[Star Wars::AU::Reylo] Love Illusion

ตอนที่ 4 : The Escape

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 207
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 22 ครั้ง
    9 ม.ค. 63

Tatooine

 

“พวกข้าไม่สมควรได้รับการอภัยโทษใดๆที่ไม่สามารถปกป้องเจ้าหญิงได้ พวกข้ายินดีรับโทษประหาร” เอกอนรวมทั้งองครักษ์รวมเก้าชีวิตนั่งคุกเข่าก้มศีรษะอยู่ต่อหน้าเบน เคโนบี ภายในห้องทรงอักษรของกษัตริย์แห่งนาบู ตู้ไม้ขัดเงาโบราณเรียงรายเต็มพื้นที่กำแพง เต็มไปด้วยหนังสือตำรามากมายอัดแน่น

 

แสงจันทร์ส่องผ่านหน้าต่างสูงเสียดเพดานที่แต่งด้วยม่านสีน้ำเงินริ้วทองเข้ากับกำมะหยี่นวมบุผนังห้อง ต้องใบหน้าที่มีริ้วรอยตามกาลเวลา คิ้วสีน้ำตาลแซมเทาขมวดยุ่ง เบน เคโนบียืนมองออกไปนอกหน้าต่าง หันหลังให้คณะเดินทางที่นำพาข่าวร้ายที่คาดไม่ถึงมาให้ อากาศภายในห้องเย็นจับใจ ไม่ต่างกับความรู้สึกหนาวเหน็บที่เกาะกุมหัวใจขององครักษ์ทั้งสิบนาย พวกเขารู้ตัวว่าสมควรตาย และหวังให้กษัตริย์เคโนบีที่พวกเขาเทิดทูนยิ่งชีพเป็นผู้ปลิดชีวิต โทษฐานทำให้ความหวังเดียวของชาวนาบูตกไปอยู่ในมือศัตรูที่อันตรายที่สุด อัศวินแห่งรัตติกาล

 

แต่เบน เคโนบียังคงยืนนิ่ง หายใจช้าๆอย่างสม่ำเสมอ สุขุม ไม่เกรี้ยวกราด ไม่แสดงท่าทีตื่นตระหนก ทรงเป็นอย่างที่เคยเป็นมาตลอด ผู้ที่มีสติปัญญาเหนืออารมณ์

 

ครู่หนึ่งเขาส่ายศีรษะช้าๆก่อนหันมาเผชิญหน้ากับทุกคน

 

“ฆ่าพวกเจ้าไม่มีประโยชน์ ในเมื่อทหารฝีมือดีที่สุดในนาบูก็คือพวกเจ้า” เบนนั่งลงบนเก้าอี้หลังโต๊ะทำงาน เอามือลูบขมับเบาๆอยู่พักหนึ่ง ก่อนเริ่มพูดอีกครั้ง

 

“พวกเจ้าแน่ใจใช่หรือไม่ว่า ไคโล เรน เป็นคนพาลูกสาวข้าไป”

 

“แน่ใจฝ่าบาท พวกข้าเห็นกับตา อัศวินรัตติกาลและไคโล เรนผู้นำของพวกมัน ตัวสูงใหญ่ ในหน้ากากเหล็กสีดำคาดเงิน เคลื่อนไหวรวดเร็ว ลีลาดาบเฉียบคม ใช้ดาบเรืองแสงสีเพลิง”

 

“พวกนั้นพาเรย์ไปที่ไหน”

 

“เรื่องนั้นพวกข้าไม่ทราบจริงๆ พวกข้าถูกทำให้หมดสติกันไปหมด ตื่นขึ้นมาเจ้าหญิงก็ไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว พยายามตามรอยเท่าไหร่ก็ไม่พบว่าไปทางไหนจึงรีบกลับมารายงาน แต่ไคโล เรนพูดชัดเจนว่าจะพาเจ้าหญิงไป” ฟังถึงตอนนี้เบน เคโนบีหลับตานิ่ง ยกมือขึ้นห้ามให้เอกอนรู้ว่าควรหยุดพูด

 

“เอาล่ะ เอกอน เจ้าจัดทีมที่ดีที่สุดของนาบูพร้อมกับนำสารจากข้า ไปทาทูอิน ไปให้เจ้าชายโพ ดาเมรอน เขาจะเข้าใจเองว่าต้องทำอย่างไร”

 

“ส่วนอีกทางจงให้ฟินน์และคณะองครักษ์อีกจำนวนหนึ่ง เดินทางไปคอรัสซัง ไปตามหาลูกสาวข้า ข้ามั่นใจว่าไคโล เรนจะพาเรย์ไปที่นั่น”

 

“พะยะค่ะ!” องครักษ์ทั้งสิบกล่าวหนักแน่นพร้อมกันแล้วรีบพากันออกไปเพื่อดำเนินการที่จะช้าไม่ได้เป็นอันขาด

 

..........................................

 

แสงทองของดวงอาทิตย์สาดส่องผ่านกระจกห้องทรงงานของกษัตริย์ผู้เกรียงไกรแห่งคอรัสซัง ไออุ่นของแดดต้องบนมือของชายวัยกลางคนที่กำลังจับปากกาขนนกที่ขยับไปตามตัวอักษรที่ถูกขีดเขียนอย่างคล่องแคล่ว

 

“ฝ่าบาท รับสั่งให้ตามตัวข้ามา มีพระประสงค์อันใด” นายพลฮักซ์ ชายร่างผอม ผู้มีใบหน้าตอบและผิวสีซีดที่ขับผมสีแดงเพลิงของเขาให้โดดเด่น โค้งคำนับรอรับพระบัญชา

 

ชายที่ถูกเรียกว่า “ผ่าบาท” หยุดมือตัวเอง วางขนนกลง แล้วเงยหน้ามองผู้มาเยือน ใบหน้าของเขาหล่อเหลาราวกับรูปปั้นเทพเจ้าแห่งสงคราม เพราะมันทั้งชวนหลงใหลและดูอันตรายในคราวเดียว โดยเฉพาะดวงตาสีฟ้าคู่นั้น ที่คนถูกมองอาจจะรู้สึกเหมือนถูกแทงทะลุไปถึงวิญญาณ แต่ก็ละสายตาไปไม่ได้ดั่งมีมนต์สะกด ถึงแม้ว่าริ้วรอยแห่งกาลเวลาจะเริ่มปรากฏให้เห็นในวัย 41 รวมไปถึงรอยแผลเป็นเป็นทางยาวบนใบหน้า แต่มันไม่ได้ทำให้ความมีเสน่ห์นี้ลดลง กลับเพิ่มความดิบและน่าค้นหาให้กับชายผู้นี่ยิ่งขึ้น เขาคือผู้กุมอำนาจสูงสุดแห่งคอรัสซัง กษัตริย์อนาคิน

