[Star Wars::AU::Reylo] Love Illusion

ตอนที่ 3 : The Man in the Iron Mask

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 243
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 27 ครั้ง
    6 ม.ค. 63

Kylo  Ren

 

~เรย์...ของข้า~ เรย์ เคโนบีสงบลงทันทีที่ได้ยินเสียงปลอบประโลมที่ไม่รู้จักแต่แสนคุ้นเคย ก่อนหน้านี้เธอกำลังต่อสู้กับฝันร้าย ในฝันเรย์เห็นชายชุดดำในหน้ากากเหล็กนำเหล่าอัศวินรัตติกาล แกว่งดาบเรืองแสงเพื่อเข่นฆ่าชาวบ้านที่ร้องขอชีวิตอย่างโหยหวน หันไปทางไหนก็มีแต่เลือด ฝนที่ตกกระหน่ำก็ไม่สามารถดับกองเพลิงที่ลุกโชนแผดเผาหมู่บ้านให้วอดวายได้ ร่างไร้วิญญาณนอนกองระเกะระกะ เรย์ตกใจกลัวสุดขีด เธอหวาดผวากับภาพที่เห็น ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์นั้นจริง

 

~นี่คือนาบูรึเปล่า ขออย่าให้เป็นแบบนั้นเลย~

 

เธอนึกกลัวและเผลอร้องไห้ออกมาทั้งๆที่ยังตกอยู่ในห้วงฝัน แต่เสียงทุ้มที่กระซิบชื่อเธอกลับหอบความอบอุ่นมาอบอวลอยู่ในหัวใจ เหมือนต้องการปลอบประโลม แค่ได้ยินเสียงก็เหมือนได้รับอ้อมกอดอันเป็นที่ของเธอ อ้อมกอดที่ทำให้รู้ว่าเธอจะปลอดภัย หญิงสาวผวาไขว่คว้าเมื่อกลัวว่าความรู้สึกนั้นจะหายไป ราวกับมันเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวเดียวของเธอ ความอบอุ่นนั้นเหมือนจะรับรู้เพราะมันโอบล้อมเข้ามาอีก กระชับกอดเข้ามาให้เธอซุกซบจนคลายสะอื้น และในที่สุดก็ทำให้เธอกลับสู่ภาวะหลับลึกได้อีกคราโดยปราศจากฝันร้ายใดๆ ลมหายใจของหญิงสาวเริ่มสม่ำเสมออีกครั้ง คราบน้ำตาค่อยๆแห้งเหือดจนราวกับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ได้ถูกสายลมที่ผ่านมาพัดลอยผ่านไป

 

รุ่งเช้าเรย์เวียนศีรษะเล็กน้อย เธอคิดว่าน่าจะเป็นเพราะนอนดึกและดื่มเหล้ารัมไปเมื่อคืน เธอเพิ่งเคยได้ลิ้มรสมันเป็นครั้งแรก ลุคไม่เคยยอมให้เธอได้สัมผัสของมึนเมา ได้แต่อ้างว่าเธอยังเด็ก เธอโมโหกับตรรกะนี้ของลุคทุกครั้ง เธออายุสิบเก้าแล้วนะ เมื่อคืนเป็นโอกาสอันดีที่เธอจะก้าวผ่านความเป็นเด็กที่ลุคขีดเส้นไว้เสียที ถ้าอาจารย์ขี้โมโหของเธอมาเห็นเข้าได้เอาไม้กระบองตีหัวเธอแน่ แต่นั่นไม่มีทางเกิดขึ้นอยู่แล้ว ลุคอยู่ไกลออกไปในทุกย่างก้าวที่เธอเข้าใกล้ทาทูอิน วันนี้จะเป็นวันที่เธอได้สัมผัสเขตแดนแห่งทะเลทรายเป็นครั้งแรก และต่อจากนี้การเดินทางจะไม่ง่ายอีกต่อไป

 

“ข้าจะขอหยุดขบวนซักเดี๋ยว ใกล้เข้าเขตทะเลทรายเต็มตัวแล้ว เราจะเติมน้ำและเสบียงให้พร้อมก่อน เพื่อความปลอดภัย คืนนี้อาจจะต้องพักไม่ไกลจากนี้” เอกอนหัวหน้าองครักษ์รายงาน เมื่อตะวันโพล้เพล้ใกล้ตกดินเต็มที เรย์พยักหน้าตอบรับพร้อมหยุดม้า เธอยกแขนขาวปาดเหงื่อแล้วเงยมองพระอาทิตย์ที่เคยเกรี้ยวกราดกำลังจะตกดิน วันนี้เธอรู้สึกเหนื่อยล้าและอ่อนเพลีย เพราะคณะเดินทางแทบไม่ได้หยุดพักมาทั้งวันเพื่อจะเร่งให้ไปถึงโอเอซิสแรกทันพระอาทิตย์ตก ขนาดยังไม่ได้เข้าเขตทะเลทรายเต็มที่ทุกคนยังอ่อนล้ากันขนาดนี้ เรย์ใช้นิ้วเรียวปาดรอยเลือดซิบๆที่ซึมจากริมฝีปากอันแห้งผาก เธอหันไปมองผู้ติดตามสาวทั้งสามคนอย่างเห็นอกเห็นใจ

 

“ไหวมั้ยทุกคน ถ้าน้ำหมดเอาของข้าไปก่อน เดี๋ยวคานัคคงจะไปเติมมาใหม่” เรย์หยิบยื่นน้ำอึกสุดท้ายให้เพื่อนร่วมทาง แต่ทุกคนส่ายหน้าปฏิเสธ 

 

โรสสงสัยจริงๆว่าทำไมเจ้าหญิงของเธอถึงได้อึดขนาดนี้ ตั้งแต่เดินทางจากนาบูมาเรย์ไม่เคยแสดงท่าทีเหนื่อยล้า หรือออกปากบ่นแม้แต่น้อย โรสแอบสังเกตว่านอกจากเจ้านายของพวกเธอจะไม่เหนื่อยแล้ว ยังแอบออกแรงฝึกวิชาเวลาคณะเดินทางแวะพัก พวกหล่อนต่างหากที่เหนื่อยจนแทบจะตายให้ได้ บ่นกระปอดกระแปดกันตลอดเวลา ถึงเวลานี้ไม่รู้ว่าใครมาดูแลรับใช้ใครกันแน่ 

 

“ระวังด้วย จากนี้จะเริ่มมีสัตว์ประหลาดทะเลทรายชุกชุมขึ้นเรื่อยๆ ส่วนใหญ่มีพิษเสียด้วย” เอกอนประกาศเตือน

 

“ทุกคนอารักขาเรย์อย่างใกล้ชิดที่สุด อย่าประมาทเด็ดขาด”

“รับทราบ!!!” องครักษ์ตอบรับเป็นเสียงเดียว

 

“โอ๊ย มีอัศวินรัตติกาลแล้วยังมีสัตว์ประหลาดมีพิษอีกหรอเนี่ย ข้าจะรอดชีวิตกลับไปนาบูหรือเปล่าคราวนี้” โรสนิ่วหน้าบ่นพึมพำกับเพื่อนที่อยู่ใกล้ตัว เรย์ผินหน้าไปฟังแล้วหันกลับมาถอนหายใจ

