[Star Wars::AU::Reylo] Love Illusion

ตอนที่ 2 : Knight of The Night

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 220
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 21 ครั้ง
    7 ม.ค. 63

Naboo

 

เสียงไม้พลองกระแทกต้นไม้ดังเป็นจังหวะทุกครั้งที่เรย์ฟาดมันลงไป เธอไม่แน่ใจว่านี่คือการฝึกฝนอย่างหักโหมหรือเป็นการระบายอารมณ์กันแน่ คิดทีไรก็เจ็บใจทุกที เธอไม่ควรปล่อยให้เรื่องนั้นมารบกวนจิตใจ ควรจะมีสมาธิฝึกวิชามากกว่านี้

 

~หึ!! ไอ้ปีศาจเบน โซโล!!!!~

 

“โป๊กกกก” เสียงไม้กระทบศีรษะดังแทรกขึ้นมาทำให้สาวน้อยชะงักแล้วรีบเอามือกุมบริเวณที่ปวดหนึบ เธอหันควับไปก็เจออาจารย์ยืนทำหน้างอง้ำอยู่ใกล้ๆ ทำให้ริ้วรอยแห่งวัยของ ลุค สกายวอร์คเกอร์ ชัดขึ้นไปอีก

 

“ท่านตีข้าทำไม!” หญิงสาวบ่นงึมงำ ขมวดคิ้วมุ่นไม่พอใจ มือก็นวดคลึงศีรษะที่ช้ำไป

 

“ไปทำสมาธิก่อนแล้วค่อยกลับมาฝึก เจ้ากำลังออกท่าด้วยโทสะ ที่ทำอยู่คือการระบายความโกรธไม่ใช่การฝึกวิชา ข้าจะไม่ถามว่าเจ้าไปโมโหใครมา แต่เจ้าต้องจัดการกับอารมณ์ของตัวเอง” ผู้เฒ่าลุคโยนไม้ทิ้งแล้วหันหลังกลับ มุ่งหน้าไปยังกระท่อม

 

เก้าปีแล้วสินะที่สหายของเขาเอาเจ้าเด็กนี่มาฝากไว้ หรือทิ้งไว้ก็ไม่แน่ใจนัก เขาไม่เข้าใจเหตุผลหรือแผนการเบื้องหลังการกระทำของพ่อเด็กหญิง แต่เขาก็ได้ทำตามที่ตาแก่คนนั้นขอร้องไว้

 

ถึงแม้อาจจะกระท่อนกระแท่นไปบ้างกับการรับเลี้ยงเด็กผู้หญิงอย่างเรย์ แต่สาวน้อยก็เติบโตมาได้อย่างที่เขาไม่ผิดหวัง เธอเฉลียวฉลาด เรียนรู้ได้เร็ว มีมานะ แม้ออกจะห้าวอยู่สักหน่อย แต่พอบทจะอ้อนหรืออ่อนหวานสักที คนแก่อย่างเขากลับใจอ่อนให้เจ้าลูกศิษย์เจ้าเล่ห์คนนี้อยู่ร่ำไป หน้าตาเธอรึก็สวยได้แม่มาเต็มๆ รอยยิ้มของเด็กคนนี้ทำให้โลกสว่างไสวราวกับแสงอาทิตย์ยามเช้า เหมือนกับสามารถปลุกไม้ที่ใกล้ตายให้กลับมาผลิดอกออกผลได้อีกครั้ง เรย์มีครบเครื่องทุกอย่างเว้นเสียแต่อย่างเดียว เธอบ้าบิ่นและใจร้อนเกินไปจริงๆ

 

“ลุค เมื่อไหร่ท่านจะสอนวิชาลับที่เคยสัญญาไว้” หญิงสาวตะโกนไล่หลัง ชายแก่ได้แต่ยกมือขึ้นโบกส่งๆไปอย่างรำคาญเป็นการปฏิเสธแล้วเดินต่อ

 

“ลุคคคคค ข้าจำเป็นต้องเก่งให้เร็วที่สุด ไหนสัญญาว่าจะสอนกันไง” เธอตะโกนตัดพ้อ ถ้าเขาไม่สอนเธอก็จะส่งเสียงกวนประสาทและตื้อไปเรื่อยๆแบบนี้แหละ

 

“แล้วไหนเหยี่ยวทองของข้าล่ะ” เขาหยุดแล้วถามประโยคที่สะกิดแผลในใจลูกศิษย์ หวังว่าเจอไม้นี้เข้าไปเจ้าเด็กนี่จะได้สลดบ้าง หยุดวอแวเขาสักที และมันก็ได้ผล เรย์นิ่งไปตามคาด หญิงสาวทิ้งไม้พลองลงพื้นแล้วเดินหันหลังจากไปทันที ลุคเลิกคิ้วสงสัย เขาคิดไว้ตลอดว่ามันต้องมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นในวันที่เจ้าเด็กนี่ออกไปล่าเหยี่ยว จากท่าทางและอารมณ์ที่เปลี่ยนไปของเรย์ เห็นทีจะมีจริงๆเสียด้วย

 

.................................................

 

เรย์นั่งกอดเข่ามองละอองน้ำตกที่ส่งเสียงดังเมื่อกระทบหินในแม่น้ำ เธอนั่งตรงนี้มากี่ชั่วโมงแล้วก็ไม่รู้ได้ เจ้าบีบีกำลังกินลูกกระต่ายอยู่ที่ห่างออกไป เธอหันไปสนใจมันแวบหนึ่งแล้วเงยหน้ามองท้องฟ้าที่เริ่มมีเมฆครึ้มลอยมา

 

แล้วอยู่ๆเธอก็เผลอแตะริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว อีกแล้ว เธอคิดอย่างเลื่อนลอยไปถึงความทรงจำของวันนั้นที่ไม่อยากจะนึกถึงแต่มันก็พาลมาวนเวียนอยู่ในหัว สลัดเท่าไหร่ก็ไม่ยอมหลุด โดยเฉพาะความทรงจำเกี่ยวกับสัมผัสจากริมฝีปากหยักลึกนั่น มันทำให้เธอรีบถูปากอย่างเอาเป็นเอาตายจนมันบวมช้ำไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ทุกครั้งเธอจะรู้สึกร้อนวูบในอกและราวกับมีผีเสื้อเป็นพันบินวนอยู่ในท้อง เรย์มั่นใจว่ามันเป็นอารมณ์โกรธและเกลียด หญิงสาวไม่ชอบเลยเวลาถูกอารมณ์ด้านมืดเข้าครอบงำบ่อยๆ

 

“อย่าให้ได้เจอกันอีกนะ” เรย์หยิบก้อนหินใกล้มือแล้วเควี้ยงมันลงแม่น้ำเพื่อระบายอารมณ์ สองคิ้วขมวดมุ่นโดยไม่รู้ตัว หญิงสาวทิ้งตัวนอนลงบนหญ้าเอาแขนหนุนต่างหมอน มองฟ้าที่มืดครึ้ม แล้วหลับตาลงจนในที่สุดจังหวะการหายใจของเธอก็เริ่มสม่ำเสมอ