 

“เรื่องที่ข้าให้ เบน โซโล จัดการ ไปถึงไหนแล้ว” อนาคินเอนกายพิงพนักเก้าอี้ที่บุกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้ม สองมือใหญ่ประสานกันอย่างหลวมๆ

 

“ขณะนี้ส่งข่าวมาว่ากำลังดำเนินการ สถานการณ์เป็นไปได้ด้วยดี อีกไม่นานคนที่รอคอยคงจะมาถึง”

 

“ข้าไม่ชอบรอนาน” อนาคินยิ้มร้ายที่มุมปาก นัยน์ตาจ้องเขม็งไปยังคู่สนทนาที่ตอนนี้กลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผากอย่างยากลำบาก

 

“ข้าจะรีบกำชับให้โซโลทำภารกิจให้สำเร็จโดยไว”

 

“หึ...ข้าจะรอดู หมดธุระกับเจ้าแล้ว” พูดจบก็หยิบเหรียญทองหนึ่งกำมือจากหีบข้างกาย โยนใส่ฮักซ์ที่สะดุ้งตัวด้วยความดีใจ

 

“ขอบพระทัยพะยะค่ะ” ฮักซ์รีบก้มโกยทองบนพื้นพรมอย่างลุกลี้ลุกลน แล้วลุกขึ้นคำนับชายผู้เป็นใหญ่ก่อนหันหลังออกจากห้องไป โดยมีอนาคินมองตามด้วยยิ้มอย่างเย้ยหยัน เขาหุบยิ้มเมื่อฮักซ์ลับสายตาไป ก่อนได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้ผู้มาเยือนไม่ใช่คนเดิม

 

“ข้าเอาของว่างมาให้ตามที่ท่านรับสั่ง จะให้วางไว้ที่ใดเพคะ” แพดเม่ หญิงสาวร่างเล็ก ใบหน้าหวานดวงตากลมโตจิ้มลิ้ม มีพวงแก้มเปื้อนสีเลือดฝาด ในชุดสาวใช้มอมแมมกระโปรงยาวกรอมเท้า ยกถาดขนมและน้ำชาที่ใหญ่เกินตัวเธอไปมากเข้ามาอย่างทุลักทุเล ผมสีน้ำตาลอ่อนถูกขมวดมวยไว้ มีปอยผมบางส่วนหลุดลุ่ยไม่เรียบร้อยนัก บ่งบอกว่าเธอเผชิญงานหนักมาตลอดเช้า ร่างเล็กย่อตัวเพื่อทำความเคารพแล้วเงยหน้าขึ้นมอง รอคำตอบจากชายผู้มีอำนาจล้นฟ้า สายตาใสซื่อบริสุทธิ์ดั่งลูกกระต่ายไร้เดียงสาที่จ้องมองหมาป่าด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการมันทำให้อนาคินอยากจะขย้ำหล่อนเสียเดี๋ยวนั้น ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นระหว่างหาเสียงของตัวเอง

 

“............”

 

“ให้วางไว้ตรงไหนเพคะ” แพดเม่เลิกคิ้วตามแล้วทวนคำถามเมื่อเห็นอีกฝ่ายยังหาเสียงของตัวเองไม่เจอ

 

“วางไว้บนโต๊ะหน้าข้านี่มา” อนาคินชี้ที่ว่างบนโต๊ะหน้าเขา ก่อนขยับยืดตัวหลังตรง นัยตาคมสีฟ้ามองตามสาวน้อยที่กำลังเดินเข้ามาทุกอิริยาบถ

 

แพดเม่ก้มหน้าก้มตาวางถาดของว่างไว้ตรงหน้าอีกฝ่าย ก่อนถอนสายบัวทำท่าจะหันหลังกลับอย่างไม่ประสีประสา

 

“เดี๋ยว” อนาคินเรียกเมื่อเห็นสาวใช้กำลังจะเปิดประตูออกไป

 

“เพคะฝ่าบาท?” แพดเม่หันมารอรับคำสั่งอย่างกระตือรือร้น

 

“เอิ่ม....ข้าอยากอาบน้ำ” เหนือหัวแห่งคอรัสซังพูดสิ่งแรกที่แวบผ่านเข้ามาให้หัวออกไปอย่างรวดเร็ว ทั้งๆที่มันดูไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย นี่มันเพิ่งยามสาย แล้วเขาก็เพิ่งอาบน้ำไป

 

“เพคะ ข้าจะบอกให้เมอริลเตรียมห้องสรงน้ำให้” ร่างบางหันหลังกลับกำลังจะเดินออกจากห้องไป

 

“แล้วเจ้าล่ะ”

 

“ยังไงเพคะ?”

 

“ทำไมเจ้าไม่ทำเอง”

 

“ก็ มันไม่ใช่หน้าที่ของข้านี่เพคะ ห้องสรงน้ำของฝ่าบาทคนรับใช้ใหม่อย่างข้าไม่ได้รับอนุญาตให้ยุ่งเด็ดขาด จริงๆแล้วงานจัดอาหารทุกชนิดของฝ่าบาทก็เช่นกัน ข้ายังสงสัยจู่ๆวันนี้ทำไมต้องให้ข้าจัดมา?” แพดเม่ถามอย่างไม่เดียงสา หล่อนเพิ่งเข้ามาทำงานเป็นสาวใช้ในวังได้แค่ไม่กี่เดือนหลังจากแม่ป่วยแล้วเสียชีวิตลงด้วยโรคระบาดในชุมชนนอกเมือง ทำให้เธอที่อายุเข้า 22 ปีต้องอยู่ตัวคนเดียว ป้าของหล่อนจึงพาเข้ามาฝากทำงานที่วังนี้ ด้วยความขยันขันแข็งและเฉลียวฉลาดเรียนรู้งานไวเธอจึงเป็นที่ชื่นชอบของหัวหน้าแม่บ้าน ตั้งแต่เด็กแพดเม่ที่ฐานะยากจนต้องคอยช่วยแม่ในร้านขนมปังเธอจึงมีทักษะในหลายๆด้านและสู้งานหนักมาไม่น้อย

