END love "จบรักสถานะเพื่อน"

ตอนที่ 9 : บันทึกของเพื่อน ฉบับ8 “เหตุผลของการจากลา”

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 21
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    6 พ.ค. 63

Pump part

โรงเรียนมัธยมต้น

น่าแปลกใจมากที่วันนี้มีนักเรียนใหม่ย้ายเข้ามาทั้งที่ผ่านเปิดเทอมมาสองอาทิตย์กว่าแล้ว แถมยังเป็นจังหวะที่เพื่อนในห้องคนหนึ่งซึ่งโดนอันธพาลประจำรุ่นอย่างลูกหมีแกล้งจนทนไม่ได้ทำให้ลาออกไป ผมเลยไม่มั่นใจว่าเพื่อนใหม่คนนี้จะเป็นเป้าหมายรายต่อไปของไอ้ลูกหมีไหม

ถ้าพูดถึงไอ้ลูกหมีมันคงเป็นเด็กผู้ชายหน้าตาเกินวัย ม.1 เพราะมันซ้ำชั้นมาสองสามปีแล้วจากผลการเรียนที่ย่ำแย่และการทะเลาะวิวาทนับครั้งไม่ถ้วนจนถูกส่งมาอยู่ห้องท้ายสุดของชั้นแบบนี้ เรียกได้ว่ามันเป็นอันธพาลที่ทุกคนพากันกลัวหมดยกเว้นผม

พี่ชายของผมเป็นเพื่อนกับพี่ชายของลูกหมี พี่ชายของผมเป็นนักเรียนดีเด่นที่อยู่ชั้น ม.5/1 เพราะพวกพี่ ๆ สนิทกันพี่ชายผมเลยช่วยพูดแทนพี่ชายของลูกหมีให้คณะอาจารย์ไม่ไล่ไอ้ลูกหมีออกจากโรงเรียนตั้งแต่ปีก่อน ผมเลยได้รู้จักกับพี่ชายของไอ้ลูกหมีไปด้วย เพราะแบบนั้นเลยทำให้ผมไม่ค่อยกลัวมันแบบคนอื่น

แล้วเหตุการณ์ก็เหมือนที่ผมคาดไว้ไม่มีผิด

เด็กใหม่คนนั้นถูกกลั่นแกล้งตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาเรียน แถมลูกหมียังประกาศดังลั่นว่าถ้าใครเข้ามายุ่งจะตามเล่นงานให้หมด วันนี้เลยไม่มีใครกล้าเขาไปช่วยเหลือหรือเข้าไปทักทายเด็กใหม่เลยสักคน ผมได้แต่แอบมองห่าง ๆ อย่างห่วง ๆ เพราะเด็กคนนั้นเดินกะเผลกขาตั้งแต่หน้าห้องเรียนไปถึงโรงอาหาร แถมนั่งกินข้าวคนเดียวโดยไม่มีใครกล้าเข้ามาทักตลอดเที่ยง เห็นแล้วก็อดสงสารไม่ได้

“ไอ้ปั๊ม มึงจะมองเด็กใหม่นั่นอีกนานไหมวะ”

“สงสารว่ะ โดนแกล้งตั้งแต่วันแรก” บางทีผมก็รู้สึกว่าผมเห็นตัวเองสมัยก่อน

“เล่นไอ้หมีพูดแบบนั้น ใครจะกล้าเข้าไปยุ่ง”

“สงสัยต้องทำอะไรเพื่อช่วยหน่อยแล้วมั้ง” ผมอยากช่วยเขา ผมเคยเป็นแบบนั้นมาก่อน มันไม่สนุกเลยสักนิด

“มึงอย่าทำตัวเป็นคนดีแล้วหาเรื่องใส่ตัวเลยปั๊ม”

“ก็ดีกว่าต้องเห็นเขาโดนแกล้งแบบนั้นทุกวันจนต้องย้ายออกไปแบบเพื่อนคนก่อน”

 

ตอนนี้เป็นเวลาใกล้เลิกเรียน วันนี้เป็นวันที่ครูติดประชุมช่วงเย็นจึงเลิกเรียนเร็วกว่าปกติ ผมยังไม่เห็นว่าเด็กใหม่คนนั้นหายไปไหน เห็นแต่กระเป๋าและเครื่องเขียนที่ยังคงวางที่บนโต๊ะ ‘สงสัยโดนครูเรียกไปคุยเรื่องการบ้านมั้ง’ ว่าจะทำความรู้จักกันก่อนกลับบ้านสักหน่อยแต่ไว้พรุ่งนี้ก็ได้

คิดได้อย่างนั้นผมก็คว้าทุกอย่างบนโต๊ะลงกระเป๋าอย่างรวดเร็วพร้อมตรงดิ่งไปสนามบาสทันที แน่นอนครับเพราะผมเป็นคนชอบเล่นกีฬาและชอบบาสเป็นชีวิตจิตใจ ผมอยากเป็นเหมือนพี่ชายที่นอกจากเป็นนักเรียนดีเด่นแล้วยังเป็นนักกีฬาโรงเรียนอีก เพราะแบบนั้นผมถึงชอบไปเล่นที่สนามทุกวันก่อนกลับบ้าน