 

เป็นการเดินทางที่อันตรายมากจริงๆ เรย์เห็นด้วยในใจ และทบทวนไปถึง เมื่อคืนที่เธอถึงกับเก็บเรื่องอัศวินบ้านั่นไปฝันหลังฟังนิทานหลอกเด็ก ทำให้พาลนึกไปถึงความรู้สึกอบอุ่นที่ปลอบโยนเธอให้หลับสนิท เรย์เชื่อว่าพลังความรู้สึกนั้นไม่ใช่สิ่งที่เธอคิดไปเอง หญิงสาวเชื่อมั่นว่ามีบางสิ่งบางอย่างปกป้องคุ้มครองเธออยู่ เธอไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว บางทีอาจจะเป็นท่านแม่ที่จากไปตั้งแต่ยังเล็กคอยมองเธอจากบนฟ้าและดูแลเธอมาตลอด แต่เสียงทุ้มที่เรียกชื่อเธอในฝันซ้ำๆนั่นหละ ใครกันหนอ คิดถึงตอนนี้แก้มชมพูก็มีเลือดฝาดชัดขึ้นมา 

 

“บ้าชะมัด นี่ไม่ใช่เวลาที่เจ้าจะคิดเรื่องนี้นะ เรย์ เคโนบี” เธอพึมพำกับตัวเอง คิ้วขมวดยุ่ง

 

“นี่ยังดีนะโรส ที่เรามาทาทูอิน เจอแค่สัตว์ประหลาด ถ้าไปคอรัสซังหนักกว่านี้อีก” เสียงเคโอเอ่ยหยอกสาวใช้ร่างท้วมทำลายภวังค์ของเจ้าหญิงแห่งนาบูให้หันมาสนใจ โรสเองก็หันควับมาตามเสียง

 

“ทำไม คอรัสซังก็มีสัตว์พิษหรอ”

 

“เปล่า คอรัสซังมี มังกรทมิฬ”

 

“หะ!!! มังกรมีจริงด้วยหรอ” โรสถามอย่างสนอกสนใจ

 

“แหม...มังกรทมิฬคือชื่อเรียกกองทัพของ เบน โซโล ข้าเล่นมุกเจ้าตามไม่ทันเลยหรอโรส”

 

ราวกับสายฟ้าฟาดลงมากลางแสกหน้า เรย์ตัวแข็งทื่อเมื่อได้ยินชื่อที่คุ้นหู ใบหน้าร้อนวูบ หัวใจเจ้ากรรมมันเต้นโครมครามราวกับจะหลุดออกมา มือที่กุมบังเหียนกำแน่นจนมีเหงื่อชื้น ทุกอณูในร่างกายเธอเหมือนมันมีปฏิกิริยาตอบรับที่รุนแรงต่อชื่อนี้ ~เบน โซโล~

 

“เมื่อกี้เจ้าว่าอย่างไรนะ เคโอ” เรย์เอ่ยถามโดยไม่ต้องคิด

 

“มังกรทมิฬไง ท่านไม่เคยได้ยินหรือ” 

 

“เปล่า ข้าหมายถึงชื่อที่เจ้าพูดถึงเมื่อครู่”

 

“อ่อ เบน โซโล นายพลผู้นำกองทหารที่เก่งกาจ โหด เฉียบขาด และอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสต์ของคอรัสซัง”

 

เรย์กลืนน้ำลายเฮือก เธอไม่รู้ถึงชื่อเสียงของชายคนนี้มาก่อนน่าแปลกใจที่ทำไมลุคไม่เห็นป้อนข้อมูลนี้ใส่หัวเธอ ในเมื่อเขาเองพยายามยัดเยียดสอนเรื่องการเมืองให้เธอตลอดเวลาถึงแม้จะอยู่ในป่าก็ตาม ไม่อยากเชื่อว่าเธอเคยเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจของนาบู ที่จะให้พูดไปแล้วเขายังเป็นศัตรูตัวฉกาจส่วนตัวของเธอด้วย

 

ว่าแล้วริมฝีปากอิ่มก็ร้อนวูบขึ้นมาทันใด หญิงสาวเผลอกัดมันโดยไม่รู้ตัว เมื่อคิดถึงคนที่เคยฉกฉวยความหอมหวานจากมันหน้าด้านๆ

 

“ไม่ต้องกลัวไปหรอกเรย์ ถ้าเราเจรจากับทาทูอินสำเร็จ เราก็อาจจะพอมีทางต่อกรกับมังกรทมิฬได้”

 

“แล้วถ้าไม่สำเร็จล่ะ นาบูเราสู้เขาไม่ได้เลยหรอ”

 

“กองทัพของ เบน โซโล แข็งแกร่งที่สุดในทวีปกลางแล้วละมั้งตอนนี้ แค่เขาคนเดียวก็กวาดเราสิบคนในที่นี้ได้ง่ายๆสบายๆเลย” บาลัมนายทหารร่างใหญ่เสริม

 

“เขา…เก่งขนาดนั้นเลยหรอ” เรย์ถามอย่างสนใจ แต่ไม่ใช่ในทางชื่นชมแน่นอน เธออยากรู้ว่ามีโอกาสจะจับคนที่ทำเรื่องชั่วช้ากับเธอมาขยี้ด้วยน้ำมือของเธอเองอย่างที่ตั้งใจได้หรือเปล่า

 

“มีคนบอกว่าเขาไม่ใช่คน แต่เป็นเทพเจ้าแห่งสงคราม” เคโอทำตาโตเหมือนเคย

 

“เทพบ้าบออะไรกัน เป็นคนเลว คนน่าโมโห เป็นปีศาจต่างหาก” เรย์สบถกับตัวเองอย่างหงุดหงิด รู้สึกว่าโลกไม่ยุติธรรมที่ผู้ชายที่ข่มเหงผู้หญิงอย่าง เบน โซโล ถูกเอาไปเปรียบกับเทพเจ้า

 

“ถ้าเราไม่ได้กองกำลังจากทาทูอิน เบน โซโลและมังกรทมิฬ จะกลายเป็นฝันร้ายของนาบูอย่างแน่นอน” เอกอนผู้เป็นผู้นำ และมีคุณวุฒิสูงที่สุดในทีมองครักษ์กล่าวยืนยัน เรย์ขมวดคิ้วอย่างหนักใจ เธอนึกย้อนไปถึงวันที่ผู้ชายคนนั้นรับลูกธนูของเธอได้อย่างง่ายดายแล้วก็คิดว่าคำกล่าวนี้อาจจะไม่เกินจริง

 

“ข้าสัญญากับทุกคนว่าข้าจะทำทุกทางให้ทาทูอินยอมช่วยเหลือนาบู” เรย์กล่าวอย่างมุ่งมั่น สายตาทุกคนจับจ้องมาที่เธออย่างฝากความหวังและชื่นชม 

 

แต่ก่อนอื่นพวกเขาต้องผ่านทะเลทรายนี้ไปให้ได้ก่อน

 

