[Star Wars::AU::Reylo] Love Illusion

ตอนที่ 12 : Lost and Found

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 126
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    15 ก.พ. 64

 

เรย์เดินทางออกจากทาโคดานามาได้สามวันแล้ว หญิงสาวลัดเลาะไปตามป่าในฤดูที่อากาศกำลังเย็นสบาย เธออยู่ในชุดที่ทะมัดทะแมงเหมือนกับชุดที่เธอชอบใส่เมื่อครั้งที่ฝึกวิชากับ ลุค สกายวอล์คเกอร์ หากแต่อาวุธประจำกายได้เปลี่ยนไป จากคันธนูที่คุ้นมือกลายเป็นดาบเรืองแสงสีส้มทองที่ได้รับมาจากมาซ และมันเป็นของมีค่าที่สุดของเธอในตอนนี้ สมบัติตกทอดจาก เลอา ออร์กานา มารดาของชายที่เธอไม่อาจสลัดเขาหลุดไปจากความคิดได้แม้เสี้ยววินาที เบน โซโล

เรย์ได้รู้เรื่องราวของเบนและดาบเล่มนี้เพิ่มเติมก่อนที่เธอจะจากทาโคดานา ในวันที่เธอเดินเข้าไปร่ำลามาซ นักเวทย์ชราถอนหายใจแล้วยิ้มปลอบให้กับการตัดสินใจที่กล้าหาญแต่เจ็บปวดของเธอ นางสวมกอดเรย์ในขณะที่หญิงสาวน้ำตาซึม เรย์ไม่เคยคิดว่าความทรมานทางใจมันจะมีอานุภาพรุนแรงขนาดนี้ แต่สำหรับคนที่มีภาระหน้าที่อันใหญ่หลวง ชีวิตของเธอต้องดำเนินต่อไปตามความถูกต้อง เธออยากเกิดมามีเลือดขัตติยนารีเองทำไมล่ะ

“เจ้าตัดสินใจอย่างไรต่อ สาวน้อยเคโนบี”

“ข้าจะกลับไปหา ลุค สกายวอล์คเกอร์ เป็นสิ่งเดียวที่ข้าคิดออกในตอนนี้” เรย์พูดอย่างหนักแน่นเมื่อสลัดคราบน้ำตาออกจนหมดจด หมดเวลาสำหรับความอ่อนแอแล้ว

“อืม ต้องการความช่วยเหลืออะไรจากข้าบ้าง”

“ขอบคุณท่านมาก มาซ ตลอดหกเดือนที่ผ่านมา ท่านช่วยข้าไว้มากแล้ว จนท่านคาดไม่ถึงเลยล่ะ” เรย์ยิ้มแล้วก้มลงมองด้ามดาบเรืองแสงที่ถูกเหน็บไว้ข้างตัว

“และเจ้านี่ คือสิ่งมีค่าที่สุดที่ท่านได้ให้ข้ามาแล้ว”

“เลอา ออร์กานา” มาซพึมพำชื่อหนึ่งออกมา เรย์เลิกคิ้วสงสัย

“ชื่อเจ้าของเดิมของมันอย่างไงล่ะ เลอา ออร์กานา มารดาของ เบน โซโล”

เรย์ชะงักไปเมื่อได้ยินชื่อของเขา คนที่เธอยากจะลืม จังหวะการเต้นของหัวใจถี่ขึ้นโดยทันที แค่ชื่อของเขายังทำให้เธอมีปฏิกิริยาได้ขนาดนี้สินะ

“มารดาหรือ?”

“ใช่ มารดาของเจ้าหนูโซโล เด็กสาวที่เปรียบเสมือนลูกของข้า นางสว่างไสวและอบอุ่น บุตรชายของนางควรจะได้รับข้อดีจากนางไป ถ้าหากทั้งคู่ไม่ต้องเจอเรื่องเลวร้ายนั่น นางถูกสังหารอย่างทารุณ ต่อหน้าลูกชายของตัวเอง”

ใจของเรย์หายวาบและจุกแน่นไปทั้งอก เมื่อได้ยินสิ่งที่มาซเล่า คลื่นอารมณ์ม้วนตัวอยู่ในช่องท้องแล้วตีเอ่อล้นขึ้นมาจนเป็นน้ำตาที่คลอหน่วย

“เบน...” เรย์พึมพำชื่อเขาอย่างแผ่วเบา และนึกขำในโชคชะตา ทั้งๆที่อยากตัดเขาออกไป แต่สุดท้ายก็ต้องมาพบว่าชะตากรรมของเขาและเธอช่างไม่ต่าง แม้แต่เรื่องน่าขมขื่นที่ต้องเก็บไว้ณ.ก้นบึ้งของจิตใจ เธอก็ยังเข้าใจเขาดีกว่าที่คิด ก็เพราะเธอต้องผ่านโศกนาฏกรรมนี้มาเช่นกัน

เรื่องที่ได้ยินทำให้เธอนึกย้อนไปถึงวันนั้น วันที่อดีตตามกลับมาหลอกหลอนเธอ

“เรย์....เรย์...” เสียงเรียกแสนอ่อนโยนอันคุ้นหูของหญิงวัยกลางคนดังขึ้นปลุกเจ้าหญิงแห่งนาบูจากนิทราอันแสนสงบ เรย์จำได้ดีว่ามันเป็นเสียงของมารดาผู้ล่วงลับ อดีตราชินีแห่งนาบู

เธอลืมตาขึ้นสู่ความมืดในยามรัตติกาลของทาโคดาน่าอยู่บนเตียงอันอบอุ่น เรย์ปรับสายตาให้ชินกับแสงสลัวที่เกิดจากพระจันทร์สีนวลที่สาดส่องผ่านม่านขาวบางเข้ามาทางหน้าต่างบานใหญ่ ก่อนที่เธอจะรู้สึกถึงสิ่งผิดปกติบางอย่าง สัญชาตญาณบ่งบอกว่าเธอไม่ได้อยู่เพียงลำพัง

“ท่านแม่?!” เรย์อุทานด้วยความตกใจ เพราะมันเป็นไปไม่ได้ที่มารดาของตนจะมายืนอยู่ต่อหน้าที่ปลายเตียงของหล่อน เธอผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ก่อนมือจะตะกายเอื้อมได้ถึงคนที่คิดถึงจับใจ เลือดสีแดงฉานกลับค่อยๆปรากฏขึ้นกลางหน้าอกซ้ายของร่างแบบบางตรงหน้าพร้อมกับปลายมีดที่โผล่พ้นออกมา เรย์อุทานอย่างสิ้นสติ เพราะความทรงจำที่สมองของเธอได้ลบมันทิ้งเพื่อปกป้องตัวเอง บัดนี้มันหวนกลับคืนมาโดยที่ไม่ได้ตั้งตัว ภาพของมารดาในครั้งสุดท้ายที่ทั้งสองได้พบกัน

“ไม่!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!” เสียงกรีดร้องของเจ้าหญิงแห่งนาบูดังแทรกความเงียบสงัดยามค่ำคืน เรย์เบิกตาโพลงทะลึ่งพรวดลุกขึ้นพร้อมกับร้องไห้อย่างควบคุมไม่ได้ เธอตะกายลงจากเตียงไปยังบริเวณที่จำได้ว่ามารดายืนอยู่เมื่อครู่แล้วมองหาไปรอบตัวเมื่อไม่เจอใคร

ไม่นานประตูห้องนอนบานใหญ่ถูกเปิดขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมกับร่างอันสูงใหญ่ของเบนพุ่งตรงเข้ามา จุดหมายคือหญิงสาวที่ยืนปิดหน้าอยู่กลางห้องโดยมีน้ำตาหลั่งไหลไม่ขาดสาย

“เบน!!” เรย์ครางชื่อของคนที่ตรงดิ่งมายังเธอด้วยเสียงสั่นเครือ ดวงตาที่เคยสุกใสบัดนี้กลับพร่าเลือนไปด้วยม่านน้ำตา

ชายหนุ่มไม่พูดอะไรแต่โอบกอดตอบรับคนที่โผเข้ามาสู่อ้อมอกของเขา มือใหญ่ยกขึ้นลูบศีรษะที่ซุกซบอยู่บนแผงอกกว้าง ริมฝีปากนุ่มก้มลงจูบกระหม่อมที่ขยับไหวน้อยๆจากการสะอื้นไห้

“ข้าอยู่นี่แล้ว เด็กน้อย” เบนกระชับกอดให้แน่นขึ้นไปอีกเมื่อเรย์กำเสื้อเชิ้ตชุดนอนสีขาวของเขาจนยับย่นราวกับเธอกำลังต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวบางอย่าง เพื่อสงบสภาวะจิตใจอันสั่นคลอน

“เบน ท่านแม่...ฮึก ท่านแม่ของข้า” หญิงสาวสะอึกสะอื้นยันตัวออกเพื่อเงยหน้ามองตาคนที่ปลอบประโลมเธออยู่อย่างใจเย็น ส่วนสองมือเล็กของเธอจิกแขนแกร่งของเขาแน่น

“ไม่เป็นไรไม่ต้องพูดแล้ว ข้ารู้” พูดจบพร้อมดึงคนตัวเล็กเข้ามากอดให้แน่นขึ้น มือใหญ่ของเขากอบกุมหลังศีรษะของเธอเสียมิด ประคองให้มันแนบแน่นอยู่กับตำแหน่งของหัวใจ ทำให้เรย์ได้ยินเสียงมันเต้นอย่างเป็นจังหวะ ทุ้ม ลุ่มลึก และสม่ำเสมอ

เมื่อเรย์ได้ฟังเสียงของมันสักพัก เธอจึงค่อยๆสงบสติอารมณ์ได้ รับรู้ถึงเหตุการณ์ปัจจุบัน และกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง เธอตระหนักรู้ว่าสิ่งที่เป็นไปตอนนี้มีแค่เพียงเสียงหัวใจของเขาและเธอที่เต้นประสานกัน และเมื่อครู่เป็นเพียงฝันร้ายที่เธอไม่อยากจดจำ

“เบน...”

