[Star Wars::AU::Reylo] Love Illusion

ตอนที่ 11 : 2 Become 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 148
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    21 ม.ค. 64

Floating Garden of Takodana

 

บนบัลลังก์สิงห์แห่งคอรัสซัง กษัตริย์อนาคินกำลังนั่งตระหง่านครอบครองพื้นที่ภายใต้สัญลักษณ์แห่งราชสีห์ด้วยท่วงท่าสง่างามองอาจ แผ่รัศมีแห่งพลังอำนาจแห่งราชวงศ์สกายวอล์คเกอร์อันเก่าแก่ ข้าราชบริพารและเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่รวมถึงผู้นำกองทัพระดับสูงทั้งหลายเข้าเฝ้ารายล้อมในห้องโถงของพระราชวังแห่งนครคอรัสซัง

            บรรยากาศการออกว่าราชการของราชาอนาคินวันนี้เต็มไปด้วยบรรยากาศอันคุกรุ่น เพราะนอกจากปัญหาภายในมากมายของเมืองใหญ่แห่งทวีปกลางที่มีมาให้จัดการไม่หยุดหย่อนแล้ว อนาคินยังมีการใหญ่ที่จำเป็นต้องหารือกับบรรดาข้าราชการชั้นสูงโดยเฉพาะเหล่าแม่ทัพ และการนั้นก็คงหนีไม่พ้นเรื่องสงครามระหว่างเมืองที่กำลังรอวันปะทุ 

            “ข้าได้ยินว่าทาทูอินกำลังสะสมอาวุธ และยังมีคลังแสงที่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ แต่นั่นก็ยังไม่เท่าการที่พวกมันกำลังจะร่วมมือกับนาบู” นายพลนายหนึ่งรายงาน

            “มีเรื่องอะไรใหม่ที่น่าตื่นเต้นกว่านี้มั้ย” อนาคินทำหน้าเบื่อหน่าย เอนหลังพิงพนักบัลลังก์

            “ข้าคิดว่าท่านไม่ควรประมาทโพ ดาเมรอน เจ้าชายทาทูอินคนนี้ฉลาดเป็นกรด แถมยังมีความรู้เรื่องจักรกลเป็นเลิศ ข้าคิดว่าเราควรหาทางเป็นพันธมิตรกับทาทูอิน”

            “หรือไม่ก็ทำให้ทาทูอินเป็นกรรมสิทธิ์ของเรา” อนาคินยิ้มร้ายที่มุมปาก พูดสรุปแทรกขึ้นมาโดยไม่ต้องการความเห็นคัดค้าน ซึ่งทุกคนต่างก็รู้นิสัยนี้ของกษัตริย์พวกเขาเป็นอย่างดี

            “แต่ถ้าจะทำ ข้าคิดว่าเราต้องรีบตัดไฟแต่ต้นลม ก่อนที่พวกมันจะไหวตัวทันและมีแสนยานุภาพไปมากกว่านี้” 

            “ฟาเนียล ข้ารู้ว่าเจ้าขี้ขลาด แต่ก็ไม่คิดว่าจะขี้ขลาดขนาดนี้ กลัวมันมากหรือไง” กษัตริย์หนุ่มโน้มตัวมาข้างหน้ามองจ้องลูกน้องที่บัดนี้รีบก้มหน้าคุกเข่าลงคำนับ

            “ขอประทานอภัยฝ่าบาท ข้าเพียงแต่รายงานและออกความเห็นตามที่สายของข้าสืบมา ไม่ได้ตั้งใจทำให้พระองค์ขุ่นเคือง โปรดยกโทษให้ข้าด้วย” 

            “จะให้ข้ายกโทษ มีอะไรดีๆมาแลกเปลี่ยน” สายตาแห่งเพชฌฆาตทำให้คู่สนทนาไม่กล้าเงยขึ้นสบมอง 

            “สายของข้าได้อาวุธแปลกที่อานุภาพน่าทึ่งมาเป็นตัวอย่างให้พระองค์”

            “ไหนว่า แจ๊บบ้ามันตายอนาถแล้วยังไง” ฮักซ์โพล่งออกมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น และยิ่งไปกว่านั้นคือเพื่อต้องการลดความน่าเชื่อถือของอีกฝ่าย

            “จริงอยู่ แจ๊บบ้าถูกสังหารด้วยดาบของอัศวินรัตติกาล ไคโล เรน แต่ระยะสามสี่เดือนมานี้ ไคโล เรนหายไปอย่างไร้ร่องรอย รวมไปถึงอัศวินรัตติกาลทั้งหกคน พวกลักลอบขนอาวุธจากทาทูอินเลยทางสะดวก มีรายใหม่เกิดขึ้นไม่น้อย” 

            “ไคโล เรน...” อนาคินพึมพำชื่อนี้ในลำคอ มือสากลูบที่คางอย่างใช้ความคิด ได้ยินชื่อนี้ที่ไรเขาพาลคลื่นไส้ขึ้นมาทุกที 

            “พวกศาลเตี้ยของทาทูอิน มันจะแน่สักแค่ไหน” ฮักซ์สบถ แต่ถูกคัดค้านจากอีกฝ่าย

            “เรายังไม่รู้จุดประสงค์ของอัศวินรัตติกาล พวกมันเป็นใคร เป็นกองกำลังของใคร จุดประสงค์เพื่ออะไร ยังไม่มีใครรู้ อาวุธที่พวกมันดักเอาไป อาจจะถูกขายให้กับใครก็ได้ นอกจากคืนให้ทาทูอิน บางทีพวกมันอาจถูกส่งมาจากทวีปอื่นก็เป็นได้ หรือที่สุดแล้วอาจจะเป็นคนของนาบู” เสนาบดีอาวุโสออกความเห็น ผมสีดอกเลาและน้ำเสียงเครือบ่งบอกได้ถึงความแก่ประสบการณ์

            “ไม่เห็นยาก แค่เอาหัว ไคโล เรนมาให้ข้า” อนาคินยิ้มเย็น ก่อนที่ทุกคนจะตอบรับราชโองการของเขา เขาเองก็อดสงสัยไม่ได้เหมือนกันว่า ไอ้ระยำตำบอนที่กล้าท้าทายอำนาจของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่ามันเป็นใครกันแน่

............................................................................................................

เงาของเปลวไฟในตะเกียงน้ำมันเต้นระริกบนม่านระย้าสีขาวนวล ส่องสว่างต้องผิวหน้าผุดผาดและแก้มสีลูกตำลึงสุกของเจ้าหญิงแห่งนาบู เรย์ เคโนบี นั่งเผชิญหน้ากับตนเองในกระจกสะท้อนบานใหญ่บนโต๊ะเครื่องแป้ง หล่อนจ้องลึกลงไปในดวงตารูปอัลมอนด์สีน้ำตาลอ่อนของตนที่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ แต่ก็ไม่อาจซ่อนความอ่อนหวานที่ทำให้ดวงตาคู่นี้น่าหลงใหลไว้ได้

 

“ข้าจะไม่ไปคอรัสซังกับท่าน” เรย์พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น สายตาแน่วแน่ไม่มีแม้แต่ร่องรอยของความลังเลใจ นั่นก็เพราะเธอย้ำกับตัวเองมาเป็นรอบที่ร้อยเห็นจะได้ 

 

“ข้าจะไม่ไปคอรัสซังกับท่าน” เธอย้ำอีกครั้งเพื่อตอกตะปูความคิดของเธอให้แน่นหนาขึ้นไปอีก

 