ขณะนี้เวลาล่วงเลยมาหลายชั่วโมง ผมวิ่งอยู่กับลูกกลม ๆ สีส้มเข้มในมือไปทั่วทั้งสนามจนเกือบหมดแรง พี่ ๆ เพื่อน ๆ ที่มาร่วมวงเล่นต่างพากันทยอยกลับบ้าน ผมจึงคิดได้ว่าควรกลับบ้านบ้าง เพราะเวลาอีกไม่กี่ชั่วโมงพระอาทิตย์คงลาลับขอบฟ้าเป็นแน่

ผมเดินมาถึงร้านค้าหน้าปากซอยเพื่อซื้อเครื่องดื่มดับกระหาย และต้องพบกับกระเป๋าอันว่างเปล่าที่มีบางสิ่งบางอย่างหายไป ผมที่เร่งรีบคว้าทุกอย่างบนโต๊ะลงกระเป๋าทั้งหมด แต่ดันลืมการบ้านวิชาสำคัญไว้ใต้เก๊ะถึงสองเล่มแถมหนึ่งในนั้นดันเป็นของคุณครูสุดโหดที่ต้องส่งพรุ่งนี้เช้า ถ้าไม่ย้อนกลับไปเอาพรุ่งนี้ผมต้องลำบากแน่ ๆ

เมื่อกลับขึ้นมาถึงห้องเรียนผมกลับรู้สึกว่าตัวเองเดินมาเสียเที่ยว เพราะประตูห้องได้ถูกปิดไปแล้วแถมถูกปิดทับด้วยประตูโครงเหล็กบานใหญ่ คงต้องทำใจมาเร่งทำพรุ่งนี้เช้าแทน แต่ระหว่างที่ผมกำลังก้าวลงบันไดกลับได้ยินเสียงแปลกประหลาดดังขึ้นจากในห้อง

 

ปัง! ปัง! ปัง!

 

“ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยด้วย”

ผมได้ยินเสียงเล็ก ๆ ของใครบางคนเล็ดลอดผ่านช่องประตูออกมา ผมไม่รอช้าที่จะตรงดิ่งเข้าไปยกประตูโครงเหล็กบานใหญ่ออก ร่างเล็กของใครบางคนโผเข้ากอดร่างกายของผมพร้อมกับคราบน้ำตาที่ไหลเป็นสาย เมื่อสังเกตให้แน่ชัดว่าคนในอ้อมแขนที่ผมกำลังปลอบคือเด็กใหม่ชื่อปอที่เพิ่งย้ายเข้ามาเรียนวันแรก พวกนั้นแกล้งเด็กคนนี้ได้เลวร้ายมาก เห็นทีผมคงงอยู่เฉยแบบนี้ไม่ได้แล้ว

“ปั๊ม...เราชื่อปั๊ม”

“ยินดีที่ได้รู้จักนะเพื่อนปั๊ม”

แล้วนั้นคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดของพวกเราทั้งคู่ เราค่อย ๆ สนิทกันมากขึ้นแม้นาน ๆ ทีเราจะทะเลาะกัน แต่เพราะแบบนั้นจึงทำให้เรารักกันมากขึ้น เป็นความรักในฐานะเพื่อนสนิทที่ผมรู้สึกว่ามันเป็นคนสำคัญที่สุดในชีวิต เราไปไหนมาไหนด้วยกัน กินข้าวด้วยกัน ทำการบ้านด้วยกัน ติวด้วยกันและกลับบ้านด้วยกันทุกวัน

 

ความสัมพันธ์ของพวกเราดีขึ้นเรื่อย ๆ ปอเป็นเพื่อนที่นิสัยดีมาก ทั้งยิ้มเก่งและชอบทำให้ผมหัวเราะกับมันอยู่บ่อย ๆ ไม่นานเวลาก็ล่วงเลยมาปีครึ่ง ไอ้ลูกหมีได้หายไปจากชีวิตเราสองคน เพราะพวกเราได้เลื่อนชั้น จาก ม.1/11 กลายเป็น ม.2/1 จากเด็กห้องท้ายกลายเป็นเด็กห้องแรก คำดูถูกต่าง ๆ ที่ปอได้รับในวันแรกได้ถูกทำลายลงเรียบร้อยแล้ว ห้องเรียนนี้ส่วนใหญ่มีแต่เด็กน่ารักเรียบร้อยตั้งใจเรียนผมเลยเบาใจที่หลังจากนี้จะไม่มีใครสามารถทำร้ายปอได้อีก

สัปดาห์หน้าเป็นช่วงที่พวกเราต้องไปค่ายลูกเสือ ซึ่งค่ายลูกเสือสำหรับโรงเรียนนี้เป็นค่ายที่ตลอดสามปีในชั้นม.ต้นจะได้ไปเพียงแค่ครั้งเดียวก่อนขึ้น ม.3 ผมค่อนข้างดีใจกับการไปค่ายนะแต่เหมือนว่าปอจะดูเศร้าเป็นพิเศษ

“ปอ เป็นอะไรเปล่า”

“...”

