END love "จบรักสถานะเพื่อน"

ตอนที่ 6 : บันทึกของเพื่อน ฉบับ5 “คำสัญญาในวันนั้น”

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 23
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    19 เม.ย. 63

Por part

โรงเรียนมัธยมต้น

“ปั๊ม วันนี้นายมานั่งข้างเราแบบนี้จะดีจริง ๆ เหรอ” ร่างเล็กเอ่ยปากถามคนที่นั่งอยู่ข้างตัวด้วยความเป็นห่วงเพราะรู้สึกได้ถึงความไม่พอใจจากสายตาคนกลุ่มใหญ่บริเวณหลังห้อง

“อย่าคิดมากไปเลย เราบอกว่าไม่เป็นไรก็ไม่เป็นไรจริง ๆ” คนที่นั่งข้างตัวยกยิ้มเพื่อบอกให้อีกฝ่ายสบายใจกับเรื่องนี้ได้ แต่เป็นใครก็ต้องกังวลกันทั้งนั้นเพราะอันธพาลในร่างของซาตานด้านหลังห้องเรียนเอ่ยปากลั่นวาจาไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้วว่าครั้งนี้แค่จุดเริ่มต้น

“แต่เราว่าปั๊มจะลำบากเพราะเรานะ”

“เราบอกแล้วไงว่าไม่เป็นไร ไอ้ลูกหมีมันไม่ทำอะไรหรอก”

“แต่เราว่า...”

“เรียนกันเถอะ คุณครูเข้าแล้ว”

“อะ...อืม...” ถึงจะพูดว่าไม่เป็นไรแต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้จริง ๆ ถ้าเกิดว่าคนข้างตัวต้องมาตกที่นั่งลำบากเพราะตัวผม ผมคงจะรู้สึกไม่ดีกับตัวเองไปอีกนาน แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรจริง ๆ เพราะครึ่งเช้าของวันก็ผ่านไปอย่างราบรื่น

“เที่ยงแล้วไปกินข้าวกัน”

“แต่ว่า...”

“ยังคิดมากเรื่องนั้นอยู่อีกเหรอ”

“...”

“เลิกคิดได้แล้ว เมื่อวานกินข้าวคนเดียวไม่ใช่เหรอ”

“ระ...รู้ด้วยเหรอ”

“อื้ม แอบมองอยู่ห่าง ๆ จริง ๆ ก็เป็นห่วงอยู่เหมือนกัน เดี๋ยววันนี้แนะนำร้านอร่อยให้นะ” คนข้างตัวพูดพลางคว้ากระเป๋าเงินเดินนำผมไปทางโรงอาหาร “อ้าว ยืนเฉยอยู่ทำไม ตามมาเร็วสิ”

“อื้ม” การได้มีเพื่อนหรือมีคนคอยเป็นห่วงและสนใจมันดีแบบนี้เองสินะ

“เย็นนี้หลังเลิกเรียนไปไหนต่อ”

“อาจจะกลับบ้าน”

“อ่อ...”

“พอดีมีการบ้านค้างที่ต้องย้อนทำส่งเยอะเลย”

“งั้นนั่งทำที่โรงเรียนก่อน แล้วเดี๋ยวค่อยกลับพร้อมกัน ยังไงก็ทางเดียวกันอยู่แล้ว”

“ตะ...แต่ว่า”

“เผื่อมีอะไรไม่เข้าใจจะได้ถามได้ เห็นแบบนี้เราก็พอช่วยสอนการบ้านได้นะ”

“เอาแบบนั้นก็ได้”

“โอเค ตามนั้น”

“แล้วจะให้เราไปนั่งทำการบ้านตรงไหนเหรอ ไม่เอาในห้องเรียนคนเดียวนะ เดี๋ยวเราเจอแบบเมื่อวานอีก”

“ฮ่า ๆ ใครจะให้นั่งคนเดียวในห้องเรียน”

“แล้วให้ไปที่ไหนล่ะ”

“ข้างสนามบาส”

“...”