~ครืนนนนนนน ฟ่ออออออ~ อยู่ๆเสียงอื้ออึงก็ดังขึ้น มันเป็นเสียงของอะไรบางอย่างที่มหึมากำลังเคลื่อนตัวอยู่ใต้ผืนทราย พร้อมเสียงขู่ของสัตว์ร้าย พื้นที่เคยมั่นคงเริ่มสั่นคลอน คณะเดินทางจากนาบูมีสีหน้าตื่นตระหนก มองหน้ากันอย่างตกใจ

 

“หนอนทะเลทราย!!! บาลัมรีบพาเรย์หนีไปเร็ว ทางนี้พวกข้าจัดการเอง” เอกอนออกคำสั่ง ไม่ทันขาดคำสัตว์ประหลาดร่างยักษ์รูปร่างเหมือนหนอนที่มีคมเขี้ยวเรียงซ้อนกันห้าชั้นก็พุ่งทะลุผืนทรายขึ้นมา ทำให้ทรายฟุ้งกระเด็นเข้าตาทุกคนจนพร่าเลือน 

 

“กรรรรรรรรรรรร” เสียงร้องกึกก้องกัมปนาทของหนอนยักษ์ ทำให้ทุกคนสะพรึง

 

~ควับบบบ~ เจ้าสัตว์ร้ายฉกวูบลงมาเฉียดเรย์ที่กระโดดหลบไปเพียงนิดเดียว คานัคและเคโอควักดาบออกมาเหวี่ยงหมายจะทำร้ายหนอนทะเลทรายแต่ก็ทำได้เพียงถากผิวสากด้านของมัน

 

“เรย์ ท่านบาดเจ็บหรือไม่ ทุกคนคุ้มกันเรย์” บาลัมตะโกนสั่งทีม ในขณะที่เรย์รีบคว้าธนูคู่ใจออกมาเงื้อยิงศัตรู แต่ทำได้เพียงสะกิดหนังหนาของมันเท่านั้น

 

~ควับบบบ~ หนอนพิษฉกลงมาอีกครั้งตรงกลางวงแต่คราวนี้มันได้บางอย่างไป

 

“ทอมมินนนน!!!!” ทุกคนตะโกนเสียงหลง ตาค้างเมื่อเพื่อนร่างใหญ่ถูกสัตว์ร้ายงับขึ้นไปกลางอากาศ

 

“อ๊ากกกกกกกก” เสียงร้องแห่งความเจ็บปวดของทหารทำให้เรย์ทิ้งธนูแล้วหยิบดาบยาวของทอมมินที่ตกอยู่บริเวณนั้นวิ่งเข้าใส่สัตว์ร้ายอย่างไม่กลัวตาย

 

“องค์หญิงงงงง ไม่นะ!!!!!!!!!” บาลัมร้องห้ามแต่ก็ทำได้เพียงแค่นั้น เรย์กระโจนถึงตัวสัตว์ประหลาดแล้ว 

 

~ฉึก~ เสียงดาบฟันเข้าเนื้อของหนอนที่เกรี้ยวกราดทำให้มันอ้าปากร้องโหยหวน ปล่อยทอมมินให้ตกลงมาบนพื้นทราย เรย์พยายามดึงดาบออกมาจากหนังสากด้านเพื่อหวังจะฟันอีกครั้ง แต่ก็ทำได้อย่างทุลักทุเลเพราะมันติดแน่นเหลือเกิน

 

“เรย์ ระวัง!!!!” โรสตะโกนอย่างตกใจสุดขีดเมื่อเห็นว่าหญิงสาวอยู่ใกล้เกินไป หางที่เต็มไปด้วยหนามของมันกำลังจะฟาดเข้ามาใส่เธอเต็มๆแต่ทว่าก่อนที่คมหางจะฟาดใบหน้าหมดจดของเจ้าหญิงแห่งนาบูนั้น

 

~ฉับ~ 

 

~โฮกกกกกกกกกก~

 

เสียงคมดาบตัดเนื้อเป็นทางยาวตามมาด้วยเสียงร้องลั่นของหนอนทะเลทรายฟังดูน่าสยดสยองก็ดังขึ้น เรย์ที่หลับตาปี๋เพราะนึกว่ากำลังจะโดนหางหนามฟาดเข้าหน้า ค่อยๆลืมตาขึ้นเมื่อไม่มีอะไรมาปะทะร่างกายของตนอย่างที่คิดไว้เมื่อครู่ มีเพียงละอองเลือดสีน้ำเงินที่กระเด็นมาเท่านั้น 

แล้วเธอก็ได้เห็นบางสิ่งที่ทำให้ตื่นตะลึงยิ่งกว่าหนอนทะเลทราย 

 

ภาพตรงหน้าคือชายเจ็ดคนในชุดคลุมและหน้ากากสีดำสนิท พวกเขายืนตระหง่านเหยียบอยู่บนร่างแน่นิ่งของนอนทะเลทราย ในมือถือดาบเรืองแสงสีเพลิง เด่นชัดตัดกับความมืดของยามสนธยา 

 

ชายคนที่อยู่ตรงกลางดูสูงโปร่งและมีรูปร่างที่สมบูรณ์แบบที่สุด เขาแผ่รังสีบางอย่างออกมาให้ชวนขนลุกและน่าเกรงขาม และหน้ากากของเขาเป็นผู้เดียวที่มีคาดเหล็กสีเงิน

 

“อัศวิน รัตติกาล” เคโอรำพึงรำพันพร้อมกับอ้าปากค้าง ทุกคนยืนนิ่งไม่ไหวติงราวกับถูกสะกดด้วยภาพตรงหน้า พวกเขาเพิ่งรอดจากหนอนทะเลทราย แต่ต้องมาเผชิญหน้ากับอัศวินแห่งรัตติกาล

 

และแน่นอนคนที่ยืนนิ่งราวกับถูกสาปมากที่สุดเห็นจะเป็นเจ้าหญิงแห่งนาบู เรย์ตัวแข็งทื่อไม่ขยับ สีหน้าตกใจสุดขีด เธอรู้สึกราวกับกระแสบางอย่างในของตัวเธอเล่นริ้วทำให้ทุกตารางนิ้วในร่างกายตื่นจากหลับใหล ในหัวสมองกลวงโบ๋ ในอกรู้สึกได้ถึงหัวใจที่บีบตัวอย่างบ้าคลั่ง ไม่ใช่เพราะเธอกลัวเรื่องเล่าของอัศวินรัตติกาล ไม่ใช่เพราะเธอกลัวชายชุดดำเจ็ดคนนั่นจะพุ่งเข้ามาทำร้ายเธอ แต่เป็นเพราะชายคนเดียวที่ยืนอยู่ตรงกลางนั่นคือคนในฝันของเธอ คนที่ทำให้เธอหวาดกลัวแม้เป็นเพียงฝันร้าย ชายในหน้ากากดำคาดเงินที่ถูกเรียกว่า ไคโล เรน 

 

