END love "จบรักสถานะเพื่อน"

ตอนที่ 7 : บันทึกของเพื่อน ฉบับ6 “สถานะที่เปลี่ยนไป”

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 22
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    27 เม.ย. 63

Por part

“เดี๋ยวนี้ปากร้ายเนอะ”

“เวลาเปลี่ยนคนก็เปลี่ยน”

“...”

“แล้วก็ไม่รู้จะพูดดีด้วยทำไม”

ตกลงมันจะมาไม้ไหนกัน เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายจนผมสับสนไปหมด หลังจากที่เราเหมือนจะเถียงกันที่รั้วมหาวิทยาลัยพักหนึ่ง ผมก็เดินข้างมันไปจนใกล้ถึงร้านอาหารโดยไร้ซึ่งบทสนทนาใด ๆ อีกครั้ง พอมายืนเทียบกันดูใกล้ ๆ ถึงได้รู้ว่าปั๊มตัวสูงขึ้นมากเมื่อเทียบกันครั้งสุดท้ายที่เราเจอกันตอนมัธยมต้น คงเพราะมันเล่นบาสทุกวันต่างจากผมที่เอาแต่เรียนและอ่านหนังสือเลยสูงเท่าเดิมตั้งแต่ตอนนั้น แถมหน้าตามันยังดูดีขึ้นผิดจากสามปีก่อน ‘ไปทำอะไรมากันนะถึงได้ดูดีขนาดนี้’ แต่แล้วความสงสัยทั้งหมดของผมก็ต้องหลุดหายไปเมื่ออีกฝ่ายเริ่มพูดขึ้น

“มองอะไรเตี้ย”

“...”

“มองแบบนี้คือเห็นว่าหล่อขึ้นใช่ปะ”

“ก็ไม่ได้เจอเพื่อนนาน มองไม่ได้เหรอไง”

“แล้วนี่ไม่คิดจะสูงขึ้นบ้างเลยเหรอ”

“ก็จะให้ทำไงได้ มันสูงเท่านี้มาตั้งนานแล้ว”

“นมอะ รู้จักกินบ้างปะ”

“กินเกือบทุกวัน”

“แสดงว่าเอาแต่อ่านหนังสือจนไม่ยอมไปเล่นกีฬาออกกำลังกาย”

“...” ผมจึงก้มหน้าลงพร้อมขมวดคิ้วเข้าหากัน ‘มันรู้เรื่องนี้ได้ไงวะ’

“หึ ๆ ไม่ตอบแสดงว่าใช่ เพราะแบบนี้ไงถึงเตี้ย”

“ปั๊ม!” ผมเริ่มโวยวายไม่ต่างจากเด็กที่โดนจับผิดได้

“สามปีกว่านี่ปอไม่เปลี่ยนไปเลยเนอะ”

“จะว่าเราไม่โตก็บอกมาตรง ๆ”

“ก็ไม่ค่อยเถียงเหมือนตอนนั้นเลย แถมชอบไปนั่งเก็บตัวอ่านหนังสือเงียบ ๆ คนเดียวเหมือนเดิม”

“...”

“แต่ปอหน้าเปลี่ยนนะ”

“จะบอกว่าแย่ลงกว่าเดิมใช่ไหม”

“น่ารักกว่าเดิมต่างหาก”

“...”

ใบหน้าใต้แสงอาทิตย์ยามเย็นของผมขึ้นสีแดงระเรื่อที่แก้มทั้งสองข้างทันที มันค่อย ๆ แดงขึ้นทีละน้อยจากคำพูดแต่ละประโยคที่อีกฝ่ายมอบให้หลังไม่ได้เจอกันสามปีกว่า

“ไม่เหมือนเด็กแว่นหนาที่โดนเรียกว่าโนบิตะเลยสักนิด ฮ่า ๆ”

“ปั๊มก็เปลี่ยน”

“หึ ๆ เปลี่ยนนิดหน่อย ก็แค่มีแฟนเลยต้องทำตัวเองให้ดูดีขึ้น”

“ฮะ! ฟะ...แฟน ปั๊มมีแฟนแล้วเหรอ” จากที่ใบหน้าเต็มไปด้วยสีแดงกลับกลายเป็นความตกใจที่แสดงออกผ่านสีหน้าที่ชัดเจน ดวงตาเบิกกว้างคำพูดที่เริ่มสะดุดและแววตาของความตกใจ

“อื้มใช่ ตกใจอะไรขนาดนั้น หล่ออย่างเรามันดูเหมือนคนไม่มีแฟนเหรอไง”