 

ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่แต่จู่ๆปรอยฝนก็เริ่มหยดลงบนใบหน้าของเธอ เรย์สะดุ้งตื่นหยีตาเพื่อหลบน้ำฝนแล้วหยัดตัวลุกขึ้น

 

“กลับกันเถอะ บีบี” หญิงสาวหันไปเรียกจิ้งจอกคู่ใจก่อนออกวิ่งเพื่อหลบฝนที่เริ่มลงเม็ดหนักขึ้นทุกทีเพื่อมุ่งหน้ากลับกระท่อม

 

กระท่อมที่เธออาศัยตั้งอยู่ถัดจากกระท่อมของลุคไปไม่กี่เมตร ชายชราและเธอช่วยกันสร้างขึ้นมาใหม่เพิ่มจากกระท่อมเดิมของลุคตอนเธอย้ายมาอยู่กับเขาภายในไม่ได้กว้างใหญ่เหมือนที่ที่เธอจากมา มีเพียงเตียงไม้ โต๊ะกินข้าว ครัวเล็กๆ และบริเวณสำหรับทำงานฝีมือของเธอ

 

เรย์มีงานอดิเรกที่ชอบเก็บวัสดุธรรมชาติจากป่ามาสร้างเป็นชิ้นงานศิลปะเล็กๆน้อยๆแก้เบื่อ ผลงานบางชิ้นเธอหวังจะได้มีโอกาสนำกลับไปฝากพ่อเมื่อเขากลับมารับ นี่ก็จะเก้าปีแล้วเธอรอคอยวันที่จะได้กลับบ้านเสียที

 

เมื่อแนวต้นไม้เบาบางลง เรย์มองเห็นกระท่อมของตัวเองอยู่ไม่ไกลเธอยิ้มน้อยๆเมื่อคิดไปถึงว่าเย็นนี้จะทำเมนูอะไรเป็นอาหารเย็นของเธอกับลุคเพราะตอนนี้ท้องเริ่มร้องขึ้นมาแล้ว

 

ขณะที่กำลังจะเดินพ้นเขตต้นไม้เข้าบริเวณกระท่อมที่รายล้อมด้วยแปลงผักสวนครัว ขาของเรย์ก็ชะงักเมื่อเธอเห็นชายร่างใหญ่ในชุดคลุมสีดำกรอมเท้ายืนอยู่หน้ากระท่อมของลุค ที่ศีรษะของเขาสวมหน้ากากเหล็กสีดำคาดเงินไว้ทำให้มองไม่เห็นใบหน้าที่ซ่อนอยู่ภายใน

 

ร่างที่เห็นทำให้เรย์ขนลุก ความรู้สึกเย็นยะเยือกวิ่งขึ้นมาถึงต้นคอ ไม่ว่าเขาจะเป็นใครรังสีบางอย่างทำให้เธอรู้สึกว่าเขาอันตราย ตั้งแต่อยู่มาลุคไม่เคยมีแขก เธอมองหาอาจารย์ของเธออย่างเป็นห่วงทันที

 

~ลุค!!~ เธออุทานในใจเมื่อเห็นอาจารย์เดินกระท่อนกระแท่นออกมาจากบ้านพร้อมเลือดที่อาบกาย สองคนนั้นแลกเปลี่ยนคำพูดบางอย่างกันไม่กี่คำที่เรย์ไม่ได้ยินแล้วชายใต้หน้ากากก็ชักดาบเรืองแสงสีแดงที่ดูแปลกตาออกมาจากฝักที่ติดไว้ที่เอวหนา เขากำลังจะทำร้ายลุค

 

วินาทีนั้นเองที่เรย์ตัดสินใจวิ่งเข้าไปสู่อันตรายโดยไม่ทันได้คิดวิเคราะห์อะไรอีกแล้ว เธอตะโกนอย่างสุดเสียงเพื่อห้ามปรามโศกนาฏกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นในเสี้ยววินาที

 

“ไม่นะ อย่า!!!!!!!!!!”

 

และทันทีที่ร่างสูงใหญ่ในชุดดำหันมาตามเสียง เธอก็รู้สึกถึงพลังงานบางอย่างที่กระแทกเข้าใส่ตัวเองอย่างจังจนกระเด็นไปไกล ร่างของเรย์ร่วงลงสู่พื้นด้วยความเจ็บระบม แล้วอยู่ๆเธอก็รู้สึกถึงน้ำแฉะๆและสัมผัสที่น่ารำคาญบนใบหน้า

 

“แพล็บๆๆๆ”

“บีบี!!!”

 

เรย์สะดุ้งตื่นขึ้นเพราะรู้สึกถึงลิ้นเปียกๆของบีบีที่เลียใบหน้า เจ้าสุนัขตกใจที่เจ้านายร้องโวยวายดูกระสับกระส่ายทั้งๆที่เมื่อครู่ยังนอนหลับตาพริ้มอย่างมีความสุขจึงรีบเข้ามาเลียเพื่อปลอบใจ

 

“นี่ฝันไปหรอ”

 

หญิงสาวอุทานกับตัวเองแล้วถอนหายใจอย่างโล่งอก เธอผุดลุกขึ้นนั่งแล้วสำรวจไปรอบๆกาย ฝนไม่ได้ตกอย่างในฝัน ท้องฝ้าเต็มไปด้วยเมฆอ้วนที่ลอยต่ำเต็มที อีกไม่นานคงจะตกอย่างไม่ลืมหูลืมตาแน่ๆ เมื่อคิดได้อย่างนั้นเรย์จึงรีบลุกขึ้น

 

“กลับกันเถอะบีบี ข้าหิวแล้ว”

 

ร่างบางกวักมือเรียกจิ้งจอกขาวส้มแล้วเดินทางกลับกระท่อมไปด้วยกันอย่างเร่งรีบ อาจเป็นเพราะลึกๆเธอเป็นห่วงอาจารย์ขึ้นมาเพราะฝันที่เกิดขึ้นมันช่างเหมือนจริงจนเกินไปนั่นเอง

.................................................