 

“เจ้าขี้สงสัย แล้วก็ถามมากอย่างนี้เสมอหรือ โดยเฉพาะกับกษัตริย์” เขายังไม่เคยเจอสาวใช้คนไหนที่กล้ายืนต่อปากต่อคำกับเขาแบบนี้ เด็กคนนี้น่าสนใจจริงๆนั่นแหละ และท้ายประโยคเขาอยากจะย้ำสถานะของตนให้กระต่ายน้อยตัวนี้พึงตระหนักไว้เสียหน่อย อีกอย่าง เป็นเขานี่เองที่ระบุว่าต้องเป็นนางเท่านั้นที่เข้ามาเสิร์ฟของว่างในวันนี้

 

“ถ้าข้าไม่สงสัย ไม่ถาม ข้าก็ไม่เรียนรู้ อีกอย่างข้าเพิ่งเคยคุยกับกษัตริย์เป็นหนแรก” หญิงสาวตอบตรงๆตามที่คิด คำตอบที่ได้ยินทำอนาคินอมยิ้มแล้วหลุดขำออกมาเบาๆ แพดเม่ยืนมองขมวดคิ้วมุ่นไม่เข้าใจในอาการของเจ้านายเลยแม้แต่น้อย หล่อนกำลังสงสัยว่าหล่อนพูดอะไรผิดไปหรือไม่ อีกฝ่ายถึงมีท่าทีแบบนั้น ท่าทีที่แตกต่างกับชื่อเสียงของกษัตริย์แห่งคอรัสซังอย่างสิ้นเชิง หล่อนเคยได้ยินมาว่าเขาคืออนาคินผู้เหี้ยมโหด เด็ดขาด และหลงใหลในสงคราม

 

“ถ้าอย่างนั้น ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าไปเรียนรู้วิธีเตรียมน้ำให้ข้าอาบเลยแล้วกัน” พูดจบก็หันไปเรียกองครักษ์ที่อยู่หน้าห้อง

 

“วินดู เจ้าไปจัดการให้สาวใช้คนนี้เป็นเตรียมน้ำให้ข้าอาบทุกวันหลังจากนี้เป็นต้นไป” เมซ วินดูองครักษ์ร่างใหญ่เลิกคิ้วเพียงแวบหนึ่งแล้วกลับสู่ใบหน้าสงบนิ่งเช่นเดิมอย่างรวดเร็ว ก่อนผยักหน้ารับคำสั่งแล้วรีบออกไปจากห้อง

 

แพดเม่ได้แต่ทำหน้างงหันมองไปมาระหว่างอนาคินและประตูที่วินดูเพิ่งจะปิดไล่หลังไป ก่อนจะสังเกตเห็นสีหน้าเรียบเฉยของอนาคินที่ทำเหมือนสิ่งที่ตัวเองสั่งเป็นเรื่องสัพเพเหระ จึงตัดสินใจก้มหน้ารับคำสั่งของกษัตริย์แห่งคอรัสซัง

 

“งะ...งั้น...ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ข้าขอตัวนะเพคะ” ร่างบางย่อถอนสายบัวก่อนเดินออกจากห้องไปอย่างงุนงง ยังประมวลผลอยู่ว่าเมื่อครู่เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น ทำไมนางถึงได้รับการเลื่อนตำแหน่งไวปานสายฟ้าฟาดขนาดนี้ และเมื่อคิดไปคิดมาแล้วหล่อนเริ่มรู้สึกถึงความยุ่งยากที่อาจจะเกิดขึ้นกับชีวิตในไม่ช้านี้

 

..........................................

 

“ไม่ได้เรื่อง” เสียงทุ้มลอดหน้ากากเหล็กออกมาวิพากษ์วิจารณ์ร่างเล็กที่กำลังถือไม้พลองฟาดลงบนต้นแอปเปิ้ล ไคโลยืนมองห่างออกไป ในขณะที่เรย์กำลังออกท่าฝึกวิชา เพื่อยืดเส้นยืดสายหลังกินกระต่ายป่าย่างที่เหล่าคนแคระทั้งเจ็ดจัดมาให้สโนว์ไวท์อย่างเธอ

 

เรย์ทำไม่สนใจเสียงนกกา ฝึกต่อไป แต่สองคิ้วโก่งกลับขมวดผูกปม

 

“นี่!!” เรย์ร้องประท้วงเมื่อคนตัวใหญ่ปราดเข้ามายืนซ้อนอยู่ด้านหลัง ความสูงของเขาค้ำอยู่บนศีรษะของเธอ ตัวเขาใหญ่โตจนบังแสงแดดที่แผดเผาผิวขาวเนียนของหล่อนจนแสบร้อนเสียมิด ไคโลเอื้อมสองแขนไปโอบรอบตัวเธอ มือใหญ่กุมจับอยู่บนสองมือเรียวเล็กที่กำแน่นอยู่บนไม้พลอง

 

“ออกไป!” เรย์สะบัดมือไคโลออกโดยอัตโนมัติ ก่อนรีบหมุนตัวหันกลับมาเผชิญหน้ากับร่างสูง สองมือจับไม้พลองชี้ไปทางฝ่ายตรงข้าม ตั้งท่าเตรียมป้องกันทุกวิถีทางหากเจ้าคนน่ารำคาญนี่คิดจะเข้ามาประชิดตัวเธออีก

 

“ได้เรื่องขึ้นมานิดหน่อย” ไคโลวิจารย์ต่อด้วยน้ำเสียงน่าหมั่นไส้ เรย์เบ้ปากมองบน ก่อนจะตัดสินใจเปิดฉากโจมตีไคโลอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ว่าจะหวดไปซ้ายหรือฟาดไปขวา ร่างหนาก็เอียงหลบได้อย่างง่ายดายเหมือนอ่านใจเธอออก เธอว่าเธอเร็วแล้ว แต่เขาเร็วกว่า เร็วกว่ามาก