ท่ามกลางทุกอย่างรอบตัวที่หยุดนิ่งราวกับเวลาที่ถูกแช่แข็ง ไคโล เรน เป็นคนทำลายความสงบนั้นโดยการเดินตรงเข้ามาหาเจ้าหญิงแห่งนาบูที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุด เรย์จะผงะหนีแต่ก็ก้าวขาไม่ออกราวกับชายตรงหน้ามีพลังยึดตรึงเธอเอาไว้ 

 

ยิ่งเขาเข้ามาใกล้เธอยิ่งรู้สึกว่าเขาสูงใหญ่ และส่งกระแสคุกคามมากกว่าในฝันหลายเท่า จนในที่สุดเขาก็มาหยุดห่างจากเธอไปเพียงไม่กี่ก้าว

 

“เจ้า…มากับข้า” เสียงทุ้มต่ำในหน้ากากทำให้เขาน่ากลัวขึ้นอีกหลายเท่าตัว เรย์ที่กำลังตกใจรู้สึกหูอื้ออึง ไม่แน่ใจว่าตนเองได้ยินถูกหรือไม่ นี่เขาพูดกับเธอหรือ

 

“ถอยห่างจากหล่อนซะ” เอกอนทำใจดีสู้เสือ ถึงจะต้องตายเขาก็ต้องปกป้องเจ้าหญิงไว้ให้ได้ 

 

ไคโล เรนไม่สนใจ เขายังคงมองนิ่งที่เรย์ ราวกับปิดกั้นจากทุกสิ่งนอกเหนือจากเขาและเธอ ความน่าอึดอัดนี้ทำให้หญิงสาวหายใจไม่ทั่วท้อง เธอเกร็งไปทั้งตัว รังสีคุกคามที่แผ่ออกมาจากชายร่างสูงตรงหน้า มันทำให้เธอหายใจไม่ออก

 

“พวกท่านต้องการอะไร เราจะหามาให้ แต่ปล่อยคณะเดินทางเราไปเถิด เรามาค้าขายที่โอเอซิส” เอกอนต่อรอง

 

หัวหน้าอัศวินรัตติกาลยังคงจ้องเรย์นิ่ง ไม่สนคนอื่น ก่อนยื่นมือออกมาต่อหน้าหญิงสาว

 

“มากับข้า” เรย์ก้มลงมองมือขนาดใหญ่โตภายใต้ถุงมือหนังสีดำที่หงายรอเธออย่างตื่นตะลึง นี่ชายคนนี้คิดว่าเธอจะตอบรับคำของเขานะหรือ เขาต้องการเธอไปทำอะไร หรือเขาจะทำร้ายเธอเหมือนที่เขาทำร้ายลุคในความฝัน 

 

เรย์ส่ายหน้าน้อยๆแล้วถอยหลังไปหนึ่งก้าว แต่ไม่ทันได้ตั้งตัวมือที่หงายรอเธออยู่ก็ตอบสนองท่าทีของเธอด้วยการฉกเข้ามาจับข้อมือของเรย์ทันที หญิงสาวออกแรงต้านโดยอัตโนมัติ แต่มือใหญ่ของเขาราวกับเป็นคีมเหล็กที่พันธนาการเธอไว้แน่น

 

“ปล่อยผู้หญิงเดี๋ยวนี้” เอกอนอุทานพร้อมกับเหล่าองครักษ์ลูกน้องที่ต่างก็ขยับทันทีที่ข้อมือเจ้าหญิงของพวกเขาถูกคว้าไว้โดยชายชุดดำ แต่ในชั่วพริบตาอัศวินรัตติกาลอีกหกคนก็เข้าถึงตัวทหารเหล่านั้นอย่างรวดเร็ว โดยไม่มีใครมองทันว่าเหล่าชายในหน้ากากเหล็กขยับตัวตั้งแต่เมื่อไหร่ ทั้งมีดและดาบจ่ออยู่ที่คอหอยของคณะเดินทางจากนาบู

 

“อย่า!! อย่าทำร้ายพวกเขา” เรย์หันไปมองทุกคนก่อนจะหันมาอ้อนวอนกับหัวหน้าปีศาจในหน้ากาก สำหรับเธอแล้วเขาคือปีศาจแห่งรัตติกาลไม่ใช่อัศวิน เธอยังคงพยายามออกแรงขืนข้อมือออกจากมืออันใหญ่โตของเขา แต่ก็ไม่เป็นผลแม้แต่น้อย

 

“มากับข้า”

 

“ถ้าข้าไป อย่าทำร้ายพวกเขานะ” เรย์ต่อรองเมื่อเห็นโรสกำลังร้องไห้ขณะมีดที่จ่อคอหอยของเธอ สร้างบาดแผลจนเลือดเริ่มซึมออกมา

 

ไคโล เรนไม่ตอบ แต่กำข้อมือเธอแน่นขึ้นไปอีกราวกับไม่พอใจความกล้าบ้าบิ่น และอวดดีของเธอที่มาต่อรองกับเขา

 

“รับปากสิ แล้วข้าจะไป” เรย์ทำเสียงแข็งเมื่อเห็นเขานิ่ง แต่ในใจเธอกลัวจนตัวสั่น ถ้าไปกับเขา เธออาจต้องตาย แม้ไม่เข้าใจจุดประสงค์ที่ไคโล เรนต้องการตัวเธอ แต่หน้าที่ปกป้องชาวนาบูทุกคนคือพันธกิจที่เธอต้องรับผิดชอบยิ่งชีวิต

 

“ไม่จำเป็น” สิ้นคำพูดไคโล เรนยกมือขึ้นแล้วยื่นไปใกล้ศีรษะของเรย์ เพียงเท่านั้นเธอก็รู้สึกหน้ามืด ภาพทุกอย่างดับวูบ การรับรู้สุดท้ายคือสองขาที่ถูกยกขึ้นจากพื้น ตัวลอยหวือเหมือนมีใครอุ้มเธอขึ้นแนบอก แล้วต่อจากนั้นเรย์ก็ไม่รับรู้อะไรอีกเลย

 

....................................... 

 

เสียงน้ำหยดเป็นจังหวะดังขึ้นในโสตของหญิงสาวที่นอนไม่ได้สติทำให้เธอค่อยๆรู้สึกตัว เรย์ เคโนบีขมวดคิ้วเครียดก่อนจะค่อยๆลืมตากลมโตขึ้นมาแล้วพบกับเงาจากคบเพลิง ที่เต้นระริกอยู่บนผนังถ้ำ เธอทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นว่าอยู่ที่ไหนและเกิดอะไรขึ้น ร่างบางรู้สึกมึนศีรษะ และยังจับต้นชนปลายไม่ถูก จนเมื่อเธอพยายามที่จะยกมือขึ้นกุมศีรษะที่ปวดหนึบ เรย์ก็รู้ตัวว่าข้อมือทั้งสองข้างของตนถูกพันธนาการติดกันไว้

 

หญิงสาวรีบยันตัวลุกขึ้นนั่งทันทีพร้อมกับความตระหนก เธอนึกออกแล้วว่าก่อนจะหมดสติไปเกิดอะไรขึ้นกับตนเอง นอกจากความรู้สึกอุ่นซ่านที่ประทับอยู่ตามเนื้อตัวยามที่ถูกอุ้มไว้แนบกายคนตัวใหญ่แล้วนั้น หน้ากากสีดำคาดเงินคือสิ่งสุดท้ายที่เธอจำได้ 