เจ้าหญิงแห่งนาบูได้ทำความเข้าใจกับตนเองแล้วว่า หน้าที่ของเธอสำคัญกว่าสิ่งใด เรย์ปฏิญาณกับตนเองแล้วว่า เธอจะไม่ทิ้งชาวนาบูอย่างเด็ดขาด เธอจะต้องได้ยินคำอธิบายทุกเรื่องจากปากของท่านพ่อด้วยหูของตนเอง แต่…

 

“ข้าไปกับท่าน ก็ได้…” เรย์พึมพำเสียงอ่อย หลบสายตาตัวเองในกระจก แล้วถอนหายใจยาว ในที่สุดแล้ว เรย์ก็ยังคงตัดเชือกที่มองใม่เห็นที่ยึดโยงเขาและเธอไว้ ไม่ขาด…

 

“ก๊อกๆๆ” เสียงเคาะประตูทำให้คนที่กำลังตกอยู่ในภวังค์สะดุ้ง เรย์หันไปมองที่ประตูไม้บานใหญ่โดยอัตโนมัติ และสงสัยว่าใครกันที่มาหาเธอในยามวิกาลขนาดนี้

 

“เรย์ มาซเชิญเจ้าไปพบ ที่คลังศาสตราวุธ”​ เสียงใสของเคย์เดลดังผ่านประตูเข้ามาทำให้เรย์ถอนหายใจ วันนี้เธอเหนื่อยช้าเกินกว่าจะคิดออกว่ามาซต้องการอะไรจากเธอ  จึงยอมทำตามอย่างว่าง่าย

 

“ตกลง รอข้าสักครู่” หญิงสาวเดินไปหยิบผ้าคลุมเพื่อบดบังร่างสะโอดสะองในชุดนอนผ้าฝ้ายสีขาวบางเบาที่ขับความเย้ายวนอันบริสุทธิ์ของร่างกายสาวเป็นอย่างดี ใส่รองเท้าแตะอ่อนนุ่มพอดีเท้า แล้วเปิดประตูไปพบกับนักเวทย์สาวที่ยืนรอเธออยู่ด้านหน้าประตู เพื่อที่ทั้งสองจะได้เดินไปพบกับจอมเวทย์ผู้เป็นใหญ่ในทาโคดานา

............................................................................................................

 เมื่อไปถึงคลังศาสตราวุธ เธอได้เดินผ่านบานประตูไม้ตีโครงด้วยเหล็กกล้าขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นทางเข้าสู่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เก็บอาวุธสำหรับจอมเวทย์ เหล่าอาวุธชนิดต่างๆมากมายถูกวางเรียงรายกันอยู่บนผนังหิน และตู้ไม้ สุดลูกหูลูกตา เคย์เดลนำเธอมาจนถึงสุดทาง ที่ซึ่งมีแท่นหินแกะสลักอักขระโบราณวางเรียงเป็นครึ่งวงกลมใหญ่ บนแท่นต่างมีอาวุธทั้งแปลกตาทั้งคุ้นเคยวางอยู่ 

 

เมื่อเรย์มาถึง มาซ ยืนหันหลังให้หล่อนต่อหน้าแท่นหินแท่นหนึ่ง หญิงชรากำลังถือด้ามอาวุธชนิดหนึ่งก่อนใช้มือลูบมันอย่างทะนุถนอมราวกับเป็นลูกรักของนางก็ไม่ปาน

 

“ด้ามดาบนี้ เคยเป็นของเด็กน้อยที่น่ารักและอ่อนหวานที่สุดคนหนึ่งของข้า แต่กระนั้น นางก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญบ้าระห่ำ ไม่ต่างจากลูกชายของนาง” มาซค่อยๆหันมา แล้วยื่นด้ามอาวุธสีเงินมาให้เจ้าหญิงแห่งนาบู

 

“รับไปสิ เรย์ เคโนบี ถึงเวลาแล้วที่มันจะมีเจ้าของใหม่เสียที” เรย์หลุบตาลงมองของมีค่าในมือหันเหี่ยวย่นที่หยิบยื่นมา หญิงสาวเหลือบตาขึ้นมองหน้ามาซแล้วก้มลงมองด้ามดาบสีเงินในมือจอมเวทย์อีกครั้ง 

 

มือเรียวเล็กค่อยๆยืนออกไปก่อนที่จะรับด้ามอาวุธอันศักดิ์สิทธิ์มาไว้ในมือ วินาทีที่เธอสัมผัสกับมัน ความรู้สึกอุ่นวาบบังเกิดขึ้นกลางอก สาบานได้ว่าเธอเห็นลำแสงสีส้มทองบังเกิดขึ้นเพียงแวบเดียวแล้วสลายไป ก่อนที่เสียงเพรียกกระซิบอันบางเบาจะดังขึ้นในโสตของเธอ

 

‘เรย์ หนูน้อย ขอบใจนะ’ เธอไม่แน่ใจว่ามันเป็นเสียงของใคร หรืออะไร ชายหรือหญิง แต่มันเป็นเสียงที่ให้ความรู้สึกอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก 

 

หญิงสาวพลิกมือไปมาเพื่อสำรวจอาวุธในมืออย่างละเอียดลออ รอยยิ้มน้อยๆปรากฏขึ้นบนใบหน้า 

 

“ขอบคุณท่านมากนะ มาซ ข้าจะดูแลรักษา และใช้มันให้ดี” 

 

“อืม...เพราะฉะนั้น ข้าคิดว่า เจ้าสามารถคืนด้ามดาบเล่มเดิมที่ใช้อยู่ให้กับเจ้าของเขาได้อย่างสบายใจแล้ว เจ้านั่นจะได้ไม่มีข้ออ้างให้เจ้าเก็บรักษามันไว้อีก และจะได้เอาดาบที่ยืมไปแทนอันที่ให้เจ้ามาคืนให้ข้าเสียที” มาซพูดเป็นนัย แต่เรย์ก็เข้าใจจุดประสงค์ของหญิงชราได้เป็นอย่างดี 

 

ดาบเรืองแสงเล่มนั้น เป็นอีกหนึ่งสิ่งเล็กๆในอีกหลายสิ่งที่ยังยืดโยงเธอและเบน โซโลไว้ ถ้าจะตัดเขาให้ขาด เธอต้องคืนมันให้กับเขา มาซรอบคอบและมองทุกอย่างขาดอย่างที่เธอไม่เคยคิดมาก่อน

 

“ข้าคิดว่าบัดนี้เจ้าคงตัดสินใจได้แล้ว เจ้าหญิงเรย์ เคโนบี ถ้ามีอะไรให้ข้าช่วย อย่าลังเลที่จะบอกข้าสาวน้อย หญิงแก่คนนี้ยินดีช่วยเสมอ” มาซพูดจบก็ตบไหล่หญิงสาวเบาๆแล้วเดินสวนออกไป

 

เรย์ยืนนิ่ง ครุ่นคิดกับคำพูดของมาซอยู่พักหนึ่ง ก่อนก้มลงมองดาบอีกครั้งแล้วกดปุ่มให้มันทำงาน ลำแสงสีส้มทองปรากฏขึ้นจากด้ามดาบ กลายเป็นดาบเรืองแสงอันที่สามในชีวิตที่เธอเคยเห็น หล่อนใจเต้นแรงโดยไม่รู้ตัว รอยยิ้มกว้างจากความดีใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าโดยไม่อาจปกปิดได้ เธอหายใจแรงด้วยความตื่นเต้น เมื่อลองกวัดแกว่งมันดูก็พบว่ามันเบาและถนัดมือกว่าดาบของไคโล เรน ทำให้เธอเคลื่อนไหวได้รวดเร็วกว่าเดิม หล่อนหลงรักมันทันที เรย์ออกท่าทางอย่างต่อเนื่อง และสนุกสนานไปกับมัน อย่างน้อยสิ่งนี้ก็เป็นหนึ่งในความสุขไม่กี่อย่างในตอนนี้สำหรับชีวิตอันยุ่งเหยิงของเธอ

............................................................................................................