“ดูไม่ค่อยโอเคเลย มีอะไรเล่าให้ฟังได้นะ”

“ปั๊ม...คือ...”

“เล่ามาเลย”

“ตอนนี้แม่เราป่วยหนัก”

“...”

“เราอาจจะต้องไปเฝ้าแม่ที่โรงพยาบาล คงไม่ได้ไปค่ายนะ ปั๊มไม่โกรธเราใช่ไหม”

“แค่นี้เอง เราจะโกรธปอได้ยังไง อยู่ดูแลแม่ดี ๆ ขอให้แม่หายไว ๆ นะ”

“อื้ม ขอบใจนะ”

จริง ๆ ก็แอบเสียใจที่ปอไม่ได้ไปค่ายด้วยกัน ค่ายนี้คงจะเหงา ๆ หน่อยเพราะตอนนี้ผมดันตัวติดกับปอไปเรียบร้อยแล้ว เราเป็นยิ่งกว่าคู่หู นอกจากเรานั่งเรียนด้วยกันกินข้าวด้วยกันกลับบ้านด้วยกันทุกวัน บางทีเราก็ติวหนังสือหรือทำรายงานจนดึกดื่นเลยได้นอนค้างด้วยกันหลายครั้ง เรียกได้ว่าเราสองคนใกล้ชิดยิ่งกว่าเพื่อนสนิทไปแล้ว

ผมแอบถอนหายใจเบา ๆ กับตัวเองในเช้าวันค่าย เวลานี้ปอเองก็คงจะอยู่ที่โรงพยาบาลกับแม่ สงสัยคืนนี้ผมต้องนอนคนเดียวแน่ ๆ

 

ช่วงเวลาค่ายสามวันสองคืนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ผ่านไปโดยที่...ผมไม่รู้ตัวเลยว่าผมทำอะไรไปบ้าง เพราะค่ายลูกเสือครั้งนี้ได้เปลี่ยนแปลงหัวใจของผมไปตลอดการ ช่วงเวลาสั้น ๆ เพียงสามวันกลายเป็นสิ่งที่ฝังรากลึกลงในจิตใจ ความทรมานความโหดร้ายความโดดเดี่ยวความเจ็บปวดที่ถาโถมเข้าใส่หัวใจดวงเล็กของผม แม้ผมจะพยายามแสดงออกว่าเข้มแข็งตลอดเวลาจนใคร ๆ มองเห็นว่าตัวผมอดทนกว่าคนอื่น ๆ

แต่สามวันที่ผ่านมามันทำให้ความเศร้าโศกที่ผมเคยลืมเลือนมันไปกลับมาอีกครั้ง ความโหดร้ายจากการกระทำของใครบางคนได้ทำร้ายหัวใจของผมจนไม่อาจจะเข้มแข็งได้อีกต่อไป กำแพงแห่งความเข้มแข็งที่ก่อตัวไว้ได้พังทลายลง เสียงสะอื้นและน้ำใสที่ไหลออกจากปลายหางตาเปรอะเปื้อนบนปลอกหมอนแทบทุกคืน

ผมไม่กล้าเล่าเรื่องน่าอายนี้ให้ใครฟังมันโหดร้ายเกินกว่าผมจะรับได้ในฐานะของเด็กผู้ชายคนหนึ่ง การกระทำอันแสนสกปรกโสมมที่ผมอยากจะลืมเลือนมันออกจากหัวทุกคืน ฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนตั้งแต่คืนสุดท้ายของค่ายลูกเสือ ถ้าผมรู้ว่าเหตุการณ์จะเป็นเช่นนี้ผมคงไม่มีทางไปค่ายอันสกปรกนี้แน่นอน

‘ปอ...เราอยากเล่าให้แกฟัง แต่สัญญาว่าแกฟังแล้วแกจะไม่บอกใครแกจะไม่ร้องไห้ไม่โกรธหรือไม่โมโหแทนได้ไหม แล้ว...แกจะยังคบกับเราในฐานะเพื่อนเหมือนเมื่อก่อนได้ไหม’ ความมืดที่เข้าปกคลุมท้องฟ้ายามราตรีในทุกค่ำคืน ห้องนอนนี้กว้างใหญ่เกินจะอยู่คนเดียวเพราะหัวใจดวงเล็กได้ถูกบดขยี้จากใครบางคนจนแหลกสลายไปแล้ว ความทรมานผสมกับเสียงสะอื้นและคราบน้ำตาได้แทนที่เพื่อนสนิทของปั๊มไปเรียบร้อยแล้ว ‘ปอ...แกหายไปไหน ทำไมไม่มาโรงเรียนตั้งหลายวัน เราคิดถึงเราอยากเจอเราอึดอัดเราอยากร้องไห้ให้แกฟัง’

 

“ปอ...เรา...เราไม่ไหวแล้ว ฮือ...”

