[Star Wars::AU::Reylo] Love Illusion

ตอนที่ 13 : Ben's Side

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 109
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    4 มี.ค. 64

อดีต…

ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่นั่งอยู่ใต้ต้นวิลโลว์ข้างกองไฟที่ถูกก่อไว้เพื่อให้ความอบอุ่นภายในป่าใกล้เขตแดนนาบู

เบน ออร์กานา โซโล นั่งกอดอก หลังพิงต้นไม้ จ้องมองเปลวไฟที่เต้นระริกตามแรงลมพัดอ่อนๆ ในค่ำคืนที่อากาศเย็น สองคิ้วเข้มขมวดปมยุ่ง ชายหนุ่มอยู่ในเครื่องแบบนายพลสีดำขลับของคอรัสซังขับกับโครงหน้าและสันกรามคมชัด ทำให้เขาดูน่าเกรงขามขึ้นเท่าตัว

ในขณะที่ทหารผู้ติดตามต่างพากันนอนสลบไสลจากความเหนื่อยล้าของภารกิจ ชายหนุ่มผู้บังคับบัญชากลับกำลังครุ่นคิดถึงสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เหตุการณ์แย่งชิงเหยี่ยวสีทองที่เป็นจุดเริ่มต้นให้เขาได้พบเจอกับหญิงตัวปัญหา

เบน เลียริมฝีปากหนาสีชมพูเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วไม่อาจรู้ได้ เมื่อสมองมันคิดไปถึงริมฝีปากอุ่นนุ่มของหญิงสาวที่เขาได้ถือวิสาสะมอบบทลงโทษให้เจ้าหล่อน

ชายหนุ่มไม่อาจลืมสายตากรุ่นโกรธและตัดพ้อนั้นได้เลย เมื่อนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนรูปอัลมอนด์ดวงนั้นปรากฏขึ้นในมโนภาพทีไร ใจเขาพาลอ่อนยวบไปเสียทุกที

ให้ตายเถิด เขาลบภาพเธอออกไปจากสมองไม่ได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว ถึงตอนนี้เขานึกสมน้ำหน้าตัวเองที่กระทำกับนางไปแบบนั้น เพราะตอนนี้กลายเป็นว่าในสมองเขามีแต่แม่เด็กสาวใจกล้าคนนั้นวนเวียนเต็มไปหมด ราวกับเป็นบทลงโทษต่อการกระทำต่ำช้าของตน

“ระยำเอ้ย!” เบนสบถด้วยความโมโห เขาจะต้องหาทางออกจากปัญหานี้ให้ได้ ในเมื่อตั้งแต่เกิดมา เขาไม่เคยรู้สึกกับสตรีเพศขนาดนี้มาก่อน ผู้หญิงทุกคนที่ผ่านมาก็เพื่อเสพสมตามความต้องการของบุรุษเพศแล้วก็ผ่านไป ไม่เคยมีความสัมพันธ์ใด ไม่เคยติดใจใครอย่างที่เป็นกับยัยเด็กนั่น และเขาไม่อยากทำใจยอมรับความจริงข้อนี้

หล่อนทำให้เขาเสพติดรสชาดหอมหวานและความอ่อนละมุนจากเจ้าหล่อน รสสัมผัสแบบที่อุ่นหวามไปถึงกลางอก ความใคร่ในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิต และมันกำลังทำให้เขาไม่อยากสัมผัสหญิงใดอีกหากไม่ใช่นาง และหากยังเป็นแบบนี้ เขาต้องแย่แน่ๆ

เบนยกมือใหญ่ขึ้นกุมขมับโดยไม่รู้ตัว ไม่บ่อยนักที่นายพลผู้มากฝีมืออย่างเขาจะตกอยู่ในสภาวะเช่นนี้ คราวนี้ชื่อเสียงเรื่องความเย็นชาต่ออิสตรีของเขาจะช่วยพาเขาออกจากปัญหาได้จริงหรือไม่ เขาก็ยังไม่แน่ใจนัก

ไม่นานชายหนุ่มก็ผลอยหลับไปด้วยความเหนื่อยล้า แม้แต่ในฝัน เขายังคงครุ่นคิดถึงใบหน้าหวานๆของหล่อน แล้วในที่สุด เมื่อจิตใต้สำนึกเข้าครอบงำสติ เขาก็เหมือนกับจำอะไรบางอย่างได้ เขาเคยรู้สึกราวกับขาดสิ่งหนึ่งไม่ได้ รู้สึกโหยหาจนแทบขาดใจ รู้สึกราวกับอีกครึ่งของชีวิตกำลังรอคอยเขาอยู่ ณ. ที่แห่งใดแห่งหนึ่ง เรื่องนี้มันเกิดขึ้นมานานมากแล้ว ตั้งแต่เขาอายุได้สิบขวบ ความรู้สึกนั้นมันผ่านมาเนิ่นนานและห่างไกลออกไป จนเขาลืมเลือน และมันกำลังหวนคืนมาอีกครั้ง พร้อมกับใบหน้าของเธอ

“เรย์!” ร่างสูงทะลึ่งพรวดขึ้นจากนิทรา ชื่อหนึ่งหลุดออกมาจากริมฝีปากหนาโดยไม่รู้ตัว ชื่อที่บ่งบอกถึงแสงสว่างอันอบอุ่น ชื่อที่เบนลืมเลือนไปนาน

‘ใคร? ชื่อนี้เป็นของใคร หล่อนหรือ?’ เขาคิดอย่างตื่นตระหนก แผงอกกว้างกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรวดเร็วตามการหายใจ เม็ดเหงื่อเกาะพราวหน้าผาก

ถึงตอนนี้ เบนรับรู้ได้ว่ามีอะไรบางอย่างที่ไม่ปกติเกิดขึ้นกับเขา และทางเดียวที่น่าจะหาคำตอบของคำถามเหล่านี้ได้คือ ลุค สกายวอล์คเกอร์

…………………………………..………………….