 

เมื่อถึงกระท่อมเรย์ตัดสินใจเดินแวะไปที่กระท่อมของลุคก่อน อยากแน่ใจว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างในฝันที่น่ากลัวนั่น หญิงสาวคิดว่ามันอาจจะดูเด็กและงี่เง่าไปสักหน่อยที่เธอกลัวว่าความฝันจะเป็นจริง แต่ก็ช่วยไม่ได้ถ้าไม่ได้แวะไปหาอาจารย์ก่อนเธอคงไม่สบายใจ

 

เรย์เอื้อมมือไปจับลูกบิดประตู ในหัวยังจำความรู้สึกที่ชายในหน้ากากหันมาหาเธอได้จึงพาลให้รู้สึกร้อนๆหนาวๆ เธอเคาะประตูเบาๆแล้วเปิดเข้าไปด้านในโดยไม่รอเสียงอนุญาตแบบที่เธอทำอยู่ตลอด ลุคบ่นจนเบื่อที่จะบ่นเธอในเรื่องนี้ไปแล้ว

 

“อาจารย์ วันนี้ท่านอยากกินอะไร” เสียงเจื้อยแจ้วดังมาก่อนเจ้าตัว แต่แล้วเรย์ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นร่างใหญ่ในชุดคลุมสีดำยืนหันหลังในเธออยู่กลางกระท่อม หญิงสาวใจกระตุกวูบ สองขาชะงักก้าวไม่ออก ภาพนี้มันเดจาวูชัดๆ แต่ที่ต่างกันคือชายผู้นี้ไม่ได้ใส่หน้ากากเหล็กแบบในฝัน ยังไม่ทันที่เธอจะคิดอะไรออก ชายผู้นั้นก็หันกลับมา

 

“ไง สาวน้อย”

 

“พ่อ!!!!! ท่านพ่อ!!!!” น้ำตาแห่งความดีใจพรั่งพรูออกมาพร้อมกับเด็กสาววัยสิบเก้าปีวิ่งเข้าไปกระโดดกอดผู้เป็นบิดาไม่ยอมปล่อย

 

“ท่านพ่อ จะมารับข้ากลับบ้านใช่หรือไม่ ท่านพ่ออย่าทิ้งข้าไว้อีกนะ” เรย์สะอื้นไห้ โวยวายในอ้อมกอดอันอบอุ่นที่เธอโหยหา

 

“นี่ไม่เจอกันเก้าปีเจ้าขี้แยกว่าเดิมอีกนะ เรย์ เคโนบี” เสียงทุ้มลึกเอ่ยเย้าลูกสาวสุดที่รัก เบน เคโนบี ดีใจมากเกินกว่าคำพูดที่เอ่ยออกมาเป็นล้านเท่า เพียงแต่เขาไม่รู้จะพูดอะไรให้เรย์เข้าใจว่าเขาเองคิดถึงเธอมากแค่ไหน และความทรมานของเขาในช่วงที่ต้องฝากลูกไว้ไกลตัวมันเกินบรรยายจริงๆ

 

“ท่านพ่อพาข้ากลับบ้านเรานะ” หญิงสาวออดอ้อนจนคนฟังอีกคนอดหมั่นไส้ไม่ได้

 

“ไม่เห็นหัวคนแก่ที่โดนเจ้ากดขี่มาเก้าปีเลยรึไง” ลุคที่ไม่รู้ว่าโผล่มาจากทางไหนเอ่ยค่อนขอด ทั้งๆที่แอบยิ้มให้ภาพที่เห็นตรงหน้า

 

สิ่งหนึ่งที่เขาจะตอบแทน เบน เคโนบี ได้คือการดูแลให้ความปลอดภัยแก้วตาดวงใจของเจ้าเฒ่าเบนคนนี้ และในวันนี้เขาคงหมดหน้าที่แล้ว คราวนี้จะได้อยู่อย่างสงบอย่างที่ตั้งใจไว้จริงๆเสียที

 

“อาจารย์ต่างหากที่กดขี่ข้า” เรย์พูดไปหัวเราะไปทั้งที่ยังเอามือปาดน้ำตา เธอสูดน้ำมูกน้ำตาให้กลับเข้าที่เข้าทาง แล้วหันไปหาผู้เป็นพ่ออีกครั้งเพื่อฟังประโยคที่เล่นเอาเธอไม่ทันตั้งตัว

 

“เราจะกลับบ้านกันในวันพรุ่งนี้ ร่ำลาอาจารย์เจ้าให้ดี ถึงเวลาที่เจ้าจะต้องกลับไปทำหน้าที่รับใช้นาบูแล้ว เจ้าหญิง เรย์ เคโนบี”

 

.................................................

 

“ฟินน์!!!!!” เสียงใสอุทานอย่างดีใจเมื่อเห็นเพื่อนสนิทเดินเข้ามาในห้องรับรองส่วนตัวของเธอ เรย์ถลาเข้าไปกอดชายผิวสีในชุดทหารที่สูงใหญ่กว่าเธอเล็กน้อย หล่อนตบหลังเขาอย่างหนักมือเมื่อผละออกจากกัน รอยยิ้มราวดวงตะวันฉายของเธอนั้นทำเอาเพื่อนหน้าแดงด้วยความเก้อเขิน

 

“แหมเรย์ ดีใจที่เจอข้าขนาดนั้นเลย ท่านเป็นเจ้าหญิงนะ ระวังตัวหน่อย” ฟินน์กล่าวหยอกด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เขาเองก็ฉีกยิ้มจนหุบไม่ลงเช่นกัน ฟินน์กับเรย์เป็นเพื่อนกันตั้งแต่เด็กเพราะเขาที่เป็นเด็กกำพร้าดันตกกระไดพลอยโจรต้องช่วยเจ้าหญิงเรย์ตัวน้อยที่แอบหนีพี่เลี้ยงออกมาเล่นซนจนตกน้ำ

 

ตั้งแต่นั้นเขาจึงได้รับอุปการะโดยทหารเอกในวังที่ไม่มีบุตรและเอ็นดูเขา

 

ฟินน์ได้รับการเลี้ยงดูใกล้ชิดในวังจึงได้เป็นเพื่อนเล่นกับเรย์ที่อยู่ในฐานะที่ไม่อาจมีเพื่อนเหมือนใครๆเขาได้ แถมเขายังเป็นคนที่เคยช่วยชีวิตเธอไว้ อันที่จริงแล้วน่าจะเรียกว่าสถานะของเขาคือลิ่วล้อของเจ้าหญิงเรย์ตัวแสบจะดีกว่า

 

“ต้องดีใจสิ ข้าอยู่แต่กับลุงแก่ขี้บ่นมาเก้าปี ได้เจอเพื่อนซี้จะไม่ให้ตื่นเต้นได้ยังไง” เธอยังคงทำสีหน้าดีใจจนเกินเหตุทำเอาฟินน์หัวเราะขำ

 

เรย์เป็นแบบนี้เสมอ เธอคือแสงสว่างของทุกความมืด แม้แต่เด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้าอย่างเขา ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาตั้งใจฝึกหนักเพื่อให้ได้เป็นทหารองครักษ์เพราะหวังว่าสักวันหนึ่งเขาจะได้ตอบแทนเรย์ที่ทำให้เขาไม่ต้องนอนหนาวเป็นเด็กกำพร้าอยู่ข้างถนน ปกป้องเพื่อนคนสำคัญ เจ้าหญิงแห่งนาบู

 

“ท่านโตเป็นสาวสวยมากเลยนะเรย์ ข้าเกือบจำไม่ได้” ทหารหนุ่มสำรวจเพื่อนสนิทอย่างชื่นชม วันนี้เรย์ใส่ชุดเดรสกระโปรงผ้าไหมสีเหลืองแซมน้ำตาล ชุดของเจ้าหญิงแบบนี้เข้ากับแสงสว่างอย่างเธออย่างปฏิเสธไม่ได้ ผมที่เคยรวบจุกไว้แทบตลอดเมื่อยามอยู่กับลุคถูกปล่อยสยายและจัดแต่งด้วยปอยผมที่ถูกถักเป็นเปียเล็กๆสองข้าง เรียบง่ายแต่แสนงดงามในแบบของเธอ