 

ผมยอมรับการกระทำอันแสนสกปรกของผู้ชายเหล่านั้นไม่ได้ ผมไม่สามารถข่มตาหลับได้อย่างทุกคืน ผมลืมไปแล้วว่าตัวเองร้องไห้วันละกี่รอบ แต่ที่ผมแสดงออกกับคนรอบข้างคือผมได้ซ่อนเรื่องราวอันแสนโหดร้ายทั้งหมดไว้ใต้รอยยิ้มเมื่อพูดคุยกับทุกคน ภายใต้หน้ากากที่เราแสดงออกว่ามีความสุขแม้ในหัวใจจะแหลกสลายจนสามารถล้มทั้งยืนได้แล้ว

ผมเกลียดพวกมัน ผมเกลียดการกระทำชั้นต่ำของผู้ชายกลุ่มนั้น พวกผู้ชายที่เอาแต่ทำเรื่องสกปรกน่าอายที่มองว่าผมเป็นแค่ของเล่นสนองตัณหาความใคร่ของพวกมันในค่าย ร่องรอยจากผิวสัมผัสอันน่าขยะแขยงที่ตราถึงตามผิวหนัง ทั้งฝ่ามือทั้งโคนลิ้นริมฝีปากแห่งความเกลียดชังถูกบดขยี้จนได้กลิ่นคาวเลือด ร่องรอยที่ถูกขบกัดสีแดงตามเนื้อตัวที่แสนโสมมเกินกว่าผมจะเผยให้ใครได้เห็น

ร่องรอยและบาดแผลทางกายที่ถูกทิ้งไว้แม้จะเริ่มเลือนรางหายไป แต่ความบอบช้ำทางจิตใจกับความรู้สึกที่ต้องร้องไห้ออกมาทุกคืนเหล่านั้น ต่อให้ผ่านไปอีกหลายสิบปีผมก็ไม่มีวันลืมใบหน้าของพวกมัน ดวงตาของซาตานหื่นกระหายที่สามารถทำได้ทุกอย่างเพื่อระบายความต้องการของตนได้ฝังความทรงจำที่แสนโหดร้ายไว้ในตัวผมเรียบร้อยแล้ว ผมเกลียดพวกมันที่มองร่างกายคนอื่นเป็นของเล่นเพื่อสำเร็จความใคร่ของตนเอง

 

ผมเกลียดผู้ชายสกปรกพวกนั้น ผมเกลียดคนอย่างไอ้ลูกหมี

 

หลังจากนั้นไม่กี่วันปอก็มาโรงเรียน ผมดีใจมากที่ได้เจอหน้าเพื่อนรักอีกครั้งที่ไม่ได้เจอหลายวันผมอยากกอดมันผมคิดถึงมันผมอยากร้องไห้ตั้งแต่เห็นหน้ามันในวินาทีแรก แต่ก็ต้องเก็บความรู้สึกเหล่านั้นเข้าไปเพราะสีหน้าปอที่นอกจากไม่ยิ้มแย้มแจ่มใสปอยังดูอิดโรยกว่าผมอีก ดวงตากลมเล็กที่บอบช้ำนั้นแสดงให้เห็นถึงการร้องไห้อย่างหนักหน่วง สีผิวหมองคล้ำกับใต้ตาสีดำเข้มนั้นแสดงให้เห็นถึงใบหน้าคนตัวเล็กที่อดนอนมาหลายคืน

“ปอ เป็นอะไรเปล่า”

“...”

“มีอะไรเล่าให้ฟังได้เหมือนเดิมนะ”

“ปั๊ม...คือ...”

“เล่ามาเลย”

“แม่เราอยู่ไอซียู”

“...”

“อยู่มาหลายคืนแล้ว มันแย่มาก อึก...เราไม่อยาก...ฮือ...”

“พอแล้ว ๆ ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว”

“ฮือ...ฮือ...”

ไม่ทันที่ปอจะพูดจบ ผมได้ดึงคนตัวเล็กเข้ามากอดพร้อมลูบไล้ปลอบประโลมที่แผ่นหลังด้วยความเป็นห่วง

“ไม่เป็นไร ๆ ไม่ต้องร้อง แม่ปอจะต้องปลอดภัยเชื่อเรา”

แม้ว่าเรื่องที่ผมเจอมาจะหนักหนาสาหัสแค่ไหน แต่มันก็คงเทียบไม่ได้กับชีวิตของคนเป็นแม่ที่กำลังจะสูญหายไปในห้องไอซียู แม้ผมจะเศร้าหรือต้องการกำลังใจขนาดไหนก็คงไม่เท่ากับคนในอ้อมแขนผมที่ร้องไห้อย่างหนักหน่วง เวลานี้ผมต้องเข้มแข็งและเป็นที่พึ่งให้เขา ผมต้องไม่อ่อนแอผมต้องไม่ร้องไห้เพื่อให้คนตรงหน้าผมหยุดร้องไห้

“เย็นนี้เดี๋ยวเราไปเยี่ยมแม่ปอที่โรงพยาบาลเป็นเพื่อนนะ”

“ว่าแต่...ปั๊มมีอะไรเปล่า”

“...”