คืนนี้เป็นคืนที่แสงนวลของดวงจันทร์ส่องสว่างที่สุดตั้งแต่เจ้าหญิงแห่งนาบูมาเยือนทาโคดาน่า เรย์ยืนอยู่ริมระเบียง มือนุ่มเกาะรั้วกั้นระเบียงที่ทำด้วยหินอ่อน ปลายนิ้วเรียวจึงสัมผัสได้ถึงความเย็นของหินสีขาวลวดลายงดงาม แต่เธอไม่ได้ใส่ใจมัน เพราะภายในจิตใจเธอร้อนรุ่มยิ่งกว่าเปลวเพลิงในเตาผิงที่กำลังลุกโชนอยู่เบื้องหลังภายในห้องนอนอันแสนอบอุ่น

 

หลังจากได้พูดคุยกับมาซและได้ดาบใหม่ เรย์เอาแต่ว้าวุ่นอยู่กับชุดความคิดที่ยุ่งเหยิงในสมอง เธอจ้องมองดูดาวสีกลมนวลดวงโตสุกสว่างที่ประดับแผ่นฟ้าอันดำมืด หวังว่าจะให้มันปลอบใจ และเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา เธอได้ตัดสินใจบางอย่างที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตอีกครั้ง หลังจากคิดวนเวียนหาทางออกที่ไม่ว่าทางไหนก็ดูจะไม่เข้าท่าทั้งนั้น เธอก็ได้ข้อสรุปเสียที

 

‘ลาก่อน เบน โซโล’

 

เรย์เกร็งมือและกัดริมฝีปากโดยไม่รู้ตัวเมื่อคำพูดนั้นผุดขึ้นมาในหัว หญิงสาวรู้สึกโหวงเหวงข้างในอก ความทรงจำของเขาและเธอตลอดระยะเวลาเกือบครึ่งปีที่ผ่านมา กำลังกลับมาเล่นงานเธอ วันเวลาเหล่านั้น มันไม่สามารถเป็นเพียงสายลมอุ่นที่พัดมาแล้วผ่านไป แต่สายลมนี้มันกลับหมุนวนอยู่ในหน้าอกด้านซ้ายของเธอที่กำลังปวดหนึบ เหมือนเป็นมือที่มองไม่เห็นกำลังบีบเค้นหัวใจจนมันไม่อยากจะเต้นเป็นจังหวะอีกต่อไป ขจัดอย่างไรก็ไม่จางหาย และทำร้ายเธออย่างแสนสาหัส

 

ความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นจากความหวาดกลัว และเกลียดชัง มันควรจะเป็นเช่นนั้นจวบจนจุดจบ แต่ความโกลาหลที่เกิดขึ้นทำให้เธอเดินออกมานอกลู่ทางที่ควรจะเป็น เธอกำลังหลงทาง และเรย์ตัดสินใจแล้วว่าเธอจะไม่เดินหลงอีกต่อไป เธอจะกลับเข้าสู่เส้นทางที่ควรจะเป็น เพราะไม่ว่าจะคิดอย่างไร เธอและเขาก็คือศัตรู

 

เบนหายหน้าไปหลายวันแล้ว เป็นเวลาเกือบสองอาทิตย์ เธอคุ้นชินกับการนึกจะมาก็มานึกจะหายก็หายของเขาเสียแล้ว แต่เวลานี้ก็นับเป็นข้อดี เพราะการที่ไม่มีเขาวนเวียนอยู่ทำให้เธอตัดสินใจและหาโอกาสจากไปได้ง่ายขึ้น

 

เมื่อตัดสินใจได้ หญิงสาวถอนหายใจยาวเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนเดินหันหลังให้กับความหนาวเย็นยามค่ำกลับเข้าห้องนอน เธอตรงไปหยิบของสำคัญบางอย่าง แล้วก้มลงมองมันอย่างทอดอาลัย ไม่นานนักเธอก็เปิดประตูห้องนอนมุ่งสู่ทางเดินภายนอกที่เงียบสงัด

 

เรย์เดินไปตามทางเรื่อยๆจนมาหยุดลงตรงหน้าห้องของเบน คนร้ายกาจ คนที่ทำให้ชีวิตเธอชุลมุนวุ่นวายมาตลอดหลายเดือน เมื่อมั่นใจว่าเขายังไม่กลับมา จึงค่อยๆผลักประตูเข้าไปด้วยความรู้สึกหนักอึ้งภายในจิตใจ 

 

ภายในห้องถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบ ข้าวของต่างๆอยู่ในสภาพที่ไม่ได้ถูกหยิบใช้หรือเคลื่อนย้ายมาหลายวัน หญิงสาวค่อยๆก้าวเข้าไปแล้วหยุดอยู่หน้าโต๊ะตัวหนึ่ง เธอจำได้ว่าบนนั้นเคยมีหน้ากากเหล็กสีดำคาดเงินวางอยู่ แต่บัดนี้มันหายไป 

 

เรย์วางด้ามดาบสีดำทะมึนลงบนโต๊ะอย่างเบามือ มันคือสิ่งสำคัญที่เธอหยิบติดมือมาเมื่อครู่ เธอมองมันอย่างอาลัยอาวรณ์ และปวดหนึบในใจเมื่อพาลนึกถึงเจ้าของดั้งเดิมของมัน บัดนี้เธอขอคืนมันให้แก่เขา ไคโล เรน

 

เจ้าหญิงแห่งนาบูรู้สึกใจหาย เมื่อได้กลิ่นอายจางๆของผู้เป็นเจ้าของห้อง เธอหันไปมองบนเตียงสี่เสา ที่ๆบางครั้งเธอเคยได้นอนหลับอย่างผ่อนคลายเวลาที่เขาอุ้มพาเธอมาโดยไม่รู้ตัว เรย์จำได้ว่าวันเวลาเหล่านั้นคือวันที่เขาเคี่ยวเข็ญฝึกเธอจนพลังแทบไม่มีเหลือ เขาจะถือวิสาสะพาเธอมา วางเธอไว้บนเตียงอย่างนุ่มนวล ปล่อยให้เธอหลับไม่รู้ตัว และเมื่อตื่นขึ้นก็มักจะมีร่างใหญ่โตของเขานอนแนบซ้อนอยู่ด้านหลัง แขนยาวสอดพาดมากอดเอวบางของเธอเอาไว้ ศีรษะวางเกยจนริมฝีปากหนาคลอเคลียกระหม่อมของเธอ ทำให้เธอรับรู้ถึงลมหายใจอุ่นของเขา เมื่อเธอตื่นรู้ตัวและตะลีตะลานลุกหนีจากสภาพอันน่าขัดเขินนั้น เขาก็จะได้เพียงแต่ยิ้มมุมปาก ด้วยรอยยิ้มของผู้ชนะ ราวกับขำอะไรนักหนากับท่าทางเงอะงะของเธอ ยิ้มที่น่าหมั่นไส้

 

และเธอก็จำได้ วันสุดท้ายที่ได้เจอเขา เมื่อเกือบสองสัปดาห์ที่แล้ว

 