“ปะ...เปล่า” ร่างเล็กได้แต่ก้มหน้าลงมองเท้าของตัวเองด้วยใบหน้าที่เศร้าลงอย่างชัดเจน

“แล้วปอมีแฟนแล้วใช่ปะ” เหมือนร่างสูงจะจับความผิดปกติบนใบหน้าอีกฝ่ายได้ชัดเจนเลยพยายามชวนคุยให้อีกฝ่ายเปลี่ยนสีหน้าแต่กลับไม่ได้ดีขึ้นเลย

“ไม่เลย ไม่เคยมีเลยต่างหาก”

“จริงจัง? สามปีนี้ไม่มีใครเข้าหาบ้างเลยเหรอ”

“อืม...จริง ๆ ก็มีเข้ามาคุย ๆ แต่เราก็โดนเท”

“ทำไมเป็นอย่างนั้น”

“อีกฝ่ายบอกว่าเราไม่สนใจบ้าง น่ารำคาญบ้าง เอาแต่เรียนจนไม่มีเวลาให้บ้าง บางคนก็บอกว่าอ่อนแอเกินไปดูแลยาก บางคนหนักหน่อยก็บอกว่าเรามีคนอื่นเลยไม่สนใจทั้งที่จริง ๆ เรานั่งอ่านหนังสืออยู่บ้าน”

“โคตรไม่โอเค”

“เราก็งงว่ายังไม่ได้ตอบตกลงเป็นแฟนแค่ขอคุย ๆ เป็นเพื่อนดูก่อนยังขนาดนี้ ถ้าคบกันจริงก็คงไม่น่ารอด ฮ่า ๆ ตลกเนอะเราว่าเราชินกับความโสดแล้วล่ะ”

“พวกนั้นตาต่ำ มองไม่เห็นของดี”

“พูดแบบนี้คือมองเห็นของดีในตัวเราเหรอ”

“มันก็ต้องแน่นอนอยู่แล้ว”

“ถ้าดีแล้ว...ทำไม...” อยู่ ๆ น้ำเสียงของร่างเล็กก็เบาลงจนอีกฝ่ายต้องหันมาสนใจปลายเสียงที่ไม่ค่อยได้ยิน

“ปอว่าอะไรนะ เราไม่ได้ยิน”

“ถ้าดีแล้ว ทำไมปั๊มถึงหายไปตั้งสามปีกว่าล่ะ”

“...”

“...”

แล้วความเงียบก็เข้าปกคลุมบทสนทนาของทั้งสองคนอีกครั้ง ไม่มีใครพูดอะไรต่อ คำถามนั้นอาจเป็นคำถามที่ปอต้องการคำตอบมากที่สุดว่าทำไมคนข้างกายถึงได้เปลี่ยนไป ทำไมถึงไม่ยอมฟังแม้กระทั่งคำอธิบายและคำของขอโทษจากคนที่ได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนสนิท เมื่อร่างเล็กรู้สึกตัวว่าตนเองอาจพูดอะไรไม่ดีออกไปเลยตั้งใจจะขอโทษอีกฝ่ายที่พูดด้วยอารมณ์โดยไม่ทันคิด

“ปั๊ม...คือ”

“ถึงร้านแล้ว เข้าไปเถอะ”

“อะ...อื้ม”

 

ร้านตรงหน้าให้ความรู้สึกเหมือนกับร้านกาแฟมากกว่าร้านอาหาร เพราะเมนูเต็มไปด้วยรายการกาแฟหลายสิบรายการ ที่นี่คือร้านกาแฟที่ขายอาหาร เป็นสถานที่ทำงานเล็ก ๆ หลังมหาวิทยาลัย เพราะลูกค้าส่วนใหญ่คือนักศึกษาที่มานั่งอ่านหนังสือทำการบ้าน เมื่อหิวก็สั่งอาหาร เมื่อง่วงก็สั่งกาแฟ เป็นร้านที่ครบครันและบรรยากาศสงบเป็นใจเหมาะแก่การทำอะไรเงียบ ๆ

“สวัสดีครับพี่เบส” หลังจากร่างสูงเปิดประตูออกก็ยกมือทักทายคนที่เหมือนเป็นเจ้าของร้านทันที

“สวัสดีครับ ร้าน E-Coffee ยินดีต้อน... อ้าว! น้องปั๊ม”

“เป็นไงบ้างพี่ ลูกค้าเยอะไหม”