 

“พูดแบบนี้อยากได้รางวัลอะไร ข้าไม่บ้ายอหรอกนะฟินน์” เรย์ชกไหล่ฟินน์เบาๆแก้เขิน แล้วทั้งสองก็หัวเราะให้กันและกัน

 

“อะแฮ่ม” เสียงกระแอมของกษัตริย์เบน เคโนบีดังขัดบทสนทนาของเพื่อนรักทั้งสอง ฟินน์สะดุ้งรีบถวายคำนับก่อนถอยออกมาห่าง

 

“กระหม่อมขอตัวพะยะค่ะ” แล้วทหารองครักษ์ก็เดินจากไป

 

“ระมัดระวังหน่อยลูกสาวข้า ข้ารู้ว่าเจ้าสนิทกันแต่ตอนนี้พวกเจ้าไม่ใช่เด็กๆแล้ว เจ้ามีหน้าที่ในฐานะเจ้าหญิงแห่งนาบู”

 

“ข้าเข้าใจ แต่ตอนนี้ทุกอย่างมันเร็วไป ขอเวลาข้าปรับตัวอีกนิดนะท่านพ่อ” เรย์นั่งลงบนเก้าอี้บุผ้าลูกไม้เหยียดขาสองข้างเอนพิงพนักด้วยท่าทางสบายๆ

 

“แต่เราไม่มีเวลา พ่อมีเรื่องต้องพูดกับเจ้า” ชายชราที่ดูหนุ่มกว่าวัยมากและมีท่าทีองอาจอย่างกษัตริย์ทิ้งตัวลงนั่งข้างลูกสาวบนเก้าอี้ยาว มือใหญ่ยกขึ้นลูบศีรษะสาวน้อยข้างกาย จะเป็นเพราะความรัก ความเอ็นดู หรือความเห็นใจก็ไม่อาจรู้ได้ สองคิ้วขมวดเครียดโดยไม่ตั้งใจ จนเรย์เริ่มสังเกตเห็นความไม่ปกติ

 

“มีอะไรรึเปล่า ท่านดูไม่สบายใจ”

 

“นาบู ทาทูอิน และ…..คอรัสซัง” เฒ่าเบนเอ่ยออกมาพร้อมกับเสียงถอนหายใจ เขาพูดชื่อสุดท้ายออกมาอย่างไม่ค่อยจะเต็มเสียงนัก แววตากังวลฉายออกมาอย่างปิดไม่มิด เรย์ขมวดคิ้วมองผู้เป็นพ่อด้วยความสงสัย แต่เธอก็ยังไม่พูดอะไรออกมา เป็นฝ่ายรอให้อีกคนอธิบาย คิดว่าการรีบซักไซร้อาจทำให้อีกคนพูดอย่างลำบากมากขึ้น เพราะแค่นี้เธอก็สัมผัสได้ว่ามีเหตุการณ์ที่ไม่ราบรื่นกำลังเกิดขึ้นกับบ้านเมืองอย่างแน่นอน

 

“เรย์ลูกรัก พ่อมีเรื่องอยากจะขอร้องให้ลูกทำเพื่อนาบู ในฐานะลูกสาวของพ่อ เจ้าหญิงแห่งนาบู”

 

“ท่านพ่อบอกข้ามาได้หรือไม่ ว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น” หญิงสาวหันมาหาผู้เป็นพ่อเต็มตัว ทำท่าเตรียมรับฟังอย่างตั้งใจ เธอเรียนเรื่องการเมืองการปกครองมาตั้งแต่เด็ก แม้แต่ตอนที่อยู่กับลุคชายแก่ก็บังคับให้เธออ่านเรื่องราวของอาณาจักรต่างๆให้ฟังอยู่ตลอด เธอจึงรู้ดีว่านาบู ทาทูอิน และ คอรัสซัง สามอาณาจักรที่มีอาณาเขตติดต่อกัน ไม่เคยเป็นมิตรแท้หรือศัตรูถาวร

 

นาบูของเธอเป็นอาณาจักรที่มีอาหารและผืนป่าอุดมสมบูรณ์หากแต่ขาดแร่ธาตุและทรัพยากรณ์ที่เอื้อต่อการทำอาวุธยุทโธปกรณ์ รวมไปถึงวิทยาการความรู้ความทันสมัยก็อยู่ในระดับกลางๆ

 

แต่นาบูมีความพิเศษอยู่ที่เป็นสถานที่ที่เคยเป็นที่อยู่ของอารยธรรมโบราณ ความลับและพลังลึกลับของธรรมชาติหลายอย่างเชื่อว่าหลบซ่อนอยู่ในอาณาเขตของนาบู รวมไปถึงความรู้ด้านสมุนไพรและการแพทย์ของนาบูไม่เป็นรองใคร

 

ทาทูอินเป็นอาณาจักรที่มีเหมืองแร่ แต่อยู่ห่างไกล และลึกลับราวกับโอเอซิสที่ซ่อนอยู่ท่ามกลางทะเลทราย มีวิทยาการความรู้เกี่ยวกับจักรกลเป็นอย่างดี มีความสามารถและแข็งแกร่งทางทหาร และมีกองทัพที่เข้มแข็งมากกว่านาบู รายได้ส่วนใหญ่มาจากการขายแร่ธาตุและอาวุธ หากแต่เสียเปรียบกว่านาบูเรื่องผืนป่าและความอุดมสมบูรณ์

 

ส่วนคอรัสซัง เรย์กัดริมฝีปากโดยไม่รู้ตัวเมื่อคิดถึงชื่อนี้ คอรัสซังเป็นรัฐที่มั่งคั่ง อาณาเขตกว้างขวาง เป็นที่ตั้งของเหมืองแร่มากมายรวมไปถึงเหมืองทอง มีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่พร้อมสรรพ มีความก้าวหน้าทางวิทยาการเป็นอย่างมาก นักปราชญ์และนักคิดมากมายมารวมตัวกันอยู่ที่คอรัสซัง มีตลาดการค้าที่คึกคักรวมถึงแหล่งอบายมุขครบครัน มีส่วนที่อยู่ติดกับชายทะเลจึงเป็นเมืองท่าที่มีคนพลุกพล่านมากที่สุด แต่ด้วยการขยายตัวของเมืองที่รวดเร็วทำให้คอรัสซังประสบปัญหาประชากรล้น มีอาชญากรรมเกิดขึ้นมาก และมีปัญหาเรื่องความเป็นอยู่และปากท้องของประชากรชั้นล่าง

 