“เรารู้สึกเหมือนปั๊มมีอะไรในใจแต่ไม่พูดออกมา”

“อ๋อ จริง ๆ ก็มีแหละแต่เรื่องเรามันเรื่องเล็กน่า อย่าใส่ใจเลย”

“เรื่องเล็กจริง ๆ นะ”

“อื้ม”

ผมพยายามฝืนพูดด้วยรอยยิ้มแม้ข้างในผมจะร้องบอกว่าไม่ไหวแล้ว ผมต้องทำให้คนตรงหน้ารู้สึกดีขึ้นมาก่อนไม่ว่าผมต้องโกหกหรือทรมานมากแค่ไหนผมก็ยินดีที่จะทำมันออกมา เพราะเขาคือเพื่อนสนิทของผม เพื่อนที่ผมรักมากที่สุด เพื่อนคนที่ผมได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเขาไปแล้ว ขอแค่เพื่อนคนนี้คอยอยู่ข้าง ๆ ในวันที่ผมอ่อนแอ ในฐานะคนที่ผมคิดว่าเขาจะไม่มีวันหันหลังกลับมาทำร้ายหรือมองผมเป็นแค่ของเล่นเหมือนคนอื่นอย่างแน่นอน

 

แต่ความเชื่อนั้นกลับต้องหายไปเพราะคืนนั้น ‘คืนที่คำว่าเพื่อนสิ้นสุดลง’

ผมตื่นมากลางดึกในคืนสุดท้ายที่เรากำลังจะจบจากชั้นม.ต้น แม้เราจะนอนด้วยกันบ่อยครั้งแต่คืนนี้จึงพิเศษกว่าคืนไหน ๆ เพราะพรุ่งนี้ต้องรีบตื่นเช้าไปเที่ยวกับคนข้างตัวผมจึงรีบเข้านอนเร็วกว่าปกติ แต่ด้วยสัมผัสแปลกประหลาดกลับฝันร้ายที่กลับเข้ามาในหัวอีกครั้งจึงทำให้ผมลืมตาตื่นขึ้นเพื่อมาพบกับความจริงที่โหดร้ายยิ่งกว่าความฝันใด ๆ

ดวงตาของผมเบิกกว้างเข้าปะทะกับแววตาของคนตัวเล็กตรงหน้า รสสัมผัสอันอบอุ่นบริเวณริมฝีปากเข้ากันได้อย่างลงตัว ลมหายใจหอบถี่ที่คนตรงหน้าส่งมาให้เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงสถานการณ์อันแปลกประหลาด ‘ผมกำลังจูบกับเพื่อนสนิท จูบกับเพื่อนที่คบกันมาถึงสามปี’

นอกจากความรู้สึกบริเวณริมฝีปากที่ส่งความอบอุ่นถึงกันโดยตรง ผมยังรู้สึกแปลกประหลาดอย่างไม่เคยเจอกับบริเวณช่วงล่างของผม ทั้งอบอุ่นทั้งร้อนแรงทั้งเพลิดเพลินและรู้สึกดีกว่าครั้งไหน ๆ เมื่อลดสายตาลงมองผมกลับตกใจหนักกว่าเก่าเมื่อเห็นว่า ‘ปอกำลังสัมผัสชิ้นส่วนแข็งเกร็งของผมอยู่’

“เชี่ย!”

“ปั๊ม!”

สมองของผมกลายเป็นสีขาวโพลนไปหมด ผมตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า มันคือสิ่งที่ผมหวาดกลัวและไม่อยากให้เกิดขึ้นมากที่สุด ความกลัวและความโกรธกำลังถามโถมเข้าใส่ ภาพเหตุการณ์ในวันนั้นกำลังย้อนมาทำร้ายหัวใจของผมอีกครั้ง ความทรงจำอันเลวร้ายถาโถมเข้าใส่โดยผมไม่ทันตั้งตัว ผมกำลังกลายเป็นของเล่นสนองตัณหาแบบวันนั้น

‘ปอ...แกทำอย่างนี้ทำไม แกทำแบบนี้ทำไม’ เป็นคำถามที่ดังกึกก้องอยู่ในหัวแต่กลับไม่มีเสียงอื่นใดเล็ดลอดออกจากริมฝีปากของผม ริมฝีปากที่เพิ่งโดนคนตรงหน้าเข้าครอบครอง ริมฝีปากที่เมื่อวันหนึ่งเคยโดนทำร้ายด้วยกลุ่มคนโสโครกที่ยากจะลืม

หัวใจผมกำลังพังทลายลงเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้ามองร่างกายผมเป็นแค่ของเล่นระบายความใคร่เหมือนคนพวกนั้น ผมเกลียดพวกมัน ผมเกลียดการกระทำอันแสนโสมมเหล่านั้น และการกระทำเหล่านั้นกำลังเกิดขึ้นอีกครั้ง เกิดตรงหน้าของผม เกิดขึ้นโดยคนที่ผมรักที่สุดในชีวิต เกิดขึ้นโดยฝีมือของคนที่ผมเชื่อใจและไม่คิดว่าเขาจะหันกลับมาทำร้ายหัวใจของผมอย่างเช่นวันนี้

ผมไม่รีรอให้คนตรงหน้าแก้ตัวแต่อย่างใด ผมดึงกางเกงขาสั้นขึ้นมาปกปิดส่วนนั้นอย่างเร่งรีบ พร้อมถลาตัวออกจากเตียงนอนและคว้าเสื้อผ้าชุดที่ใกล้ตัวที่สุดมาใส่ ชุดนั้นคือชุดสำหรับไปเที่ยววันพรุ่งนี้กับคนข้างตัว ผมตรงดิ่งไปยังประตูบานเล็กซึ่งเป็นทางออกเดียวจากสถานที่อันน่าอึดอัดเหล่านี้

“ปั๊ม! ปั๊ม!”

“...”

“ปั๊มฟังเราก่อน เราอธิบายได้”

“ปล่อย!”

“ปั๊ม คือ”

“บอกให้ปล่อย เพื่อนกันเขาไม่ทำกันแบบนี้!”

“ปั๊ม เรามันโง่เองที่ทำแบบนี้ เราไม่ได้ตั้งใจ เราขอ...”

“บอกให้พอไง!”

“...”

“พอแล้ว! ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว! คำว่าเพื่อนของเราก็พอแค่นี้”

“อึก...ปั๊ม...หมายความว่า”

คำว่าเพื่อนของเราจบลงแค่นี้!”

“ปั๊ม...เราขอ...”

 

ปั้ง!

 

ผมปิดประตูใส่คนตรงหน้าอย่างรุนแรง เวลานี้ผมทั้งโกรธและเสียใจมันเจ็บจนแทบจะยืนไม่ไหวมันจุกจนพูดไม่ออก ผมไม่อยากที่จะได้ยินคำแก้ตัวใด ๆ จากปากคนคนนั้น คนที่ผมรักมันอย่างสุดหัวใจ คนที่ผมไม่เหลือพื้นที่ในใจให้ใครอีก คนที่ผมเคยเชื่อว่ามันจะไม่ทำร้ายผม คนที่ผมเคยคิดว่ามันจะไม่เห็นผมเป็นของเล่นอย่างที่ไอ้พวกนั้นเคยทำ

ผมเดินมายังห้องรับแขกด้านล่าง ทิ้งตัวลงกับโซฟาพร้อมกับหยดน้ำสีใสที่ระเบิดออก ไม่เคยมีครั้งไหนที่ผมร้องไห้เพื่อคนอื่นหนักเท่านี้มาก่อน ไม่เคยมีครั้งไหนที่ผมเสียใจมากเท่านี้มาก่อน และไม่เคยมีครั้งไหนที่รู้สึกโดดเดี่ยวและตัวคนเดียวเท่านี้มาก่อน ผมหยิบรูปถ่ายคู่กันสองคนในชุดนักเรียนบนโต๊ะข้างโซฟาขึ้นมาดู นั่นคือรูปของคนที่เพิ่งจะทำร้ายหัวใจผมอย่างหนักหน่วง

“ไหนบอกว่าเป็นเพื่อนกันทำแบบนี้ทำไม”

ผมเริ่มหายใจถี่ขึ้นแต่ร่างกายผมกลับขยับไม่ได้

“หรือเรามันเป็นแค่ของเล่นของนาย ฮะปอ!”

ตัวผมสั่นเหมือนร่างทรง มือผมสั่นจนแทบจับกรอบรูปนั้นไม่อยู่

“หรือที่ผ่านมานายไม่เคยมองเราเป็นเพื่อน นายแค่ต้องการ...เซ็กส์งั้นเหรอ”

อาการเก่า ๆ ของผมกำลังกลับมา ทั้งโกรธเครียดเสียใจ ความโดดเดี่ยวเหล่านี้ทำให้ผมควบคุมตัวเองไม่ได้

“ถ้านายคิดแบบนั้น คำว่าเพื่อนของเราขอให้จบลงตรงนี้เถอะ”