“หืม?”

“ข้านึกว่าข้าจะลืมมันไปหมดแล้ว แต่เมื่อกี้ มัน... มันเหมือนกับเกิดขึ้นจริง ซ้ำอีกครั้ง”

“......................” เบนไม่ตอบอะไรเพียงแต่มองจ้องลึกลงไปในดวงตาอันโศกเศร้า เขานิ่งเงียบเพื่อเปิดโอกาสให้เธอได้ระบายอะไรก็ตามที่กำลังบั่นทอนความรู้สึกอันไม่มั่นคง

‘ข้าอยู่ตรงนี้แล้ว’

“ท่านแม่จากไปตั้งแต่ข้าอายุได้เก้าปี หลังจากนั้นท่านพ่อก็ส่งข้าไปอยู่กับ ลุค สกายวอล์คเกอร์ ข้าเหมือนตกนรกทั้งเป็นเพราะทันทีที่แม่จากไป ข้าก็ไม่มีพ่อคอยอยู่เคียงข้าง พอนึกย้อนกลับไปข้าก็ไม่เคยจำได้เลยว่าท่านแม่เสียเพราะอะไร หรือด้วยเหตุใด ข้าแอบดีใจอยู่ลึกๆที่ลืม และไม่ต้องทุกข์ทรมานกับความทรงจำอันเลวร้าย ข้าไม่เคยติดใจสาเหตุการเสียชีวิตของท่าน แต่วันนี้... ข้าจำได้ ข้าจำได้แล้ว... ท่านแม่ถูกฆาตกรรม และข้าก็อยู่ที่นั่น”

เรย์พร่ำพรรณนาออกมาด้วยแววตาอันเจ็บปวด เธอมองจ้องออกไปในความมืดมิดของยามค่ำคืน หากแต่ดูเหมือนว่าภาพที่เธอเห็นเป็นภาพที่วนเวียนอยู่ในสมองอันหนักอึ้ง

เบนมองจ้องเธอด้วยสายตาที่ยากจะอธิบายออกมาเป็นคำพูด มันเต็มไปด้วยความสงสาร เห็นใจ และที่สำคัญ เขาเข้าใจความรู้สึกของเธอเป็นอย่างดี ราวกับทั้งคู่ผูกพันจิตวิญญาณร่วมกัน และคงเป็นเพราะเขาเองก็ผ่านเหตุการณ์อันเลวร้ายแบบเดียวกันนี้มาเช่นกัน การสูญเสียมารดาที่รักไปต่อหน้าต่อตา

ชายหนุ่มตอบรับเธอด้วยการใช้นิ้วโป้งค่อยๆบรรจงปาดน้ำตาที่พาให้ใจอ่อนยวบออกจากแผงขนตางอนของเจ้าหล่อน ก่อนจะไล่ลงมาซับน้ำตาที่ข้างแก้มนุ่มของเธอ เรย์ยกมืออันอ่อนนุ่มขึ้นกุมมือใหญ่ของเขาอย่างแผ่วเบาแล้วหลับตาซึมซับสัมผัสปลอบประโลมระหว่างเขาและเธอ

“คืนนี้อยู่กับข้าได้ไหม” เรย์เอ่ยขอร้องเสียงอ่อย ไม่อยากจะเชื่อตัวเองว่าได้พูดอะไรออกไป

“ข้าไม่อยากอยู่คนเดียว” เรย์พูดเสริมเมื่อเห็นเขานิ่งไป หญิงสาวไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้เธอเรียกร้องแบบนั้น เธออดทนรอคำตอบจากคนที่ทำสีหน้าเรียบเฉย จนหญิงสาวรู้สึกเก้อเขินกับสิ่งที่ขอให้เขาทำ

“แต่ถ้าท่านไม่...”

ยังไม่ทันจะพูดจบประโยคร่างเล็กก็ลอยหวือขึ้นจากพื้น เบนอุ้มเธอขึ้นก่อนจะพาตรงกลับไปยังเตียงใหญ่แล้ววางร่างบางบนเตียงอย่างนุ่มนวลที่สุด

“หลับตาเสีย ข้าจะไม่ไปไหนทั้งนั้น” เขานั่งลงที่ข้างเตียง กุมมือของเธอไว้จนมิด ขนาดมือของเธอเล็กไปถนัดตาเมื่ออยู่ในอุ้งมือใหญ่ของเขา

เรย์หลับตาลง เบนใช้นิ้วโป้งปาดเช็ดน้ำตาที่ยังค้างอยู่ที่แผงขนตางอนพริ้มราวกับปีกผีเสื้อ แล้วก้มลมจูบมือเล็กในการครอบครองของเขา นั่งมองสาวน้อยตรงหน้า รอคอยจนกว่าการหายใจจากแรงกระเพื่อมของหน้าอกจะสม่ำเสมอ เป็นสัญญาณว่าเธอหลับได้แล้ว เขาจึงวางใจ แต่ยังคงนั่งอยู่ตรงนั้น คอยคุ้มครองเธอจากฝันร้าย จนฟ้าสาง


...........................................................................................................................................

ถ้านี่ไม่ใช่การหลง เรย์คิดว่าน่าจะเข้าใกล้จุดหมายเข้าไปทุกที จากแผนที่ที่มาซบอกทาง กระท่อมของลุคน่าจะอยู่ห่างไปแค่หนึ่งถึงสองวัน

หญิงสาวนั่งอยู่ข้างกองไฟ ถือกระต่ายเสียบไม้ย่างที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่น เธอยกน้ำสะอาดจากถุงหนังที่เหน็บอยู่ข้างเอวเพื่อดับกระหาย และจู่ๆความเคลื่อนไหวบางอย่างทางด้านหลังก็ปลุกสัญชาตญาณระแวดระวังของเธอขึ้นมา

เรย์เคลื่อนมือไปกุมด้ามดาบเรืองแสงทันที ปลุกประสารทสัมผัสทุกส่วนให้ตื่นขึ้น กวาดตามองรอบกาย

ทันใดนั้นมีร่างใหญ่พุ่งออกมาจากแนวไม้ เรย์ชักดาบ กดเปิดให้มันทำงานจนแสงสีส้มทองส่องสว่าง แล้วจ่อมันไปยังแขกที่ไม่ได้รับเชิญ

“ฟินน์!!!!!!!!”

“เรย์!!”

“เป็นเจ้าจริงๆด้วย ให้ตายสิ!!” รอยยิ้มสดใสดั่งดวงอาทิตย์ฉาบใบหน้าของเจ้าหญิงแห่งนาบู ในที่สุดเธอก็เจอคนที่ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยเสียที ฟินน์อยู่ตรงนี้แล้ว

“พระเจ้าเรย์ ท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ข้าตามหาท่านแทบพลิกแผ่นดิน นี่มันหกเดือนแล้ว ไม่คิดเลยว่าข้าจะเจอท่านอยู่ที่นี่จริงๆ” ร่างหนาผิวเข้มจัดสบถสาบานอย่างตื่นเต้นดีใจ และโล่งใจ สิ้นสุดการตามหาอันยาวนานกว่าครึ่งปีเสียที และเรย์ก็อยู่ในสภาพปลอดภัยดีเสียด้วย

อันที่จริงเจ้าหญิงแห่งนาบูของเขาก็ไม่ได้อยู่ในสภาพเดิมเสียทีเดียว เธอดูปราดเปรียว รูปร่างกระชับแข็งแรง ทะมัดทะแมง มากขึ้นกว่าเดิม และ ฟินน์รู้สึกราวกับมีคลื่นพลังงานบางอย่างเปล่งรัศมีออกมาจากตัวเธอ สิ่งที่เขารู้สึกแต่อธิบายไม่ถูก ที่สำคัญเธอดูงดงามแปลกตาไป เป็นหญิงสาวอย่างเต็มตัว

“อาวุธนี่?” ฟินน์เอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ เขาไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้เลย แต่มันดูคล้ายกับอาวุธที่เหล่านักเดินทางบรรยายถึงอาวุธของอัศวินรัตติกาล

“อืม ของข้าเอง มันสวยและสุดยอดมากๆใช่ไหมล่ะ” เรย์ยิ้มแล้วทำท่าสะบัดอวดมันให้แก่ผู้มาใหม่ได้ชมเล็กน้อยก่อนเก็บด้ามดาบไว้ในฝักที่ของมันเช่นเดิม

“ให้ตายสิเรย์ พูดไม่ออกจริงๆที่เจอท่านที่นี่ ข้าทำอะไรไม่ถูกจริงๆ” ฟินน์ยังคงตื่นเต้นที่ได้เจอเจ้าหญิงของเขาแบบไม่บุบสลาย และยังต้องใช้เวลาจับต้นชนปลาย เขานึกขอบคุณพระเจ้าที่ดลใจให้เขาเดินทางย้อนกลับมายังนาบูแทนที่จะไปคอรัสซังอีกครั้ง

“แล้วนี่ท่านกำลังจะเดินทางไปไหน?” ในที่สุดชายหนุ่มก็กลั่นกรองคำถามแรกก็ออกมาได้

“กลับไปหาลุค” เรย์ตอบสั้นๆ

“แต่ข้ามีหน้าทีพาท่านกลับไปยังนาบู ราชาเบน เคโนบี พระองค์ทรงรอท่านอยู่”

เรย์เงียบ ครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ในใจ

“พ่อข้า เขาจะส่งข้าไปแต่งงานที่ทาทูอิน” เธอพูดไม่เต็มเสียง เหมือนกับยังไม่อยากรับความจริงข้อนี้

“ข้าไม่สามารถไปก้าวก่ายการตัดสินใจของราชาได้ ข้าจำเป็นต้องทำตามหน้าที่องครักษ์ตามที่ได้รับมอบหมาย”

“ถ้าเจ้าเป็นองค์รักษ์ของข้า หน้าที่ของเจ้าคือพาข้าไปหาลุค สกายวอล์คเกอร์ ได้โปรดฟินน์ ข้าจำเป็นต้องขอคำชี้นำจากอาจารย์ ในเวลานี้ ได้โปรด” เรย์โน้มน้าว และเธอรู้ว่าฟินน์ไม่เคยปฏิเสธเธอได้ และครั้งนี้ก็จะต้องเป็นเช่นนั้น