 

~ไคโล เรน~ ร่างบางตัวเกร็งทันทีที่ชื่อนี้ผ่านเข้ามาในสมอง เธอจำได้แล้วว่าถูกเขาบังคับพามาโดยไม่เต็มใจ และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้ชะตากรรมของคณะเดินทางจากนาบูจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร

 

เรย์รีบมองสำรวจตัวเองก็พบว่าเธอยังคงอยู่ในชุดเดิมหากแต่ทั้งข้อมือและข้อเท้าถูกมัดไว้ด้วยโซ่ตรวนทำให้ยากที่จะขยับเดิน ร่างของเธอถูกวางไว้บนผ้าขนสัตว์แสนนุ่มภายในถ้ำแคบๆนี้ เธอจึงหันมองสำรวจไปรอบๆกายพบว่าในนี้ไม่มีใครนอกจากเธอทำให้เบาใจไปเปราะหนึ่ง

 

เรย์หันกลับไปสนใจโซ่ที่พันธนาการเธอไว้อีกครั้งก่อนพยายามออกแรงกระชากเพื่อหยั่งดูความแข็งแรงของมัน หญิงสาวขมวดคิ้วมุ่นพลางกัดปากระหว่างความพยายามนั้น ตามมาด้วยการส่งเสียงสบถอย่างหงุดหงิดเมื่อรู้ตัวว่าไม่น่าจะหลุดพ้นจากโซ่นี้ไปได้ง่ายๆ

 

เธอหันไปมองรอบๆอีกครั้งเพื่อมองหาตัวช่วยอะไรก็ได้ที่อาจทำให้เธอเป็นอิสระได้ง่ายขึ้น แต่ก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่ออยู่ๆก็มีเงาร่างสูงใหญ่ก้าวออกมาจากมุมมืดของถ้ำที่เธอไม่ทันได้สังเกตเห็นเมื่อครู่

 

เรย์รีบถดตัวหนีทันทีเมื่อเห็นชายที่เธอหวาดกลัวทั้งในความฝันและความเป็นจริงย่างสามขุมเข้ามาใกล้

 

“กลัวหรอ” ไคโล เรนเป็นคนทำลายความเงียบที่น่าอึดอัด เรย์ชะงักไป เมื่อครั้งอยู่ในเหตุการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานก่อนหน้านี้ เธอไม่ทันได้สังเกตว่าเสียงภายใต้หน้ากากนั้นช่างทุ้มต่ำและลุ่มลึก ทั้งน่าขนลุกและน่าเกรงขาม แต่ก็แฝงไปด้วยเสน่ห์ ใบหน้าหวานร้อนวูบโดยไม่รู้ตัวเมื่อได้ยินเสียงทรงพลังนั้น

 

“นี่ข้าอยู่ที่ไหน” เธอเอ่ยโดยทำเป็นไม่สนใจสิ่งที่เขาถาม แต่แน่นอน เธอกลัวเขามากทีเดียว 

 

“ในถ้ำ” ชายหนุ่มตอบหน้าตาเฉย เรย์ขมวดคิ้วเมื่อได้คำตอบที่น่าหงุดหงิด เขากวนประสาทเธอ

 

“เจ้าต้องการอะไร แล้วเพื่อนข้าทุกคนเป็นอย่างไร นี่เจ้าไม่ได้ทำร้ายพวกเขาใช่ไหม” หญิงสาวเอ่ยถามอย่างร้อนรน

 

“……” ชายในหน้ากากไม่ตอบหากแต่เดินมานั่งยองๆต่อหน้าเธอ แล้วก็จ้องมองอยู่อย่างนั้น เรย์ที่ตั้งตัวไม่ทันได้แต่นั่งตัวเกร็ง

 

เธออาจจะมองไม่เห็นดวงตาภายใต้หน้ากาก แต่ทำไมเธอกลับรู้สึกถึงกระแสบางอย่างที่ส่งผ่านมาจากการจ้องเธออย่างไร้มารยาทมันทำให้เธออึดอัด หายใจไม่ทั่วท้อง และทำตัวไม่ถูกในคราเดียวกัน

 

“ตะ...ตอบมาสิ เจ้าต้องการอะไร” เรย์เขยิบถอยไปอีกนิดเพื่อเพิ่มพื้นที่ให้ตัวเองได้หายใจ

 

เธอรู้สึกได้ว่าคนภายใต้หน้ากากกำลังยิ้มเยาะอาการของเธอ และมันทำให้เธอหงุดหงิด 

 

“พวกเจ้ามาทำอะไรที่ชายแดนทาทูอิน” ชายในหน้ากากสอบสวน

 

“ค้าขายที่โอเอซิสไง เอกอนก็บอกเจ้าไปแล้ว” หญิงสาวเบือนหน้าหนีความใกล้ชิดเมื่อรู้สึกว่าเขาไม่คิดจะเป็นฝ่ายถอยออกไปจากระยะห่างที่น่าอึดอัด และตอนนี้เธอก็กระเถิบหนีไปไหนไม่ได้แล้วเสียด้วย

 

“รู้ไหมว่าเด็กขี้โกหกจะโดนลงโทษแบบไหน” มือใหญ่ในถุงมือหนังสีดำยื่นนิ้วชี้ออกมาแตะกลางหน้าผากของหญิงสาวที่นั่งตัวแข็งทื่อด้วยความตกใจ

 

“จะ...ทำอะไร ข้าไม่ได้โกหก และข้าก็ไม่ใช่เด็ก” เรย์โต้ทันควัน น้ำเสียงบ่งบอกได้ถึงความไม่พอใจกับสรรพนามที่ได้รับ แต่ก็ต้องพยายามไม่ตอบโต้ไปมากกว่านั้น เพราะเธอกลัวว่าถ้าไคโล เรนไม่พอใจ เขาสะกดสติสัมปชัญญะของเธออีก และเธอไม่อยากให้เกิดขึ้น

 

สถานการณ์นี้เธอตกเป็นรอง ในเมื่อมือใหญ่จ่ออยู่ที่หน้าผากและแขนขาเธอถูกมัดแบบนี้

 

ไคโล เรนไม่โต้ตอบด้วยคำพูด หากแต่เลื่อนนิ้วชี้จากหน้าผากผ่านสันจมูกโด่งรั้นของเรย์อย่างเชื่องช้า มาจรดที่ริมฝีปากชมพูดอิ่มแล้วหยุดอยู่ตรงนั้น 

 

หญิงสาวมองตามหน้ากากที่เริ่มจากจ้องดวงตากลมโตของเธอแล้วไล่ตามปลายนิ้วเรียวมาจบที่การจ้องริมฝีปากนุ่มหยุ่นของเธอ มันทำให้หญิงสาวกระดากอายอย่างห้ามไม่ได้ และตกใจกับกิริยาจาบจ้วงของเขา ผู้ชายคนนี้คิดจะทำอะไร เธอคิดตระหนกอยู่ในใจด้วยความหวาดกลัวการลงโทษที่ถูกเขาขู่ไว้ ถ้าเขาจะฆ่าเธอก็ขอให้มันรวดเร็ว แต่อย่าได้ทำอะไรที่ทำร้ายศักดิ์ศรีของเธอเลย