แต่เรื่องที่ทำให้เรย์รู้สึกไม่ชอบใจเกี่ยวกับคอรัสซังคือคอรัสซังเป็นรัฐที่ชอบเอาเปรียบโดยถือว่าตนเองมีกำลังทหารที่มีแสนยานุภาพ ชอบบังคับเอารัดเอาเปรียบนาบูอยู่ตลอดในการแลกเปลี่ยนค้าขาย จริงๆแล้วเป็นที่รู้กันอยู่ลึกๆว่าคอรัสซังอยากได้นาบูมาเป็นอาณานิคมของตนเองเพื่อที่จะได้ใช้ทรัพยากรของนาบูได้อย่างสะดวกขึ้น ถ้าพูดถึงชาวคอรัสซังคนนาบูมักจะเบ้ปากใส่อยู่เสมอ

 

“คอรัสซังเริ่มมีปัญหาเรื่องอาหารมากขึ้นเนื่องจากประชากรเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว ไม่นานมานี้ที่นั่นมีโรคระบาดเกิดขึ้นทำให้ความต้องการอาหาร น้ำ และยารักษาโรค มากขึ้นเป็นเงาตามตัว คอรัสซังต้องการขยายอาณาเขตและต้องการทรัพยากรที่เรามี ตอนนี้จึงเป็นภัยคุกคามต่อนาบูอย่างเลี่ยงไม่ได้ พ่อเชื่อว่าไม่นาน คอรัสซังอาจจะแสดงตัวเป็นภัยคุกคามต่อเราอย่างชัดเจน ถึงเวลานั้นพ่อเกรงว่าประชาชนของเราจะไม่ปลอดภัย” พูดถึงตรงนี้เบน เคโนบีก็ยิ้มแบบเนือยๆแล้วพิงพนักเก้าอี้

 

“แล้วเราควรทำอย่างไร เราอ่อนแอเกินไปถ้าจะพูดถึงคอรัสซัง” เรย์พูดอย่างเป็นกังวล นาบูเป็นดินแดนที่รักสงบมาตลอด ไม่ชอบเรื่องการศึกสงคราม จึงมีจุดดอ่อนในด้านนี้ แต่ก่อนที่นาบูรักษาตัวรอดมาได้เป็นเพราะเป็นศูนย์กลางของศาสนาเก่าที่ผู้คนเคารพ จึงไม่มีใครกล้าระราน แต่ปัจจุบันความเชื่อในศาสนาเก่าเริ่มถดถอยลง โดยเฉพาะคอรัสซังที่มีลิทธิความเชื่อต่างๆผุดขึ้นมามากมาย

 

“ทาทูอิน” เบนตอบเสียงเรียบ

 

“พ่ออยากให้เจ้าเดินทางไปทาทูอิน ไปเจรจาเพื่อตกลงบางสิ่ง เพื่อสร้างข้อได้เปรียบแก่นาบูให้พร้อมต่อกรกับคอรัสซัง”

 

“ท่านพ่อ ข้าไม่แน่ใจว่าจะทำได้ ข้าไม่มีประสบการณ์ด้านการฑูต แถมพึ่งกลับมาจากที่ที่ห่างไกลจากการเมืองแบบนั้น ภารกิจสำคัญแบบนี้ท่านแน่ใจหรือว่าจะส่งข้าไป”

 

“เรย์ เคโนบี ภารกิจนี้นอกจากเจ้าคงไม่มีใครเหมาะสมไปมากกว่านี้อีกแล้ว เชื่อพ่อ” กษัตริย์แห่งนาบูยิ้มให้ธิดา หากแต่เรย์ก็สัมผัสได้ว่าเป็นเป็นรอยยิ้มที่แห้งแล้งมากที่สุด ทำไมก็ไม่รู้ที่เรย์รู้สึกว่าเรื่องนี้มันจะไม่ง่าย และทำไมก็ไม่รู้ที่เธอรู้สึกว่าหลังจากภารกิจนี้ชีวิตของเธออาจจะไม่เหมือนเดิมอีกตลอดกาล

 

.................................................

 

ในคืนที่แสงนวลของดวงจันทร์สาดส่องสว่างไสว เจ้าหญิงแห่งนาบูนอนหลับอยู่บนเตียงนุ่มสี่เสาเกาะสลักด้วยไม้สีขาวสะอาดตา ลมอ่อนๆพัดผ่านหน้าต่างที่ถูกแง้มไว้ทำให้ผ่าม่านขยับพลิ้วตามกระแส บนใบหน้าของเรย์ประดับไปด้วยขนตางอนยาว ผมสีน้ำตาลอ่อนเคลียพวงแก้ม ริมฝีปากชมพูยกยิ้มเพียงน้อยราวกับเธอกำลังฝันดี ทำยังไงได้ก็เธอไม่ได้นอนเตียงนุ่มสบายแบบนี้มาเก้าปีแล้ว

 

เงาดำวูบผ่านแสงจันทร์ทำให้ลำแสงที่พาดผ่านใบหน้าที่หลับพริ้มหม่นไป ไม่นานร่างบางก็รู้สึกถึงสัมผัสเบาๆที่กดทับบนริมฝีปากอิ่ม ในความฝันนั้นเธอรู้สึกถึงความหวานละมุนจนอยากลิ้มรสให้ถนัดขึ้น หญิงสาวขยับใบหน้าเพื่อรับสัมผัสแสนล่อใจตามจิตใต้สำนึกในห้วงนิทราของเธอ บางสิ่งที่นุ่มหยุ่นก็ทาบทับลงมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับตั้งใจหยอกเย้าเธอ จนในที่สุดสัมผัสนั้นเปลี่ยนเป็นแนบแน่นและเนิ่นนาน เธอขยับริมฝีปากเบาๆเพื่อตอบรับการเชื้อเชิญ แล้วริมฝีปากของเจ้าหญิงแห่งนาบูก็เผยอออกเพื่อเปิดทางให้กับบางสิ่งที่ลุกล้ำเข้ามาอย่างเชื่องช้าแต่มั่นคงและอบอุ่น ในวินาทีครึ่งหลับครึ่งตื่นนั้นเรย์รู้สึกว่ามันเป็นฝันที่วาบหวามและชวนให้ใจเต้นแรง เธอต้องการสัมผัสนั้น เธอรักและหลงใหลมันจึงตอบสนองจนราวกับร้องขอ หญิงสาวแอ่นตัวขึ้นเล็กน้อยเพื่อคล้อยตามการนำพา จนในที่สุดเธอก็เริ่มวาดมือขึ้นประคองกรามคมสันที่จ่ออยู่ต่อหน้าเธอ

 

~เรย์ ของข้า...~ วินาทีที่ได้ยินเสียงทุ้มก้องอยู่ในหัวเธอก็ผวาตื่นขึ้น หญิงสาวใช้เวลาสักพักถึงจะจับต้นชนปลายถูก ใช่เธอกำลังนอนอยู่ในห้องนอนของเธอ พระราชวังในนาบู ไม่มีทางที่ใครหน้าไหนจะบุกรุกเข้ามาที่นี่ได้ และในตอนนี้รอบตัวเธอก็ว่างเปล่า เสียงหายใจหอบจากสิ่งมีชีวิตเดียวในที่นี่ก็คือจากเธอ