‘นึกว่าข้าจะบอกเจ้าฟรีๆอย่างงั้นหรือ เจ้าหนุ่มน้อย’ เสียงชายชราดังขึ้นในโสตประสาทของเบน เมื่อเขาพยายามใช้สัมผัสพลังติดต่อกับอีกฝ่าย ลุคยืนอยู่ในแปลงผักหน้ากระท่อมยามเย็นในขณะที่ต้อนรับผู้มาเยือน กระท่อมที่เบนคุ้นเคย เมื่อนานามาแล้ว

‘อย่าให้ข้าต้องไปเองแบบตัวเป็นๆ’ เบนขู่

ลุคยิ้มปนหัวเราะกับคำขู่ของเจ้าเด็กหนุ่มนี่ ไม่อยากเชื่อว่าเบนจะคิดว่าคำพูดแบบนั้นจะทำอะไรเขาได้

‘เอาชนะข้าให้ได้’ ชายชราท้า อันที่จริงเขาแค่นึกสนุก อยากจะยืดเส้นยืดสายเต็มแก่

ไม่รอช้าเบนชักดาบเรืองแสงสีแดงออกมาจากฝัก และใช่ วันนี้เขาคือไคโล เรน อัศวินรัตติกาล ผู้ซ่อนใบหน้าอยู่ใต้หน้ากากเหล็กสีดำคาดเงิน ซึ่งลุคเองก็รู้ความจริงข้อนี้เป็นอย่างดี

ไม่ว่าจะเป็นนายพลแห่งคอรัสซัง หรือ อัศวินรัตติกาล เจ้านี่ก็คือลูกชายคนเดียวของน้องสาวฝาแฝดของเขา เลอา

‘ด้วยความยินดี ตาเฒ่า’ เบน รับคำท้าในทันที

ลำแสงสีแดงและสีเขียว ปะทะกันอย่างดุเดือด เสียงหึ่งของมันยามตวัดผ่านอากาศดังระงม การปะทะต่อสู้เกิดจากการสื่อสารผ่านสัมผัสพลังของทั้งสอง ข้าวของรอบกายของทั้งคู่ต่างก็พังเสียหาย จากกระแสพลังของอีกฝ่าย แม้จะอยู่คนละที่และห่างไกลแค่ไหนก็ตาม

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ผู้ใช้พลังจะสามารถประลองฝีมือกันผ่านการสื่อสารทางจิต ทั้งคู่จะต้องฝึกฝนอย่างหนักและมีพลังอันแก่กล้าจึงจะสามารถทำเช่นนี้ได้ และแน่นอนเพราะทั้งคู่คือศิษย์และอาจารย์ที่ผ่านการฝึกด้วยกันมาอย่างหนัก จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมพวกเขาถึงทำเช่นนี้ได้อย่างง่ายดายและสมบูรณ์แบบ

‘ฟ้าววว’ เสียงดาบสีแดงเฉือนเอาเนื้อจากท้องของชายชราจนเลือดอาบ เบนหยุดการเคลื่อนไหวเมื่อเห็นว่าลุคบาดเจ็บ

‘ฝีมือเจ้าพัฒนาไปมาก หลานชาย ดุดันเข้มแข็งกว่าที่ข้าเคยสั่งสอนเจ้านัก’ ลุคเอ่ยชม ไม่ได้สนใจอาการบาดเจ็บของตนแม้แต่น้อย ทั้งที่มันดูหนักหนาเอาการ

‘ข้าต้องเอาตัวรอด’ เบนเอ่ยเสียงห้วน ถ้าไม่มีหน้ากาก ลุคคงได้เห็นคิ้วที่เป็นปมยุ่งเหยิง

แล้วอยู่ๆเบนก็รู้สึกได้ถึงกระแสพลังบางอย่างที่แทรกเข้ามาในคลื่นที่เขาใช้ติดต่อกับลุค พลังอันอบอุ่นดังแสงสว่างและช่างคุ้นเคยอย่างประหลาด

เบนและลุครีบหันควับไปยังผู้ที่บุกรุกเข้ามาในข่ายคลื่นของพวกเขาด้วยความแปลกใจ

และวินาทีนั้นเองที่เขาได้พบกับหล่อนอีกครั้ง แสงสว่างอันอบอุ่น ‘เรย์’

เบนรีบซัดพลังเพื่อตัดสัญญาณของผู้บุกรุกสาวสวยทันทีตามสัญชาตญาณ ทำให้จิตของเรย์กระเด็นออกจากข่ายพลังของเขาและลุค แล้วกลับเข้าสู่ร่างของหล่อนตามเดิม ร่างที่นอนอยู่ริมน้ำ โดยมีสุนัขจิ้งจอกที่ชื่อบีบีอยู่เป็นเพื่อนข้างกาย

หญิงสาวคิดไปว่านี่เป็นแค่เพียงฝัน ฝันที่เธอได้เห็นชายในหน้ากากสีดำคาดเงิน ร่างใหญ่โตน่ากลัว และเขาผู้นั้นทำร้ายอาจารย์ของเธอจนเลือดท่วม และตั้งแต่นั้นเขาเองก็ติดอยู่ในความทรงจำของเธอไม่ต่างจากที่เธอติดอยู่ในความทรงจำของเขา

“แพล็บๆๆๆ” 
“บีบี!!!”