ณ. สวนลอยฟ้าแห่งทาโคดานา

 

“ถ้าอย่างนั้น โอกาสหน้า ข้าคงต้องขอให้ท่านพาข้าไปด้วย” เสียงใสของนักเวทย์สาวพูดอย่างเริงร่า เสียงที่เรย์ไม่คุ้นเคย ปลุกให้เจ้าหญิงนาบูที่ผล็อยหลับไปบนพื้นหญ้าอันแสนนุ่มค่อยๆรู้สึกตัว 

 

“คงไม่ได้” เสียงทุ้มลึกตอบสั้นๆ และเรย์จำได้ดีว่านั่นคือเสียงของใคร เธอจึงแทบไม่กล้าหายใจ เพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายที่ยืนสนทนาอยู่คนละฟากฝั่งของสวนรู้ว่าเธออยู่ที่นี่ เรย์ค่อยๆยันตัวขึ้นอย่างระมัดระวัง แล้วมองลอดแนวไม้หนาทึบในเรือนกระจก ด้วยความอยากรู้ว่าเบน กำลังคุยอยู่กับใคร

 

“ท่านยังคงเป็นเบนคนเดิมจริงๆสินะ มาซพูดไว้ไม่ผิด” เสียงหญิงสาวพูดปนหัวเราะน้อยๆ เบนไม่พูดอะไรต่อ เอามือทั้งสองข้างสอดเข้ากระเป๋ากางแล้วก้มลงมองคู่สนทนานิ่งๆ 

 

“และข้าก็ยังเป็นคนเดิม รู้สึกแบบเดิม” คำพูดและน้ำเสียงที่แฝงนัยยะของหญิงผู้นั้น ทำให้เรย์รู้สึกเหมือนมีบางอย่างแล่นขึ้นมาจุกที่ลำคอ ใบหน้าชาดิก เธออยากจะหายตัวไปจากตรงนี้มากที่สุด และไม่อยากรับรู้อะไรต่อจากนี้

 

“เจ้ามีนัดกับมาซไม่ใช่หรือ” เบนตอบเสียงเรียบ เปลี่ยนหัวข้อสนทนา

 

“โอเค ข้ารู้ว่าหมดเวลาของข้าแล้ว งั้นข้าไปก่อนนะ แล้วเจอกันใหม่ เบน” หญิงสาวเขย่งตัวขึ้นจูบอำลาที่แก้มซ้ายของชายหนุ่มเบาๆ ตบบ่าเขาสองสามทีแล้วเดินจากไปด้วยรอยยิ้ม ทำให้เหลือเพียงนายพลแห่งคอรัสซังยืนอยู่ท่ามกลางค่ำคืนในสวนลอยฟ้าแห่งทาโคดาน่า

 

ทุกอย่างเงียบสงัดลง เว้นแต่เสียงจักจั่นและฝีเท้าของคนตัวใหญ่ที่เดินห่างออกไป หญิงสาวค่อยๆยื่นหน้าออกไปมองประตูทางออกจากสวนลอยฟ้าเรือนกระจกแห่งนี้ และไม่เห็นร่างสูงใหญ่ของเบนอีกแล้ว เธอถอนหายใจโล่งอกในทันที 

 

ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร เธอไม่เคยเห็นนางในทาโคดานามาก่อน และบทสนทนาที่ได้ยิน บ่งบอกถึงความสนิทสนมต่อกันได้เป็นอย่างดี เมื่อนึกถึงข้อเท็จจริงนี้หน้าอกด้านซ้ายของเรย์ก็ปวดหนึบ 

 

เรย์ก้าวออกจากที่ซ่อนหลังเว้นระยะเวลาสักพักให้มั่นใจว่าจะไม่บังเอิญเจอคนที่ไม่อยากเจอตามทางเดินใดๆในปราสาทอีก

 

แต่แล้วก่อนที่จะได้ก้าวเท้าถึงประตูลำแสงสีฟ้าก็ตวัดผ่านหน้าเธอห่างไปเพียงเสี้ยววินาที

 

เรย์กระโดดถอยหนีตามสัญชาตญาณ พร้อมกับดึงดาบเรืองแสงแดงของเธอออกมาจากฝักอย่างรวดเร็ว เพื่อรับการโจมตีจากชายร่างสูงใหญ่น่าตายคนนั้น เบนตรงดิ่งเข้ามาเหวี่ยงดาบใส่เรย์ แต่เธอก็ใช้ดาบรับแรงกระแทกจากเขาไว้ได้ แสงสีฟ้าและแดงสว่างวาบประสานกันอยู่ชั่วระยะหนึ่ง

 

“ให้ตายสิ เบน โซโล!” เรย์ก่นด่าก่อนจะรวบรวมพลังดันกระแทกให้ร่างของเบนถอยออกไป และเป็นจังหวะให้เธอกลับเป็นฝ่ายรุก ระดมฟาดดาบเรืองแสงใส่เขาด้วยความโทสะ เบนค่อยๆถอยตั้งรับการฟาดฟันจากคนตัวเล็กอย่างยินยอม จนเหมือนตั้งใจ ตั้งใจให้หญิงสาวสาดซัดความโกรธลงมาที่เขา และสำหรับชายหนุ่มการรับแรงกระแทกจากโทสะของเรย์เป็นเรื่องง่ายดายเปรียบได้กับถูกลูกแมวสะกิดข่วน ถ้าสังเกตดีๆ ใบหน้าเขากำลังยิ้มน้อยๆอย่างพึงพอใจอีกด้วย ผิดกับอีกคนที่แยกเขี้ยวและฟาดเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย

 

ในที่สุดเรย์ก็หยุดยืนหอบ เบนปิดดาบเรืองแสง เก็บมันเข้าที่ ในขณะที่สายตายังไม่ละไปจากร่างบาง 

 

“หายหงุดหงิดหรือยัง” เบนถามเสียงเรียบ แต่เรย์แอบรู้สึกถึงรอยยิ้มเยาะจางๆที่ซ่อนอยู่ในดวงตาและริมฝีปากหนานั้น และมันช่างน่าโมโหยิ่งนัก

 

“หงุดหงิดอะไร” เรย์เก็บดาบเรืองแสงแล้วใช้หลังมือซับเหงื่อที่เกาะพราวบนหน้าผากโหนกและจมูกโด่งรั้น พวงแก้มของเธอมีสีเลือดฝาดที่ชัดเจนมากขึ้นหลังจากการออกแรง และมันยิ่งทำให้เจ้าหญิงแห่งนาบูน่ารักน่าแกล้งขึ้นไปอีกในสายตาของคนที่จ้องมองอยู่ แต่เขาไม่มีทางแสดงให้เธอรับรู้หรอก

 

หญิงสาวเบือนหน้าไม่มองคู่สนทนา ความเงียบปกคลุมเพียงครู่แล้วเบนก็ทำลายมันอีกครั้ง

 

“นางเป็นเพื่อนข้าสมัยเด็ก” 

 

“พูดถึงใคร? แล้วมาบอกข้าทำไม?” เรย์ถามเสียงแข็ง ยังคงเบี่ยงหน้าหลบไม่สบตาคู่สนทนา ทำให้เบนต้องใช้นิ้วเรียวยาวของเขาเขี่ยปอยผมสีน้ำตาลอ่อนของเรย์ที่ตกลงมาบดบังความงามตรงหน้าไปทัดไว้ที่ใบหู แล้วไล่นิ้วผ่านกรอบหน้าเรียวเล็กมาหยุดที่คางมน กึ่งบังคับนำพาให้หญิงสาวหันมาสบตากับเขาเสียที