 

~ ไวมาก ไวมากจริงๆ ~

 

“แฮ่กๆๆๆ” เรย์หยุดพัก หอบหายใจตัวโยนด้วยความเหนื่อย ชายใต้หน้ากากจึงใช้โอกาสนี้กำไม้พลองผ่านมือนุ่มนิ่มนั่นอีกครั้งแล้วตวัดตัวมายืนซ้อนหลังเรย์อย่างรวดเร็ว โอบร่างบางไว้ ในที่สุดเขาทั้งคู่ก็กลับไปอยู่ท่าเดิม

 

~ อีกแล้ว ~ เรย์คิดอย่างเหนื่อยใจ ชายคนนี้คิดจะตักตวงเอาเปรียบร่างกายเธอไปถึงเมื่อไหร่กันนะ หลายวันผ่านมานี้ เธอใกล้ชิดกับเขาจนเกือบจะเรียกว่าชิน ทั้งๆที่ไม่ควร แต่ถ้าเธอจะพยศใส่เขาทุกครั้งอย่างช่วงแรกคงหมดแรงพอดี นานๆเข้า ทีละนิดทีละหน่อย เธอก็ค่อยๆเลิกต่อต้านสัมผัสจากเขาโดยไม่รู้ตัว อย่างน้อยเขาก็ไม่ล้ำเส้นไปมากกว่านี้ อย่างไรก็ตาม เธอยังไม่เลิกล้มความคิดจะฆ่าเขาหรอกนะ ไม่ต้องกังวล

 

เมื่อเห็นเรย์ไม่ขัดขืน ไคโลจึงจับมือทั้งสองของเธอออกขยับเป็นกระบวนท่าต่อสู้ ว่องไว ไหลลื่น แข็งแกร่ง และ แม่นยำ เรย์รับรู้ได้ถึงมัดกล้ามเนื้ออันแข็งแกร่งผ่านชุดคลุมสีดำได้อย่างง่ายดาย ทุกท่วงท่าบ่งบอกถึงศักยภาพอันเต็มพิกัดของสองแขนหนาหนั่น เธอไม่เคยเรียนรู้กระบวนท่าแบบนี้เลย ไม่ใช่จากลุค มันเป็นสไตล์การต่อสู้ที่แตกต่างออกไป โพงผาง ดุดัน เข้มแข็ง และ ทรงพลัง

 

หญิงสาวปล่อยให้เขานำพาไปตามท่วงทำนองของศิลปะแห่งการต่อสู้ที่เขากำลังถ่ายทอดให้เธอเรียนรู้ ก้อนเนื้อในอกของเธอเต้นโครมคราม เธอตื่นเต้นกับการเรียนรู้สิ่งใหม่นี้ ไอร้อนจากร่างกายเขาเขาส่งผ่านมาถึงเธอ ทำให้พวงแก้มของเธอร้อนผ่าวกลายเป็นสีชมพูเรื่อ เรย์ไม่รู้ตัวเลยว่าขณะนี้เธอกำลังอมยิ้มน้อยๆ เธอสนุกและมีความสุขกับประสบการณ์ครั้งนี้ที่เขามอบให้ อย่างไม่รู้ตัว

 

ท่ามกลางพระอาทิตย์อัสดง ภาพทั้งสองร่างที่เคลื่อนไหวสอดประสานกัน ราวกับศิลปะภาพวาดอันงดงาม แม้ว่าใครก็ตามที่ได้เห็น คงหลงใหล และอยากเฝ้ามองเรื่อยไปอย่างไม่รู้เบื่อเลย

 

.......................................................

 

โพ ดาเมรอน ชายร่างสันทัด ผมหยักศกสีน้ำตาล ตาคมโต จมูงโด่ง สันกรามเหลี่ยมรับพอดีกับริมฝีปากหยัก ชวนให้มองแล้วมีเสน่ห์เหลือล้น ไม่แปลกที่เจ้าชายแห่งทาทูอินจะมีสาวๆหมายปองเป็นอันดับต้นๆของทวีปกลาง เขายืนอยู่หน้าโต๊ะไม้ตัวใหญ่ ในมือถือไขควงและเครื่องกลอะไรสักอย่างที่เขากำลังง่วนอยู่กับมัน รอบๆกายมีแต่เครื่องจักรและคราบน้ำมันที่เปื้อนเป็นหย่อมๆทั่วบริเวณ รวมไปถึงบนแก้มสากจากเคราครึ้มที่ถูกเล็มจนสั้นของเขาด้วย

 

ชายหนุ่มเอาไขควงขึ้นมาคาบไว้ในปากเพื่อให้สองมือจับหมุนอุปกรณ์ในมือให้ถนัดขึ้น คิ้วเข้มหนาขมวดยุ่งเข้าหากัน ไม่บอกก็รู้ว่ากำลังตั้งใจและใช้สมาธิเป็นอย่างมาก

 

“เจ้าชายดาเมรอน มีคนของนาบูมาขอเข้าเฝ้า พะยะค่ะ” เสียงข้ารับใช้ชราดังแทรกเสียงล้อเฟืองที่กำลังหมุนอยู่ที่มุมหนึ่งของห้อง แต่ไม่เพียงพอจะทำให้เจ้าชายแห่งทะเลทรายหันมาสนใจ

 

“อะแฮ่มมมม เจ้าชายโพ มีคนของนาบูมาเข้าเฝ้า พะยะค่ะ” ชายชราพูดเสียงดังขึ้นกว่าเดิม โพไม่หันมามองตามเคย แต่ส่งเสียงตอบรับเมื่อปล่อยไขควงออกจากปาก

 

“อือ รอแป๊ป ข้าว่าเจ้านี่กำลังจะใช้การได้” โพวางของในมือแล้วเดินไปที่ตู้ไม้ใบใหญ่ ควานหาของในนั้นอย่างขะมักเขม้น

 

“เขาบอกว่าเจ้าหญิงเรย์แห่งนาบู ถูกจับตัวไป” ผู้มาเยือนพยายามทำให้เนื้อหาน่าสนใจยิ่งขึ้น โพยังคงเอามือคุ้ยน็อตจำนวนมากที่วางกองอยู่ในถังใบใหญ่