เรย์สะดุ้งตื่นขึ้นเพราะรู้สึกถึงลิ้นเปียกๆของบีบีที่เลียใบหน้า เจ้าสุนัขตกใจที่เจ้านายร้องโวยวายดูกระสับกระส่ายทั้งๆที่เมื่อครู่ยังนอนหลับตาพริ้มอย่างมีความสุขจึงรีบเข้ามาเลียเพื่อปลอบใจ

“นี่ฝันไปหรอ”

หญิงสาวอุทานกับตัวเองแล้วถอนหายใจอย่างโล่งอก เธอผุดลุกขึ้นนั่งแล้วสำรวจไปรอบๆกาย ฝนไม่ได้ตกอย่างในฝัน ท้องฝ้าเต็มไปด้วยเมฆอ้วนที่ลอยต่ำเต็มที อีกไม่นานคงจะตกอย่างไม่ลืมหูลืมตาแน่ๆ เมื่อคิดได้อย่างนั้นเรย์จึงรีบลุกขึ้น

“กลับกันเถอะบีบี ข้าหิวแล้ว”

ร่างบางกวักมือเรียกจิ้งจอกขาวส้มแล้วเดินทางกลับกระท่อมไปด้วยกันอย่างเร่งรีบ อาจเป็นเพราะลึกๆเธอเป็นห่วงอาจารย์ขึ้นมาเพราะฝันที่เกิดขึ้นมันช่างเหมือนจริงจนเกินไปนั่นเอง

.....................………………………………....................

ให้ตายสิ นี่เขานั่งจ้องเธอนอนหลับเหมือนเป็นคนโรคจิตมากี่ครั้งกี่หนกันแล้ว

กว่าจะรู้ตัวอีกทีเบนก็พาตัวเองเข้ามาอยู่ในห้องนอนของเจ้าหญิงแห่งนาบูเป็นรอบที่สิบเห็นจะได้ นายพลแห่งคอรัสซังแอบลักลอบเข้ามาในเขตของนาบู เพื่อนั่งมองเจ้าหล่อนนอนหลับอย่างสงบ เบนไม่อยากจะเชื่อตัวเอง

เขานึกสมเพชตัวเอง ที่ตอนนี้ทำได้แต่มองดูหล่อนนอนหลับอย่างมีความสุข แพขนตางอน จมูกโด่งรั้น รับกับพวงแก้มใสที่ยกยิ้มน้อยๆราวกับหล่อนกำลังฝันดี เห็นแล้วเขาแทบจะอดใจเอาไว้ไม่ได้

และอะไรก็ไม่ดึงดูดเท่าริมฝีปากชมพูระเรื่อคู่นั้น ที่เคยเป็นของเขามาแล้วครั้งหนึ่ง มันกำลังเชิญชวน และล่อลวงเขาเข้าไปติดกับอีกครั้ง

เขาคิดวนไปมาเป็นพันๆครั้ง ว่าเขาสามารถทำอะไรกับริมฝีปากเล็กๆนั้นได้บ้าง และเขาก็จะไม่ทน ในเมื่อทั้งจิตวิญญาณของเจ้าหล่อนเป็นของเขา แล้วประสาอะไรกับร่างกายอันแสนงดงามนี้เล่า เขาจะต้องครอบครองนางอย่างเบ็ดเสร็จ ตามสิทธิ์ที่เขาพึงมีในสักวัน

ริมฝีปากหนาของอัศวินรัตติกาล ถือสิทธิ์ละเลียดชิมของหวานที่เป็นของเขา ความอดทนของเขามีไม่มากสำหรับสาวน้อยคนนี้ เธอคือความอบอุ่นและแสงสว่างของเขา เมื่อเขาได้พบเจอแล้วก็อย่าหวังว่าเขาจะยอมปล่อยเธอไป ใครหน้าไหนก็อย่าหวังว่าจะได้หล่อนไปครอบครอง

เขาบรรจงทาบทับริมฝีปากบางอย่างใจเย็น ลิ้มรสความหวานล้ำซ้ำแล้วซ้ำอีก ตักตวงเอาจากเธอทุกหยาดหยด ตลอดเวลาที่ริมฝีปากของทั้งคู่สัมผัสกันอย่างเนิบนาบและใกล้ชิด เขาได้กลิ่นหอมอ่อนๆราวกับฤดูใบไม้ผลิจากเธอ

และเมื่อดื่มกินภายนอกพอใจ ร่างสูงก็ค่อยๆลองส่งลิ้นชื้นเปิดทางเข้าไปสู่โพรงปากเล็กของเธอผู้ไม่ประสีประสา เขานำทางและสอนให้เธอยอมรับการรุกล้ำ เธอว่าง่ายและปล่อยให้ลิ้นอุ่นของเขาเข้าไปเสาะแสวงหาความหวาน แล้วเกี่ยวกระหวัดกับลิ้นของเธอ