“จะได้อยู่ในสายตาเราตลอด ถ้าโดนพวกนั้นแกล้งจะได้มาช่วยทัน”

“อื้ม”

 

สนามบาสโรงเรียนมัธยมต้น

“ทำการบ้านได้ปะ”

“จริง ๆ ก็ทำไม่ค่อยได้ เราค่อนข้างโง่อะ”

“ไม่หรอก ปอไม่ได้โง่เลย”

“แต่เราโง่มากจริง ๆ นะ ที่โรงเรียนเก่าเราอยู่เกือบท้ายสุดของห้อง”

“อย่าพูดแบบนั้น ปอแค่ยังเรียนไม่รู้เรื่อง เดี๋ยวเราติวให้เองปอจะได้เก่ง ๆ”

“แต่ว่าเรา...”

“อย่าคิดมาก เริ่มจากเรื่องนี้ก่อนเลยแล้วกัน”

“อื้ม” เป็นแบบนี้อยู่ทุกวัน หลังเลิกเรียนปั๊มจะสอนการบ้านกับเนื้อหาส่วนที่ผมขาดเรียนไปให้ทุกเย็น แล้วปล่อยให้ผมนั่งทำการบ้านทบทวนเนื้อหาที่สอนอยู่เงียบ ๆ ข้างสนามบาส โดยระหว่างนั้นปั๊มจะวิ่งไปเล่นบาสกับพี่ ๆ

จนถึงตอนนี้ก็ผ่านมาหลายสัปดาห์ ตารางชีวิตผมเป็นแบบนี้ทุกวันจนผมเคลียร์งานเก่าเสร็จทั้งหมดและเรียนได้ทันเพื่อน ๆ คนอื่นโดยไม่ขาดตกบกพร่อง

“วันนี้มีการบ้านอะไรให้ช่วยสอนหรือติวอีกไหม”

“หมดแล้ว เราเคลียร์งานค้างครบทั้งหมดไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว”

“แสดงว่าไม่ต้องนั่งเคลียร์งานค้างตอนเย็นแล้วสิ”

“ก็ประมาณนั้น”

“เดี๋ยวจะกลับบ้านเลยใช่ปะ”

“ก็...”

“เฮ้อ ถ้าอย่างนั้นกลับบ้านดี ๆ นะ” ร่างสูงเป็นฝ่ายที่ลดเสียงลงในลำคอ เป็นน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความเศร้าบางประการที่ปะปนออกมากับลมหายใจ

“ใครว่าเราจะกลับบ้านก่อน”

“...”

“เดี๋ยวเราไปนั่งรอปั๊มข้างสนามบาสแบบเดิมแหละ วันนี้เราถือหนังสือมาอ่าน”

“...”

“แล้วเรากลับบ้านพร้อมกันนะ”

ถึงเวลาจะผ่านมาไม่นานแต่ผมกลับรู้สึกได้ว่าปั๊มเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของผม ผมคงขาดมันไม่ได้ ถึงแม้ว่าจะเริ่มมีเพื่อน ๆ คนอื่นเข้ามาคุยกับผมบ้างแต่ผมกลับไม่ได้รู้สึกสบายใจเท่าไหร่ ต่างกับเวลาที่อยู่กับเพื่อนสนิทคนนี้ มันดีมากเวลาที่เราหัวเราะด้วยกัน ช่วยเหลือกัน และมีความสุขด้วยกัน

 

แต่ไม่นานเรื่องเลวร้ายก็กลับมาอีกครั้ง

“พวกมึงเห็นไหมว่าไอ้แว่นนั้นมันโง่ขนาดไหน” เสียงเดิมที่ผมเคยหวาดกลัวกลับมาอีกครั้งพร้อมกระดาษที่ถูกถ่ายเอกสารหลายสิบใบร่อนจนปลิวว่อนในห้องเรียน

“เห็นแล้วใช่ปะพวกมึง โง่ขนาดโรงเรียนไม่อยากจะรับมันเข้ามา” ผู้ชายร่างใหญ่ในคราบซาตานตะโกนเสียงดังลั่นห้องพร้อมวาดนิ้วชี้ไปยังกระดาษในมือให้ทุกคนมองตาม สิ่งที่อยู่ตรงหน้านั้นคือใบเกรด หรือ Transcript สมัยประถมของผม เกรดอันเป็นตราบาปที่บ่งบอกถึงความโง่ในอดีต ทั้งติดศูนย์ ติดรอ ติดมส ในแต่ละเทอมแต่ก็สามารถแก้จนผ่านมาได้โดยหลงเหลือเป็นเพียงเกรดเฉลี่ยแค่หนึ่งกว่า ๆ