 

อ้า...ใบหน้าเง้างอของเจ้าหญิงของเขา ช่างน่าดูชมเสียนี่กระไร โดยเฉพาะเมื่อมันเกิดขึ้นจากความ ‘หึง’ ที่เจ้าหล่อนมีต่อเขา

 

“ข้าไม่ได้หึง!” เรย์โพล่งออกมา โดยอัตโนมัติ เมื่อเธอได้ยินคำๆนั้นก้องในหัว 

 

“ข้ายังไม่ได้พูดอะไรเลย” เบนเลิกคิ้วทำเป็นสงสัยกับคำพูดของเรย์ แต่นัยน์ตากลับปราศจากความสงสัยโดยสิ้นเชิง

 

เรย์ขมวดคิ้ว คิดอย่างตื่นตระหนก เมื่อครู่ เสียงที่ได้ยินให้หัวเมื่อครู่ มันคืออะไร เธอได้ยินคำนั้นจริงๆ เสียงของเขา ‘หึง’

 

“ขะ...ข้าได้ยิน...” หญิงสาวพึมพำ ขมวดคิ้วครุ่นคิดอย่างสับสน 

 

“หูแว่ว” เบนสรุปให้เสร็จสรรพ

 

“ไม่นะ ข้าได้ยินเสียงท่าน ในหัวของข้า จริงๆ” เรย์เผลอทำหน้าเว้าวอนให้คนตรงหน้าเชื่อเธอ และมันก็ดูเย้ายวนจนเกือบจะเป็นฟางเส้นสุดท้ายสำหรับเบนอยู่แล้ว เขากำลังหักห้ามตัวเองอย่างหนักไม่ให้ก้มลงจูบเธอแล้วลากเธอไปทำอะไรต่อมิอะไรเสียตอนนี้

 

“ได้ยินว่าอะไร หึ?” เบนแกล้งถาม ทำเอาเรย์หน้าแดงเป็นลูกตำลึง

 

“กะ...ก็....” หญิงสาวอึกอัก กระดากอายเกินกว่าจะยกบทสนทนาเรื่อง หึง ขึ้นมาอีกครั้ง เพราะถ้าสิ่งที่เธอได้ยินคือการหูแว่วจริงๆ เขาคงหัวเราะเยาะความคิดของเธอ เรื่อง‘เธอหึงเบน โซโล’ 

 

“นางเป็นเพื่อนข้าสมัยเด็ก” เมื่อหญิงสาวอึกอักพูดไม่ออก เบนจึงพูดขึ้นแทน กลับไปยังบทสนทนาที่ยังค้างคาเมื่อครู่ ย้ำให้เรย์ฟังอีกครั้งหนึ่ง

 

“เพื่อนเท่านั้นหรือ แล้วทำไม...” เรย์พึมพำ ก้มหน้าลงมองลวดลายของหินปูพื้น ไม่น่าเชื่อว่านี่เป็นเวลาที่เธออยากจะรู้ขึ้นมาทันทีว่าดวงดาวที่สลักอยู่บนหินแต่ละก้อนมีกี่ดวง

 

“เรย์...” เบนพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับกระซิบ เขาจ้องเข้าไปในดวงตาของเธอที่ถูกเชยคางขึ้นมาให้สบตาเขา หากแต่ไม่คิดจะอธิบายอะไรมากไปกว่านี้ และเหมือนทุกครั้ง เสียงทุ้มนุ่มที่เอ่ยชื่อเธอด้วยน้ำเสียงแบบนี้ ทำให้หัวใจดวงเล็กๆของเธอพองโตและเต้นแรงเสมอ ทั้งๆที่เธอพยายามแล้วแต่ไม่เคยห้ามมันให้อยู่นิ่งได้เลย มันทรยศเธอเสมอ เมื่อเป็นเรื่องของเขา

 

“ขะ...ข้าง่วงแล้ว ขอกลับก่อน เชิญท่านตามสบาย” หญิงสาวขืนใบหน้าออกจากมือสาก หันหลังให้นายพลแห่งคอรัสซังอย่างรวดเร็วแล้วก้าวเดินจากไป เพราะถ้ายังอยู่ในสถานการณ์นี้ต่อไป หล่อนกลัวใจตัวเองเหลือเกิน แต่เสียงของเขาก็หยุดเธอไว้

 

“เจ้าหญิงแห่งนาบู” เมื่อได้ยินเสียงเรียกจากเขาด้วยชื่อเต็มยศ เรย์ก็ชะงักฝีเท้า พร้อมกับรู้สึกถึงไออุ่นจากร่างที่ซ้อนทับอยู่ด้านหลังซึ่งประชิดเข้ามาแล้วสวมกอดร่างแน่งน้อยของเธอ

 

เบนก้มลงจูบกระหม่อมของร่างเล็กตรงหน้าแล้วกระซิบเบาๆให้มีเพียงเธอและเขาที่ได้ยิน

 

“เป็นของข้า เรย์ เคโนบี ความบริสุทธิ์ของเจ้า มอบให้ข้า วันนี้ วินาทีนี้...ได้ไหม” ร่างสูงกระชับกอดให้แน่นขึ้นไปอีก และคำพูดของผู้ชายหน้าหนาคนนี้ ทำเอาหัวใจของเรย์แทบหยุดเต้น โลกทั้งโลกหยุดหมุน นาฬิกาทุกเรือนหยุดเดิน และเธอเกือบหยุดหายใจ หญิงสาวได้แต่ยืนตัวแข็งทื่อ เธอช็อคที่จู่ๆเขาก็เรียกร้องแบบนี้

 

“เป็นของข้า...นะ” พูดจบมือใหญ่ของเขาก็เริ่มทำงาน โดยไม่รอคำตอบสาวเจ้า มือขวาของเขาเข้ากอบกุมทรวงอกอิ่มก่อนจะสอดมือผ่านสาบเสื้อเพื่อให้ได้สัมผัสกับเนื้อเปล่าเปลือยของเรย์ ส่วนมือซ้ายของเขากำลังซุกซนสอดผ่านกระโปรงอันเกะกะของเธอเพื่อมอบสัมผัสอันวาบหวามให้แก่กลีบความอ่อนนุ่มของสาวแรกแย้มด้วยนิ้วมือเรียวที่ขยับอย่างช่ำชอง

 

“บะ เบน ปล่อยก่อน เดี๋ยวกะ...ก่อน” เสียงประท้วงขาดหายเป็นห้วง นั่นก็เพราะเบนช่างรู้วิธีที่จะปลุกอารมณ์ของหญิงสาวตรงหน้าเป็นอย่างดี เรย์เริ่มหอบหายใจ แต่ก็ยังพยายามขืนตัวออกจากการรุกรานที่ทำให้เธอต้านทานแทบไม่อยู่ 

 

“นายพลแห่งคอรัสซัง ด้วยสถานะของเรา เราควรทำแบบนี้หรือ?” ในที่สุดเมื่ออีกฝ่ายยอมหยุด เรย์ก็หันมาเผชิญหน้ากับเขาได้สำเร็จ แต่ก็ยังอยู่อย่างแนบชิด ภายใต้อ้อมกอดของเขา เธอใช้มือสองข้างยันแผงอกหนาหนั่นของเขาเอาไว้เพื่อเว้นระยะ ให้ได้สนทนากับเขาอย่างถนัด และไม่ให้ถูกรุกรานอีกจนกว่าจะคุยกันรู้เรื่อง

 