 

ความเงียบสงัดปกคลุมทั้งครู่อยู่ชั่วอึดใจหนึ่ง ก่อนไคโล เรนจะถอนมือจากปากอันอ่อนนุ่มของเจ้าหล่อนแล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ชายหนุ่มก้าวถอยหลังห่างออกไป ทำให้เรย์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งใจ นึกขอบคุณที่เขายังไม่ฆ่าเธอ และไม่ทำอะไรที่น่าอายแบบที่เธอนึกกลัว เพราะคราวล่าสุดที่มีคนต้องการลงโทษเธอแล้วจ้องริมฝีปากเธอ มันจบไม่สวยเลย

 

“อีกไม่นานจะเดินทางต่อ เตรียมตัวให้ดี” ไคโล เรน พูดจบก็หันหลังเดินออกไปในหลืบหนึ่งที่มุมห้อง ทำให้เรย์รู้ว่านั่นคือทางออก หญิงสาวจึงเริ่มมองหาทางหนีทีไล่ให้ตัวเองอีกครั้ง แต่ดูเหมือนมันจะไม่ง่ายและเป็นไปไม่ได้เอาเสียเลย

………………………………

 

หลังความพยายามหาทางหนีอยู่นาน เรย์ก็ผลอยหลับไปอีกครั้งด้วยความเหนื่อยอ่อน ทั้งๆที่สัญชาตญาณการเอาตัวรอดร่ำร้องให้เธอลืมตามขึ้นแต่มันก็ไม่สำเร็จ ก็ใครใช้ให้ขนสัตว์ที่รองตัวเธอนุ่มขนาดนี้และเธอก็เหนื่อยมาก 

 

หลังจากหลับไม่ได้สติไปได้นานเท่าไหร่ก็ไม่ทราบได้ เรย์ก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังลอยหวือขึ้นจากพื้น ความนุ่มของขนสัตว์หายไปแทนที่ด้วยความอบอุ่นจากชุดคลุมสีดำสนิทที่แนบตัวเจ้าของอ้อมแขนแกร่ง อ้อมแขนที่โอบอุ้มร่างแบบบางเอาไว้แนบกายอีกครั้ง 

 

หญิงสาวอยู่ในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่นในตอนแรกก็ค่อยๆรู้สึกตัวขึ้นทีละนิดอย่างสลืมสะลือ แทนที่เธอจะแผลงฤทธิ์ร้องประท้วง เธอกลับเหนื่อยเกินกว่าจะต่อต้าน และมันก็รู้สึกอบอุ่นสบายเกินกว่าจะดื้อแพ่งใดๆ เธอจึงยิ่งซุกใบหน้าเข้ากับอ้อมอกหนาหนั่น และหลับตาพริ้มอย่างสงบ ความรู้สึกนี้ราวกับสิ่งเสพติด ราวกับความมึนเมา นี่ไคโล เรนกำลังใช้พลังของเขากับเธออีกใช่หรือไม่ เรย์คิดได้เพียงแวบเดียวก็เลิกไป เพราะสมองมันตื้อเกินกว่าจะคิดเรื่องหนักๆ เธอรู้แต่ว่าเธอกับเจ้าของร่างใหญ่อยู่ใกล้ชิดกันเหลือเกิน ใกล้จนได้ยินแม้แต่เสียงหัวใจของเขา เต้นเป็นจังหวะทุ้มลึกและมั่นคง 

 

อืม...ปีศาจตนนี้เป็นคนจริงๆด้วยสินะ เธออดยกริมฝีปากยิ้มน้อยๆไม่ได้เมื่อคิดถึงเรื่องนี้เพราะถ้าเขาเป็นคน หล่อนก็ฆ่าเขาได้ไม่ยาก แค่ปักมีดไปในหัวใจดวงนี้ก็พอ ใช่แล้ว...

 

สิ้นความคิดนี้สติของเรย์ก็หลุดลอยไปอีกครั้ง

.....................................

 

เรย์ เคโนบีสะดุ้งตื่นเมื่อรู้สึกถึงความแสบร้อนที่ผิวหนังข้อมือ และข้อเท้า แสงแดดที่ตกต้องโซ่ร้อนทำให้มันแผดเผาผิวเนียนจนเป็นรอยแดง 

 

เมื่อรู้สึกตัวเพราะความเจ็บเธอจึงมองสำรวจไปรอบตัวและรับรู้ว่าตนเองนั่งอยู่บนหลังม้าสีดำตัวเดียวกับไคโล เรน เขานั่งซ้อนอยู่ด้านหลังของหล่อนราวกับเป็นกำแพงอันแข็งแรงให้แนบอิง สองมือกุมบังเหียนกักตัวเรย์ไว้ไม่ให้หล่นจากหลังอาชา รอบกายของทั้งคู่เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่สูงเสียดฟ้า ไม่มีอีกแล้วทะเลทรายอันแห้งผากสุดลูกหูลูกตา

 

เจ้าหญิงแห่งนาบูตัวเกร็งทันทีที่รับรู้ถึงความใกล้ชิดของระยะห่างระหว่างเขาและเธอ เธอขืนตัวออกห่างแผงอกที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามแข็งแรงเล็กน้อยโดยอัตโนมัติ และนั่นทำให้ไคโลรับรู้ว่าเธอรู้สึกตัวแล้ว 

 

“อ๊ะ...” เรย์ร้องสะดุ้งด้วยความปวดแสบปวดร้อนเมื่อเธอขยับแขนแล้วโซ่ร้อนเสียดสีกับข้อมือ เสียงอุทานเบาๆพร้อมกับซู๊ดปากทำให้คนตัวใหญ่ที่นั่งซ้อนอยู่ด้านหลังต้องก้มลงมอง ไคโล เรนไม่ตอบสนองแต่อย่างใด เขาควบม้าต่อไปอย่างเงียบๆ

 

“เอาโซ่ออกได้ไหม” ไม่นานนักเมื่อเรย์รู้สึกเจ็บจนคิดว่าจะไม่ไหว เธอจึงถามหยั่งเชิง

 

“ไม่” ชายในหน้ากากตอบเสียงทุ้มเรียบ

 

“ข้าไม่ใช่นักโทษของเจ้า!!” เรย์เสียงแข็ง แต่ไคโล เรนไม่โต้ตอบ หญิงสาวจึงหันไปหา เงยหน้าจ้องเขาเขม็ง

 

“เอาโซ่ออกได้ไหม สัญญาว่าจะไม่หนี” 

 

“....” 