“พวกมึงดูสิ แม่งโง่กว่ากูขนาดนี้โรงเรียนยังรับอีกว่ะ แม่งยัดเงินชัวร์ บ้านมึงนี่เก่งเนอะ ใช้เงินแก้ปัญหาให้กับความโง่ของลูกตัวเอง”

“...” ผมไม่รู้จะพูดอะไรออกไปได้แต่ยืนนิ่งฟังที่อีกฝ่ายพูด เพราะมันเป็นสิ่งที่ถูกต้องผมมันก็แค่เด็กโง่ ๆ คนหนึ่งที่โรงเรียนไม่ต้องการ แต่โรงเรียนจำใจรับเพราะมีคนลาออกจนเกิดที่ว่างในห้องเรียนพอดี

“เผลอ ๆ โนบิตะยังเก่งกว่ามึงเลย ถ้ากูรู้ตัวว่าโง่ขนาดนี้กูไม่มานั่งเรียนผลาญเงินพ่อแม่เล่นหรอก”

“...”

“มีใครอยากเป็นเพื่อนกับคนโง่ ๆ แบบนี้ปะ มีไหม มึงล่ะอยากคบคนโง่ ๆ ให้ชีวิตตกต่ำลงไปอีกไหม ฮ่า ๆ ๆ”

“...” ผมไม่รู้จะแก้ตัวกับเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างไร น้ำใสค่อย ๆ เอ่อล้นไหลออกจากปลายหางตาของผม คนรอบข้างกำลังตีตัวออกหาก ทุกคนกำลังหนีออกจากความโง่และความน่าเกลียดของผม แม้กระทั่ง...เพื่อนสนิทของผม ปั๊มไม่พูดอะไรเอาแต่ทำหน้านิ่งพร้อมยืนอ่านกระดาษแผ่นนั้นอย่างจริงจังก่อนจะหันหน้ามาสบตาผมหนึ่งครั้งแล้วหันกลับไปสนใจกระดาษใบเดิมอีกครั้ง

“ปะ...ปั๊ม...คือ”

“หยุด”

“...”

“ไม่ต้องพูดอะไร” ร่างสูงข้างตัวว่าด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ ไม่มีคำปลอบโยนใดๆ ในน้ำเสียง พร้อมทั้งโยนกระดาษลงพื้นและเดินจากไป ผมไม่รู้ว่าปั๊มเดินหายไปไหน คนรอบข้างเริ่มขยับตัวหนีออกจากผม เพราะผมมันโง่ไงผมเลยต้องอยู่แบบนี้ อยู่อย่างคนที่ไม่มีเพื่อน แม้กระทั่งคนที่ผมคิดว่ากลายเป็นเพื่อนสนิทคนแรกของผมไปแล้วยังเดินจากไปเสียง่าย ๆ

เป็นช่วงเวลาที่ผมรู้สึกแย่อีกครั้งจากหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เพราะเหมือนตัวเองกำลังจะสูญเสียสิ่งสำคัญไปอีกครั้ง แล้วน้ำตาของผมก็ไหลออกมาโดยไม่ทันตั้งตัวกลางห้องเรียน

“ดูแม่งสิ! ร้องไห้ไม่ต่างกับโนบิตะเลย ทั้งโง่ทั้งขี้แงเลยว่ะ ฮ่า ๆ ๆ”

“อึก...ฮือ...อึก...”

“กูบอกมึงกี่ครั้งแล้ว...ว่าน้ำตาไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา”

“ฮือ...นายทำแบบนี้ทำไม”

“กูแค่ไม่ชอบมึงไอ้แว่น แล้วมึงก็เลือกทางนี้เอง”

“...”

พรึบ

ประตูห้องเรียนถูกเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับเพื่อนสนิทของผมที่เดินตรงกลับเข้ามาหาผมที่ยืนอยู่ข้างคนร่างสูงที่ดูราวกับซาตานไร้หัวใจในคราบมนุษย์

“ไอ้หมี มึงไปเอาใบเกรดนี้มาจากครูประจำชั้นเหรอ!”