“แบบนี้ หมายถึงเรื่องที่ข้าขออนุญาตเข้าไปอยู่ในตัวเจ้านะหรือ?” เขาพูดออกมาหน้าด้านๆ แต่อีกคนกำลังเขินจนสองแก้มร้อนเห่อ และเหมือนแก้มจะแตกออกมาอยู่แล้ว เรย์อ้าปากพะงาบแต่ไม่มีคำพูดอะไรหลุดออกมาได้ สมองเธออื้ออึงไปหมด

 

“เบน โซโล ท่านพูดมันออกมาหน้าตาเฉยได้อย่างไรกัน!” ในที่สุดเจ้าหญิงแห่งนาบูก็หาเสียงของเธอเจอ 

 

“เรย์ เจ้ากำลังทำบาป เจ้าทรมานข้ามานานแค่ไหนรู้ตัวหรือไม่” เสียงทุ้มอ่อนลง และมันคือน้ำเสียงแห่งการอ้อนวอน และเรย์ไม่เคย ไม่เคยเลยที่จะได้ยินน้ำเสียงแบบนี้จากชายที่รักษามาดอย่างที่สุดแบบนายพลเบน โซโล

 

“ข้าทำบาป? ตรงไหน?” หญิงสาวขมวดคิ้วถามตาแป๋ว แต่เรย์หารู้ไม่ว่ามันคือลูกตาของกวางน้อยที่ยั่วเย้าให้ราชสีห์อยากขย้ำหล่อนใจจะขาด

 

“ให้ตายเถอะ เรย์” เบนยกมือขึ้นเสยผม ผ่อนลมหายใจ พยายามห้ามตัวเองอย่างที่สุดที่จะไม่จับเธอกดเสียเดี๋ยวนี้

 

‘แม่สาวน้อยไร้เดียงสาของข้า’ 

 

จบประโยค เบนก้มลงครอบครองริมฝีปากนุ่มหยุ่นตรงหน้าทันทีโดยเรย์แทบไม่ทันตั้งตัว เขาขบเม้มอย่างแผ่วเบาเพื่อขออนุญาตจากอีกฝ่ายก่อนจะใช้ลิ้นอุ่นรุกล้ำเข้าไปในโพรงปากเล็กอันแสนหวานเมื่อสาวเจ้าเผยอปากออกเป็นการเชื้อเชิญยินยอม ชายหนุ่มบดเบียดเชยชมความน่ารักที่คุ้นเคยซ้ำแล้วซ้ำเล่า มือเล็กของหญิงสาวที่วางอยู่บนอกหนากำเสื้อของอีกฝ่ายไว้แน่นจนมันยับย่น วงแขนของเบนโอบประคองร่างแน่งน้อยเอาไว้ไม่ให้เธอทรุดลงไปเสียก่อน เพราะสติที่กระเจิดกระเจิงทำเอาเรย์แทบพยุงตัวเองไว้ไม่อยู่

 

และเมื่อชายหนุ่มค่อยๆถอนริมฝีปากออกมา เพื่อสบสายตาเขินอายของอีกคน เขาก็ทวงสิทธ์ของเขาอีกครั้ง

 

“ให้ข้าเข้าไปนะ เจ้าหญิงของข้า เป็นเจ้าเท่านั้น” และเมื่อได้ยินคำเว้าวอนที่เขาพร่ำกระหน่ำใส่เธออีกครั้ง ในที่สุดปราการที่เธอพยายามรักษาไว้จึงพังทลายลงอย่างไม่มีชิ้นดี เบน โซโล ได้ทำลายมันสำเร็จหลังจากเฝ้ากัดกร่อนมันมาโดยตลอด ไม่ว่าเธอจะพยายามก่อมันขึ้นใหม่แค่ไหน เขาก็จะนำเธอไปหนึ่งก้าวเสมอ แล้วในที่สุดคราวนี้ ความพยายามของเขาก็บรรลุผล

 

“แต่...” หญิงสาวลังเล และสับสนเป็นอย่างมาก เธอกำลังต่อสู้ ด้วยความหวังอันน้อยนิดที่จะชนะ

 

“ได้โปรด” เบนก้มลงจนริมฝีปากของทั้งคู่เพียงสัมผัสกันอย่างบางเบาแล้วกล่าวอ้อนวอนในแบบที่ สาวคนไหนปฏิเสธได้คงจะจิตแข็งมากทีเดียว และเรย์ก็ไม่อยู่ในสภาพนั้นแล้ว เธอรู้ตัวดีว่าลึกๆเธอรู้สึกอย่างไรกับชายคนนี้  

 

“อืม” เรย์ตอบด้วยเสียงอันแผ่วเบา พร้อมพยักหน้ายินยอมแล้วเสหลบตาไป เธอไม่อยากจะเชื่อเลยว่าได้พาตัวเองมาถึงจุดนี้ และไม่มีคำว่าหันหลังกลับ 

 

และเมื่อเบนได้เห็นปฏิกิริยานั้น ราชสีห์ในอกของเขาก็กู่ก้องคำราม วันที่เขารอคอยได้มาถึงแล้ว ลูกกวางน้อยของเขา ยินยอมเดินขึ้นแท่นบูชายันต์ด้วยตัวของเธอเอง ผลไม้อันสุดงอม ถึงเวลาที่จะให้เขาได้เก็บเกี่ยวด้วยสิทธิ์ที่เขาพึงมีเสียที 

 

ณ.โดมแก้วในสวนลอยฟ้าแห่งทาโคดานา แสงจันทราสาดส่องลงมาต้องผิวกายของสองร่างที่เกี่ยวกระหวัดกันเป็นหนึ่ง ร่างหนึ่งผุดผาดงดงามไร้ที่ติของหญิงสาวสะพรั่ง อีกร่างหยาบกร้านคมเข้มห่อหุ้มมัดกล้ามทรงพลังของชายหนุ่มรูปงาม เม็ดเหงื่อเกาะพราวพรายเมื่อกิจกรรมอันหนักหน่วงดำเนินไป 

 

“เจ้าช่างงดงาม เด็กน้อยของข้า” เบนกระซิบของใบหูด้วยเสียงทุ้มอันน่าหลงใหล ดวงตาคมไล้โลมไปทั่วร่างอันสะโอดสะองงดงามไร้ที่ติของเจ้าหญิงแห่งนาบู ทรวงอกสวยได้รูปที่เรียกได้ว่าใหญ่โตเกินตัวแบบบางของเจ้าหล่อน เอวที่คอดกิ่ว สะโพกอันผึ่งพาย และกลีบกุหลาบสีชมพูด้านล่างที่หล่อเลี้ยงไปด้วยน้ำหวานอันโอชะ มันกำลังเชื้อเชิญให้หมาป่าโหยอย่างเขาเข้าขย้ำ ครอบครองเป็นเจ้าของในทุกๆตารางนิ้ว รูปร่างของผู้หญิงของเขาช่างสมบูรณ์แบบ และมันทำให้ความเป็นชายของเขาแทบจะระเบิด เพียงแต่เขาต้องอดทนและค่อยๆลิ้มรสเหยื่ออันแสนหวานทีละน้อยๆจนหนำใจ ไม่ให้เสียของ

 

เมื่อยลภาพอันน่ามองจนพอใจ โพรงปากอุ่นก็เข้าครอบครองปทุมถันสีชมพูระเรื่อที่ล่อตาอยู่ตรงหน้าทันที ลิ้นชื้นล้อเล่นกับปลายยอดของมันที่ไวต่อสัมผัสอย่างที่สุด เรย์แอ่นกายขึ้นตอบรับอย่างห้ามไม่ได้