“แต่เรย์ ทุกคนที่นาบูกำลังสติแตกที่ท่านหายไป มันจะดีกว่าถ้าเราจะรีบกลับ”

“งั้นลาก่อนฟินน์ เราแยกกันตรงนี้ ขอให้เจ้าโชคดี” เรย์ทำท่าเก็บข้าวของที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้น ฟินน์หน้าเหวอ ทำอะไรไม่ถูก

“ดะ เดี๋ยวเรย์ หยุดก่อน ข้ายอมแล้วๆ” ฟินน์ยกสองมือขึ้นทำท่ายอมแพ้ เรย์ยิ้มร้ายที่มุมปากแล้วเงยหน้าขึ้นมาหาชายใต้บังคับบัญชาของเธอ

“พาข้าไปหาลุค” หญิงสาวย้ำเสียงหนักแน่น

“ตกลง แต่หลังจากเจอลุค ข้าจะพาเจ้ากลับนาบูอย่างปลอดภัย ตกลงไหม” ชายหนุ่มเอ่ยอย่างจำยอม

“ขอบคุณมากฟินน์ เจ้าเยี่ยมยอดที่สุด ขอบคุณมาก” หญิงสาวยิ้มดีใจกระโดดกอดคอองครักษ์หนุ่มด้วยความสนิทสนมคุ้นเคย ฟินน์หัวเราะ เรย์มีความสุข เขาก็มีความสุขไปด้วย

“งั้นท่านพักผ่อนจนพอใจเมื่อไหร่เราเดินทางกันทันที แต่ท่านต้องเล่าให้ข้าฟังก่อนว่าหกเดือนที่ผ่านมา เจ้าหญิงแห่งนาบูหายไปไหนมา เพราะล่าสุดที่ข้ารู้ เจ้าถูก ไคโล เรน ลักพาตัวไปไม่ใช่หรือ มันทำร้ายท่านหรือเปล่า?”

สิ้นคำถามเหมือนถูกฟ้าผ่ากลางเสกหน้า หญิงสาวเงียบนิ่ง ไม่ตอบคำถาม นิ่งจนผิดสังเกต เรย์เม้มริมฝีปากบางเข้าด้วยกัน ดวงตาสุกสกาวเปลี่ยนเป็นความหม่นหมองในทันที ฟินน์รับรู้ได้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น

“เอิ่ม...เรย์ ท่านไม่เป็นไรใช่ไหม”

“หิวไหมฟินน์ ข้าเหลือกระต่ายอีกครึ่งตัว เชิญกินตามสบาย เดี๋ยวข้ามา ขอไปตักน้ำที่ลำธารก่อน” ไม่รีรอให้ถูกรั้งตัวไว้ เรย์หยิบถุงหนังสำหรับใส่น้ำดื่ม ก้มหน้าก้มตา สาวเท้ายาวเดินหายเข้าไปในแนวป่าไม้ ทิ้งให้ฟินน์ยืนงุนงงสงสัยและกังวลในคราเดียวกัน แล้วมองตามไปด้วยคิ้วขมวดมุ่นจนเจ้าหล่อนลับสายตา

“เกิดอะไรขึ้นกับท่านกันแน่ เจ้าหญิงเรย์ เคโนบี”

……………………………………………….......................................


“ฮึกๆ ฮึกๆ......” เสียงสะอื้นฮักก้องสะท้อนภายในโพรงต้นไม้ขนาดพอดีสำหรับหนึ่งคน เรย์หาที่หลบเพื่อร้องไห้แล้วก็ร้องไห้มาเกือบชั่วโมงแล้ว เธออยากจะหยุด แต่หยุดไม่ได้ คำถามของฟินน์ราวกับเป็นการกดเปิดปุ่มต้องห้าม หญิงสาวเอาแต่นั่งคู้เข่ากอดปลอบตัวเองอยู่อย่างนั้น

เรย์ต้องใช้ความพยายามอย่างที่สุดที่จะกดความทรงจำระหว่างเธอและเบนไว้ตลอดระยะเวลาที่จากทาโคดานามา แต่เมื่อทำนบถูกทำลาย น้ำตาที่พร้อมจะทะลักเขื่อนก็ไหลบ่าจนเธอควบคุมไม่ได้

“ท่านมันตัวปัญหา ข้าเกลียดท่าน...” เธอถือโอกาสตะโกนแข่งกับเสียงฝนที่เริ่มเทลงมาอย่างหนัก เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครได้ยินข้อความนี้นอกจากเธอคนเดียว ก็ใครใช้ให้หล่อนเอาแต่คิดถึงเขาอยู่ตลอดเวลา ยิ่งรู้ว่าจากทาโคดานามาไกลเท่าไหร่ ก็ยิ่งคิดถึงเขามากขึ้นเท่านั้น นี่มันบ้าไปแล้วจริงๆ

ก็ดีเหมือนกันเรย์ก็อยากระบายอารมณ์แบบนี้มานานแล้ว ถ้าเก็บไว้อีกนิด เธออาจเสียสติ ตะโกนออกมา ร้องไห้ออกมา ให้ฝนมันล้างทุกอย่างทั้งน้ำตาและความทรงจำของเขา ร้องออกมา เรย์ เคโนบี และหลังจากวันนี้ เธอจะไม่ร้องไห้เพราะเบน โซโลคนนั้นอีกแล้ว

........................................................................

“ไปถึงบ้านลุค เจ้ารอข้าอยู่ด้านนอกก่อน โดยปกติตาเฒ่าไม่ต้อนรับแขก ข้าเป็นห่วงความปลอดภัยของเจ้า ฟินน์” เรย์เตรียมการพบปะกับอาจารย์ของเขาล่วงหน้า ระหว่างที่เดินนำองครักษ์ผิวเข้มที่พยายามเดินตามมาไม่ห่าง

ฟินน์รู้สึกว่าเรย์มีความคล่องแคล่วปราดเปรียวไม่ต่างอะไรกับทหารหน่วยพิเศษของนาบู เธอทะมัดทะแมงและเดินเร็วเสียจนเขาต้องมีสมาธิในการติดตามเจ้าหล่อนหากไม่อยากคลาดกัน หญิงสูงศักดิ์ตรงหน้าเขาเปลี่ยนไปมากจริงๆ จนเขาเหมือนกับไม่รู้จักเธออีกต่อไป ทั้งสีหน้า ท่าทาง แววตา เก้าปีในป่ากับตาเฒ่าสกายวอล์คเกอร์ผู้โด่งดัง ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงเธอให้ดูผิดหูผิดตาเท่าหกเดือนนี้ที่หล่อนหายไป เขายังสงสัยไม่หายว่าเรย์หายไปอยู่ที่ไหนมา และหญิงสาวเองก็ไม่ยอมปริปากสักคำ

“ใกล้ถึงแล้ว เจ้ารอแถวนี้ก่อน ข้าขอคุยกับลุคเป็นการส่วนตัว แล้วจะมาตาม” เจ้าหญิงแห่งนาบูหันมาตบบ่าเพื่อนสองสามที แล้วรีบหันหลังกลับไปเพื่อมุ่งหน้าสู่ที่พำนักของปรมาจารย์ในตำนานแห่งทวีปกลาง คนที่ฟินน์เองก็ไม่เคยมีโอกาสได้พบ แต่วันนี้เขาอาจจะได้เจอกับ ลุค สกายวอล์คเกอร์ เชียวนะ คิดไปชายหนุ่มก็รู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก เขานั่งลงบนหินก้อนใหญ่ พลางมองไปยังควันที่ลอยออกมาจากปล่องไฟที่อยู่ห่างออกไป เป็นตำแหน่งที่ทำให้เขารู้ว่านั่นเป็นที่หมายของเรย์นั่นเอง

........................................................................

หญิงสาวยืนจ้องมองอยู่ด้านหน้าสถานที่ที่เรียกได้ว่าเป็นบ้านที่สองของเธอด้วยความรู้สึกหลากหลายปนเป หัวใจของหล่อนกำลังเต้นอย่างลิงโลดเมื่อคิดไปถึงสีหน้าของท่านอาจารย์เวลาเห็นเธอ เธอตื่นเต้นมากที่จะได้เจอลุคอีกครั้ง หลังจากเหตุกลับตาลปัตรบ้าๆนั่นในชีวิตหกเดือนที่ผ่านมา ที่นี่เป็นที่ที่เธอคิดจะเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่

ร่างบางกัดริมฝีปากเบาๆอย่างประหม่าโดยไม่รู้ตัว นิ้วเรียวทัดปอยผมสีน้ำตาลที่ลงมาเคลียแก้มไว้หลังหู ดวงตาคู่สวยดุจดั่งกวางสาวแรกรุ่นมีประกายแห่งความหวังขึ้นมา เรย์สูดหายใจเข้าเต็มปอด ยิ้มมุมปากน้อยๆ ก่อนจะเดินตรงเข้าไปผลักประตูไม้บานเดิมที่คุ้นเคย ราวกับว่าเธอเพิ่งหนีออกไปเที่ยวเล่นมาไม่กี่ชั่วโมงและกำลังจะกลับบ้านมาทานข้าวเย็นอย่างเคย

“ลุค” เมื่อผลักประตูเข้าไป หญิงสาวส่งเสียงใสเรียกเจ้าของบ้าน แต่กลับไม่มีเสียงตอบรับ เรย์กวาดตามองไปรอบๆ ก็ขมวดคิ้วสงสัย เพราะเธอมั่นใจว่าลุคต้องอยู่ที่นี่ เพราะเตาผิงนั่นยังมีเปลวไฟที่ก่อไว้เต้นระริก และมีหม้อซุปเล็กๆวางตั้งไฟอยู่ หญิงสาวจึงเดินตรงเข้าไปสำรวจในห้องนอนของชายชรา แต่ก็ไม่พบเขาอยู่ที่นั่น