 

“อะแฮ่ม ไคโล เรน เป็นคนลักพาตัวนางไป” เท่านั้นแหละที่เจ้าชายวุ่นวายหยุดชะงัก เงยหน้าขึ้นมามองคู่สนทนา

 

“รีบเล่ามา ข้าฟังอยู่” คราวนี้โพเดินมาหยิบผ้าขี้ริ้วเช็ดมือลวกๆ แล้วยืนเท้าเอวหนาฟังอย่างตั้งใจ

 

“เจ้าบอกว่า ไคโล เรน ทำอะไรนะ” เขาทวนคำพูด

 

“ลักพาตัวเจ้าหญิงแห่งนาบู”

 

“อืม.... มันก็คงต้องเป็นอย่างนั้นแหละ” เขาพูดหลังขบคิดสักพัก แล้วหันกลับไปง่วนกับเครื่องจักรด้านหลังต่อ

 

“ท่านจะปล่อยไปแบบนี้ ดีแล้วหรือ”

 

“ดี ข้าว่าดี”

 

“งั้นทีมเข้าเฝ้าจากนาบู เขามีสารจากท่านเบน เคโนบีมาด้วย” เสียงชายชราเริ่มแหบแห้ง เพราะพูดมากไปแค่ไหนอีกคนก็ดูไม่ยี่หระอะไรเลย

 

“ท่านจัดการไปเลย” พูดจบโพก็หยิบไขควงแล้วปีนลงบันไดเหล็กสีสนิมลงไปสู่ชั้นใต้ดิน ทิ้งให้เสนาบดีชั้นผู้ใหญ่คนสนิทถอนหายใจแล้วกลับไปสะสางเรื่องที่เจ้าชายของเขาปฏิเสธจะยุ่งเกี่ยวด้วยในตอนนี้ตามลำพัง

 

..........................................................

 

 

เสียงหอบหายใจของร่างเล็กที่วิ่งผ่านเงาของต้นไม้อย่างปราดเปรียวดังแทรกความสงัดของป่าในยามค่ำคืน โดยเฉพาะค่ำคืนเดือนมืดเช่นคืนนี้ ทุกอย่างรอบตัวยิ่งดูวังเวงและมืดสลัวขึ้นเป็นทวีคูณ แต่เจ้าหญิงแห่งนาบูไม่มีแผนที่จะหยุดพักเพราะเธอต้องหนี หนีไปให้ไกลจากชายผู้ลักพาตัวเธอมา เรย์กำด้ามดาบเรืองแสงที่ขโมยมาจากชายในหน้ากากสีดำคาดเงินแน่น เพราะเธอมั่นใจว่ามันจะเป็นอาวุธที่มีประโยชน์กับเธอในสถานที่แสนอันตรายเช่นนี้อย่างแน่นอน

 

ที่เรย์มาไกลได้ถึงจุดนี้ได้เธอต้องทำงานหนักไม่น้อย เริ่มจากการแอบเก็บสมุนไพรตามข้างทางที่เธอเดินผ่าน โชคเข้าข้างหล่อนเมื่อเหลือบไปเห็นหญ้านิทราขึ้นตามทาง มันเป็นสมุนไพรที่ลุคสอนให้เธอเอามาปรุงยาสลบ นอกจากนั้นยังต้องวางแผนเพื่อใส่มันในน้ำดื่มให้เหล่าอัศวินรัตติกาลโดนพิษของมันเล่นงานอีกด้วย ลุคบอกว่ามันล้มช้างได้ทั้งตัว และคราวนี้เธอใช้มันล้มปีศาจในหน้ากากเหล็กได้สำเร็จ

 

ไคโลไม่เคยถอดหน้ากากในเธอได้เห็น รวมถึงเหล่าอัศวินรัตติกาลคนอื่นก็สวมหน้ากากตลอดเวลา เธอคาดว่าพวกเขาต้องถอดมันเพื่อกินดื่มอยู่แล้ว และคงทำเวลาที่เขาสะกดให้เธอหลับ ใช่แล้ว เขาสะกดให้เธอนอนหลับ ให้ตายสิ ทุกๆวันเรย์ไม่เคยรู้เลยว่าเธอหยุดพักที่ไหน นอนไปนานเท่าไหร่ เจ้าคนหน้าด้านจะทำให้เธอหมดสติโดยไม่รู้ตัวทุกครั้งที่เขาต้องการ เธอไม่เคยหลับฝันร้ายอีกด้วยเพราะเธอหลับลึกชนิดที่ฟ้าถล่มก็คงไม่ตื่น อันที่จริงก็อาจจะเป็นข้อดี เพราะถ้าไม่โดนสะกด เธอคงใช้ชีวิตลำบากแน่ ใครจะไปนอนหลับลงในเมื่อมีผู้ร่วมทางเป็นอัศวินรัตติกาล และอะไรต่อมิอะไรต่างๆที่ยุ่งเหยิงให้คิดในหัว แต่นี่เธอกลับหลับสนิทและตื่นมาอย่างสดชื่นทุกวัน ตื่นมาก็มีอาหารมีน้ำสะอาดรออยู่ตรงหน้า ไม่เคยคิดเลยว่าโดนลักพาตัวจะสบายขนาดนี้ นี่เธอกินอิ่มนอนหลับมากกว่าตอนอยู่กับลุคเสียอีก และน่าแปลกอีกอย่างเธอรู้สึกว่าตอนหลับเธอไม่หวาดกลัวเลยแม้แต่นิด รู้สึกปลอดภัยมั่นใจว่าจะไม่มีใครทำอันตราย รู้สึกเหมือนมีอ้อมกอดของใครบางคนคุ้มครองเธอไว้ ใช่แล้ว มันเป็นความรู้สึกเหมือนทุกๆครั้งที่ฝันดี นอกจากนั้นเรย์เองก็แปลกใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมไปๆมาๆตอนนี้เธอไว้ใจปีศาจไคโล เรนว่าเขาจะไม่ฉวยโอกาสทำร้ายเธอยามหลับ แต่ก็คงเป็นเพราะเธอเป็นสินค้าสำคัญ การสร้างมลทินให้สินค้าคงเป็นเรื่องไม่ฉลาดสำหรับโจรอย่างเขาแน่