 

“อีกแล้วหรอ” เรย์อุทานกับตัวเอง เธอฝันแปลกๆแบบนี้นานๆครั้ง แต่มันช่างเสมือนจริงทุกครั้ง และทุกครั้งมันจะทำให้เธอตื่นมาด้วยใจที่เต้นแรง ฝันอันแสนหวานทิ้งไว้เพียงความรู้สึกอ้างว้าง และโหยหาเมื่อพบว่าโลกแห่งความจริงเธออยู่คนเดียว อดยอมรับไม่ได้ว่าเธอเฝ้ารอฝันนี้ ครั้งแล้วครั้งเล่า และรอที่จะได้ฟังเสียงทุ้มแสนอ่อนโยนนั้นอีกครั้ง

 

~เรย์ ของข้า...~ หญิงสาวขมวดคิ้วด้วยความนึกสงสัยในฝันประหลาด แต่ก็อมยิ้มมุมปากโดยไม่รู้ตัว เสียงทุ้มลึกนั้นอบอุ่นและโหยหาเธอ

 

ร่างบางถอนหายใจเพื่อสงบสติอารมณ์ที่กระเจิดกระเจิง ก่อนทิ้งตัวลงข่มตานอนอีกครั้ง เพราะพรุ่งนี้จะต้องเจอกับภารกิจอันหนักอึ้งที่ท่านพ่อมอบหมายให้ และเธอจะทำพลาดไม่ได้เด็ดขาด

 

โลกแห่งจินตนาการของเรย์ต้องสะดุดเมื่อสติสุดท้ายก่อนเข้าสู่นิทรากลับมีหน้าของใครบางคนที่เคยสัมผัสริมฝีปากของเธอจริงๆซ้อนทับมากับคนในห้วงฝันของเธอ หล่อนพลิกตัวเพื่อสลัดใบหน้าเย่อหยิ่งอันสมบูรณ์แบบกับเรือนผมหยักศกสีดำสนิทนั่นออกไปจากความคิด แม้จะผ่านมาหลายเดือนแต่เธอก็ยังไม่ลืมแววตาคู่นั้น เรย์ตั้งสติแล้วคิดถึงเรื่องราวครั้งที่ฝึกหนักในป่ากับลุคแทนแล้วในที่สุดก็ผลอยหลับไป

 

~ไอ้ปีศาจบ้า ปีศาจ เบน โซโล…~

 

.................................................

 

“อย่าลืมนะเรย์ ทาทูอินก็ไม่ใช่ที่ที่ปลอดภัยสำหรับชาวนาบู ถึงแม้ว่าจะปลอดภัยกว่าคอรัสซังก็ตาม ทาทูอินมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว คนที่มีชีวิตรอดอยู่ได้ในที่ซุ่มซ่อนเป็นทะเลทรายกับเหมือง คงมีพิษสงซ่อนอยู่ไม่น้อย ผิดกับคอรัสซังที่ออกแนวบ้าดีเดือด เพราะฉะนั้นอย่าไว้ใจใครง่ายๆ” ฟินน์เงยหน้า กล่าวสั่งเสียกับเพื่อนที่นั่งอยู่บนหลังม้าสีขาวด้วยสีหน้าเป็นห่วง

 

ขบวนเดินทางประกอบด้วยทหารม้าองครักษ์สิบนายที่ไม่มีฟินน์ มีข้าหลวงรับใช้ติดตามเรย์อีกสามคน การเดินทางไปทาทูอินอาจใช้เวลาร่วมหลายอาทิตย์ ข้าวของเสบียงทุกอย่างจึงถูกเตรียมไว้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

 

“ข้าจะจำคำเตือนของเจ้าไว้ ฟินน์” หญิงสาวยิ้มกว้างให้เพื่อนรัก ก่อนหันหลังไปสบตากษัตริย์เคโนบีที่พยักหน้าส่งท้ายอย่างหนักแน่น เขามั่นใจว่าลูกสาวจะทำเพื่อบ้านเมืองได้เป็นอย่างดี ถึงแม้ลึกๆจะรู้สึกผิดอยู่มากก็ตามที่ผลักไสชะตากรรมบางอย่างให้ลูกสาวสุดที่รักอย่างจำใจ

 

“โชคดีนะ เรย์ พ่อขอโทษ” ปากหยักลึกที่ซ่อนในเคราสีดอกเลาพึมพำกับตัวเองไม่หวังให้ใครได้ยิน น้ำตาที่คลออยู่ในหน่วยตาถูกกลืนหายไปอย่างรวดเร็ว นี่เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับนาบู และหวังว่าจะดีที่สุดสำหรับลูกสาวของเขาเช่นกัน

 

.................................................

 

เส้นทางมุ่งสูทาทูอินเต็มไปด้วยป่าทึบ การเดินทางผ่านมาสามวันแล้วแต่คณะเดินทางของเจ้าหญิงแห่งนาบูยังคงไม่ผ่านเขตแดนของนาบูที่รายล้อมไปด้วยแนวป่าอันอุดมสมบูรณ์

 

เรย์ไม่ได้รู้สึกเหนื่อยหรืออ่อนล้าแม้แต่น้อยเพราะเธอคุ้นชินกับสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยธรรมชาติอันสวยงามเยี่ยงนี้ หล่อนไม่ใช่เจ้าหญิงที่เย็บถักปักร้อยอยู่ในวังอันแสนสบาย แต่เธอคือเรย์ เคโนบี พาดาวันของลุค สกายวอร์คเกอร์ อาจารย์สุดโหดที่พ่อของเธอเลือกที่จะทิ้งเธอไว้กับเขาเป็นเวลาเก้าปี

 

ในตอนแรกมันไม่ง่ายเลยที่เด็กสิบขวบจะเข้าใจว่าทำไมพ่อถึงปล่อยเธอไว้กับตาเฒ่าจอมดุและขี้บ่น ครั้งนั้นเธอต้องนอนร้องไห้ทุกคืนโดยที่ชายแก่อย่างลุคก็ต้องใช้เวลานานพอสมควรที่จะปรับตัวได้ว่าต้องดูแลเด็กหญิงวัยสิบขวบอย่างไร มันก็คงเป็นเรื่องยากสำหรับเขาเช่นกัน

 

เธอยิ้มเมื่อคิดไปถึงอาจารย์ที่เลี้ยงดูเธอมา และก็เพิ่งรู้ตัวว่าพอจากมาก็คิดถึงเขามากอยู่เหมือนกัน ลุค สกายวอร์คเกอร์ คือพ่อคนที่สองของเธอ

 

ยิ่งรายล้อมไปด้วยต้นไม้เขียวชอุ่มก็ยิ่งทำให้นึกถึงวันเวลาที่อยู่ในกระท่อมกลางป่า แปลงผัก น้ำตก โขดหิน ตุ๊กตาฟางที่เก่าจนขาดวิ่น และเจ้าจิ้งจอกจอมซนบีบี ที่มันเลือกจะอยู่กับลุคที่กระท่อมมากกว่าจะออกจากป่าไปกับเธอ ซึ่งเธอก็คิดว่าดีแล้วที่มันจะได้วิ่งเล่นอยู่กับธรรมชาติไม่ใช่ถูกขังอยู่ในวัง