เรย์คาดว่าเขาคงออกไปตกปลาฆ่าเวลาเพื่อรอให้อาหารสุกอย่างเคย คิดได้เช่นนั้นหญิงสาวจึงยักไหล่น้อยๆ แล้วเดินกลับออกมาจากห้องนอน เพื่อที่จะได้รอชายชราวัยเกษียณผู้นั้นกลับมา

ระหว่างนี้เธอคิดว่าคงจะต้องเดินไปเยี่ยมบ้านของเธอให้หายคิดถึงเสียหน่อย รวมถึงเจ้าจิ้งจอกบีบีที่มันเลือกจะอยู่กับลุคมากกว่าตามเธอกลับไปนาบูด้วย เรย์มองไปยังนอกหน้าต่าง ข้ามแปลงผักที่บัดนี้ถูกเก็บเกี่ยวออกไปมากแล้ว ไปยังบ้านของเธอที่อยู่ติดกัน แล้วก็รู้สึกอบอุ่นวาบในหัวใจในทันที เธอรู้สึกราวกับว่าที่นั่นแหละ คือบ้านที่แท้จริงของเรย์ เคโนบี ไม่ใช่วังอันโอ่อ่าในนาบู อยู่ๆความรู้สึกในวินาทีนั้นมันก็แรงกล้าขึ้นมา เรย์ถูกดึงดูดเข้าไปหามัน ที่ที่เป็นของเธอ

เรย์เปิดประตูออกจากบ้านของลุค ค่อยๆเดินมุ่งตรงไปยังบ้านพักของเธอเอง ยิ่งเข้าใกล้บ้านหลังนี้เข้าไปเท่าไหร่ ทำไมหัวใจถึงเต้นแรงขึ้นอย่างบอกไม่ถูก ในที่สุดมือเรียวเล็กจึงผลักบ้านประตูเข้าไปอย่างช้าๆจนเสียงบานพับที่ขึ้นสนิมดังขึ้นทำลายความเงียบ เรย์ก้าวเข้าไปในบ้านที่ค่อนข้างมืดเนื่องจากโคมไม่ได้ถูกจุดเอาไว้ แต่เธอก็รู้สึกได้ว่าบ้านหลังนี้สะอาดสะอ้าน ไม่ได้มีฝุ่นเกาะอย่างที่ควรจะเป็น ราวกับลุคได้ดูแลมันเป็นอย่างดีถึงแม้ว่าเธอจะไม่ได้ใช้บริการมันแล้วก็ตาม

เจ้าหญิงแห่งนาบูเดินเข้าไปยังส่วนของห้องนอนที่เธอเคยได้ใช้งานมันมาเกือบสิบปี ร่างบางยิ้มเมื่อเห็นตุ๊กตาฟางและสิ่งประดิษฐ์งานฝีมือเล็กๆน้อยๆที่เธอได้เคยทำไว้ตั้งเรียงรายอยู่ที่หัวเตียง เรย์เอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมาแล้วน้ำตาเจ้ากรรมก็คลอหน่วยอย่างห้ามไม่ได้ เธอหัวเราะออกมาเบาๆทั้งน้ำตาเมื่อจ้องมองตุ๊กตาฟางตัวนั้น ตัวที่เธอใช้มันเป็นเพื่อนเล่นตลอดเวลาแห่งความเดียวดาย ตลอดเวลาที่เธอต้องการอ้อมกอดของแม่ที่ถูกพรากไป เรย์ใช้หลังมือซับน้ำตาแล้ววางตุ๊กตาในมือลงที่เดิม

‘ปัง!’ ทันใดนั้นเสียงปิดประตูที่อยู่ๆก็ดังขึ้นมาทำให้เธอสะดุ้งสุดตัว รีบหันไปทางต้นเสียงทันที

“ลุค?” เรย์ร้องเรียกออกไป แต่ก็ยังคงไม่มีเสียงตอบกลับมา และบัดนี้เธอรู้สึกแล้วว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากล เธอรู้สึกเหมือนมีใครหรืออะไรบางอย่างกำลังจ้องมองเธออยู่ และมันอาจจะซ่อนตัวอยู่ในมุมไหนซักแห่งในบ้านหลังนี้

ร่างบางขนลุกซู่ รีบสาวเท้าเดินออกจากบ้านทันที มุ่งตรงไปยังที่ที่เธอแยกกับฟินน์ สัญชาตญาณของเธอได้กลิ่นอันตรายคละคลุ้งอยู่ในอากาศเสียแล้ว หญิงสาววิ่งอย่างไม่คิดชีวิต เธอเป็นห่วงเพื่อน และที่สำคัญ เธอเป็นห่วงลุค

“ฟินน์!!!” เรย์ตะโกนเรียกองครักษ์ในขณะที่วิ่งผ่านแนวไม้เพื่อตรงไปยังเจ้าของชื่อ

“อย่าเข้ามา!!! หนีไป ตรงนี้มีทหารคอรัสซังเต็มไปหมด!!!” ฟินน์รีบตะโกนบอกเจ้าหญิงของเขาก่อนที่เสียงของเธอจะทำให้เจ้าตัวถูกระบุตำแหน่งจากศัตรู

เรย์หยุดชะงัก ใจเต้นโครมครามเมื่อได้ยินสิ่งที่ฟินน์ร้องเตือน

“คอรัสซัง...” หญิงสาวพึมพำกับตัวเอง ชื่อนี้ทำให้ในใจมันหน่วงเจ็บไปหมด แต่แล้วก็ต้องรีบตั้งสติเพื่อประเมินสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานนี้และหาทางออกโดยเร็ว

ไม่ได้ เธอต้องไปช่วยฟินน์ ในฐานะเจ้าหญิงแห่งนาบู เธอจะทิ้งใครไปไม่ได้แม้แต่คนเดียว

มือเรียวหยิบดาบเรืองแสงจากฝักข้างเอวทันทีก่อนจะกดปุ่มเพื่อให้มันทำงาน แล้ววิ่งตรงไปยังทางต้นเสียงของฟินน์ แต่เสียงห้วนของทหารคอรัสซังทำให้เธอชะงัก

“ไป!!! ลุค สกายวอล์คเกอร์ มันอยู่ในบ้าน ไปเอาตัวมันมา!!!” เสียงตะโกนสั่งของทหารคอรัสซังทำเอาเรย์ชะงักกึก

“ลุค!” หญิงสาวเปลี่ยนเป้าหมายทันที หันหลังวิ่งกลับไปยังบ้านหลังเดิมอย่างไม่คิดชีวิต เพราะอาจารย์ของเธออาจกำลังตกอยู่ในอันตราย

..............................................................................

เมื่อกลับมาถึงภาพที่เธอเห็นก็ทำให้เธอตื่นตระหนก เพราะทหารคอรัสซังร่วมยี่สิบคน กำลังยืนรายล้อมชายสูงอายุ ผู้เปรียบเสมือนพ่อคนที่สองของเธอ

“ลุค!!” เรย์ร้องเรียก ทั้งตกใจและดีใจไปพร้อมๆกัน ตกใจและกังวลที่อาจารย์โดนล้อมด้วยศัตรูจำนวนมาก แต่ก็ดีใจอย่างบอกไม่ถูกที่ได้เห็นลุคอีกครั้งหนึ่ง พร้อมทั้งโล่งใจที่เขายังไม่ได้รับอันตราย

“เจ้าเด็กโง่ อย่าเข้ามา!” ลุคเห็นเรย์ยิ่งตรงเข้ามาก็กลอกตา รู้สึกผิดหวังที่เขาสอนเท่าไหร่เจ้าเด็กดื้อคนนี้ก็ไม่เคยจำว่าอย่าหาเรื่องใส่ตัว

“เจ้าหญิงแห่งนาบู เรย์ เคโนบี ว้าว ข้าเจอแจ็คพอตหรือนี่” เสียงแหลมของชายร่างผอมเกร็งผมสีแดงส้ม นายพล ฮักซ์ ดังขึ้น ทำให้เรย์หันไปมอง เขาเดินเข้ามาใหม่และใส่ชุดอย่างคนที่มียศสูงกว่าระดับทหารเลว เบื้องหลังของเขามีชายร่างใหญ่โตอย่างกับยักษ์ภูเขา ที่ใบหน้าเต็มไปด้วยแผลเป็นอันน่ากลัว เดินตามมา ทุกย่างก้าวของมันทำให้พื้นสั่นสะเทือน

“จัดการไอ้แก่นี่ให้สิ้นซาก แล้วจับตัวผู้หญิงมา” ฮักซ์ร้องสั่ง ก่อนที่ทหารทุกคนที่ล้อมลุคอยู่จะเริ่มกระโจนเข้าหาชายชราอย่างคนโง่เขลา พวกมันคิดว่าจะเอาชนะลุค สกายวอล์คเกอร์ได้ด้วยทหารจำนวนแค่นี้ ถือว่าดูถูกเขามากทีเดียว เพียงแต่ตอนนี้ชายชรามีเพียงไม้พลองเป็นอาวุธในมือ เรย์เห็นสถานการณ์แล้วก็ยังไม่ไว้วางใจ จึงรีบกระโดดเข้าไปร่วมวงด้วยทันที

“ดาบเรืองแสง!” นายพลฮักซ์ พึมพำกับตัวเองแล้วยิ้มกว้าง ราวกับว่าวันนี้เขาคือคนโปรดของพระเจ้า อะไรดีๆต่างเกิดขึ้นกับเขา เหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกสามตัวเลยทีเดียว เขาจะฆ่าลุค สกายวอล์คเกอร์ สำเร็จ จับตัวเจ้าหญิงแห่งนาบูที่ไอ้ระยำ เบน โซโล นั่นทำไม่สำเร็จเสียที และยังได้อาวุธในตำนานที่จะทำให้ราชาอนาคินประทับใจเขาไม่รู้ลืม