 

“โอ้ย!!” เรย์สะดุดรากไม้ใหญ่ล้มกลิ้งไม่เป็นท่า เธอมองทางไม่ค่อยเห็นเลย บ้าชะมัด หญิงสาวกัดปากข่มความเจ็บ กลืนเสียงสบถโอดโอยลงไป ไม่มีเวลาคร่ำครวญสำหรับหล่อนแล้ว ด้ามดาบเรืองแสงในมือกลิ้งกระเด็นออกไป เธอพยายามควานหาอย่างลนลาน ของสำคัญที่อุตส่าห์เสี่ยงชีวิตไปเอามาจะปล่อยให้หลุดมือหายไปไม่ได้

 

เรย์นึกถึงวินาทีที่เธอพยายามขโมยดาบของไคโล หล่อนค่อยๆย่องไปหาร่างใหญ่โตของเขาที่นอนตะแถงหันหลังให้เธอ หมดสติ และไร้ซึ่งหน้ากากเหล็ก ภายใต้คืนอันมืดมิดเธอเห็นผมยาวประบ่าดูเหมือนจะหยักศกน้อยๆของเขาเคลียไหล่ ทุกวินาทีที่ก้าวเข้าไปใจก็เต้นแรงขึ้นๆจนเหมือนจะหลุดออกมาจากหน้าอก ก็เพราะเธอกำลังชั่งใจอยากเอาชนะความอยากรู้อยากเห็นว่าใต้หน้ากากทะมึนนั้นจะเป็นเยี่ยงไร เธอรู้ว่ามันอันตราย แต่ใครเล่าจะไม่อยากรู้ว่าภายใต้หน้ากากที่เธอต้องคลุกคลีมาร่วมอาทิตย์ โฉมหน้าที่ซ่อนอยู่จะเป็นอย่างไร อยากเห็นดวงตาที่คงจะมองเธออย่างรู้ทัน อยากเห็นริมฝีปากที่คงจะยกยิ้มเยาะเธอเวลาที่เธอพยายามจะเอาชนะเขา ตลอดเวลาได้ยินแต่เสียงหัวใจของเขายามนั่งซ้อนอยู่บนหลังม้า เสียงทุ้มเข้มที่มักจะพูดให้เธอหงุดหงิด ถึงเวลาแล้วที่จะได้เห็นตัวการที่ทำให้เธอตกอยู่ในสภาพนี้

 

เรย์ค่อยๆเอื้อมมือไปหยิบดาบเรืองแสงอย่างเบามือที่สุด ก่อนกลืนน้ำลายเหนียวลงคอเมื่อตัดสินใจยื่นมือไปพลิกตัวไคโลกลับมาเพื่อที่จะได้เห็นใบหน้าของเขา แต่ก่อนจะถึงวินาทีที่เธอรอคอย ก็มีเสียงดังขัดจังหวะขึ้นมา

 

“โบร๋ววววววววววววววว” เสียงหอนของหมาป่าทำให้เรย์สะดุ้งเฮือก เหมือนปลุกเธอจากภวังค์ เรย์รีบสลัดความอยากรู้อยากเห็นทั้งหมดแล้วตัวสินใจเอาตัวรอดก่อน นาบูสำคัญกว่าแพนดอราในตัวเธอ คิดได้ดังนั้นร่างบางจึงออกวิ่ง วิ่ง แล้วก็ วิ่ง ทิ้งให้ใบหน้าของไคโล เรน หัวหน้าอัศวินรัตติกาล เป็นปริศนาสำหรับเธอต่อไป

 

..................................................................

 

เจ้าหญิงแห่งนาบูกำด้ามดาบเรื่องแสงแน่น เธอเปิดลำแสงสีแดงออกมา มันส่งเสียงหึ่งเบาๆราวกับมีพลังงานมหาศาลที่อัดแน่นไหววนอยู่ เรย์ใช้มันส่องนำทางขณะที่เธอกำลังมุ่งหน้าสู่ถ้ำขนาดมหึมา และคิดว่าจะให้สถานที่แห่งนี้เป็นที่พักพิงในค่ำคืนนี้ เธอค่อยๆก้าวย่างอย่างระมัดระวัง พร้อมทบทวนคำสอนของลุคที่ดังขึ้นในหัว

 

~ในถ้ำใหญ่เป็นที่กำบังให้พักพิงที่ดีก็จริง แต่อย่าลืมว่า ที่ที่ดีสำหรับเรา ก็ดีสำหรับสัตว์ร้ายเช่นกัน จงอย่าประมาท เจ้าเด็กน้อย ~

 

เรย์แกว่งดาบไปมาเพื่อส่องแสงมองหาอันตรายที่อาจรออยู่เบื้องหน้า และค่อยๆมุ่งลึกเข้าไปเมื่อหนทางดูน่าจะปลอดภัย

 

ไม่ช้าหญิงสาวก็พบหลืบเล็กๆขนาดใหญ่กว่าตัวเธอเล็กน้อย ไม่ลึกจากปากถ้ำนัก และพอเป็นที่กำลังเหมาะๆได้ เธอจังเลือกที่จะแทรกตัวเข้าไปคุดคู้อยู่ข้างใน หวังว่ามันจะช่วยบดบังเธอจากคนที่คงกำลังตามล่าเธออยู่อย่างเอาเป็นเอาตาย

 

เรย์พยายามข่มตานอน ถึงแม้ว่าจะเหนื่อยล้ามากแค่ไหนก็ตาม แต่ในสมองมันว้าวุ่น อีกทั้งความหวาดกลัวและขัดแย้งในความคิดที่หล่อนก็ไม่แน่ใจว่าควรจะหลับดีหรือไม่ และถ้ามีสิ่งอันตรายผ่านเข้ามาขณะเธอไม่รู้สึกตัว จะทำอย่างไร อีกอย่าง ทำไมคืนนี้ในใจมันรู้สึกโหวงขนาดนี้ เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกเดียวดายจริงๆ เพราะคืนนี้ไม่มีมาคนสะกดเธอให้หลับฝันดีอีกแล้ว

 