 

“ข้าสัญญาด้วยเกียรติของข้าว่าจะไม่หนีถ้าเจ้าเอาไอ้โซ่นี่ออกไป”

 

“ถ้ายังไม่หยุดพูด ข้าจะฆ่าเจ้าซะ” ชายในหน้ากากเอ่ยเสียงเรียบนิ่ง แต่ความหมายชัดเจน เรย์เงียบไปทันที หล่อนไม่รู้ว่าคำพูดของชายผู้นี่เป็นเพียงคำขู่หรือเรื่องจริง แต่หล่อนยังไม่อยากพิสูจน์ตอนนี้ จึงได้แต่นั่งนิ่ง

 

หญิงสาวกัดฟันทนความเจ็บปวดทรมานโดยไม่กล้าปริปากอะไรอีก จนเมื่อเธอรู้สึกถึงน้ำเหนียวๆไหลตามข้อมือเธอจึงก้มลงมอง ทำให้รู้ว่าข้อมือเธอได้แผลขึ้นมาจริงๆเสียแล้ว และเลือดกำลังไหลซึมออกมากช้าๆ 

 

เรย์น้ำตารื้นด้วยความเจ็บปวดกัดปากข่มความทรมานจนมันแดงช้ำ แต่ก็ไม่กล้าร้องประท้วงเอากับปีศาจร้ายที่จับตัวเธอมา 

 

ไคโล เรนรู้สึกได้จึงก้มลงมองและเห็นเลือดแดงข้นกำลังหยดจากข้อมือของเรย์

 

เขาตอบสนองด้วยการหยุดม้าทันที แล้วก้าวลงจากม้า เรย์สะดุ้งตัวเมื่ออยู่ๆเขาก็ประคองใต้วงแขนอุ้มเธอลงมายืนกับพื้นหญ้า เผชิญหน้ากับเขา

 

อัศวินรัตติกาลอีกหกคนหยุดม้าตาม นั่งรอนิ่งบนหลังอาชาของตน อันที่จริงแล้วตลอดการเดินทางเรย์ไม่เคยได้ยินเสียงอัศวินรัตติกาลคนอื่นแม้แต่ครั้งเดียว

 

เมื่อโดนอุ้มลงมาจากม้า เรย์ไม่เข้าใจเจตนาของไคโล แต่เธอจะไม่ยอมเสียโอกาสหนีครั้งนี้ไป ร่างบางพยายามประเมินสถานการณ์ จากสภาพเธอก้าวขาไม่ได้อยู่แล้ว ถึงออกวิ่งได้เธอก็รู้ว่าหนีเขาไม่พ้น หญิงสาวพยายามสงบสติอารมณ์แล้วใช้สมอง คิดสิเรย์ คิด ถ้าเป็นลุค เขาจะทำอย่างไร 

 

แต่ยังไม่ทันจะคิดอะไรได้ เจ้าหญิงแห่งนาบูก็ตกใจถึงขีดสุดเมื่อเห็นเขาล้วงมือไปหยิบดาบที่เหน็บอยู่ข้างเอว 

 

ชายหนุ่มควักดาบเรืองแสงของเขาออกมาแล้วฟันลงไปบนแขนและขาของหญิงสาวทำให้เรย์ที่ยืนตะลึงอยู่หลับตาปี๋

 

หล่อนนึกว่าแขนขาจะถูกหั่นเป็นท่อนๆเสียแล้วแต่กลับกัน คมดาบตัดโซ่เหล็กออกได้อย่างแม่นยำและง่ายดาย ปล่อยให้เธอเป็นอิสระ ทิ้งไว้เพียงรอยแผลแดงช้ำ และรอยเลือดจากการเสียดสีของผิวหนังบางละเอียดกับโซ่แข็ง ตามข้อมือและข้อเท้า

 

ยอมรับว่าวินาทีเมื่อครู่ตอนเห็นเขาเงื้อดาบเธอตกใจสุดขีด แต่ตอนนี้เธอโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก อย่างน้อยตอนนี้เธอก็ยังไม่ตาย และพันธนาการอันแสนเจ็บปวดก็ถูกกำจัดไปแล้ว

 

เรย์ยิ้มกว้างอย่างลืมตัว สำรวจแขนขาตัวเองด้วยความดีใจ ก่อนเผลอตัวเงยไปมองคนที่อยู่ตรงหน้าแล้วก็แทบจะหุบยิ้มไม่ทัน เมื่อเห็นเขากำลังจ้องมองเธออยู่

 

“หึ” เธอได้ยินเสียงค่อนคอดในลำคอของเขาก่อนที่เขาจะจับเธอเหวี่ยงลอยหวือขึ้นม้าอีกรอบ อย่างง่ายดาย ราวกับเธอเป็นตุ๊กตายัดนุ่น จะจับไปวางตรงไหนก็ได้ตามใจเขาได้ทุกอย่าง มันน่าโมโหจริงๆ

 

“จะพาข้าไปไหน” เรย์เอ่ยถามเมื่อคณะเดินทางต่อไปได้สักพัก เธอสังเกตเห็นว่ารอบตัวราวกับเป็นป่าทึบ พันธุ์ไม้ต่างๆไม่คุ้นชินเสียเลย ไม่เหมือนป่าในนาบูที่เคยเห็นมา

 

“....”

 

“เจ้าจับข้ามา อย่างน้อยจะบอกให้ข้ารู้ชะตาชีวิตของตัวเองหน่อยได้ไหม” เรย์คาดคั้น หล่อนเริ่มทนไม่ไหวกับอาการนิ่งจนน่าโมโหนี้ ยังไงเธอก็อาจจะต้องตายอยู่แล้ว ถ้าไคโล เรนโมโหแล้วฆ่าเธอเสียแต่ตอนนี้มันก็ไม่ต่างกัน 

 

“คอรัสซัง” ไคโลกล่าวเสียงเรียบเหมือนไม่มีอะไร แต่คนฟังไม่ได้คิดแบบนั้นด้วย เธอตกใจมากกับคำตอบที่ได้ยิน หันไปมองคนที่นั่งซ้อนอยู่ด้านหลังแทบไม่ทัน

 

“เดี๋ยวนะ! ทำไมต้องพาข้าไปที่นั่น พวกเจ้าเป็นใครกันแน่” เรย์หรี่ตามองคนในหน้ากากอย่างสงสัย

 

“แล้วเจ้าล่ะเป็นใครกันแน่” ไคโลย้อนถาม ทำเอาเรย์ได้แต่ทำปากพะงาบคิดไม่ออกว่าจะโกหกอะไรออกไปดี แต่ในที่สุดเธอก็หาเสียงของตัวเองเจอ

 

“จะพาข้าไปคอรัสซังทำไม” 

 

“....”