ทั้งอาจารย์และศิษย์ ง่วนอยู่กับการจัดการทหารเลวตรงหน้าให้ร่วงลงไปทีละคนสองคน เรย์และลุคฝึกฝนการต่อสู้ร่วมกันมาโดยตลอดทำให้รู้จังหวะจะโคนกันเป็นอย่างดี แต่ทว่า ลุคสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง การเคลื่อนไหว การตัดสินใจ และท่าทางการต่อสู้ ที่ไม่ได้มาจากการพร่ำสอนของเขา มันดุดันและว่องไว รวมถึงการผสมผสานการใช้สัมผัสพลังเข้าไปในกระบวนท่า สิ่งทีเขาไม่เคยสอนให้เรย์ได้รับรู้ บัดนี้เธอกำลังทำมันและทำได้ดีเสียด้วย และที่สำคัญ ดาบเรืองแสงนั่น เขาจำได้ดี อาวุธคู่กายของ เลอา ออร์กานา น้องสาวฝาแฝดของเขาเอง

ในที่สุดทหารคนสุดท้ายก็ล้มลง เรย์หอบหายใจในขณะที่ลุคอยู่ในอิริยาบทสบายๆราวกับเขาเพิ่งเริ่มอุ่นเครื่องเท่านั้น แต่แล้วคู่ต่อสู้ที่แท้จริงก็ย่างกรายเข้ามา เมื่อเจ้ายักษ์ภูเขานั่นเดินมายืนขวางต่อหน้าเรย์และลุค

“จัดการพวกมันซะ โคแนน” ฮักซ์ร้องสั่ง ก่อนที่เจ้ายักษ์จะเงื้อขวานอันใหญ่ขึ้น

“โพล๊ะ!!!!” ยังไม่ทันที่ขวานยักษ์จะได้จามลงมาโดนใครต่อใคร ศีรษะอันใหญ่โตผิดมนุษย์ของมันกลับระเบิดออกราวกับแตงโมเละๆ เรย์ยืนตกละลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ต่างอะไรกับฮักซ์ ที่อาวุธไม้ตายของเขากลับถูกกำจัดอย่างรวดเร็ว เขายังมองไม่ทันด้วยซ้ำว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร

แต่ไม่นานปริศนาก็ถูกเฉลยเมื่อเสียงฝีเท้าของใครบางคนดังขึ้น ฮักซ์มองคนที่เดินเข้ามาแล้วก็ต้องเบิกตาค้าง

“ซวบ!” เสียงดาบขนาดใหญ่ที่ถูกเหวี่ยงมาจากทางไหนก็ไม่ทราบได้ลอยคว้างเข้ามาตัดลำคอของนายพลฮักซ์พอดิบพอดี

เหตุการณ์ตรงหน้าทำให้เรย์ช็อค ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วจนเธองุนงง และเมื่อหันกลับไปที่ต้นเสียงฝีเท้า เจ้าของดาบสังหารเมื่อครู่ หัวใจของเธอก็หยุดเต้นไปพร้อมๆกับการเดินของเวลา เธอทำได้เพียงพึมพำออกมาจากลำคอที่แห้งผาก ผ่านริมฝีปากหอมหวานที่กำลังจะถูกทำโทษ

“เบน โซโล...”

..........................................................................................

หลังการสังหารคนของคอรัสซังด้วยกันเอง เขาก็ไม่พูดอะไรกับเธอสักคำ ไม่แม้แต่จะมองหน้า ชายตา หรืออะไรก็ตามที่ทำให้เธอรู้สึกมีตัวตน

“เกินไปไหมเจ้าหนู” เสียงลุคทักทายขึ้น ขณะที่ร่างใหญ่โตของเบน เดินผ่านหน้าของเรย์ไป เพื่อก้มลงหยิบดาบที่อาบไปด้วยเลือดของนายพลผมแดงชะตาขาดผู้น่าสงสาร เบนเก็บดาบเข้าฝัก ก่อนเดินไปใช้เท้าเตะสำรวจร่างยักษ์ที่นอนไร้ลมหายใจอยู่บนพื้น

“แย่งข้าทำไม อุตส่าห์อยากออกกำลัง” ลุคยังคงบ่นต่อ เมื่อเห็นหัวหน้าหน่วยมังกรทมิฬ ทำเป็นไม่ยี่หระ เบนเดินกลับมาหันหน้าเผชิญกับลุค เท้าสะเอวสองข้างในอิริยาบถสบายๆราวกับไม่ได้เพิ่งฆ่าใครมา เหมือนกับที่ทำอยู่เป็นวันธรรมดาๆของนายพลแห่งคอรัสซังคนดัง

ร่างสูงของเขาในชุดนักรบสีดำทำให้เธอละสายตาไปไหนไม่ได้ เครื่องแบบเหมือนครั้งแรกที่เจอกัน วันที่เธอโดนเขาลงโทษด้วยการปล้นจูบแรก เมื่อนึกถึงเรื่องนั้นริมฝีปากอิ่มก็ร้อนผะผ่าวขึ้นมา

“ข้าแค่มาตามจับนักโทษ” เบนพูดเสียงเรียบกับลุค ก่อนจะพยักเพยิดให้ทหารคอรัสซังอีกทีมนำพานักโทษของเขาเข้ามา และเขายังคงไม่ยอมหันมาสบตากับเรย์ นั่นมันทำให้เธอรู้สึกแปลกๆ โดยเฉพาะหลังการพบปะกันครั้งสุดท้ายแบบนั้น หญิงสาวเองก็ยังเข้าหน้าเขาไม่ติด เพราะเธอยังไม่ลืมว่าเธอ ‘หนี’ เขามาจากทาโคดานา หลังจากถูกเขา ‘กิน’ จนหนำใจ

‘เขาโกรธ’ แน่ล่ะสิ เขาต้องโกรธ เรย์คิดย้ำกับตัวเอง เมื่อรับรู้ได้ถึงอาการ และรังสีบางอย่างที่แผ่พุ่งออกมาจากอารมณ์ขุ่นๆของเขา เธอรับรู้ได้อย่างชัดเจน ราวกับมันเป็นอารมณ์ของเธอเองเลยทีเดียว

“ฟินน์!!” เรย์ร้องเรียกด้วยความตกใจเมื่อหันไปเห็นว่าเพื่อนของเธอคือนักโทษที่ว่า ฟินน์ถูกควบคุมตัวและถูกบังคับให้นั่งคุกเข่าลง

“ปล่อยองครักษ์ของข้าเดี๋ยวนี้” เรย์ร้องสั่งเสียงแข็งเมื่อรับไม่ได้กับสภาพของเพื่อน เธอตั้งใจหันไปมองเบนตาเขม็ง แต่เขาก็ยังไม่คิดที่จะหันมาหาเธอ

“มาคุส ความผิดของชายผู้นี้คืออะไร” นายพลแห่งคอรัสซังเอ่ยขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้ลูกน้องของเขาได้สาธยายความชั่วช้าของนักโทษคนนี้

“พา ‘คนรัก’ ของผู้อื่นหลบหนี...”

“เมีย” เสียงทุ้มของเบน โซโล ผู้เป็นนายแก้ไขข้อความ ด้วยเสียงที่เน้นย้ำจนเกินพอดี

“ขอรับ อะแฮ่ม พา ‘เมีย’ ของผู้อื่นหลบหนีโดยสามีมิได้ยินยอม และ ใกล้ชิดสนิทสนมกับ ‘คนรัก’ ของ...”

“เมีย” เสียงทุ้มย้ำแก้ ไม่ให้ลูกน้องพลาดอีก

“ขอรับ ใกล้ชิดสนิทสนมกับ ‘เมีย’ ของผู้อื่น ซึ่งเป็นเรื่องผิดทำนองคลองธรรม” 

ถึงตอนนี้ เมื่อเรย์เริ่มตั้งสติได้ เธอเริ่มรู้สึกตงิดในใจ ว่าสิ่งที่ทหารคอรัสซังกำลังพูดอยู่นั้นหมายถึงใคร

‘เมีย’ ‘หลบหนี’ ใบหน้าหวานร้อนเห่อขึ้นมาโดยอัตโนมัติ แก้มใสเปลี่ยนเป็นสีตำลึงสุก นายพลแห่งคอรัสซังคนนี้ กล้าทำตัวน่าตายขนาดนี้เชียวหรือ

“พวกเจ้าพูดอะไรกันข้างงไปหมดแล้ว” ฟินน์ร้องประท้วงขึ้นมา หันซ้ายทีขวาที หาคำตอบ ให้กับข้อกล่าวหาที่บ้าบอสิ้นดี

“ผลั่ก!!” เสียงหมัดอันทรงพลังของ เบน กระทบกับสันกรามของนักโทษเข้าอย่างจัง ทำให้อีกฝ่ายมึนจนไม่สามารถร้องโวยวายออกมาได้อีก เรย์อ้าปากค้าง ไม่คิดว่าจะได้ห็นภาพที่เกิดขึ้น ถ้าสิ่งที่เธอคิดมันเป็นจริง หมายความว่า ฟินน์กำลังซวยเพราะเรื่องยุ่งเหยิงระหว่างเธอกับเบน

“สำหรับการยุ่มย่ามกับ ‘เมีย’ คนอื่น บทลงโทษคือ ผูกไว้ที่เสากลางทะเลทรายเพื่อให้หนอนยักษ์กัดกิน จนตาย นี่คือคำพิพากษาของเจ้า องครักษ์แห่งนาบู” เมื่อสิ้นคำพูดของเบน ทหารที่เหลือก็จับให้ฟินน์ลุกขึ้น ทำท่าจะกุมตัวเขาไป

“หยุดเดี๋ยวนี้ พวกท่านมันบ้าไปแล้ว” เรย์ปรี่เข้าไปขวางไว้ทันที ทุกคนชะงัก

“มีหลักฐานอะไรที่มากล่าวหาเขาแบบนี้” เรย์ถามเสียงแข็ง เบนไม่ตอบ แต่พยักหน้าให้ลูกน้องลากตัวฟินน์ไป

“เบน โซโล!!” เรย์ก้าวเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าคนตัวสูงใหญ่ แล้วเงยหน้าจ้องเขม็งไปที่เขา จนเบนจำเป็นจะต้องก้มลงมาสบตาคู่สวยสีน้ำตาลอ่อนนั่น