“อืม…” เบน แทบคลั่งเมื่อได้ยินผู้หญิงของเขาครางเสียงหวาน หล่อนช่างน่ารัก และเรียกร้อง เขาอยากจะทำให้มากกว่านี้ แต่ต้องหักห้ามตัวเองอย่างสุดความสามารถ มันยังไม่ถึงเวลาที่เขาจะพรากความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาไปจากเธอ เขาไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นโจรลักหลับ และเพราะเรย์มีค่ามากกว่าสิ่งใด

~เรย์ ของข้า...~ เขาเอ่ยเมื่อเธอเริ่มคล้อยตามจนแอ่นกายขึ้น แล้วยกมือขึ้นประคองสันกรามของเขาแม้อยู่ในห้วงนิทรา และเขารู้ว่า มันเป็นเวลาที่เขาควรจะหยุด และจากไป ปล่อยให้เธอมีความสุขกับนิทรานี้ ก่อนที่เขาจะได้เวลากลืนกินเธอจนไม่เหลือให้ใครได้ชื่นชมอีกในวันข้างหน้า หวังว่าคงอีกไม่นาน

.......……………………………..................................

เบนหัวเสียแทบบ้าเมื่อรู้ว่า ตาเฒ่า เคโนบี หรืออีกนัยน์หนึ่งคือว่าที่พ่อตา คิดจะส่งแม่แสงสว่างตัวน้อย  ‘ของเขา’ ไปทาทูอิน โดยไม่ปรึกษาเขาสักคำ ทั้งๆที่ราชาแห่งนาบูก็รู้ดีกว่าลูกสาวของตนและเขามีความผูกพันกันแบบใด

หล่อนคือคู่สัมผัสพลังของเขา เขารู้แน่ชัด

อันที่จริงเบนเริ่มสงสัยตั้งแต่แรกเจอ ปฏิกิริยาของเขาต่อเธอมันแปลกและไม่เคยเกิดขึ้นกับเขามาก่อน และแน่ใจตั้งแต่วันที่จิตของเธอเดินหลงเข้ามาในคลื่นพลังที่เขาและลุคสร้างไว้ และเรื่องนี้ ลุค สกายวอล์คเกอร์ ได้ยืนยันข้อสงสัยเป็นที่เรียบร้อย

‘พวกเจ้าคือ พลังคู่ชีวิต ของกันและกัน’ ชายชราตัดสินใจเล่าให้เบนฟัง เมื่อพ่ายแพ้ให้แก่เขา

‘พลังคู่ชีวิต เป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ เพราะมันเดินทางมาจากขุมพลังใหญ่ของจักรวาล กระจายไปตามดวงดาวต่างๆ บนดาวโลกนี้อาจใช้เวลาเป็นร้อยปีจึงจะมีสิ่งนี้ถือกำเนิดขึ้น และนอกจากนั้น มีเพียงสายเลือดไม่กี่ตระกูล ที่เคยปรากฏพลังคู่ชีวิต

ผู้ที่ครอบครองพลังนี้ ถือว่ามีความพิเศษและสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อถึงเวลา พวกเขาจะปลดผนึกและเป็นผู้ครอบครองขุมพลังอันมหาศาล ที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ ทุกคนจึงมองพวกเขาเป็น อาวุธ

และที่สำคัญที่สุด หากพวกเขามีบุตร เด็กผู้นั้นจะกลายเป็นเด็กที่มีความพิเศษเป็นอย่างมาก จะมีชีวิตยืนยาวจนเกือบจะเรียกได้ว่าอมตะ มีพลังที่มิอาจประเมินได้ และมีปัญญาเกินกว่ามนุษย์ ทำให้ยิ่งเป็นที่ต้องการถึงขั้นสุด แต่บางคนก็คิดว่ามันอันตรายและน่ากลัวเกินไป และเป็นสิ่งที่ต้องกำจัดทิ้ง

ด้วยความพิเศษเหล่านี้ จึงดึงดูดความโลภและความชั่วร้ายของมนุษย์ เรื่องราวของบุตรแห่งพลังคู่ชีวิต จึงมักจบด้วยความเศร้า’

บลา บลา บลา...

ใช่ ลุคพูดพล่ามเรื่องน่าเบื่อนี้ให้เขาฟังไม่หยุด หลังจากเขาต่อสู้เอาชนะตาเฒ่านั่นได้ ลุงของเขาดูมีความสุขมากที่ได้บาดแผลฉกรรจ์นั่น และจู่โจมเขากลับด้วยความจริงทั้งหมดที่เขาควรรู้

อ้า...มันเป็นสิ่งที่เขาควรรู้ แล้วนางล่ะ เรื่องราวเหล่านี้ควรให้นางได้รู้หรือไม่ จนบัดนี้ นางยังไม่ได้รู้จักเขาอย่างเป็นทางการด้วยซ้ำ และเขาก็เป็นแค่คนกักขฬะที่ปล้นจูบแรกไปจากนาง

จากที่ผ่านมา เมื่อมีโอกาส เขาได้แอบเฝ้ามองเรย์ผ่านสัมผัสพลัง ได้เรียนรู้ความรู้สึกนึกคิดของเธอแล้วก็พบว่า เธอคือผู้หญิงที่น่าทึ่ง และเขาหลังรักเจ้าสมองน้อยๆนี้ของหล่อนเข้าเสียแล้ว มันช่างเต็มไปด้วยความสดใส ไร้เดียงสา จินตนาการ ความใคร่รู้ และแน่นอน ความดื้อดึง กล้าหาญ ที่เธอมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม หลายครั้งหลายหนที่เขาอยากจะจับเธอพาดตักแล้วตีก้นงอนๆนั่นซะ เพื่อจะสั่งสอนให้เธอลดความคิดซุกซน และบ้าบิ่นลงบ้าง แน่ล่ะเป็นเพราะเขาเป็นห่วงความปลอดภัยของเธอ