 

“ใกล้ค่ำแล้วเราตั้งค่ายกันตรงนี้ก่อนนะเพคะ” โรส ข้าราชบริพารร่างอวบแจ้งเมื่อหัวหน้าองครักษ์ตัดสินใจหยุดขบวน ทำให้เรย์หลุดจากความคิดที่ล่องลอยไปไกล

 

“อืม ได้สิ” หญิงสาวพยักหน้า

 

“อีกเรื่องนะโรส เลิกใช้คำพูดแบบนั้นกับข้าได้มั้ย ทุกคนด้วยเลิกปฏิับัติกับข้าแบบราชวงศ์ในการเดินทางครั้งนี้ เราไม่ต้องการให้ใครรู้ว่าคณะของเราเป็นใคร มาจากไหน กำลังไปไหนหรือมีเป้าหมายอะไร มันอันตรายเกินไป” หญิงสาวเอ่ยสั่งให้ทุกคนได้ยินจนทั่วกัน

 

“อีกอย่างข้าก็ไม่ชอบให้ใครคุยกับข้าแบบนั้น ข้ารู้สึกเหมือนตัวประหลาด” หญิงสาวย่นจมูก ทำอย่างไรได้เธอเคยชินกับการพูดคุยธรรมดาๆที่ใช้กับลุคทุกวันเสียแล้ว หัวหน้าองครักษ์รับคำสั่งก่อนหันไปสั่งการในการตั้งที่พักชั่วคราวสำหรับคืนนี้

 

.................................................

 

แสงจันทร์ในค่ำคืนที่เจ็ดหลังออกเดินทางจากนาบูส่องสว่างให้แก่คณะเดินทางที่ตอนนี้นั่งล้อมกองไฟพลางลิ้มรสเนื้อกวางป่าที่ล่ามาได้ ทุกคนต่างพูดคุย พลางซดเหล้ารัมที่เตรียมมาเพื่อสร้างความอบอุ่นให้กับร่างกาย ตอนนี้ใกล้เข้าเขตทะเลทรายของทาทูอินเต็มที เพราะฉะนั้นกลางคืนจึงหนาวกว่าที่นาบูพอสมควร

 

“เหล่าอัศวินแห่งรัตติกาลเหี้ยมโหดกว่าปีศาจใดๆจากด้านมืด พวกมันสวมใส่อาภรณ์จากหนังมนุษย์ และตัดศีรษะของเหยื่อประดับไว้ที่ข้างฝาเหมือนเป็นถ้วยรางวัล” เสียงทุ้มแหบอันน่าสะพรึงขององครักษ์หนุ่มร่างผอมนามว่าเคโอ ทำให้เหล่าข้าหลวงสาวทั้งสามคนนั่งกอดกันกลม

 

แสงจากกองไฟเต้นเร่าอยู่บนใบหน้าที่มีแผลเป็นของเคโอ และดวงตาที่ตั้งใจเบิกกว้างทำถมึงทึงยิ่งสร้างให้บรรยากาศรอบกายดูน่าขนลุก

 

“พวกมันถือดาบเรืองแสงที่ตัดหัวก็ขาด ตัดแขนก็กระเด็น ตัดลิ้นก็แสบร้อนทุรนทุราย”

 

“เรื่องหลอกเด็กชัดๆ เชื่อก็โง่ฉิบหาย ถุย” ทอมมิน องครักษ์ร่างยักษ์ถ่มน้ำลาย กระดกรัมเข้าปาก แล้วหยิบเนื้อกวางเหนียวๆขึ้นมาเคี้ยว

 

“เอ้า อย่าทำเป็นเล่นไป คนในหมู่บ้านข้าเคยเจอตัวเป็นๆแล้ว ดีที่หนีเอาตัวรอดมาได้”

 

“ขี้โม้ ใครเคยเจออัศวินแห่งรัตติกาลตัวเป็นๆแล้วรอดมาได้ มีที่ไหน” คานัคที่นั่งอยู่ข้างๆเคโอกล่าวสมทบ เขามีรูปร่างหนากว่าเคโอ หนวดเครารุงรังเต็มใบหน้า

 

“และโดยเฉพาะริมเขตแดนแห่งทาทูอิน ทะเลทรายที่ต้องคำสาป เคยมีคนพบอัศวินรัตติกาลวนเวียน ลาดตระเวน อยู่แถวนี้ด้วย นี่เราก็ใกล้เขตทาทูอินเข้าทุกที ไม่แน่คืนนี้เราอาจจะเจอดี” เคโอไม่สนใจคำทัดทาน หากแต่เสริมต่อ แอบยิ้มย่องเมื่อเห็นโรสเหลียวหลังซ้ายทีขวาทีด้วยความหวาดผวา

 

“ไม่เอาแล้ว ข้าไม่ฝังแล้ว พวกเจ้าหยุดเดี๋ยวนี้เลย!!” โรสโวยวายพร้อมเอามือปิดหู ใบหน้าเหยเก

 

“ตกลงเป็นผี เป็นปีศาจ หรือเป็นอัศวิน เอาให้แน่” เรย์ผู้นั่งลับมีดสั้นอยู่ที่โขดหินใกล้ๆ เอ่ยถาม น้ำเสียงออกจะกังขากับเรื่องราวที่ได้ฟัง เธอคิดว่าเรื่องราวแบบนี้แต่งมาหลอกเด็กทั้งเพ

 

“ไม่มีใครรู้หรอกกระหม่อม ไม่เคยมีใครเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชุดเกราะและหน้ากากนั้น คนที่เห็นไม่มีใครเหลือรอดมาเล่าขาน” เคโอกล่าวตอบน้ำเสียงเปลี่ยนเป็นสุภาพนอบน้อม

 

“กระหม่อมคืออะไร บอกว่าเลิกเรียกข้าแบบนั้นได้แล้ว ข้าชื่อเรย์” หญิงสาวเก็บมีดในมือเข้าปลอก ก่อนเดินมานั่งข้างกองไฟสมทบกับทุกคน หยิบเนื้อกวางเข้าปากแล้วซดรัมบ้าง

 

ทุกคนมองเธอเป็นตาเดียวก่อนหันมายิ้มให้กันรอบวง นับวันเจ้าหญิงของพวกเขายิ่งน่าเอ็นดูและชื่นชม เธอแสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญ แต่ก็อ่อนโยนในเวลาเดียวกัน เธอเป็นกันเองกับทุกคน และแสดงน้ำใจให้ลูกน้องอย่างพวกเขาโดยไม่เคยแสดงท่าทีรังเกียจ ทั้งๆที่เธอคือเจ้าหญิง คนสำคัญของบ้านเมือง พวกเขาไม่ลังเลเลยซักนิดที่จะปกป้องเธอคนนี้ด้วยชีวิตเพื่อนาบู