แล้วอยู่ๆนายพลหนุ่มก็เดินย่างสามขุมไปทางนักโทษดวงตก

“ปล่อยเขาไป ได้โปรด” เรย์ตกใจรีบก้าวเท้าตามไปยืนขวางต่อหน้าคนตัวสูงใหญ่ ใกล้จนต้องเงยหน้าขึ้นเพื่ออ้อนวอนเขา แต่เบนทำราวกับเธอไร้ตัวตน และยังคงเดินตรงไปยังฟินน์

“เบน ได้โปรด” หญิงสาวใช้สองมือเล็กยันหน้าอกหนาหนั่นของเขาเอาไว้ เพื่อหวังจะหยุดร่างสูง วินาทีที่มืออ่อนนุ่มของเธอสัมผัสเขา ราวกับมีกระแสบางอย่างแล่นผ่านทั้งคู่ ใบหน้าของเรย์ร้อนวาบ พวงแก้มเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ เธอรู้สึกถึงการมีตัวตนของเขา และอยากรู้เช่นกันว่าเขารู้สึกเหมือนเธอไหม

ร่างสูงหยุดชะงักทันทีเมื่อได้รับสัมผัสของหญิงสาว เบนก้มลงมองสบตาเธอ ด้วยแววตาที่ไม่บ่งบอกอารมณ์ความรู้สึก เธอจ้องมองกลับอย่างไม่ลดละ ราวกับมันเป็นการต่อสู้ของคลื่นอารมณ์ที่ปลดปล่อยออกมา ระหว่างเธอและเขา

‘อย่ามัวแต่ห่วงคนอื่นเลย เรายังมีเรื่องต้องสะสางกันอีกมาก’ เสียงทุ้มลึกของเขาดุขึ้นในโสตของเธอ เรย์ตกตะลึงไปชั่วขณะ หน้าชาดิก เพราะครั้งนี้ มันชัดเจนและยืนยันแล้วว่า เขาสามารถพูดคุยกับเธอผ่านความคิดได้จริงๆ

สิ่งที่เธอเคยสงสัย สิ่งที่เขาเคยบ่ายเบี่ยงมาตลอด มันคือความจริง เขาได้ยินความคิดของเธออย่างที่เธอได้ยินความคิดของเขา นี่เขาหลอกปั่นหัวเธออีกแล้ว ให้ตายสิ เธอโมโห แต่ก็ต้องข่มมันเอาไว้ก่อน เพราะนี่อาจจะไม่ใช่เวลาที่ดีสำหรับการสะสางเรื่องระหว่างเธอและเขาจริงๆ

เบนเลื่อนมือใหญ่มารวบสองมือเล็กที่ผลักอกกว้างของเขาเอาไว้ เพียงมือเดียวของเขาก็กุมสองมือของเธอจนมิด เขาดึงมือเธอออกแล้วเบี่ยงตัวเดินต่อไป

“แน่จริงปล่อยข้าแล้วสู้กันตัวต่อตัวดิวะ” ฟินน์ตะโกนท้าทายเมื่อเห็นอีกฝ่ายย่างสามขุมเข้ามา เรย์ได้ยินดังนั้นก็เสียวสันหลังวาบ เพื่อนของเธอยังไม่รู้ตัวว่ากำลังท้าทายกับอะไรเสียแล้ว

“ฟินน์ อย่า!” หญิงสาวห้าม

“ปล่อยข้า ข้อกล่าวหาบ้าบอของพวกเจ้ามันน่าขัน คอรัสซังแม่งมีแต่หมาหมู่ พวกระยำ” ฟินน์สบถ แล้วถ่มน้ำลายใส่พื้น เรย์อยากจะอุดปากพล่อยๆขององครักษ์ชะตาขาดเสียจริงให้ตายเถอะ

“ปล่อยมัน” เบนสั่งด้วยท่าทางนิ่งเฉย แล้วเอาเท้าเตะดาบที่พื้นไปยังฟินน์ ก่อนพยักเพยิดให้นักโทษหยิบดาบขึ้นมา 

ฟินน์รีบคว้าดาบแล้วลุกขึ้นตั้งท่าเล็งดาบไปยังนายพลแห่งคอรัสซังทันที

“ไม่ๆๆๆ อย่าฟินน์ เจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา” เรย์ร้องห้ามด้วยความตกใจ เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ไร้การควบคุม

แต่ฟินน์ไม่หยุด และเรย์กลัวว่าเรื่องร้ายแรงกำลังจะเกิดขึ้น เธอไม่มั่นใจเลยว่าจะสามารถยับยั้งเบน โซโล ได้ เพราะเธอไม่เคยเดาความคิดและการกระทำของเขาได้เลย

‘อย่าฆ่าเขานะ’ เรย์พยายามคุยกับเบนผ่านสัมผัสพลัง แม้เธอไม่เคยลองใช้มันแต่เธอก็มั่นใจว่าเขาได้ยิน จึงอดทนรอ

‘ข้าจะได้อะไรจากการฟังคำขอของเจ้า’ ในที่สุดเขาก็ตอบกลับ

‘ข้อร้องล่ะเบน เขาเป็นเพื่อนคนเดียวของข้า’

‘…’

‘กลับไปกับข้า’ เสียงทุ้มที่เกิดจากการกดข่มอารมณ์ดังขึ้นหลังจากนิ่งไปสักพัก แต่เสียงหวานห้วนตอกกลับมาทันควัน

‘ไม่!’

‘งั้นรอรับศพเพื่อนคนเดียวของเจ้าได้เลย’ สิ้นความคิด เบนยกดาบขึ้นป้องกันการโจมตีของฟินน์ที่ถาโถมเข้ามา แรงของฟินน์ที่กดลงมาด้วยการถือดาบด้วยสองมือ ไม่แม้แต่จะทำให้เบนที่ยกรับดาบด้วยมือเดียวสะทกสะท้าน

องครักษ์แห่งนาบูกัดฟันแน่นเพื่อออกแรงให้มากขึ้น แต่มันเหมือนไม่ส่งผลใดๆทั้งสิ้นต่อนายพลแห่งคอรัสซัง ฟินน์พยายามโจมตีเบนครั้งแล้วครั้งเล่า แต่อีกฝ่ายก็รับมือกับเขาได้อย่างง่ายดายโดยการใช้พลังไม่ถึงเศษเสี้ยว เรย์เฝ้ามองการเล่นสนุกของเบนอย่างกระวนกระวาย ความกังวลส่งออกมาให้เห็นทางสายตาและท่าทางอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อหยอกล้อกับเหยื่อจนเบื่อ เบนจึงจบเกมโดยการใช้คลื่นพลังกระแทกจนร่างหนาของฟินน์กระเด็นลอยคว้างในอากาศ ก่อนจะตกลงกระแทกบนพื้นอย่างจัง ศีรษะของทหารหนุ่มกระแทกกับหินจนเจ้าตัวหมดสติไป

‘ฟินน์!!!!’ เรย์ถลาเข้าไปประคองร่างไร้สติของเพื่อน และภาพนั้นทำให้อีกคนที่เฝ้ามองอยู่ขบกรามแน่น เบนเบือนหน้าไปทางอื่นในทันที ในอกแกร่งราวกับมีพายุหมุนก่อตัวขึ้นมา ถ้าไม่เป็นเพราะเขาอดรนทนรับความโศกเศร้าของเรย์ที่จะเกิดขึ้นหากไอ้ทหารระยำคนนี้ตายไม่ได้ เขาคงไม่ปล่อยคนที่บังอาจได้รับความสนใจจาก ‘เมีย’ ของเขาขนาดนี้ให้มีชีวิตรอดแน่

“พามันไป มาคุส”

“ไม่ ท่านจะพาเขาไปที่ไหน เขายังบาดเจ็บอยู่เลย” เรย์ร้องห้าม ส่งสายตาคาดโทษขึ้นมามองคนใจดำอำมหิต เบนเห็นสายตาที่มองมาแล้วรู้สึกเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นมาขย้ำก้อนเนื้อในอกด้านซ้าย แต่เขายังคงตีหน้าเรียบเฉยได้เก่ง เพราะมันคือความสามารถพิเศษของเขา

‘ข้าเกลียดท่าน เบน โซโล’ เรย์กระแทกความคิดใส่อีกคนด้วยความโมโห ยิ่งเมื่อคิดว่าฟินน์ต้องมามีอันตรายเพราะหล่อน เรย์ก็ยิ่งรู้สึกแย่ คราวนี้เบนขมวดคิ้วเครียด

“เจ้ามากับข้า” เบนตรงเข้ามา ดึงแขนร่างเล็กจนตัวลอย แยกเธอออกจากทหารเลวที่เขาอยากจะฆ่ามันเต็มทีแล้ว หญิงสาวทรงตัวไม่อยู่ ถลาสู่แผงอกกว้างอย่างไม่ตั้งตัว

“ปล่อย” เรย์ออกแรงดันร่างสูงออกไปจากการเกาะกุมเธอ แต่พันธนาการของเขาก็คือคีมเหล็กดีๆนี่เอง

‘อย่าดื้อ’ เบนส่งเสียงคำรามผ่านสัมผัสพลัง ให้ได้ยินกันเพียงสองคน นี่เขานับถือตัวเองมากพออยู่แล้ว ที่ยังอดทน ไม่ลงโทษเธอ จับเธอกดลงกับพื้นหญ้า สอดใส่ แล้วกระแทกเอากับเธอต่อหน้าธารกำนัลมันตรงนี้เดี๋ยวนี้ เธอกระตุ้นประสาทสัมผัสของเขาไปเสียทุกด้าน และความพยศของเจ้าหล่อนแบบนี้มันช่างกระตุ้นกำหนัดของเขาได้เป็นอย่างดี

“นายพลแห่งคอรัสซัง ข้าสั่งให้ท่านปล่อยข้า ท่านไม่มีสิทธ์ปฏิบัติต่อเจ้าหญิงแห่งนาบูเช่นนี้!”