และในที่สุดเขาก็ตัดสินใจได้ว่า เธอยังไม่พร้อมจะรับรู้เรื่องบ้าๆนี้ เขาอยากให้เธอมีวันเวลาแห่งความสุข นานที่สุดตราบเท่าที่ทำได้ เธอยังไม่จำเป็นต้องรู้ว่าชะตาชีวิตของตนแบกรับอะไรเอาไว้บ้าง ขอให้แสงสว่างนี้ได้อยู่กับเธอเพื่อปลอบประโลมจิตใจด้านมืดอย่างเขาต่อไปอีกสักพัก

แต่การพาเธอไปทาทูอิน เพื่อไปหาเจ้าโพ ดาเมรอนน่ะหรือ อย่าได้หวังเลยพ่อตา ถ้าคิดจะเล่นไม้นี้กับเขา ก็อย่าหาว่าเขาไม่เกรงใจ ถ้าดูแลนางไม่ได้ เขาจะทวงคืนและเจ้าแสงสว่างตัวน้อยก็อย่าหวังว่าจะได้ไปไหนจากเขาอีกเลย

.....................................…………………............

“พานางไปคอรัสซัง เจ้าบ้าไปแล้วไอ้หนุ่ม” ลุคคัดค้านหัวชนฝา แม้แต่การสื่อสารผ่านพลัง เบนก็ยังรับรู้ได้ถึงแรงต่อต้านอย่างรุนแรงที่ชายชราส่งผ่านมา

“ท่านเป็นคนบอกข้าเอง ว่าสิ่งนั้นอยู่ในรังของอนาคิน”

“ใช่ ข้าบอกเอง แต่ไม่ได้บอกให้เจ้าพาน้องบุกไปเสี่ยงอันตรายที่นั่น”

“ข้าต้องกำจัดอนาคิน” ชายหนุ่มขบกรามและกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดดำปูดโปน

“แล้วจะเอาเรย์ไปเกี่ยวทำไม”

“ท่านบอกเองนะลุค ว่าเราทั้งคู่ต้องทวงสิ่งนั้นคืนกลับมา ไอ้ระยำอนาคินอาจเอามันไปใช้ประโยชน์และทำให้โลกนี้ถูกควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และมันเป็นอันตรายต่อเราทุกคน”

ลุคส่ายศีรษะกุมขมับ ไม่รู้จะหาทางออกสำหรับเรื่องนี้อย่างไร จนในที่สุดเบนก็คายความจริงที่ทำให้ลุคตกใจ

“อนาคินสั่งให้ข้าพาเจ้าหญิงแห่งนาบูไปให้มัน” เบนพูดรอดไรฟัน ขมับเกร็งเครียด แววตาน่ากลัว พลังแห่งความกรุ่นโกรธและอาฆาต สื่อออกมาผ่านน้ำเสียงและภาษากาย เข้มข้นจนลุคสัมผัสได้อย่างชัดเจน

“โอ้…ไม่นะ จริงหรือ เจ้านั่นต้องการอะไรจากเรย์ อย่าบอกนะว่ามันรู้แล้วว่าเรย์และเจ้าคืออะไร” ลุคอุทาน เขาใจหายและกังวลเมื่อได้รับรู้ข้อมูลใหม่

เบนส่ายศีรษะ มือใหญ่ยังคงกำแน่นโดยไม่รู้ตัวเพราะโทสะ ถ้ามีใครบังเอิญเดินเข้ามาพบเขาในตอนนี้ อาจจะไม่สามารถมีชีวิตรอดกลับไปได้ ก็เขาโมโหแทบบ้า

เขายังจำได้ ในวินาทีที่อนาคินสั่งให้เขาพาเรย์มาที่คอรัสซัง เขาแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง ใบหน้าชาดิก ตัวแข็งทื่อ ลำคอแห้งผาก ไอ้ระยำตำบอนนี่คิดจะทำอะไรกับของรักของหวงของเขากันแน่ ในโลกใบนี้จะเป็นสตรีหน้าไหนก็ได้ ที่ไม่ใช่เธอ

“มันไม่น่ารู้เรื่องข้าและเรย์เป็นคู่สัมผัสพลัง ข้าไม่เคยใช้พลังเลยเมื่ออยู่คอรัสซัง และคิดว่าปิดบังมันสำเร็จ ไม่อย่างนั้นมันคงไม่ไว้ใจข้าขนาดนี้” เบนเปรย

“ข้าคิดว่าการที่มันให้พาตัวเรย์ไป เป็นเพียงเรื่องการเมืองระหว่าง คอรัสซัง นาบู และทาทูอิน อนาคินได้ข่าวการเดินทางของเจ้าหญิงแห่งนาบูไปยังทาทูอิน และเจ้านั่นไม่ปลื้มนัก” ชายหนุ่มเสริม

“เจ้าเลยจะอาศัยโอกาสนี้ พาน้องเข้าไปในถ้ำเสือ เพื่อทวงคืนของของพวกเจ้า พร้อมกับคิดบัญชีกับคนที่ฆ่ามารดาของเจ้า อย่างนั้นหรือ”

