่ยวกับงานเลี้ยงของบริษัทของเว่ยอิง ซึ่งเขาได้รับเชิญไปงานด้วยเช่นกัน วั่งจีแยกเชิญร่วมงานเลี้ยงไว้ต่างหาก เขาตั้งใจจะเก็บไว้ถามเว่ยอิงก่อน แล้วค่อยตัดสินใจตอบรับ
เวลาผ่านไปจนถึงเที่ยง เว่ยอิงตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการป่วยที่ดีขึ้นนิดหน่อย เว่ยอิงลุกนั่งและบิดขี้เกียจไปมา สายตาก็สอดส่องหาคนตัวโตที่เป็นเจ้าของห้อง แต่ก็ไม่พบ เขาจึงลุกเดินไปเข้าห้องน้ำ และด้วยความประมาทเขาจึงไม่ล็อกประตูห้องน้ำ 
ยังไม่ทันได้ทำอะไรมาก วั่งจีก็เดินมาเปิดประตูห้องน้ำอย่างรีบร้อน เพราะว่าพอเข้ามาเขาไม่เห็นเว่ยอิง พอเปิดประตูมาเจอเว่ยอิง วั่งจีก็รีบปิดประตูลงเพื่อให้คนข้างในได้ทำธุระส่วนตัว ส่วนเขารออยู่ด้านนอก เว่ยอิงตอนนี้สีหน้าขึ้นสีอย่างบอกไม่ถูก ทั้งเขินอายและตกใจมากที่จู่ๆวั่งจีก็เข้ามาโดยพลการ
เว่ยอิงเดินออกมาด้วยท่าทีเขินอายและไม่กล้าสบตากับวั่งจี เว่ยอิงเดินกลับมานั่งลงที่เตียงเหมือนเดิม พร้อมมองดูแผ่นหลังกว้างของวั่งจีที่นั่งทำงานอย่างใจจดใจจ่อ เขาหันไปมองข้างเตียงก็พบว่ามีจานข้าวและยาอยู่ ในใจก็นึกอยากจะกิน แต่กลัวว่าคนตรงหน้าจะต่อว่า เลยนั่งเงียบ
“เว่ยอิง” วั่งจีเรียกเว่ยอิงที่นั่งเม่อลอยอยู่
“ห๊ะ!” เว่ยอิงตกใจ
“กินข้าวเถอะ ได้กินยา” วั่งจีพูดและยกจานข้าวให้เว่ยอิง
เว่ยอิงกินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย วั่งจีมองใบหน้าแสนหวานที่ดูค่อนข้างจะมีความสุขที่ได้กิน มองไปก็เผลอยิ้มออกมา 
“เว่ยอิง เรื่องงานเลี้ยงน่ะ เจ้าจะไปรึไม่” วั่งจีถาม
“ข้าไม่รู้ ข้ายังไม่อยากไปไหนเลย และข้าก็… ยังไม่อยากเจอเหมียนเหมียนหรือใครเลย” เว่ยอิงตอบสีหน้าเศร้าหมอง
“งั้นเจ้าก็ลองคิดดูดีๆ ยังอีกนานกว่าจะถึงวันงานเลี้ยง ตอนนี้เจ้าพักผ่อนเถอะ” วั่งจีพูดและหยิบยากับน้ำให้เว่ยอิง
“ข้าไม่กิน” เว่ยอิงตอบพร้อมทำสีหน้ามู่
“ถ้าเจ้าไม่กิน จะหายไข้ได้อย่างไร” วั่งจีพูดพร้อมกับพยายามจะทำให้เว่ยอิงยอมกินยา
“ข้าไม่ชอบ มันขม” เว่ยอิงยังคงปฏิเสธไปเลย
“เฮ้อ!” วั่งจีถอนหายใจแรง
สุดท้ายเพราะความดื้อดึงของเว่ยอิง ทำให้วั่งจีต้องใช้วิธีการป้อนยาแบบเมื่อเช้า แต่รอบนี้แตกต่าง วั่งจีเริ่มบดจูบอย่างดูดดื่มหลังจากที่เว่ยอิงกลืนยาลงไปแล้ว จากรสจูบที่ร้อนแรง ค่อยๆเปลี่ยนเป็นจูบอย่างอ่อนโยน เว่ยอิงตอบรับจูบที่อ่อนโยนของวั่งจีด้วยการจูบตอบ
“อื้อ อื้ม” เว่ยอิงครางท้วงเมื่อเขาเริ่มขาดอากาศหายใจ
“แฮ่กๆ” เสียงหอบดังขึ้นในห้องนอนของคนตัวโต
“เจ้านอนพักเถอะ ข้าจะทำงานต่อ” วั่งจีผละออกและหันไปสนใจกับงานของเขาต่อ
เว่ยอิงหลังจากผละจูบออกก็มุดตัวลงกับผ้าห่มผืนใหญ่ ใบหน้าร้อนผ่าวอยู่ภายใต้ผ้าห่ม เกิดความเขินอายถึงแม้ในใจจะต่อว่าอีกคน แต่ก็ยังคงเขินอายกับสิ่งที่อีกคนทำ ใบหน้าหวานหลับตาลงพร้อมกับนึกถึงช่วงเวลาที่ดีที่สุด ทุกช่วงเวลาที่มีแค่เขาและคนตัวโต เว่ยอิงนอนฝันถึงวันที่เขาอยู่อย่างมีความสุขกับคนตรงหน้า และมันคงเป็นแค่ฝัน
วั่งจีหลังจากกลับมาที่โต๊ะทำงานเขาก็นั่งคิดเรื่องงานเลี้ยงที่ถูกรับเชิญ เขาควรจะตอบรับ และทำให้เว่ยอิงปรับความเข้าใจกับทุกๆคนในครอบครัวได้ จริงของเหมียนเหมียน เป็นสามีภรรยาก็ควรจะใส่ใจดูแลกัน แต่เขาก็เข้าใจเหตุผลที่เว่ยอิงไม่สนใจเหมียนเหมียน เพราะทั้งสองคนไม่ได้รักกัน ที่แต่งงานกันคงเพราะเหมียนเหมียนแค่ต้องการให้เว่ยอิงรับผิดชอบในความรู้สึกของเธอเท่านั้น พอคิดได้เขาจึงตอบตกลงที่จะไปงานเลี้ยงและตั้งใจว่าจะพาเว่ยอิงไปด้วย ไม่ว่าเจ้าตัวจะไม่ยอมก็ตาม
เคลียงานที่เหลือเสร็จ เขาก็ล้มตัวลงนอนข้างๆคนป่วย วั่งจีนอนกอดเว่ยอิงไว้คล้ายกับไม่อยากให้หายไปไหน จนกว่าจะถึงวันจัดงาน จะขออยู่กับคนๆนี้ให้นานที่สุด จะขอรักคนๆนี้แต่เพียงผู้เดียว และก่อนจะถึงวันที่เขาต้องตัดใจ เขาขอแค่ได้บอกในสิ่งที่อยากบอกและทำในสิ่งที่อยากทำ 
วั่งจีและเว่ยอิงนอนกอดกันจนถึงมืด เว่ยอิงลืมตาตื่นภาพตรงหน้าคือแผงอกกว้างของวั่งจีที่นอนกอดเขาอยู่ พอปรับโฟกัสได้ก็เกิดอาการเขินจนหน้าขึ้นสี แต่ก็ไม่ได้ผละออกและยังกอดตอบ หวังแค่ว่าสักวันเขาจะได้คนๆนี้มาครอบครอง เว่ยอิงได้แต่คิดและหวัง ตั้งแต่แรกพบเขาไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่าจะตกหลุมรักคนๆนี้ ก็แค่คนที่เคร่งครัดกฎระเบียบและไม่สนโลกคนนึง แต่มันเหมือนมีบางอย่างบอกเขาว่า การได้รู้จักหรือแกล้งขคนๆนี้คงดีไม่น้อย แต่แล้วโชคชะตาก็เล่นตลก เปลี่ยนความมางเมินเป็นความใกล้ชิด สร้างความผูกพันธ์ให้กลายเป็นรัก และไม่รู้โชคชะตาเล่นอะไร สร้างความรักแต่กลับไม่ให้สมหวัง คำสาบานในอดีตที่เขาได้ไปเห็นกับตัวเอง เหมือนมันไม่มีผลอะไรเลย แค่ยังคงสร้างให้เกิดมาพบกันอีกเท่านั้น
“อืม~” เสียงวั่งจีครางออกมา ดึงสติให้คนในอ้อมกอดได้อย่างดี
“เจ้าตื่นแล้วหรอ” เว่ยอิงถามขึ้น
“อืม ดีขึ้นรึยัง” วั่งจีเอามือแตะที่หน้าผากของเว่ยอิง
“อื้อ ดีขึ้นบ้างแล้ว… หลานจ้าน ข้าอยากไปเที่ยว” เว่ยอิงพูดส่งเสียงออดอ้อน
“ไปที่ไหนดีล่ะ” คำตอบผิดขาดจากที่เว่ยอิงคิดไว้ แต่มันก็ดีมากๆ
“ข้าอยากไปที่ไหนก็ได้ ขอแค่มีเจ้าอยู่ข้างๆ” เว่ยอิงพูดพร้อมกับซุกอกแกร่ง
“งั้นรอเจ้าหายป่วย ข้าจะพาเจ้าไปเที่ยว” วั่งจีพูดและกอดอีกคนไว้แน่น
“อื้อ… หลานจ้าน ข้าเริ่มหิวแล้ว หาอะไรให้ข้ากินหน่อยสิ” เว่ยอิงผละออกและส่งสายตาออดอ้อน
“ทำตัวเป็นเด็กเลยนะเจ้า” วั่งจีพูดและลุกออกไปเตรียมกับข้าวให้เว่ยอิง
เว่ยอิงนอนเล่นอยู่ในห้อง พลางคิดในใจว่าวั่งจีจะพาเขาไปที่ไหน และความสัมพันธ์ที่ตัวเขาเองตัดออกไม่ได้ มันจะยังคงอยู่กับเขาไหม เว่ยอิงนอนพลิกตัวไปมาอย่างคนไม่มีอะไรทำ แต่เมื่อเขานอนหงายเขากับเห็นภาพตอนที่เขาและวั่งจีมีอะไรกัน มันทำให้เขารู้สึกเขินขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก 