เบนไม่โต้ตอบด้วยคำพูดใดๆ แต่มัวคิดว่าเรียวปากอิ่มที่ตะโกนด่าทอเขาอยู่สามารถทำอะไรต่อมิอะไรกับลำกล้องที่อัดอั้นอยู่ตรงเป้าของเขาได้บ้าง และมันก็ทำให้มังกรทมิฬผงาดขึ้นจนเขาปวดระบมอยากจะให้เธอช่วยปลดปล่อยมันเต็มที หลังจากมันได้ลิ้มลองเลือดพรหมจรรย์ของเธอในครั้งแรกแล้ว มันก็จดจำเธอ และอยากจะเข้าไปสอดซุกอยู่ในโพรงอันฉ่ำหวานของเธอเรื่อยไป แต่เธอสิ กลับหนีเขามา มากับไอ้ระยำหมาตัวนี้! ให้ตายเถอะ เขาโมโห และหึงเธอจะแย่อยู่แล้ว

“ลุค ลุคช่วยข้า!” เมื่อขัดขืนไม่สำเร็จ เธอจึงหันไปขอความช่วยเหลือจากคนที่เฝ้ามองดูสถานการณ์ตรงหน้าอย่างสนอกสนใจอยู่เงียบๆมานาน

“ข้ายังตกปลาไม่เสร็จ ขออภัยเด็กน้อย” ชายชราพูดเสียงเกียจคร้าน พร้อมหันหลังให้กับความบันเทิงตรงหน้า ลุคแอบยิ้มมุมปากกับตัวเองก่อนเดินจากไป

เรย์ได้แต่อ้าปากค้าง ไม่อยากเชื่อกับปฏิกิริยาของอาจารย์ที่เคารพ เขาทิ้งเธอไว้ในมือมัจจุราช แถมเป็นมัจจุราชขี้เอาเปรียบเธอในทุกๆด้านอีกด้วย

“ปล่อยข้านะ เบน!!!” ไม่รอช้าเบนอุ้มร่างเล็กแสนพยศพาดบ่า ก่อนเดินมุ่งหน้าเข้าไปยังบ้านเล็กๆในป่าของเธอพร้อมกับปิดประตูลง แล้วแบบนี้เธอจะรอดเงื้อมมือของอัศวินรัตติการคนนี้ไปได้อย่างไร

…………………………………..........................................

“ท่านคิดจะทำอะไร” เรย์ตื่นตกใจเมื่อเขาวางเธอลงบนเก้าอี้ไม้ แล้วเริ่มมัดเธอไว้ด้วยเชือกติดกับเก้าอี้ โดยขาทั้งสองข้างถูกแยกออกแล้วมัดไว้กับขาเก้าอี้แต่ละข้าง ทำให้ชายกระโปรงเลิกขึ้นมาอย่างหมิ่นเหม่จนเผยต้นขาขาวเนียน

“ไคโล เรน!!!” เธอโมโหเขาแทบบ้า เรียกขานเขาด้วยนามปีศาจ พยายามดิ้นแต่ก็ไม่สามารถหลุดจากพันธนาการได้สำเร็จ

“ปล่อยยยยยย อื้อออออ ปล่อยข้า” เธองอแง บิดเร้ากายหวังว่าเชือกจะหลวมลงบ้าง แต่ก็ไม่ ผิวกายขาวเนียนเริ่มปรากฏรอยแดงช้ำจากการเสียดสีกับเชือกสาก ทำให้เธอเจ็บจนนิ่วหน้า และในที่สุดเธอก็ต้องหยุด เพราะหมดแรงพยศ

“นิ่งได้สักทีนะ” ร่างสูงเอ่ยเย้า แต่เรย์ไม่ตอบ เธอเบือนหน้าหนี ไม่อยากเห็นหน้าเขาอีกต่อไป เธอโกรธจนคิดว่าถ้าหลุดออกไปได้ อยากจะตบคนเลวคนนี้สักสามสี่ฉาด

เบนจับคางหล่อนให้หันมาสบตา แววตาแสนพยศนี่มันถูกใจเขาเสียจริง และเมื่อคิดถึงหลากหลายวิธีที่เขาจะทำให้มันเชื่องลง มันก็ทำให้เขาอารมณ์ดีขึ้นมาก

“ท่านมาทำไมที่นี่” เรย์อยากจะถามอะไรก็ได้ที่กวนอารมณ์ชายตรงหน้า

“มาตาม ‘เมีย’” เรย์ตาโตอ้าปากพะงาบ แทบหาคำพูดไม่เจอ

“ทะ…ท่านกล้าพูดแบบนั้นได้อย่างไร!”

“หมายถึงพูดความจริงน่ะหรือ”

“น่าไม่อาย!”

“เจ้าลืมแล้วหรือว่าข้าคือสามีของเจ้า”

“หยุดพูดล่วงเกินข้าเสียที นายพลแห่งคอรัสซัง” เธอพยายามใช้สรรพนามที่ห่างเหินมากขึ้น เผื่อมันจะช่วยให้เขารุกเธอน้อยลง

“แล้วเจ้าหญิงแห่งนาบูจะปิดปากข้าด้วยอะไรดี” ร่างสูงเจ้าของหุ่นที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม เอนพิงโต๊ะแล้วกอดอกจ้องมองเธอด้วยสายตาพราวระยับ มองราวกับมันสามารถจะปลดเปลื้องอาภรณ์อันเกะกะลูกตาได้ แววตาที่ทำให้เธอรู้สึกเปลือยเปล่า กระดากอาย

“ปล่อยข้าไปเถอะนะ” เธอออดอ้อน ด้วยน้ำเสียงที่อาจจะพอต่อรองกับเขาได้บ้าง

“จะตอบแทนข้าด้วยอะไร”

“ความขอบคุณ”

“หึ ข้าไม่โง่นะสาวน้อย และข้ายังไม่ได้สะสางเรื่องที่เจ้าหนีมา”

“ก็แล้วท่านอยากพาข้าไปคอรัสซังทำไมล่ะ ได้โปรดอย่าพาข้าไปที่นั่นเลย”

“…” เขาเงียบ เธอขอร้องเขา แต่เขากลับเงียบ

“เจ้าเชื่อใจข้าไหม” ในที่สุดหลังสีหน้าหนักใจ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เธอเห็นจากเขา เขาก็ถามคำถามนี้ออกมา เขาเคยถามคำถามนี้กับเธอมาแล้ว เรย์จำได้แม่น

เบนยื่นนิ้วเรียวยาวไปเขี่ยปอยผมสีน้ำตาลของหญิงสาวตรงหน้าไปทัดไว้ที่หู ไม่ให้บดบังความงดงามของเจ้าหล่อน และเพื่อจะได้จ้องเข้าไปในดวงตาอัลมอนด์คู่นั้น เรย์มองกลับเข้าไปในดวงตาดำขลับดั่งต้องมนต์สะกด  จู่ๆเขาก็มีท่าทีอ่อนโยน ทำเอาใบหน้าสวยร้อนผ่าว 

“ท่านอธิบายอะไรๆให้ข้าฟังบ้างไม่ได้หรือ อย่าปล่อยในข้าสับสนอยู่แบบนี้ ท่านจะพาข้าไปแต่งงานกับอนาคิน ข้าจำได้” ในน้ำเสียงตัดพ้อ มีความน้อยใจเจือปนอย่างห้ามไม่ได้ ไม่ว่าใครได้ฟังคงพากันใจอ่อนยวบ

เบนนิ่งไปสักพักหนึ่ง เขายกนิ้วชี้และนิ้วโป้งขึ้นนวดหว่างคิ้วหนักๆ แล้วถอนหายใจ

“เจ้าคิดว่าข้าจะปล่อยให้ผู้หญิงของข้า ภรรยาของข้าเป็นอันตรายหรือ”

“ท่านพูดเล่นแบบนี้อีกแล้วนะ”

“ทำใจเถิดเรย์ เจ้าจะได้ยินข้าย้ำความจริงข้อนี้ไปอีกนาน ข้าคือสามีของเจ้า คนแรกและคนเดียวของเจ้าในทุกๆความหมาย”

“แค่ข้ายอมนอนกับท่าน ไม่ได้แปลว่าข้าเป็นผู้หญิงของท่านเสียหน่อย” เรย์หลบสายตาด้วยความกระดากอาย เธอกล้าพูดเรื่องนี้กับเขาได้อย่างไรก็ยังไม่อยากเชื่อตัวเอง  แต่เธอก็ไม่อาจปฏิเสธความจริงที่ว่าเขาคือคนแรกที่ช่วงชิงพรหมจรรย์ของเธอไป โลหิตที่ไหลเปรอะเปื้อนตามหว่างขาขาวเนียนในคืนวันนั้นคือหลักฐานชั้นดี

เขายิ้มมุมปากก่อนจะยื่นหน้าเข้ามากระซิบที่ข้างหูเธอจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆของเขา

“งั้นข้าจะนอนกับเจ้าซ้ำๆ รักเจ้าซ้ำๆ จนเจ้าเข้าใจเสียทีว่า เจ้าเป็นผู้หญิงของข้าจริงๆ” หญิงสาวแก้มแดงเป็นลูกตำลึง เลือดฝาดสูบฉีดบนใบหน้าที่ร้อนเห่อ เมื่อได้ยินเขาพูดขู่

“คนหน้าด้าน”

คนถูกด่าไม่สะทกสะท้าน แต่กลับยิ้มชอบใจ และเขาก็เริ่มทำตามสิ่งที่พูด เบนเลื่อนริมฝีปากปัดผ่านพวงแก้มนุ่มมาสัมผัสกับริมฝีปากของเรย์อย่างแผ่วเบา แล้วครอบครองมันอย่างโหยหา เขาห่างหายจากรสชาดของเธอไปนานเหลือเกิน สัตว์ป่าในตัวเขากำลังร่ำร้อง แต่เขาจะอ่อนโยนกับเธอ เพราะเธอควรค่ากับมัน เธอช่างหวานละมุนและน่ารักไปทุกส่วน ถึงแม้ว่าสัญชาตญาณดิบในตัวกลับอยากจะรีบลงโทษเธอด้วยการทำรักกับเธออย่างรุนแรงก็ตาม