“ใช่ ข้าว่านี่คือโอกาสที่ดีที่สุดของเราในตอนนี้ ไม่เช่นนั้นเราอาจไม่มีโอกาสอีกเลย”

“เสี่ยงเกินไปหรือไม่” ลุคเป็นห่วง ความคิดบ้าบิ่นของเบนอันที่จริงเขาก็มีส่วนรับผิดชอบ เมื่อครั้งยังเป็นหนุ่ม เขาก็ไม่ต่างอะไรไปจากเจ้าเด็กนี่ และก็ไม่ลืมจะถ่ายทอดนิสัยเสียของเขาไปยังศิษย์เอกคนนี้

“ถ้าไม่ทำให้จบตอนนี้ ข้ามองไม่เห็นอนาคตของข้ากับนาง ท่านก็รู้” เบนพูดอย่างขมขื่น ถ้าวันนั้นเหตุการณ์เลวร้ายไม่เกิดขึ้น ทุกอย่างคงไม่ต้องเดินทางมาถึงจุดนี้ และมันเป็นเพราะไอ้ชาติชั่วนั่นคนเดียว อนาคิน สกายวอล์คเกอร์

ลุคได้แต่ถอนหายใจแล้วกุมขมับ อายุของเขาผ่านเลยมาถึงตอนนี้ เรื่องนี้ชักจะเหนื่อยเกินไปสำหรับสังขารเขาแล้วจริงๆ ก็ได้แต่ภาวนาว่าหลานชายของเขาจะคิดถูก

“สุดแท้แต่เจ้าละกัน ไอ้หนุ่ม ข้ารู้ว่าคนที่รักและเป็นห่วงใยเรย์ที่สุดคือเจ้าไม่ใช่ใครอื่นอีกแล้ว”
....................................................................


ปัจจุบัน...

เสียงนกร้องริมหน้าต่าง ปลุกเจ้าหญิงเรย์ เคโนบี จากนิทรา ร่างบางค่อยๆลืมตาแล้วก็ต้องยกมือขึ้นบังแสงแดดยามเช้าที่สาดส่องผ่านหน้าต่างบานเล็กเข้ามายังห้องนอนในกระท่อมที่ตั้งอยู่กลางป่าแห่งนาบู

เมื่อรู้สึกตัว เรย์ค่อยๆปรับสมองที่ยังตื้อ นึกทบทวนวันเวลาสถานที่ แล้วในที่สุดก็นึกออกว่าเธอเพิ่งผ่านค่ำคืนแบบใดมา

หญิงสาวหน้าแดงก่ำ เมื่อหาคำอธิบายของอาการปวดเมื่อยระบมช้ำไปทั้งตัวได้ โดยเฉพาะตรงกลางหว่างขาที่เธอสาบานกับตัวเองว่าจะไม่ให้คนมักมากคนนั้นมารุกรานเอาเปรียบส่วนนี้ของเธอได้อีกแล้ว

ร่างสะโอดสะองค่อยๆยันตัวขึ้น จนผ้าห่มผืนบางที่เคยปกปิดอะไรต่อมิอะไร ไหลหลงมากองบนเตียง เผยให้เห็นผิวนวลเนียนไปทั่วเรือนร่าง หากแต่มันกลับถูกแต้มไปด้วยรอยประทับสีแดงจนทั่ว โดยเฉพาะสองปทุมเต่งตึงที่มีรอยจ้ำเต็มไปหมด

เรย์ก้มลงสำรวจตัวเองแล้วก็แทบจะลมจับ เพราะหลักฐานประจักษ์แล้วว่าไม่มีส่วนใดในร่างกายสาวที่ไม่ถูกคนคนนั้นย่ำยี คราบเหนอะหนะบางอย่างจากปีศาจที่ล่อลวงเธอยังคงทิ้งรอยไว้ตามกลีบกุหลาบเรื่อยมาจนต้นขาด้านใน

เรย์ทัดผมยาวสีน้ำตาลอ่อนไว้ข้างใบหู ความอ่อนนุ่มของเกศายาวคลอเคลียอยู่บนร่างเปลือยเปล่าของเธอ พาดผ่านสองเต้า เอวคอดกิ่ว เรื่อยลงมาถึงหน้าท้องแบนราบ นับเป็นภาพที่เย้ายวนและถือเป็นศิลปะความงามชั้นเลิศต่อผู้ที่ได้พบเห็นเสียจริง

หญิงสาวมองไปนอกหน้าต่างแล้วก็พบว่าดวงอาทิตย์เพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้ามาได้ไม่นานนัก เธอซี๊ดปากเบาๆเมื่อรู้สึกเจ็บระบมเมื่อพยายามจะขยับตัว

“ตื่นแล้วหรือ” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นทำให้เรย์สะดุ้ง รีบหันไปมองตามสัญชาตญาณ ภาพที่เห็นคือชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ นั่งไขว้ห้าง กอดออกอยู่บนเก้าอี้ไม้ ห่างออกไปที่มุมห้อง ซึ่งตอนแรกเธอไม่ได้สังเกตหรือรู้สึกถึงการมีตัวตนของเขาเลย และเขากำลังจ้องมองเรือนร่างและอิริยาบถของเธออยู่อย่างเงียบๆ

เมื่อเห็นเขา หญิงสาวแทบแทรกแผ่นดินหนี ไม่อยากจะสู้หน้าคนที่ทำให้เธอตกอยู่ในสภาพน่าอายเช่นนี้ คิดได้ดังนั้นเรย์จึงรีบดึงผ้าห่มขึ้นมาปกปิดร่างเปลือยเปล่าของเธออย่างรวดเร็ว