~ แต่ตอนนี้ เหนื่อยมาก เหนื่อยเหลือเกิน ~ ไม่นานนักเปลือกตาที่แสนหนักอึ้งก็ปิดลง ขนตางอนยาวหยุดนิ่งไม่ขยับขึ้นลงเหมือนเมื่อครู่ ลมหายใจของเจ้าหญิงนาบูสม่ำเสมอ สองมือกอดตัวเองแน่นตามสัญชาตญาณเพื่อข่มความหนาวเย็น หน้าผากมนก้มพิงกับหินที่เย็นชื้น น้ำตาหยดเล็กๆไหลลงจากหน่วยตาอาบพวงแก้มนุ่มที่เปรอะเปื้อนมอมแมมโดยเจ้าหล่อนไม่ได้รู้ตัว น้ำใสๆหยดนี้คงมาจากจิตใต้สำนึกลึกๆของสาวน้อยที่ทำใจกล้าแต่จริงๆกลับกลัวอย่างสุดขีด เธอไม่มีโอกาสได้ร้องห่มร้องไห้ เธอไม่มีไออุ่นจากอกใดให้ซุกซบเพื่อปลอบโยน มีแต่ความมืด ก้อนหิน และสายลมที่หนาวเหน็บ โอบล้อม ปลุกปลอบเธอ เพียงเท่านั้นเอง

 

 

~ ท่านแม่ ท่านแม่ อยู่กับข้านะ อย่าไปนะ กลับมา ~

~ เรย์ เรย์ของข้า อยู่ตรงนั้นนะ แล้วข้าจะกลับมา ที่รัก ~

 

เรย์สะดุ้งเฮือก ลืมตาโพลง เมื่อได้ยินเสียงก้องสะท้อนตีกันในหัว

 

แสงแดดที่สาดส่องผ่านเข้ามาในถ้ำแยงตาทำให้เรย์ต้องหยีตาเล็กน้อย ก่อนดวงตากลมโตจะปรับโฟกัสได้ตามปกติ เธอมองไปรอบๆแล้วถอนหายใจโล่งอกเมื่อพบว่าเธอยังคงอยู่ที่เดิมและอยู่เพียงลำพัง บรรยากาศโดยรอบไม่วังเวงเช่นเดิมแล้วเพราะดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าขึ้นมา

 

เรย์ก้มลงมองดาบเรืองแสงในมือแล้วเหน็บมันเข้าในฝักบริเวณเข็มขัด ก่อนช่วยเหลือตัวเองให้ปีนออกมาจากซอกหินอย่างทะมัดทะแมง

 

สิ่งสำคัญตอนนี้คือเธอไม่รู้เลยว่าตอนนี้เธออยู่ที่ไหน วิ่งหนีมาไกลเท่าไหร่ และจะพ้นเขตอันตรายจากปีศาจไคโล เรนหรือยัง

 

“เอาไงต่อดี” เรย์ขมวดคิ้วพึมพำกับตัวเองก่อนตัดสินใจว่าจะตามรอยเท้าสัตว์ไปยังแหล่งน้ำก่อน หากว่าเจอแม่น้ำก็จะเดินตาม เพราะปลายทางมักเป็นที่อยู่ของชุมชน แต่ก็ต้องระวังให้มาก เพราะสัตว์น้อยใหญ่ก็ต่างต้องตามหาแหล่งน้ำทั้งนั้น และคงไม่พ้นอัศวินรัตติกาลที่อาจจะมีเป้าหมายที่แหล่งน้ำเช่นกัน

 

เจ้าหญิงแห่งนาบูเดินฝ่าพงไม้เตี้ยๆที่บาดผิวเนียนละเอียดของขาเธอจนเป็นเลือดซิบ เรย์ปาดเหงื่อที่ประพรมอยู่บนหน้าผากและข้างแก้ม เมื่อเดินไปได้ระยะหนึ่งเธอก็ยิ้มออกเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

 

~ ถนน! ~ เรย์รีบเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น ใจเต้นโครมครามเมื่อเห็นความหวังอยู่ไม่ไกล

 

เมื่อมาถึงถนนลูกรังที่เห็นรอยล้อเกวียนหลายรอยพาดสลับกันยุ่งเหยิง เรย์เลิกคิ้วยิ้มกว้างขึ้นมาทันที เธอตัดสินใจเดินเลียบไปตามถนน คอยมองหาพาหนะที่อาจจะเดินทางผ่านมา เธอเดินแล้วก็เดินตั้งแต่พระอาทิตย์อยู่เบื้องหน้าจนเคลื่อนคล้อยไปเบื้องหลัง สองขาเริ่มอ่อนแรง จนตัดสินใจนั่งลงเพื่อบรรเทาความเหนื่อยล้า

 

จู่ๆเธอก็รู้สึกเย็นวาบขึ้นมาที่ต้นคอ เรย์หันควับไปทางที่เธอรู้สึกว่ามีคนจับตามองอยู่ ร่างบางค่อยๆเอื้อมมือหยิบดาบที่เหน็บไว้อย่างช้าๆหยั่งเชิงแล้วลุกขึ้น สายตาสอดส่องหาอะไรก็ตามที่ผิดสังเกต ในใจเต้นโครมครามเพราะกลัวว่า สิ่งนั้นที่เธอมองหา อาจจะเป็น “เขา” คนที่หล่อนอยากเจอเป็นคนสุดท้ายบนโลก

 

“เฮ้” เรย์สะดุ้งเฮือกหันควับไปจับแขนที่แตะอยู่บนบ่าเธอในเสี้ยววินาที พร้อมกับเปิดลำแสงจากดาบให้ทำงาน

 

“โว้วๆๆๆๆ สาวน้อย ใจเย็นๆ” ชายร่างท้วมในชุดชาวบ้านยกสองมือขึ้นยอมแพ้ ให้เห็นว่าในมือเขาปราศจากอาวุธ เมื่อเห็นว่าไม่ใช่คนที่เธอกลัวว่าจะเป็น เรย์ก็ลดดาบลง แต่ยังส่งสายตาจ้องอย่างระแวดระวัง

 

“ข้า ขับเกวียนผ่านมาแถวนี้เท่านั้น” ชายวัยกลางคนอธิบาย แล้วถามต่อ

 