 

“อื้อ...เบน...” มือเล็กของเรย์ปัดป่ายไปทั่วเพราะไม่รู้จะวางมันไว้ตรงไหน เมื่อความซ่านเสียวบังเกิดขึ้นอย่างไม่ได้ตั้งตัว ก่อนที่จะยกนิ้วขึ้นมากัดไว้ระงับเสียงครางอันหน้าอายของตน

 

ไม่นานมือข้างหนึ่งของเบนก็ตะปบคลึงเต้าอีกข้างที่เหลือ สองนิ้วหมุนวนปรนเปรอให้หญิงสาว มืออีกข้างรุกล้ำลงสู่ส่วนที่ไวสัมผัสด้านล่าง แทรกผ่านกลีบดอกไม้อันอ่อนนุ่ม คลึงเคล้าจนทำให้เรย์รู้สึกเหมือนถูกเหวี่ยงหวือขึ้นไปสู่ท้องฟ้าแล้วถูกดึงกระชากกลับลงมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

การโหมโรงของพวกเขาดำเนินไปอย่างวาบหวาม ดุเดือด แต่กลับอ่อนโยน เบนทำให้แน่ใจว่าทุกๆตารางนิ้วบนร่างกายของเรย์ได้รับการสำรวจและปรนเปรอจากเขาโดยไม่น้อยหน้ากัน ร่องรอยจ้ำแดงถูกทิ้งไว้อย่างน่าอาย เพื่อตีตราเธอ เรย์คิดจะร้องห้ามแต่ก็รู้ว่ามันไม่มีประโยชน์กับคนเผด็จการอย่างเบน เมื่อราชสีห์ต้องการประกาศความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ กวางน้อยอย่างเธอก็ทำได้แค่ยอมจำนน

 

“ไคโล ระ...เรน” หญิงสาวครางกระเส่าเมื่อลิ้นของเบนย้ายมาปรนเปรอเธอที่ด้านล่าง สองมือขย้ำกลุ่มผมสีดำสนิทเผื่อระบายความอัดอั้น สะโพกเรียวแอ่นรับทุกการตวัดกิน และเฝ้ามองเขาจ่อมจมอยู่ตรงหว่างขาเรียวอย่างกระดากอาย เบนกำลังเตรียมให้เธอพรักพร้อมอย่างที่สุด ก่อนที่จะต้องรับบางสิ่งบางอย่างที่แสนใหญ่โตของเขาเข้าไป

 

“รับของข้าเข้าไป รับเข้าไปทั้งหมด” เมื่อเห็นว่าหล่อนพร้อม เบนก็ค่อยๆลุกขึ้นและคุกเข่าอยู่ต่อหน้าสองเรียวขาของเธอที่กำลังรอต้อนรับเขา แล้วขยับกายอันสูงใหญ่ของเขาเข้าไปแนบสนิทกับร่างอ้อนแอ้นของเรย์ที่ตั้งรับอยู่อย่างกล้าๆกลัวๆ ก็เพราะมันคือครั้งแรกของเธอ เจ้าหญิงแห่งนาบู กับเขา นายพลแห่งคอรัสซัง

 

ชายหนุ่มค่อยๆจ่อความเป็นชายไว้ที่ปากทาง ก่อนค่อยๆลองแทรกมันเขาไปในช่องทางอันหอมหวาน และเบนก็แทบคุ้มคลั่งเมื่อรู้สึกถึงช่องทางที่คับแคบกำลังตอดรับแกนกายของเขาเข้าไปทีละนิดๆ เรย์น่ารักที่สุดในความคิดของเขาที่หล่อนพยายามที่จะรับความเป็นชายของเขาเข้าไปอย่างสุดความสามารถ แม้เขาจะรู้ว่าเธอเจ็บแสนสาหัส เจ็บแต่หวานล้ำปานน้ำผึ้ง เรย์กัดริมฝีปากอดทน และเธอกำลังตื่นเต้น จิตใจเจิดกระเจิง ไร้การควบคุมอย่างที่สุด 

 

“ไม่ต้องกลัวที่รัก” เบนปลอบประโลม ก่อนก้มลงจุมพิตที่ขมับของเรย์เพื่อปลอบโยน หญิงสาวตอบรับโดยการกอดกระชับแล้วซุกใบหน้าเข้ากับแผงอกเปลือยเปล่าของเขา

 

“เบน ได้โปรด” เรย์ส่งเสียงหวานออดอ้อนเร่งคนที่กำลังจะครอบครองเธอ ซึ่งทำอย่างค่อยๆเป็นค่อยๆไปเพราะกลัวเธอเจ็บ และนั่นมันทำให้เธอจะคลั่งตายอยู่แล้ว เพราะบางสิ่งกำลังเรียกร้อง บางสิ่งบางอย่างที่ยังไม่ได้รับการเติมเต็ม และหล่อนต้องการให้เขาช่วยทำมัน ตอนนี้

 

เบนตอบรับข้อเรียกร้องในทันที ทุกอย่างเป็นไปตามสัญชาตญาณ ทุกอย่างเป็นไปตามหัวใจที่ร่ำร้อง เรย์ทำใจกล้ามองสบตาคนที่กำลังจะครอบครองเธอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และวินาทีแรกที่สิ่งแข็งขึงใหญ่โตของเบนแทรกผ่านกลีบกุหลาบแรกแย้มอันอ่อนบางของเรย์สำเร็จ จนมิดด้าม วินาทีนี้ ณ.ที่แห่งนี้ เธอและเขากลายเป็นของกันและกันอย่างเสร็จสมบูรณ์

 

เมื่อปราการด่านสุดท้ายได้ถูกทำลายจากการสอดใส่อันนุ่มนวลแต่ทรงพลัง หญิงสาวแอ่นกายขึ้นรับความรู้สึกท่วมท้นที่ได้ถูกเติมเต็มทั้งหมดที่ฝ่ายชายมอบให้ในทันที ร่างอ้อนแอ้นขยับเคลื่อนไปตามจังหวะที่ถูกกระแทกกระทั้นด้วยความสุขสม เล็บยาวของเจ้าหญิงแห่งนาบูจิกเนื้อสากบนกล้ามแขนของอัศวินรัตติกาลจนเลือดซิบเพื่อระบายความรู้สึกหวามไหวที่เอ่อล้นจนแทบระเบิดร่างของเธอเป็นเสี่ยงๆ

 

เรย์ครางกระเส่าเป็นชื่อของเขาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เขาขยับโยกขับเคลื่อนเธออย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จนเธอเองก็เริ่มเรียนรู้ในการแอ่นรับกับจังหวะของเขา ในแต่ละท่วงท่า เขาสามารถทำให้เธอลอยหวือขึ้นไปในอากาศแล้วเหวี่ยงกลับลงมา ลอยขึ้นไป แล้วดิ่งลงมา จนเธอแทบเสียสติ เรียกร้องเขามากขึ้นเรื่อยๆ มากกว่านี้ เธออยากรับเขาไว้ อยากถูกเติมเต็มเข้ามา ยิ่งขึ้นไป เขาเป็นเหมือนสิ่งเสพติดที่เธอขาดไม่ได้ และเธอเองก็ทำให้เขาตะกละตะกลามไม่รู้จักพอ 

 