 

“เอ่อ ระ...เรย์ ข้าคิดว่า พวกมันไม่ต่างกับปีศาจหรอก โดยเฉพาะหัวหน้ากลุ่มของมันในตอนนี้ เขาขนานนามกันว่าปีศาจในหน้ากากเหล็ก ไคโล เรน อำมหิตมาก และฝีมือเก่งกาจที่สุด” เคโอตอบคำถามใหม่ด้วยสรรพนามที่เรย์ต้องการ

 

เรย์ชะงักทันทีเมื่อได้ยินคำสุดท้าย ‘ปีศาจในหน้ากากเหล็ก’ร่างบางหันควับไปทางเคโอ

 

“เจ้าว่าอย่างไรนะ” ทำไมก็ไม่รู้ ความรู้สึกแปลกแต่คุ้นเคยบางอย่างกำลังก่อตัวขึ้นในใจเธอ เมื่อได้ยินคำนั้น

 

“ใช่เรย์ ปีศาจในหน้ากากเหล็กสีดำคาดเงิน”

 

“คาดเงิน” เรย์ต่อประโยคเป็นเสียงเบาราวกับรำพึงรำพัน ตายังมองค้างที่เคโอ แต่กลับเป็นสายตาที่ว่างเปล่า เหมือนในหัวเธอกำลังเห็นภาพอะไรอย่างอื่น

 

ใบหน้าของเรย์เครียดเขม็งขึ้นเมื่อเธอทบทวนสิ่งที่กังวลอยู่ในใจ นึกไปถึงฝันร้าย ที่เธอเห็นชายในหน้ากากเหล็กสีดำคาดเงินกำลังจะทำร้ายลุค สภาพลุคที่มีแต่เลือดโชก และจิตสังหารยามเขามองมาที่เธอ

 

มันไม่น่าจะบังเอิญเป็นเรื่องเดียวกันได้ เธอคงฟุ้งซ่านไปเอง

 

ในวินาทีนั้นเองคนรอบวงก็ต้องสะดุ้งเมื่อจู่ๆเสียงสุนัขป่าก็หอนโหยขึ้นมาทำลายความเงียบ

 

“โบร๋วววววววววว~~~~~”

 

“โอ๊ยยยยย ไม่เอาแล้วๆๆๆ ไปนอนแล้ว” โรสลากตัวเพื่อนที่อยู่ใกล้ที่สุดลุกขึ้นแล้วทำท่าจะวิ่งเข้าเต็นท์ที่กางเตรียมไว้ ก่อนชะงักแล้วหันมาหาเรย์เมื่อนึกขึ้นได้ถึงหน้าที่ของตน

 

“เอ่อ...ระ เรย์ ไปนอนกันเถอะดึกมากแล้ว นะ...” น้ำเสียงของข้ารับใช้ออกแนวขอร้องให้เจ้าหญิงของเธอไปพักผ่อนด้วยกัน บรรยากาศมันดูน่ากลัวเย็นยะเยือกเกินไปจนเธอคิดว่าทนฟังไม่ไหวแล้วจริงๆ ถึงแม้ใจหนึ่งจะรู้ว่าองครักษ์พวกนี้แต่งเรื่องมาตั้งใจทำให้พวกเธอกลัว

 

เรย์ยังคงนิ่ง เธอกำลังอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง ย้อนไปถึงฝันในวันนั้น ชายชุดดำร่างสูงใหญ่ในหน้ากากดำคาดเงิน ชายในฝันร้ายของเธอ นี่เป็นเรื่องบังเอิญได้หรือไม่ที่ผู้ชายคนนั้นจะเป็นคนเดียวที่อยู่ในนิยายหลอกเด็กนี้ นี่เธอคิดบ้าอะไรอยู่ เรย์สะบัดศีรษะไล่ความคิดก่อนจะสะดุ้งเมื่อมือของโรสแตะที่ไหล่มน

 

“ไปกันเถอะนะเรย์ พรุ่งนี้ต้องเดินทางแต่เช้า”คราวนี้เรย์หันไปมองเพื่อนร่วมทางก่อนพยักหน้าตอบรับ แล้วลุกเดินนำเหล่าข้ารับใช้สาวสามคนที่รีบตามไปไม่ห่าง มุ่งหน้าไปทางเต้นท์ที่อยู่ไม่ไกล

 

คืนนั้นเธอนอนขดตัวในผ้าห่มขนแกะอันหนานุ่ม คิ้วเรียวขมวดมุ่น และมีหยดเหงื่อเล็กๆเกาะตามไรผมทั้งที่อากาศหนาว ซึ่งน่าจะแปลได้ว่าเธอกำลังฝันร้าย แสงไฟจากตะเกียงที่ริบหรี่ฉายให้เห็นใบหน้าจิ้มลิ้มนั้นกำลังขึ้งเครียดในขณะที่ดวงตาเรียวสวยยังปิดแน่น หล่อนกัดเม้มริมฝีปากและพึมพำในห้วงนิทรา

 

แต่ในขณะที่เธอกำลังต่อสู้กับฝันร้ายนั้น เรย์ไม่รู้ตัวเลยว่ามีสายตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องดวงหน้าเจ้าหญิงแห่งนาบูอย่างพิจารณา ใกล้จนเกือบจะฟังคำพึมพำที่หลุดจากเรียวปากของเธอรู้เรื่อง

 

สายตาคมคู่นั้นมองผ่านหน้ากากเหล็กสีดำคาดเงิน หน้ากากแบบเดียวกันกับที่กำลังอยู่ในฝันร้ายของเธอขณะนี้ หน้ากากที่อยู่ในเรื่องเล่าของอัศวินรัตติกาล

-:-: To be Continued :-:-

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 21 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

65 ความคิดเห็น

  1. #30 Cherry Wanlada (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 มกราคม 2563 / 16:44
    เฮร้ยยยยยย แบบบบบ มั่นใจว่าพี่เบนลักหลับเจ้าหญิงคร่าาาาาา ในเรื่องคงมีฟอร์ซใช่มั้ยค่ะไรท์ แล้วแบรบตามมาจากนาบูเลยเหรอพี่!!!
    #30
    1
    • #30-1 PoxiiChicky(จากตอนที่ 2)
      28 มกราคม 2563 / 12:02
      ,,,,>__<,,,
      #30-1
  2. #23 ploysira (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 มกราคม 2563 / 20:03
    เข้าใจว่าเรย์ พัลพาทีนซะอีก
    #23
    0
  3. #18 Tichira (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 มกราคม 2563 / 17:27
    ตามๆๆ เลยค่ะ
    #18
    0
  4. #2 พระเจ้าสีฟ้า (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 มกราคม 2563 / 23:58
    ใช้ภาษาดีมาก และพล็อตเรื่องก็น่าสนใจมาก ขอตามติดๆค่ะ
    #2
    1
    • #2-1 PoxiiChicky(จากตอนที่ 2)
      6 มกราคม 2563 / 08:18
      ขอบคุณมากๆเลยค่า
      #2-1