“เจ้ามาทำอะไรคนเดียวที่นี่ พาหนะก็ไม่มี สาวน้อย” เรย์มองไปยังเกวียนของฝ่ายตรงข้ามที่มีกระสอบกองพะเนินอยู่ และม้าหนึ่งตัวยืนเล็มหญ้าอย่างสงบ

 

“แถวนี้คือที่ไหน มีเมืองหรือหมู่บ้านใกล้ๆไหม” เธอเอ่ยถามพลางเก็บดาบเข้าเอว

 

“ก็มีหมู่บ้านไม่ไกลมาก แต่ก็ใช้เวลาสักพักเลยนะ นี่ก็ใกล้ค่ำแล้วถ้าเจ้าไม่มีที่นอน ก็ไปพักบ้านข้าก่อนแล้วกัน ผู้หญิงเดินทางคนเดียวในป่า มันอันตราย” ชายท้วมเอ่ยเชื้อเชิญ

 

“นาบูไปทางไหนท่านรู้หรือไม่”

 

“โอ้ยยย ไกล ถ้าอยากเข้าเมืองใหญ่ไปคอรัสซังใกล้กว่าเยอะ” ใจของเรย์กระตุกวูบเมื่อได้ยินชื่อแสลงหู ชื่อนี้ทำให้เขาคิดไปถึงคนที่ไม่อยากนึกถึงทั้งสอง

 

“ข้าจะไปนาบู” หญิงสาวยืนยันหนักแน่น

 

“เอาก็ได้ๆ ไปพักผ่อนบ้านข้าก่อนแล้วกัน รุ่งเช้าข้าจะพาไปหมู่บ้านแถวนี้ เผื่อจะมีคนไปนาบู เจ้าจะได้อาศัยเดินทางไปกับเขา ข้าชื่อแจ๊บบา ชาวฮัท เจ้าล่ะ”

 

“....เรย์”

 

“เรย์ อะไร?”

 

“เรย์เฉยๆ แค่เรย์” หญิงสาวตอบสั้นๆ รู้ดีว่าหล่อนไม่ควรเปิดเผยตัวตนไปมากกว่านี้ เธอเดินตามแจ๊บบา แล้วปีนขึ้นท้ายเกวียน นั่งหันหลังห้อยเท้า อิริยาบถสบายๆที่เธอสมควรได้รับหลังเดินเท้าอย่างทรหดมาสองวัน ตอนอยู่กับไคโล เธอสบายกว่านี้มาก เดินทางบนหลังม้า มีร่างใหญ่โตให้เอนกายพิง ยามนอนก็หลับสนิทบนขนแกะนุ่ม ยามกระหายก็มีน้ำให้ดื่ม การฝึกวิชากับเขาทำให้ฝีมือดเธอพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดจริงๆ

 

แล้วเรย์ก็สะดุ้งตกใจกับความคิดของตัวเอง นี่เธอคิดอะไรอยู่ เรย์รีบสลัดความคิดบ้าๆออกจากหัว ก่อนก้มลงมองดาบที่ขโมยมาจากคนที่ยังคงวนเวียนอยู่ในความคิด สายตาของเจ้าหล่อนเต็มไปด้วยความสับสน เพราะเธอไม่เข้าใจตัวเองว่าในวินาทีที่มีดาบนี้อยู่ในมือและเขานอนหมดสติอยู่ ทั้งๆที่เป็นสิ่งที่วางแผนมาให้หัวเป็นร้อยๆครั้ง แต่ทำไมเธอถึงฆ่าเขาไม่ลง

 

เมื่อทุกอย่างพร้อมแจ๊บบาก็นั่งด้านหน้าแล้วส่งสัญญาณให้เจ้าม้าเดินมุ่งหน้าไปยังกระท่อมของเขาที่อยู่ไม่ไกล

 

 

-:-: To be Continued :-:-

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 22 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

65 ความคิดเห็น

  1. #33 Cherry Wanlada (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 31 มกราคม 2563 / 15:02
    “เธอต้องการอาจารย์” ว๊ากกกกกกกก สครีมไม่ไหวแล้วค่ะไรท์ อัลไลจะแนบชิดขนาดนั้นค่ะอาจารย์55555 น้องคิดพี่เค้าจะหาเธอไม่เจอเหรอ คิดน้อยไป๊!!! อินจัด5555555
    #33
    0
  2. #20 Tichira (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 มกราคม 2563 / 18:05
    น้องเอ้ยยย อิพี่ตามหาแย่แล้วมั้งเนี่ยยย
    #20
    0
  3. #10 Mellow D (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 มกราคม 2563 / 20:52

    สนุกมากกกกก ชอบค่า ไรท์มาต่อเร็วๆน้า สงสัย ทำไมอืพี่ต้องมี 2 ตัวตน แล้วน้องจะโดนจับไปแต่งกับใครเนี่ย ลุ้นๆๆ

    #10
    1
    • #10-1 PoxiiChicky(จากตอนที่ 4)
      14 มกราคม 2563 / 11:42
      ขอบคุณมากเลยค่า ฝากลุ้นต่อนะค้าาาาา
      #10-1
  4. #9 มักเน่ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 มกราคม 2563 / 15:34

    อ่านรวดเดียวเลย

    สนุก ชอบ มาอัปเร็วๆ นะคะ

    #9
    1
    • #9-1 PoxiiChicky(จากตอนที่ 4)
      14 มกราคม 2563 / 11:42
      ขอบคุณมากๆค่ะ
      #9-1
  5. #8 Whenisay (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 มกราคม 2563 / 10:44

    อ่านรวดเดียวเลยค่ะ สนุกมาก ภาษาดี รออิพี่ตามน้องให้เจอค่ะ

    #8
    1
    • #8-1 PoxiiChicky(จากตอนที่ 4)
      14 มกราคม 2563 / 11:42
      ขอบคุณมากเลยนะคะ สำหรับคอมเม้น
      #8-1
  6. #6 ปวดหลัง (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 มกราคม 2563 / 09:45

    รอตอนต่อไปนะคะ สนุกมากๆเลย

    #6
    1
  7. #5 161213p (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 มกราคม 2563 / 21:51
    น้องหนีมาแบบนี้อิพี่ไม่อาละวาดเละแล้วหรอค่ะหรือว่าเป็นแผนของพี่ที่ให้น้องหนี
    #5
    1