วันนี้เขาอยู่ในชุดสีดำล้วนอย่างที่เขาชอบ ลักษณะและเนื้อผ้าที่ค่อนข้างแนบพอดีกับตัวทำให้เดาได้ว่า มันเป็นชุดด้านในของเครื่องแบบทหาร หญิงสาวคนไหนถูกภาพนี้โจมตีก็คงมึนไปตามๆกัน ไม่เว้นเจ้าหญิงแห่งนาบู ความหล่อเหลาดั่งพระเจ้าประทานของเขาทำให้เรย์หายใจลำบาก


“ท่านมาทำอะไรตรงนี้” เสียงหวานที่เต็มไปด้วยความประหม่าดังขึ้น

“มองดูเจ้า เฝ้าคอยเจ้าตื่น เจ้านิ่งจนนึกว่าตายไปแล้วเสียอีก” ใช่เขานั่งมองเธอหลับอย่างสงบมากว่าสองชั่วโมงแล้ว แค่มองเห็นหน้าอกเธอกระเพื่อมขึ้นลงเป็นจังหวะ แสดงถึงการมีชีวิตอยู่ของเธอ ก็ทำให้เขาเพลิดเพลินได้

“เพราะใครล่ะ” เรย์ค้อนวงใหญ่ แล้วบ่นอุบ เขาไม่ใช่หรือ ต้นเหตุที่ทำให้เธอหมดแรง ฟกช้ำ และปวกเปียกไปทั้งตัวแบบนี้

“จำได้ว่า ไม่ได้ยินเจ้าปฏิเสธสักคำ” เขาพูดปนรอยยิ้ม ยิ้มที่ยั่วยุอารมณ์เธอได้เป็นอย่างดี เรย์กำลังประเมินว่าเวลานี้เหมาะหรือยังนะที่จะลุกไปฟาดหน้าหนาๆของเขาสักฉาดสองฉาด

“หน้าไม่อาย คนหน้าด้าน ท่านล่อลวงข้าชัดๆ” เรย์บ่นพึมพำ

“ข้าว่าเจ้าปากจัดขึ้นเยอะนะ เจ้าหญิงแห่งนาบู” หญิงสาวไม่ตอบ ได้แต่หันมาทำสายตาคาดโทษที่เขาว่าหล่อน

“เมื่อคืน เมียข้าช่างงดงาม ร้อนเร่า และน่ารัก รู้ตัวไหม” อยู่ๆเบนก็โจมตีเธอด้วยประโยคที่คาดไม่ถึง ทำเอาเรย์หาเสียงของตัวเองไม่เจอ

“ข้าพึงพอใจมาก” เขาเสริมอีก สาวเจ้าตะลึงงันไปชั่วขณะก่อนเสตาหลบ ก็ใครจะไปทนสบสายตาพิฆาตนารีที่เขามองมาได้ แก้มใสเปลี่ยนเป็นสีแดงแจ๋ ใบหน้าร้อนเห่อ ราวกับเธอจะจับไข้

“ข้าไม่ใช่เมียท่านเสียหน่อย” เรย์บ่นกระปอดกระแปด ความพยศหายไปหมดสิ้น เพราะเธอเพลียจริงๆ ก็เมื่อคืนหลังจากหลับไปได้สักพัก เธอก็ถูกเขากวนใจจนตื่นเพราะรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่แข็งขึงแทรกผ่านความเป็นสาวเข้ามาอยู่ในตัวของเธอ แล้วยกที่สอง ที่สาม ก็ตามมา กว่าเขาจะหนำใจเธอก็ไม่เหลือเรี่ยวแรงอะไรอีกแล้ว จึงสลบไสลไม่ได้สติแบบนี้

ส่วนเขา ยังดูสบายดีและสดชื่นจนเกินไปด้วยซ้ำ เขาไปเอาพละกำลังขนาดนั้นมาจากไหนกันนะ ทั้งๆที่เป็นฝ่ายรังแกเธอ ไม่ยุติธรรมเลยจริงๆ

“หึๆ เจ้าเขิน” เบนหัวเราะอย่างอารมณ์ดีเมื่อเห็นอาการของเจ้าหล่อน หัวเราะแบบที่เขาไม่ได้ทำมานานมากแล้ว นานจนตัวเองไม่คิดว่าจะมีความรู้สึกผ่อนคลายแบบนี้ได้อีก

“หยุดแกล้งข้าได้แล้ว คนบ้า ข้าจะไม่มีทางยอมท่านอีก คอยดู” เรย์พูดอย่างหงุดหงิด กลบเกลื่อนความอาย

“พนันกันไหม สาวน้อย” ชายหนุ่มยิ้มแล้วจ้องตาเรย์อย่างท้าทาย และมั่นอกมั่นใจ หญิงสาวเหมือนถูกต้อนจนมุม เธอหมดแรงต้านทานเสน่ห์อันร้ายกาจของนายพลแห่งคอรัสซังจริงๆ เธอเขินจะแย่อยู่แล้วให้ตายสิ

“แล้วก็หยุดมองข้าแบบนั้นเสียที ไม่เช่นนั้นข้าจะควักลูกตาของท่านเสีย”

“งั้นข้าคงต้องลงโทษเจ้าให้หนัก เริ่มจากมาเป็นดวงตาของข้าตลอดไปเป็นไง”