วั่งจีเดินเข้าครัวมาเพื่อทำอาหารให้คนตัวเล็กกิน เขาตั้งใจจะทำอาหารอะไรที่มันอ่อนๆ เรียบง่ายอย่างข้าวต้ม พลางนึกถึงสถานที่ ที่เขาอยากพาเว่ยอิงไป ก่อนที่หลังจากนี้จะไม่มีวันได้เจอกันอีกต่อไป โหยหาแต่ต้องผลักไส ทั้งที่เอื้อมถึงแต่กลับไม่คว้าไว้ 
“วั่งจี เจ้าทำอาหารอยู่หรอ” ซีเฉินที่เพิ่งกลับจากที่ทำงานทักขึ้น
“อ่า” วั่งจีขานรับ
“เจ้ารู้เรื่องงานเลี้ยงแล้วสินะ จะไปไหม” ซีเฉินถาม
“ไป” วั่งจีตอบ
“น่าแปลกใจ ที่เจ้ายอมออกงาน แต่ก็ดี” ซีเฉินทักขึ้นเพราะน้องชายของตนไม่เคยออกงานหรือแม้แต่จะก้าวเท้าออกจากบ้านโดยไม่จำเป็น
“รู้เรื่องที่บริษัทตระกูลเจียง ตามหาคุณชายเว่ยรึยัง” ซีเฉินเริ่มพูดขึ้นอีก วั่งจีแหล่มองเล็กน้อยแต่ก็ทำให้คนพี่รู้ว่าอีกคนสนใจจะฟังเรื่องนี้
“วันนี้มีคนจากบริษัทตระกูลเจียงมาถามหาคุณชายเว่ย ข้าจึงตอบว่าไม่รู้ แต่แล้วเหมียนเหมียนก็ตึงตังเดินเข้ามา และกล่าวหาเจ้าอย่างหนัก แถมยังจะเอาเรื่องเจ้าอีกด้วย ดูไร้เหตุผลมากๆ” ซีเฉินเล่า
“ ……..” ไม่มีความเห็นใดๆจากคนที่ถูกกล่าวหา
“ข้สจะขอลางานสักช่วงนึง” วั่งจีพูดและหันเอาข้าวต้มไปวางไว้หน้าพี่ชายตน 
“ได้สิ เจอเรื่องพวกนี้เจ้าอาจเครียด ไปเที่ยวพักผ่อนก็ได้นะ ชวนคุณชายเว่ยไปด้วยก็ดี เขาเองก็คงมีเรื่องให้เครียดไม่ต่างกับเจ้า” พูดจบก็ตักคำข้าวเข้าปากไป
หารู้ไม่ว่าคนตรงหน้าลางานเพื่ออีกคนที่เขาพูดถึงอยู่ แต่ถึงอย่างนั้นวั่งจีก็ไม่สนใจกับคำพูดของอีกฝ่ายอยู่แล้ว เขามีที่ๆที่อยากพาคนๆนั้นไปอยู่แล้ว และเขาก็หวังว่าคนๆนั้นจะชอบมัน เหมือนกับที่เขาชอบอีกฝ่าย