“เรื่อย ๆ แหละ ว่าแต่วันนี้พาเพื่อนมาด้วยเหรอ เพื่อนที่ภาครึเปล่า”

“ใช่ครับพี่นี่ปอ เพื่อนที่ภาคผม ส่วนปอนี่พี่เบสพี่ศิษย์เก่าภาคเรา”

“สวัสดีครับพี่เบส เอ่อ...พี่จบวิศวะอุตสาหการที่มหาวิทยาลัย K เหรอครับ” เพราะสงสัยผมจึงเผลอถามออกไป

“จริงสิครับน้อง พี่จบรุ่น 55 อะ”

“พวกผมน่าจะรุ่น เอ่อ...”

“รุ่น 62 ใช่ไหม พี่รู้จากปั๊มแล้ว”

“ว่าแต่ทำไมปั๊มกับพี่ถึง...”

“ปั๊มชอบมาอ่านหนังสือที่ร้านพี่ตั้งแต่ตอน ม.6 ยิ่งพอรู้ว่าพี่จบวิศวะภาคที่ปั๊มอยากเข้าก็ยิ่งมาบ่อย เรียกว่าเป็นลูกค้าประจำของร้านพี่ไปเลยก็ได้”

“พี่ก็พูดไป พี่ก็ช่วยแนะนำอะไรหลายอย่างจนผมเข้าที่นี่ได้เหมือนกัน”

“ถ้าไม่เป็นการเสียมารยาท ผมขอถามอะไรหน่อยได้ไหมครับพี่เบส ผมสงสัยเรื่อง...”

“เรื่องที่ทำไมพี่จบวิศวะถึงมาเปิดร้านกาแฟใช่ไหม”

“ใช่เลยครับพี่ ทำงานวิศวะน่าจะมั่นคงกว่าไม่ใช่เหรอครับ”

“ใช่ มั่นคงกว่า รายได้ดีกว่า แต่ความสุขน้อยกว่า”

“...”

“พี่ทำงานวิศวะที่โรงงานต่างจังหวัดประมาณสองปี เก็บเงินก้อนนึง เพราะพี่รู้ตัวว่าความฝันของพี่คือการเปิดร้านกาแฟ ตอนนี้พี่ก็เปิดได้ประมาณสองปีละ”

“อ่อครับ”

“บางทีรายได้ที่มั่นคงหรือมากกว่า มันก็ไม่ได้ให้ความสุขกับพี่ที่มากกว่า อาจจะเป็นเพราะพี่ไม่ชอบโรงงานแต่ชอบกลิ่นกาแฟกับรอยยิ้มของลูกค้ามากกว่ามั้ง ฮ่า ๆ”

“แบบนี้นี่เอง”

“ถามเหมือนปั๊มตอนแรกที่รู้ว่าพี่จบวิศวะมาเลย”

“...” ร่างเล็กถึงกับเงียบไปเพราะความคิดตนเองดันไปตรงกับใครอีกคนจึงได้แต่หันไปสบตา

“ไป ๆ ไปนั่งกันก่อน เดี๋ยวพี่เอาเมนูไปให้ อย่ามายืนจ้องตากันที่หน้าร้านพี่เดี๋ยวจะท้องซะก่อน ฮ่า ๆ”

“พี่เบส คนเว้ยพี่ ไม่ใช่ปลากัดจ้องตากันถึงจะได้ท้อง”

“พี่ก็แค่แซวปั๊มเล่นน่า”

“แต่ถ้าเกิดว่าท้องได้จริง ไม่ใช่ผมแน่ที่ต้องอุ้มท้อง หึ ๆ” ร่างสูงลดสายตามองร่างเล็กที่ยืนข้างกายจนคนร่างเล็กต้องหันหน้าหนีทันที ทิ้งไว้แต่ร่องรอยสีแดงที่แสดงให้เห็นจากด้านหลังผ่านใบหู

“เอ่อ...น้อง ๆ ครับ จะแซวอะไรกันก็เกรงใจพี่หน่อยนะ”

“...”

“...”

“พี่อิจฉาคนมีความรักโว้ย!”

“ฮะ!”

“เดี๋ยวก่อนพี่เบส พี่เข้าใจผิด ผมกับปั๊มเราเป็นเพื่อนกัน”

“คำว่าเพื่อนใช้แค่ตอนนี้ใช่ไหมล่ะ”

“...”

“อีกหน่อยก็ใช้คำว่าแฟนแล้ว ฮ่า ๆ”

“คือพี่...”