ผมพยายามข่มตานอนหลับตลอดทั้งคืนแต่ไม่เป็นผล ฝันร้ายที่เคยถูกกระทำราวกับเป็นของเล่นเพื่อสำเร็จความใคร่ของใครบางคนตามหลอกหลอนตลอดทั้งคืน เมื่อผมสะดุ้งตื่นขึ้นผมกลับเห็นเพียงใบหน้าแนบชิดและการกระทำบนเตียงนอนในความมืดของปอเท่านั้น ‘เมื่อไหร่จะเช้าสักที ผมทนอยู่ในบ้านหลังนี้ไม่ไหวแล้ว’ เพราะหัวใจของผมถูกคำว่าเพื่อนของคนบนห้องขยี้จนไม่เหลืออะไรอีกแล้ว ผมไม่อยากร้องไห้ไปมากกว่านี้อแล้ว

แสงสว่างของเช้าวันใหม่เล็ดลอดผ่านขอบหน้าต่างเข้ามา ผมไม่รีรอที่จะอยู่เจอหน้าคนบนห้อง ผมรีบคว้ากระเป๋าเงินละตรงดิ่งออกจากบ้านทันที ไปที่ไหนก็ได้ขอแค่...ขอแค่...ไม่มีคนโกหกที่ทำร้ายจิตใจผมตามมา ผมอยากอยู่คนเดียวอยากอยู่คนเดียวจนกว่าผมจะทำใจกับเรื่องโหดร้ายที่เกิดขึ้นครั้งนี้ได้

ระหว่างอยู่บนรถผมไม่รีรอที่จะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาตัดขาดความสัมพันธ์กับอีกฝ่าย ผมบล็อกช่องทางการติดต่อทั้งหมดทิ้งเดี๋ยวนั้น ไม่ว่าจะเป็น Facebook เบอร์โทรศัพท์มือถือ หรือช่องทางใด ๆ ที่แสดงให้เห็นถึงใบหน้าและน้ำเสียงของอีกฝ่าย ถ้าผมพร้อมหรือทำใจได้เมื่อไหร่ผมจะกลับไปเอง

 

แม้จะผ่านไปหลายวันแต่ผมกลับไม่รู้สึกดีขึ้นเลยแถมทุกอย่างกลับดูแย่ลง คนที่เคยรับฟังทุกปัญหาได้หายไปจากชีวิตผมราวกับว่าคนคนนั้นไม่เคยมีตัวตนอยู่ ผมควรจะดีใจที่กำจัดคนหักหลังที่ได้ชื่อว่าเพื่อนสนิทออกไปจากชีวิตได้แต่ทำไมผมถึงรู้สึกเจ็บปวดในหัวใจขนาดนี้ มันโดดเดี่ยวเหลือเกิน

ในหัวผมมีแต่คำถามผุดขึ้นทุกวินาทีว่า ‘ทำไม’ หรือ ‘เพราะอะไร’ ผมได้แต่ร้องไห้เสียใจในทุกค่ำคืน ในห้องนอนแห่งนั้นห้องนอนของผมที่เคยนอนกับปอ ห้องนอนที่สร้างและทำลายความรักความเชื่อใจในฐานะเพื่อนที่ผมเคยมีให้มัน จนกลายเป็นห้องนอนที่ทำให้คำว่าเพื่อนของเราสิ้นสุดลง

วันนี้น่าจะเป็นวันสุดท้ายที่เราได้เจอกัน มันคือพิธีมอบใบจบหรือวุฒิบัตรชั้นมัธยมต้นเพื่อให้พวกเราทุกคนได้แยกย้ายเดินตามความฝันของตนเอง แต่วันนี้ผมยังคงทำใจไม่ได้ ผมยังไม่พร้อมกับอะไร ๆ ที่เกิดขึ้น มันรวดเร็วมันกะทันหันและมันตั้งตัวไม่ทันแม้ผมจะใช้เวลาทำใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นมาหลายคืนแต่ภาพติดตาเหล่านั้นราวกับว่ามันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา

ผมเห็นคนคุ้นเคยยืนอยู่ตรงนั้น ที่ที่ใกล้แค่เอื้อมแต่กลับดูไกลแสนไกล ใบหน้าและแววตาแฝงไปด้วยความเศร้าที่แม้จะอยู่ไกลแค่ไหนผมก็มองเห็นมันได้ในทันที แต่ตัวผมเองกลับต้องทำเป็นไม่สนใจเลือกที่จะมองข้ามทำเป็นมองไม่เห็นหรือทำได้เพียงเดินจากไปอย่างเงียบ ๆ ทิ้งไว้แค่คนคุ้นเคย ให้ยืนอยู่ที่นั่นเพียงลำพัง

วันนี้ผมคิดว่าผมคงยังไม่พร้อม และช่วงเวลาปิดเทอมหลายเดือนคงทำให้ผมทำใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้อีกครั้ง ผมตั้งใจไว้ว่าช่วงปิดเทอมที่ไม่มีมันคงทำให้อะไร ๆ ดีขึ้นไม่มากก็น้อย ผมจะเปิดเทอมอีกครั้งตอนที่พวกเราอยู่ห้อง ม.4/1 ด้วยกัน ทุกอย่างจะกลับมาเป็นแบบเดิม ขอแค่ตอนนี้ขอแค่เวลาให้หัวใจผมได้พักฟื้นก่อนนะ