แพ้แล้ว เรย์ยอมแพ้เขาราบคาบในยกนี้ ประโยคที่ได้ยินทำเอาใจเหลวเป็นขี้ผึ้งลนไฟ

นี่เขาจะไม่ยอมปล่อยหัวใจของเธอไปจริงๆใช่ไหม

เรย์ไม่เคยใกล้ชิดกับชายใดมาก่อนนอกจากเขา ใกล้ชิดในทุกๆความหมาย สำหรับเธอและเขามันไม่ใช่แค่การหลอมรวมเพียงทางกาย เธอเองก็อธิบายไม่ถูก

ความสัมพันธ์ทาง ‘จิตวิญญาณ’ อาจจะเป็นได้ ตลอดเวลาที่เรย์อยู่กับชายคนนี้ มันเหมือนมีใยที่มองไม่เห็นค่อยๆถักค่อยๆทอ จนบัดนี้มันแน่นหนาและยุ่งเหยิง ไม่มีทางแก้ออกสำเร็จ เชื่อมพวกเขาไว้ด้วยกันโดยไม่รู้ตัว

“ท่านจะออกไปได้หรือยัง ข้าอยากจัดการกับตัวเองจะแย่อยู่แล้ว” เมื่อทำอะไรไม่ถูก เรย์จึงตัดบท หญิงสาวกึ่งสั่งกึ่งขอร้อง น้ำเสียงกระเง้ากระงอด หวังจะให้เขายอมให้เธอบ้าง ช่วงนี้ดูเหมือนว่าเธอจะอ้อนเขาบ่อยไปแล้ว

เขาไม่ตอบ แต่กลับกวาดตามองเธออย่างพิจารณาตั้งแต่หัวจรดเท้า มองสภาพอันหมิ่นเหม่ของเธอ และร่องรอยที่เขาได้ประกาศความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของไว้ทั่วผิวกายละเอียด แล้วก็คิดได้ว่า เขาไม่อยากจะปล่อยแม่เหยื่อแสนสวยนี่ไปไหนทั้งนั้น แค่เห็นเธอแบบนี้ความคับแน่นก็บังเกิด แต่เขาและเธอไม่มีเวลามากนัก และเธอก็ดูอ่อนแรงจนน่าสงสาร ทำให้เบนจำต้องข่มตัวเอง และยินยอมตามสาวเจ้าแต่โดยดี

“ข้าจะรออยู่ที่กระท่อมของลุค ให้เวลาเจ้าสิบห้านาที ถ้านานเกิน ข้าจะมาชำระกายให้เจ้าด้วยตัวเอง และถ้าคิดหนี ข้าก็จะล่า แล้วร่วมรักกับเจ้าหนักๆทันทีที่เจอ ไม่ว่าจะที่ไหนหรือสถานการณ์ใด” เรย์สะอึกเมื่อได้ยินคำขู่เกินจริงของเขา บ้าน่า เขาไม่กล้าทำอะไรป่าเถื่อนแบบนั้นหรอก ใช่ไหม?

พูดจบเขาก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงจนเกือบจะชนเพดานกระท่อมเล็กๆ แล้วเดินตรงมายังร่างเปลือยเปล่าที่ซ่อนตัวอยู่หลังผ้าห่มบางบนเตียงนอน เตียงที่เมื่อคืนเขาทั้งคู่โรมรันพันตู และต่างอยู่ในอ้อมกอดของกันและกัน

เบนก้มลงจุมพิตที่หน้าผากมน โดยเรย์ไม่ทันได้ตั้งตัว เธอตะลึงงัน รู้สึกราวกับมีพลังอุ่นๆส่งผ่านมา รสจูบนี้ทำให้เธออบอุ่นในหัวใจ จึงไม่คิดปฏิเสธสัมผัสของเขา

“ข้ายังไม่ได้บอกเจ้าใช่ไหมว่า เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่อนุญาตให้ข้าได้เป็นคนแรกของเจ้า เจ้าหญิงแห่งนาบู” พูดจบเขาก็ถอนริมฝีปากอย่างช้าๆ มองสบตา แล้วโค้งศีรษะคำนับให้เธอ

หลังจากนั้นเขาก็หันหลังเดินออกไป ทิ้งให้หญิงสาวใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมาจากอก ถ้าทำได้เธออยากจะกรีดร้องออกมาดังๆเพื่อระบายความรู้สึกแสนเอ่อล้นที่เกิดจากสิ่งที่เขากระทำต่อเธอ เขาช่างร้ายกาจ กล้าทำแบบนี้กับหัวใจของเธอได้อย่างไร

กว่าจะพาสติกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงได้ เธอก็ต้องรีบตะลีตะลานจัดการกับร่างกายตัวเองให้เรียบร้อย ก่อนที่จะมีคนฉวยโอกาสมาจัดการอะไรต่อมิอะไรให้เธออีกครั้ง


.................................To Be Continued...........................................

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

65 ความคิดเห็น

  1. #65 Bloody fo Princess (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 มีนาคม 2564 / 01:05

    โอ้ยยยยอิพ่ออิแม่ หวานเกินนน

    #65
    0
  2. #63 Eagle Fly Free (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 4 มีนาคม 2564 / 22:05
    โอย... ละลายค่ะ ท่านแม่ทัพชักจะอ่อยเกินไปแล้วนะ ทำแบบนี้น้องจะไปไหนรอดคะ ตายยกเรือเป็นแน่แท้ 😁😁
    #63
    0