“บะ...เบน ดะ...เดี๋ยว” ไม่สิ้นคำทัดทาน ริมฝีปากก็ถูกเขาฉกฉวยไปอีกแล้ว

“อื้อ” เมื่อจำยอมปล่อยให้เขาทำตามใจสักพัก เธอก็ส่งเสียงประท้วงอีก คราวนี้เขาจึงยินยอมปล่อยริมฝีปากเธออย่างเสียดาย

“ปล่อยข้าก่อนสิ ท่านยังมัดข้าไว้อยู่เลยนะ” หญิงสาวกระเง้ากระงอด กะถือโอกาสนี้หลุดพ้นเป็นอิสระ

แต่ผิดคาด แทนที่จะปล่อยเรย์ไป เขากลับคุกเข่าลงตรงหน้าเธอ แล้วส่งยิ้มร้ายให้จนเธอรู้สึกหวาดหวั่นว่าอันตรายกำลังจะมาเยือน แค่จินตนาการถึงสิ่งที่เขาอาจจะทำ ท้องด้านล่างของเธอก็ปั่นป่วน กลีบกุหลาบเริ่มฉ่ำแฉะไปด้วยน้ำหวานมธุรสเสียแล้ว

เบนจู่โจมเต้าของเธอด้วยลิ้นชื้นผ่านเสื้อตัวบาง ปรนเปรอสลับซ้ายขวาจนเธอเงยคอรับสัมผัสแสนหวาน

“อื้ออออ คนโลภ” เรย์ส่งเสียงครางประท้วง แต่กลับทำให้ความต้องการของชายหนุ่มถูกกระตุ้นมากขึ้น

“ถือว่านี่คือบทลงโทษของเจ้า ที่ขัดคำสั่งข้า และหนีข้า” เขาพูดอย่างเผด็จการ พลางรู้สึกรำคาญสิ่งขวางกั้นตรงหน้า จึงใช้มือฉีกกระชากเสื้อที่ปกปิดส่วนบนของเธอออกอย่างรีบร้อน สองปทุมเด้งโผล่เล็ดออกมาจากสาบเสื้อ อย่างรวดเร็ว ราวกับมันอยากออกมาทักทายสายตาชายหนุ่มเต็มที นายพลหนุ่มรีบตะโบมกินสองเต้าของเธออย่างตะกละตะกราม เสียงโพรงปากดูดดึงสลับไล้เลียสองปทุมเต่งดังแข่งกับเสียงครางหวานของเจ้าหญิงแห่งนาบู

การที่เธอถูกกระตุ้นกำหนัดจากการปรนเปรอของเขาในขณะที่ยังถูกพันธนาการมัดติดกับเก้าอี้ไม้ มันทำให้เธอตื่นเต้นกับประสบการณ์ใหม่จนปลุกสิ่งที่หมุนวนอยู่ในท้องน้อย ความเป็นสาวที่ฉ่ำชื้นด้านล่างตอดขมิบด้วยความซ่านเสียว

เธอรู้สึกราวจะขาดใจ ไม่กล้ายอมรับว่ากำลังเสพติดการร่วมรักกับผู้ชายคนนี้ เรย์โกรธตัวเองที่เมื่อครู่ยังโมโหอยากตบเขาเป็นฉาดๆอยู่เลย แต่ตอนนี้เธอกลับกลายเป็นหญิงร่านเพียงเพราะเขาคนเดียวเท่านั้น ช่างน่าอายเสียจริง 

แต่สิ่งหนึ่งที่เธอปฏิเสธไม่ลงคือ เธอคิดถึงเขา และปรารถนาสัมผัสของเขา มากจริงๆ 

“อึก เบน” เสียงหวานครางชื่อเขา เมื่อลิ้นแฉะลากไล้ลงมาถึงหน้าท้องแบนราบ นิ้วสากล้วงผ่านชั้นในตัวจิ๋วแล้วหมุนคลึงอยู่บนปุ่มเกสรไวสัมผัสกลางกุหลาบแรกแย้ม เรย์สะดุ้งตัวแอ่นสะโพกรับ เงยคอกรีดร้องเสียงหวาน ชายหนุ่มเงยหน้ามองปฏิกิริยาตรงหน้าด้วยความพึงพอใจ

แม่สาวน้อยของเขาช่างฉ่ำชื้นและพรักพร้อมสำหรับการสอดใส่ของเขาเสียจริง เจ้ามังกรผงาดอยากจะออกมาตามหากลิ่นน้ำหวานจนเขาปวดระบมไปหมด เขาอดทนบำรุงบำเรอจนส่งเธอขึ้นไปแตะดวงดาวถึงสองครั้ง ร่างอ้อนแอ้นเกร็งกระตุก หอบหายใจอย่างสุขสม จนเขาอยากให้เธอมากกว่านี้

ในที่สุดเบนก็แก้มัด แล้วอุ้มร่างที่เหลวปานขี้ผึ้งลนไฟไว้ในอ้อมกอด เรย์ปล่อยตัวปล่อยใจให้เบนควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เธอไว้ใจเขา เบนค่อยๆวางเธอไว้บนโต๊ะไม้ตัวใหญ่ ก่อนจะแยกขาเรียวออกเผยให้เห็นภาพอันเย้ายวนตรงหน้า กลีบกุหลาบสีชมพูชะโลมไปด้วยน้ำหวานล่อให้เหยื่อมาตอดกิน เบนเข้าฉกฉวยโอกาสทันที ฝังหน้าลงกับหว่างขาดื่มกินสิ่งที่หลั่งไหลมาเพื่อเขา เรย์แอ่นร่อนสะโพกด้วยความวาบหวามที่เขามอบให้ สองมือจิกทึ้งกลุ่มผมสีดำขลับของเบน แล้วร้องเรียกเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“เจ้าช่างหวานล้ำและตอดรัด” เขาชื่นชมหญิงสาว และมันทำให้เธอขวยอาย ทำท่าจะหุบขาลง แต่เขาห้ามไว้และจับมันแยกออกเพื่อเขาอีกครั้ง

“อย่าปิดกั้นข้า รับข้าไว้ทั้งหมด ที่รัก” พูดจบเขาก็จ่อความเป็นชายไว้ที่ปากทางรัก จับมันถูขึ้นลงกับส่วนอ่อนโยนของเธอเพื่อสร้างความคุ้นเคย และเมื่อเห็นว่าเธอพร้อม เขาก็บุกเข้าไปทันทีจนมิด

เรย์แอ่นอกกรีดร้องรับความใหญ่โตที่เขายัดเยียด เบนขยับโยกเข้าออกด้วยความกระสัน ก่อนจะเพิ่มความเร็วและรุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เสียงโนมเนื้อกระแทกกันเป็นจังหวะที่กระชั้นพัดโหมเพลิงสวาทให้ลุกโชน เสียงขาโต๊ะโยกกระทบพื้นดังระงมกระท่อมหลังเล็ก ร่างเปลือยของหญิงสาวบิดเร่าอยู่บนโต๊ะไม้ ผมยาวสยายพาดผ่านปทุมถันสีชมพูระเรื่อช่างเป็นภาพที่แสนงดงาม เบนก้มลงจุมพิตริมฝีปากของเด็กว่านอนสอนง่าย ก่อนจะเลื่อนโพรงปากอุ่นมาครอบครองเต้าสาวอีกครั้ง

“เมียรักของข้า” เบนครางเมื่อความเป็นสาวตอดรัดแก่นกายของเขาอย่างกระตือรือร้น ช่องทางของเธอยังคงคับแน่นไม่ต่างจากการร่วมรักครั้งแรก มังกรยักษ์หึกเหิมฝ่าทะลวงอย่างขยันขันแข็ง เรย์จิกท่อนแขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามและเม็ดเหงื่อที่เกาะพราวของเบนเพื่อระบายความเสียวซ่าน ทิ้งรอยแผลไว้เป็นเลือดซิบ

เบนอุ้มร่างอ้อนแอ้นบอบบางผิดสัดส่วนกับหน้าอกหน้าใจที่ใหญ่โตของเรย์ขึ้น หญิงสาวโผเข้ากอดคอเขาไว้เพื่อยึดตรึง แล้วขยับสะโพกรับกับการกระแทกของเขาอย่างรู้จังหวะ

ลูกศิษย์ของเขาช่างน่ารักและร่ำเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว จนอาจารย์อย่างเขาลำพอง เขาพาเธอไปร่วมรักจนทั่วบริเวณจนกว่าจะพอใจ เรย์กรีดร้องเป็นชื่อของเขาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ในที่สุดเขาและเธอก็ปลดปล่อยออกมาพร้อมๆกัน สายธารอุ่นชโลมเต็มโพรงสวาทของเจ้าหญิงแห่งนาบูด้วยเมล็ดพันธุ์ที่อัศวินรัตติกาลฝากฝังไว้

หญิงสาวซบอยู่บนบ่าหนาหนั่นของเบนอย่างหมดแรง พลางรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย เบนก้มลงสูดกลิ่นหอมจากกลุ่มผมนุ่มด้วยความรักอย่างที่สุด

“อย่าพาข้าไปคอรัสซังนะ ข้ากลัว” คำพร่ำละเมอสุดท้ายหลุดจากริมฝีปากชมพูนุ่มก่อนที่เจ้าตัวจะสลบไสลไปด้วยความอ่อนเพลีย เบนมองสาวเจ้าอย่างรักใคร แล้วพาเธอเข้าไปยังห้องนอน ค่อยๆวางเธอลงบนเตียงนุ่มอย่างทะนุถนอม พร้อมกับทิ้งตัวลงกกกอดให้ความอบอุ่นแก่ผู้หญิงของเขา จนกว่าเธอจะตื่นจากนิทรา
 


 ………………………………………………….To Be Continued…………………………………………………..

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

65 ความคิดเห็น

  1. #62 Bloody fo Princess (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 / 23:27

    กรี๊ดดดด แม่เจ้าาา แม่ แม่ เขา เขา กรี๊ดดดดดด

    ตายสงบศพสีชมพู

    #62
    0