 

“ตอบสิ!” เรย์ขึ้นเสียงด้วยหมดความอดทนเมื่อไคโลนิ่ง พร้อมกับหันไปเอากำปั้นทุบแผงอกกว้างนั่นด้วยความอัดอั้นหนึ่งที ก็เธอโมโหนี่

 

“แต่งงาน” ไคโลพูดออกมาหน้าตาเฉย แต่คนฟังไม่คิดแบบนั้น

 

“หะ!!!!” เรย์ร้องเสียงหลงอย่างตกตะลึง เป็นคำตอบที่ช็อคที่สุดในชีวิตหญิงสาวเท่าที่เคยได้ยินมา

 

“เจ้าต้องบ้าแน่ๆ พูดอะไรออกมา พาข้ากลับนาบูเดี๋ยวนี้!” ร่างบางเริ่มพยศ ขยับตัวดิ้นหวังจะหลุดพ้นจากวงแขนที่ขวางทางหนีเธออยู่ นี่เป็นเรื่องไม่ธรรมดา ไม่ธรรมดามากๆ ใครกำลังเล่นตลกกับเธออยู่แน่ๆ ชายคนนี้คิดจะเอาเธอไปเร่ขายให้พวกผู้ชายน่ารังเกียจ

 

“อยู่นิ่งๆ” ไคโลดุพลางกระชับวงแขนให้แน่นขึ้นไปอีก เขาดูไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย

 

“ไม่!! ปล่อยข้า” เรย์พยายามดิ้นให้หลุดเพื่อลงจากหลังม้า แต่ไคโลแรงเยอะมากจริงๆ และเหมือนเขาจะรู้วิธีจัดการกับม้าพยศอย่างเธอเป็นอย่างดี

 

“ปล่อยข้านะไอ้ปีศาจ” เรย์ก่นด่าด้วยความโมโห มือก็ทั้งข่วนทั้งทุบตีทั้งต่อยคนตัวใหญ่เป็นพัลวัน แต่พอวินาทีที่ไคโลยกมือใหญ่ขึ้นกุมศีรษะของเธอ เรย์ก็ชะงัก ยอมหยุดแต่โดยดี เพราะเธอกลัวว่าเขาจะสะกดให้เธอหลับอีก ถ้าเป็นแบบนั้น ตื่นขึ้นมาอีกทีเธออาจจะไปโผล่อยู่บนเตียงของใครต่อใครก็ไม่รู้

 

“ยะ...อย่านะ” หญิงสาวเอ่ยเสียงสั่นที่ยังเจือความโมโหในน้ำเสียง เธอหอบหายใจด้วยความกรุ่นโกรธ จ้องมองอย่างระแวดระวัง

 

บ้าชะมัด เขารู้จุดอ่อนของเธอแล้วว่าเธอกลัวการถูกสะกด นี่เขาเอามันมาขู่เธอเป็นครั้งที่สองในรอบวันแล้ว

 

ไคโลลดมือลง ยกยิ้มภายใต้หน้ากาก แน่นอนว่าเรย์ไม่เห็นรอยยิ้มแห่งชัยชนะนั้น แต่เธอก็รู้สึกได้อย่างชัดเจน ราวกับเห็นสีหน้าของเขา 

 

น่าประหลาดที่สุด ทั้งๆที่หล่อนไม่เคยได้เห็นใบหน้าใต้หน้ากากนั้นเลย แต่ทำไมเหมือนเธอรับรู้ถึงทุกอากัปกิริยาของมันได้อย่างชัดเจน

 

“ข้าเกลียดเจ้า ไคโล เรน!” เธอทิ้งท้ายอย่างหนักแน่น หันหลังกลับให้เขาด้วยความโมโห

 

“ด้วยความยินดี เจ้าหญิง เรย์ เคโนบี” เสียงทุ้มตอบกลับทำให้หญิงสาวชะงักนิ่ง หน้าชาวาบ เหมือนถูกสายฟ้าฟาดลงมากลางแสกหน้า เขารู้ชื่อเธอ แปลว่าตลอดเวลามานี้ เขารู้ว่าเธอเป็นใคร! 

 

เรย์หันควับกลับไปจ้องหน้ากากเหล็กที่ปิดกั้นแววตาคมเข้มจากหล่อนรีบประมวลเหตุการณ์ที่เป็นอยู่ ตลอดมาเขารู้อยู่แล้วว่าเธอเป็นใคร แล้วจะมาคาดคั้นถามเธออีกทำไม อัศวินรัตติการมีจุดประสงค์อะไรในการลักพาตัวเจ้าหญิงแห่งนาบูไปยังคอรัสซัง และยังบอกว่าเพื่อแต่งงาน เรื่องนี้น่าจะมีเบื้องหลังซับซ้อนกว่าการลักพาตัวธรรมดาอย่างที่เธอเข้าใจตอนแรก ซึ่งอันตรายต่อทั้งเธอและนาบู เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้จะทำให้นาบูเดือดร้อน นี่เป็นคงหมากที่คอรัสซังวางไว้ไม่ว่าไคโล เรนคิดจะทำอะไร เธอต้องหาทางแก้ไขสถานการณ์ที่เป็นอยู่เสียแล้ว

 

“ไม่ต้องคิดอะไรเยอะ เจ้าไม่มีทางหนีข้าพ้น เรย์” ราวกับอ่านใจเธอออก นี่เขาเข้ามาอยู่ในหัวเธอหรืออย่างไร เรย์หงุดหงิดที่โดนพูดดัก แต่พยายามตั้งสติ ต้องไม่หวั่นไหวกับคำขู่ของเขา เธอต้องหาทางหนี

 

อย่าให้มีโอกาสเชียวหล่อนจะเป็นคนเอาหัวใจของเขาที่เต้นสะท้านแนบแผ่นหลังของหล่อนในตอนนี้ ออกมาบีบให้แหลกคามือ 

 

ตอนนี้เธอเจอผู้ชายที่เธอเกลียดยิ่งกว่าเบน โซโลแล้ว เขาคือไคโล เรน

 

-:-: To be Continued :-:-

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 27 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

65 ความคิดเห็น

  1. #31 Cherry Wanlada (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 มกราคม 2563 / 21:48
    ตอนที่เรย์เห็นอิพรี่แอนด์เดอะแก๊ง เพลงมา!!! kylo ren’s theme song ขึ้นทันที555555 พี่จองน้องเข้าไว้ตั้งแต่จูบแรกแล้วชิมิ
    #31
    0
  2. #19 Tichira (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 มกราคม 2563 / 17:48
    กรี๊ดดดดด ถ้าเป็นอย่างที่คิดนี้คือดีงามมากๆเลยนะคะ 55555555 \\ สำนวนคุณดีมากเลยค่ะ :)
    #19
    0
  3. #4 161213p (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 มกราคม 2563 / 05:48

    สนุกมากค่ะแต่อิพี่จะทำแบบนี้กับน้องไม่ได้นะคะ อ่านแล้วติดค่ะพึ่งมาอ่านเลยอ่านยาวรวดเดียวเลยใช้ภาษาได้ดีมากค่ะ ชอบมาก มาต่อไวๆนะคะ
    #4
    1
    • #4-1 PoxiiChicky(จากตอนที่ 3)
      8 มกราคม 2563 / 07:27
      ขอบคุณสำหรับกำลังใจมากๆๆๆเลยค่ะ
      #4-1
  4. #3 Thomas Stanley (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 มกราคม 2563 / 15:28

    รอตอนต่อออออ

    #3
    1
    • #3-1 PoxiiChicky(จากตอนที่ 3)
      8 มกราคม 2563 / 07:28
      ขอบคุณสำหรับคอมเม้นนะค้า จะรีบฮึบๆมาต่อค่า
      #3-1