ในที่สุดวินาทีนั้นก็มาถึงเป็นครั้งแรก เรย์รู้สึกราวกับเบนส่งเธอทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้าไปแตะดวงดาวพร่างพราว แล้วมันก็แตกกระจายร่วงลงสู่พื้นดิน ร่างทั้งร่างเกร็งกระตุกและไขว่คว้ากอดคนตรงหน้าเอาไว้จนกว่าจะถึงฝั่ง เบนจูบปลอบเธออีกครั้งเพื่อทำให้เธอสงบ จริงอยู่ที่เขาเคยส่งเธอถึงฝั่งมาแล้วเมื่อครั้งที่อยู่ในบ่อศักดิ์สิทธิ์แห่งทาโคดานา แต่ครั้งนี้มันแตกต่างโดยสิ้นเชิง เธอถูกเติมเต็มอย่างสมบูรณ์จากเขา ไม่เหมือนครั้งก่อนที่เธอยังปฏิเสธการรุกล้ำของเบน ครั้งนี้คือประสบการณ์ร่วมรักครั้งแรกจริงๆที่เธอไม่อาจลืมเลือน โดยเฉพาะกับคนที่เธอเลือกอย่างเต็มใจ

 

แต่เบนนี่สิ เขาละโมบมากกว่าที่เธอคิด กว่าจะรู้ตัวว่าเธอพลาดท่าให้กับคนที่ไม่รู้จักพอ เธอก็เสียเปรียบเขาไปไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่เสียแล้ว เบน โซโลไม่ยอมหยุดง่ายๆ เขาส่งเธอขึ้นฝั่งไปไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ กี่ท่วงท่า ทั่วทุกจุด ทุกบริเวณบนสวนลอยฟ้าแห่งนี้ 

 

และในครั้งที่ห้าของเธอเขาก็ปลดปล่อยใส่เธอจนรับรู้ถึงกระแสน้ำอุ่นอันมากมายที่เอ่อท่วมพื้นที่ในแกนกาย แต่เขาก็ยังไม่ยอมหยุดเพียงเท่านั้น ชายน่าตายคนนี้เอาแรงมหาศาลแบบนี้มาจากไหนกันนะ ในขณะเธออ่อนล้าจนจะยืนไม่อยู่ เขาก็ยังไม่หยุดรบกวนเธอ และปลดปล่อยใส่เธอครั้งแล้วครั้งเล่า กว่าเขาจะยอมเลิกรา ก็เกือบรุ่งสาง เรย์ปวดเมื่อยเนื้อจนแทบจะลุกไม่ไหว เบน โซโล คนนี้ช่างได้คืบเอาศอกเสียจริง 

 

‘คอยดูนะข้าจะเอาคืนให้สาสมทีเดียว ตาบ้า เบน โซโล!’ แต่เมื่อคิดแค้นใจอยู่ได้ไม่นานเรย์ก็สลบไปด้วยความอ่อนแรงอย่างที่สุด และไม่ตื่นอีกเลยจนกว่าจะหัวค่ำ และเมื่อตื่นอีกครั้งก็พบว่าตัวเองอยู่บนเตียงของนายพลแห่งคอรัสซังเสียแล้ว

 

และนั่นก็คือครั้งสุดท้ายที่เธอเจอกับเขา เขาวอแวกับเธอบนเตียงสี่เสาหลังนี้จนผ่านไปอีกหนึ่งวัน ก่อนจะปรนเปรอเธอด้วยอาหารอันโอชะราวกับจะขุนให้เธอเป็นหมูน้อยแล้วเชือดกินเสีย สุดท้ายเขาก็มาล่ำลาเธอ ว่าจะไม่อยู่สักพัก มีเรื่องจะต้องทำ กำชับว่าให้กินให้อิ่มนอนให้หลับ สั่งให้ฝึกวิชาตามตารางอย่างเคร่งครัด และคำสั่งสุดท้ายที่เขาเอ่ยอย่างหนักแน่นก่อนจากไปคือ

 

“รอข้า อย่าหนีไปไหนเด็ดขาด สาวน้อย”

.....................................................To Be Continued.......................................................

เนื่องจากหายไปนานเกือบปี จึงกราบขออภัยทุกท่านที่ติดตาม และบอกเลยว่าที่มีแรงใจกลับมาเขียนอีกครั้งเพราะ นักอ่านท่านหนึ่งตามไปให้กำลังใจถึง IG รู้สึกประทับใจและขอบคุณมากๆที่คุณช่วยปลุกแรงขับเคลื่อนในตัวเราให้กลับมาทำสิ่งที่รักได้สำเร็จอีกครั้ง จะพยายามทำมันต่อไปเพื่อนักอ่านและตัวเราเองด้วยนะคะ เพราะกาวพี่เบนกะน้องเรย์คู่นี้ไม่ไหวจริงๆค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

65 ความคิดเห็น

  1. #60 Mellow D (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2564 / 19:22

    กรี๊ดดดดด คุณไรท์กลับมาแร้วววววว กลับมาอย่างปัง พร้อมกับแฟนเซอร์วิสสสสจัดเต็มให้หายคิดถึงงง ขอบคุณมากๆนะคะที่ยังไม่ทิ้งชาวเรือ คิดถึงคู่นี้มากๆ คิดถึงคู่ค้างคาวน้อยกะไอต้าวไลเคนด้วยค่ะ คุณไรท์อย่าเพิ่งหมดใจกับทั้งสองเรื่องเลยน้าาา เราอยากอ่านต่อมากๆเลยค่า นานแค่ไหนก็จะรอ

    กลับมาตอนนี้ก่อน อิพี่ไม่ถนอมน้องเรย์เลย โถๆๆๆช้ำไปหมด แต่น้องจะตัดใจทิ้งพี่ไปจริงๆหรอคะเนี่ย อิพี่มีแผนอะไรน้า รีบๆบอกน้องสิ เด๋วน้องเข้าใจผิดกันไปใหญ่ แล้วพี้กะน้องจะรอดจากอนาคินได้ยังไงน้า รอติดตามต่อนะคะ

    #60
    1
  2. #59 Bloody fo Princess (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 21 มกราคม 2564 / 00:30

    เขา....เขา....เขา...เขาเลิฟๆกันแล้วแม่.. OMG มันละมุมม

    ทั้งหวาน ทั้งดุ ทั้งละมุม คุณพี่เบน คร้าาาา

    อิจฉาเรย์ ตาร้อนแล้วค่ะ หื่อออ

    ขอบคุณทีกลับมาอัพนิยาย สนุกๆนะคะ เจ้าหญิงปลื้มมาก

    ดีใจมากหื่อออ // กระโดดกอกสักทีได้ไมค่ะนี้ หื้มม

    #59
    0
  3. #58 Cherry Wanlada (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 20 มกราคม 2564 / 19:20
    ไรท์กลับมาล้าวววววว บอกไรท์ตรงๆว่าบางทีมีระแวงว่าไรท์มาต่อแล้วไม่แจ้งเตือน เข้ามาเช็คตลอดๆ เป็นกำลังใจให้นะคะไรท์
    #58
    1
    • #58-1 PoxiiChicky(จากตอนที่ 11)
      20 มกราคม 2564 / 21:19
      ขอบคุณมากๆเลยค่ะ จะพยายามนะคะ^^
      #58-1
  4. #57 `.มังกร. (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 20 มกราคม 2564 / 18:04
    กรี๊ดดดดดดด ไรท์กลับมาแล้วววววว 😭😭😭😭😭😭😭
    #57
    1
    • #57-1 PoxiiChicky(จากตอนที่ 11)
      20 มกราคม 2564 / 18:28
      ฝากเนื้อฝากตัวอีกครั้งค่าาา ขออภัยที่หายไปนาน แหะๆๆๆ ขอบคุณนะคะที่ยังติดตาม
      #57-1