และ คัด!!!




กลับมาแล้ว ไรท์หายไปนาน มาก จะบอกเหตุผลนะครับว่าทำไม คือ 1.ติดสอบ 2.ผมทะเลาะกับแฟนทุกวันจนความรู้สึกอยากทำอะไรมันหายไปเลย
แฟนไรท์ขี้หึงหวงจนกล่าวหาไรท์ได้ทุกวัน แต่และแล้วไรท์ก็กลับมาได้เพราะแรงกำลังใจจากรีด ที่มีมาไม่ขาดสาย ก็ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงนะครับ เข้ามาอ่านแล้วอย่าลืมกดติดตาม กดไลค์ กันด้วยนร้า รักรีดทุกคนครับและสัญญาว่าจะไม่ทิ้งนิยายเรื่องนี้แน่นอน
See you next episode. 




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 52 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

62 ความคิดเห็น

  1. #36 suwannanung1311 (@suwannanung1311) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2562 / 16:35
    ขอให้ดีกันไวๆค่ะ และมาอัปต่อนะค่ะ
    #36
    1
    • #36-1 PpetchSL (@PpetchSL) (จากตอนที่ 13)
      5 ตุลาคม 2562 / 18:36
      ครับผม รอชมต่อนะครับ อย่าเพิ่งหายนะ
      #36-1
  2. #35 bbowwipa-12 (@bbow1234567890) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2562 / 19:34
    ขอให้ทั้งสองคนสมหวังกันไวๆนะ สงสารทั้งคู่เลย
    #35
    1
    • #35-1 PpetchSL (@PpetchSL) (จากตอนที่ 13)
      5 ตุลาคม 2562 / 05:57
      จะสมหวังรึไม่ ชะตาลิขิตไว้แล้วงับ
      #35-1