“มันไม่มีทางเป็นอย่างนั้นแน่!”

“เฮ้ย ๆ ปั๊มใจเย็น ๆ พี่แค่พูดเล่น อย่าโกรธพี่เลยนะ”

“...”

“ไปนั่งกันก่อน เดี๋ยวพี่เอาเมนูไปให้ ถือว่าวันนี้พี่เลี้ยงแล้วกัน ถือว่าเลี้ยงน้องภาคนะ”

“จริงนะพี่”

“เอ่อ...ขอบคุณครับพี่เบส แต่ผมเกรงใจ”

“เรื่องแค่นี้เอง เอาเป็นพาเพื่อน ๆ มาร้านพี่บ่อย ๆ แทนคำขอบคุณแล้วกัน”

“ได้เลยครับพี่ งั้นเดี๋ยวคราวหน้าผมจะพาเพื่อนสนิทผมมาด้วยนะ”

“ผมเอาแบบเดิม ขอไปห้องน้ำก่อน”

 

ปึง!

 

ประตูห้องน้ำที่ปิดลงเสียงดังทำให้ทั้งผมและพี่เจ้าของร้านต่างมองหน้ากันอย่างไม่เข้าใจ ว่าอยู่ดีๆ ทำไมคนตัวสูงจึงได้ดูหงุดหงิดอารมณ์เสียขนาดนั้น

“หวงแน่ ๆ นาน ๆ ทีมันจะมีอาการ ท่าทางปอจะสำคัญกับปั๊มมากเลยนะ”

“ไม่หรอกครับพี่ เราก็แค่...”

“รู้แล้วว่าแค่เพื่อนกัน แต่รายนั้นเขาปากแข็งนะ เพื่อนที่ไหนจะอารมณ์เสียง่ายขนาดที่ว่าเราคุยกันอยู่แล้วพูดถึงบุคคลที่3 ที่เป็นเพื่อนสนิทอีกคน”

“เอ่อ...”

“รู้อะไรไหม ปั๊มไม่เคยพาเพื่อนคนอื่นนอกจากปอมาที่ร้านนี้เลย ที่นี่เป็นเหมือนสถานที่ที่ปั๊มไม่ค่อยอยากพาใครมา เหมือนไว้หลบหนีจากความวุ่นวาย”

“แต่ผม”

“ขนาดแฟนเก่าปั๊มที่เพิ่งเลิกกันไป ปั๊มยังไม่เคยพามาที่นี่เลย ช่วงนั้นก็อาการหนักอยู่ อารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ แถมชอบมาร้องไห้จนคนในร้านคิดว่าพี่ใส่อะไรลงไปในแก้วกาแฟ”

“ปั๊มเพิ่งเลิกกับแฟนเหรอครับพี่”

“สองสามเดือนแล้วมั้ง น่าจะเข้าใจผิดอะไรกันสักอย่าง ปั๊มหลบมาร้องไห้ที่นี่ประจำ อย่าเอาไปบอกมันนะ เดี๋ยวมันโกรธพี่ที่เอาเรื่องมันมาเผา ฮ่า ๆ ๆ”

“ไม่หรอกครับพี่ แปลว่าตอนนี้ปั๊มไม่มีแฟนใช่ไหมครับ”

“เท่าที่รู้ก็ยังไม่มีนะ เหมือนมันอยู่ในระยะทำใจ ยังโชคดีที่มันเลิกกับแฟนหลังช่วงสอบเข้ามหาวิทยาลัย ไม่อย่างนั้นคงลำบากกว่านี้ เห็นว่าอีกฝ่ายก็เรียนที่นี่นะแต่เหมือนไม่ใช่คณะวิศวะ”

“อ่อครับ”

“พี่ถึงบอก ว่าเราดูสำคัญกับปั๊มมากนะไม่อย่างนั้นคงไม่อารมณ์ขึ้นง่าย ๆ เวลาปั๊มแคร์ใครมาก ๆ มันชอบเป็นแบบนี้แหละ ที่นี่เหมือนเป็นเซฟโซนของปั๊มที่ไม่เคยพาใครเข้ามา คุยกันดี ๆ ล่ะ พี่ไปทำอาหารก่อน” เมื่อพูดเสร็จพี่เบสก็หันหลังเข้าครัวไปทำอาหารทันทีทิ้งไว้แต่เพียงผมให้ยืนอยู่ท่ามกลางความสงสัยที่เกิดขึ้น