 

ช่วงเวลาสองเดือนที่แสนโหดร้ายได้ผ่านพ้นไป คนที่เคยเป็นเพื่อนสนิทได้หายไปจากชีวิตผมอย่างจริงจัง เราไม่ได้พูดคุยกันเลยแม้แต่ประโยคเดียวหลังจากคืนนั้น ปอเองก็ไม่เคยกลับมาบ้านหลังนี้อีกเป็นครั้งที่สอง เวลานี้ผมเริ่มรู้สึกได้แล้วว่าผมคงอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีมัน และตัวผมเองก็ยังงคงอยากกลับไปอยู่ในสถานะเพื่อนสนิทดังเดิม วันนี้คือวันเปิดเทอมวันแรกและเราก็จะได้เจอกันอีกครั้ง

“นักเรียนคะ ครูมีเรื่องจะแจ้งให้ทราบก่อนเริ่มเรียนนะ”

“ครับ”

“เทอมนี้มีเพื่อนของเราหายไปหนึ่งคน”

“...”

“มันค่อนข้างกะทันหันเพราะเพื่อนเพิ่งมาลาออกเมื่ออาทิตย์ก่อนเลยค่อนข้างวุ่นวาย”

‘เพื่อนคนนั้น หรือว่า...’

“เสียใจด้วยนะนักเรียน แต่ตอนนี้ปอหรือปวรเรศลาออกจากโรงเรียนเราไปเรียบร้อย ครูเสียดายมากที่ลูกศิษย์เก่ง ๆ ลาออกจากโรงเรียนไปอีกคนแล้ว”

“ครูครับครูพอจะรู้ไหมว่า ปวรเรศ ลาออกไปไหน” นั่งคือสิ่งที่ผมถามไปโดยไม่รู้ตัว

“เขาบอกแค่ว่าย้ายไปโรงเรียนใหม่ แต่ไม่ได้บอกว่าที่ไหน”

“...”

“จริง ๆ ครูว่าจะมาถามเธออยู่ภูมิพัฒน์ เห็นเธอสนิทกับปวรเรศที่สุด เธอไม่รู้บ้างเลยเหรอ”

“ไม่เลยครับ”

ผมได้แต่ช็อกกับสิ่งที่เกิดตรงหน้า เมื่อผมปลดบล็อก Facebook ที่เคยทำไว้เมื่อสองเดือนที่แล้วกลับต้องพบว่า ใครบางคนได้ปิดบัญชีนั้นทิ้งไปแล้ว ผมไม่รีรอที่จะโทรหาใครคนนั้นทันทีคนที่ทำให้ผมเป็นกังวลมาตลอดหลายเดือน

 

[หมายเลขที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้ กรุณาติดต่อใหม่อีกครั้งค่ะ]

 

‘ปอ! ทำไมแกถึงทำกับเราแบบนี้ ทำไม่อยู่ ๆ แกถึงหายไปจากชีวิตเราแบบนี้’

ผมได้แต่คิดถึงสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น คงเป็นเพราะผมที่เลือกจะตัดขาดกับปอ เวลานี้ปอเลยตัดขาดจากผม มันคงเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับผมที่ไม่ยอมยกโทษให้ จากเหตุการณ์ในคืนนั้นที่ผ่านมากว่าสองเดือนแล้ว การรออย่างหมดหวังคงยากเกินไป คงเป็นเรื่องปกติที่จะละทิ้งเรื่องเก่า ๆ ไว้ข้างหลังเพื่อเริ่มต้นใหม่เพื่อก้าวไปข้างหน้า

ถ้าได้เจอกันอีกครั้งไม่ว่าจะสถานะใดหรือเหตุการณ์ไหนขอแค่ให้เราได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง ผมอยากขอโอกาสอีกสักครั้งเพื่อบอกกับใครคนนั้นว่า

เราขาดนายไม่ได้ กลับมาเป็นเพื่อนกันแบบเดิมเถอะ

 

________________________________________

 

ฮืออออ หน่วงจังเลย แอบสารภาพได้ไหมว่าตอนที่รันอ่านและรีไรต์เนื้อหาใหม่ทั้งหมด

รันแอบร้องไห้คนเดียวอยู่หน้าคอมไปตั้งหลายรอบ

เป็นกำลังใจให้ทั้งปอและปั๊มหน่อยน้า ตอนหน้ายังเล่าจากมุมของปั๊มอยู่แต่จะกลับสู่ปัจจุบัน 

ตอนหน้าจะไม่หน่วงแบบตอนนี้แล้ว สัญญาเลยฮับ

 

Enjoy reading

รัก... Run(END) 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

2 ความคิดเห็น