‘แล้วทำไมก่อนเข้าร้าน ปั๊มถึงพูดเหมือนกับคนมีแฟนแล้วล่ะ’ เป็นคำถามที่ผมค่อนข้างสงสัยมาก แต่ก็ต้องเก็บมันไว้ในใจเพราะพี่เบสขอไว้ว่าอย่าพูดให้ปั๊มได้ยิน ตั้งแต่ปั๊มออกมาจากห้องน้ำเราก็ไม่ได้คุยอะไรกันเลย ต่างคนต่างจดจ้องไปยังหน้าจอบนโทรศัพท์มือถือ พร้อมกับไลน์กลุ่มที่พี่ปีสองตั้งให้แล้วลากพวกเราเข้ามา และหลายคนเริ่มแอดเฟซบุ๊กกัน เพราะแบบนั้นถุงแป้งจึงไลน์มาหาผม

 

LINE

[แก ๆ ๆ ถึงบ้านยัง]

‘ยังเลย แกมีอะไรปะ’

[เห็นเพื่อนเริ่มแอดเฟซกันแล้ว]

‘แอดแล้วทำไม’

[อยากได้เฟซเพื่อนแก ฉันอยากส่อง]

‘ไว้ค่อยแอดได้ปะ อยู่ข้างนอก’

[อ้าวเหรอ แล้วนี่แกอยู่ไหน]

‘ตอนนี้อยู่ร้านหลังมอ’

[แล้วอยู่กับใคร]

‘ตอนนี้อยู่กับปั๊มอะ’

[คนนี้แหละแก ขอเฟซด่วนค่ะ]

‘แต่เราไม่มีเฟซปั๊มอะ’

[เปลี่ยนเฟซเหรอ งั้นขอเฟซใหม่ปั๊มแล้วส่งมาสิ]

‘-*-’

[โอเคตามนั้นนะ]

 

จะบอกถุงแป้งยังไงดีว่าปั๊มไม่ได้เปลี่ยนเฟซใหม่ แต่ปั๊มบล็อกเฟซผมไปตั้งแต่สามปีก่อนแล้ว ผมเลยไม่รู้ว่าจะเอาเฟซที่ไหนไปให้ถุงแป้ง เพราะผมเองก็ไม่ได้เห็นเฟซนั้นมานานมากแล้ว

“ปั๊ม...” เสียงผมเป็นเสียงแรกที่เอ่ยทำลายความเงียบบนโต๊ะอาหาร

“...”

“คือเพื่อนเริ่มแอดเฟรนด์ในเฟซกันแล้ว”

“แล้ว?”

“ขอเฟซหน่อยได้ปะ อยากแอดเฟรนด์”

“แล้วถ้าเราบอกว่าไม่ให้ล่ะ”

“...”

“หรือถ้าอยากได้จะเอาไปก็ได้ แต่ไม่กด Accept นะ”

“ถ้างั้นไม่ต้องก็ได้”

“...”

“...”

ความเงียบเริ่มเข้าปกคลุมบทสนทนาอีกครั้งก่อนร่างสูงจะพูดขึ้นว่า

“ก่อนจะขอเฟซ มีอะไรจะพูดไหม”

“จะให้เราพูดอะไร”

“ก็รู้อยู่ว่าควรพูดอะไร”

“...”
 

เกลียดจริง ๆ เรื่องการเดาใจอีกฝ่าย โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายเคยเป็นเพื่อนสนิทถ้าเดาไม่ถูกสงสัยจะเป็นเรื่อง แต่ถ้าเดาไม่ผิดปั๊มคงอยากให้เรากลับมาเป็นเพื่อนกันก่อนจึงค่อยแอดเฟซ เพราะคำว่าเพื่อนของเรามันจบไปตั้งแต่คืนนั้น

“ปั๊ม...คือ...”

“จะพูดอะไรก็รีบพูดมา”

“เราขอโทษ

“...”

“ขอโทษสำหรับทุกอย่างที่เกิดขึ้นวันนั้น”

 

_____________________________________________________

รันขอโทษที่วันนี้มาช้า เพราะปกติจะอัพตอนใหม่ไม่เกินวันอาทิตย์

แต่รอบนี้รันติดงานเขียนเรื่องสั้นส่งประกวดอยู่ เลยทำให้ปรับแก้ตรวจคำผิดในนิยายช้ากว่าที่คิดไปหน่อย

ตอนหน้าจะอัพให้เร็วขึ้นแน่นอน

 

รัก... Run(END)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

2 ความคิดเห็น