“เออ แล้วมึงจะทำไม”

“ทำไมเขาบอกว่ามึงมาขอเพราะครูวิชาคณิตศาสตร์อยากได้”

“อ้าว! เพื่อนปั๊มคิดหน่อยสิครับ ถ้ากูบอกว่าจะเอามาแฉเขาจะให้กูเหรอ”

“...”

“ไอ้ปั๊มปกติมึงเก่งกว่านี้นะ สงสัยมึงอยู่กับมันมากไปจนความโง่แผ่เข้าตัวมึงแทนละ”

“อึก...ฮือ...อึก...”

“ไอ้หมีมึงทำแบบนี้เพื่ออะไรวะ”

“กูก็แค่เอาความจริงมาพูดให้เพื่อนฟัง กูแค่พูดเรื่องจริงว่ามันโง่ขนาดไหน กูผิดเหรอ ก็ไม่นี่เพราะมันเป็นเรื่องจริง หรือมึงโดนมันสวมเขาหลอกเป็นเพื่อนอยู่ถึงไม่รู้”

“...” ผมทำอะไรไม่ถูกนอกจากยืนน้ำตาซึมอยู่ตรงนี้

“งั้นมึงก็ควรรู้ไว้ว่าบางเรื่องถ้ามึงไม่รู้จริง ๆ ก็ไม่ต้องเอามาพูด”

“อ้าวปั๊ม มึงก็เห็นว่าเกรดโง่ดักดานแบบนี้ ยังไม่จริงอีกเหรอ”

“มึงไม่รู้จักปอ ปอเก่งกว่าที่มึงคิด”

“...”

“มันแค่เรื่องในอดีต ไม่ใช่ปัจจุบันอย่างมึงที่โง่ดักดานซ้ำชั้นมาหลายปี”

“ไอ้เชี่ยปั๊ม! อย่าพูดจาหมา ๆ นะ”

“แล้วที่สำคัญ ปอมันนิสัยดีกว่ามึงเยอะ มึงลองมองตัวเองดูหน่อยว่านอกจากเพื่อนกลุ่มมึงแล้ว มีใครอยากเข้าหาหรืออยากเป็นเพื่อนกับมึงจริง ๆ บ้างไหม”

“ไอ้เชี่ยปั๊ม!” ไม่ทันที่บทสนทนาจะดำเนินต่อ ร่างกายของเพื่อนสนิทผมถูกกระชากไปอย่างรุนแรงจนร่างโปร่งนั้นล่องลอยอยู่เหนือพื้น

“นี่กูก็พูดความจริงไงไอ้หมี คนแบบมึงไม่มีใครรักหรืออยากเป็นเพื่อนมึงจริง ๆ ที่ไหน”

“ปากเก่งนักนะมึง เอาเลือดออกจากปากหน่อยดีมะ”

“ถ้ามึงต่อยกูแล้วคิดว่าเรื่องจบก็เอาเลย แต่กูก็แค่พูดเรื่องจริงว่ามึงไม่น่าคบขนาดไหน กูผิดเหรอ ก็ไม่นี่เพราะมันเป็นเรื่องจริง”

“ไอ้ปั๊ม! มึง!”

ผัวะ เพื่อนสนิทของผมที่โดนอีกฝ่ายต่อยเข้าที่หน้าอย่างรุนแรงจนเลือดออกปาก ในขณะที่ผมตกใจและช็อกจนไม่รู้จะต้องทำอย่างไรกับสถานการณ์นี้

“นักเรียน! ทำอะไรกัน!” คุณครูที่ปรึกษาที่เดินเข้ามาเพื่อดูว่านักเรียนของเธอเสียงดังอะไรกัน และต้องพบกับฉากที่เพื่อนสนิทผมโดนกระชากคอและถูกต่อยเข้าอย่างหนักจนปากแตก

“ลูกหมี เธอเอาอีกแล้วนะ เธอทำร้ายร่างกายเพื่อนอีกแล้ว ครูคงปล่อยเธอเอาไว้ไม่ได้แล้วล่ะ”

“ครู! แต่ผมไม่ได้เริ่มก่อนนะ ไอ้ปั๊มมันเริ่มก่อนต่างหาก”

“รู้สึกว่าหน้าเธอไม่มีแผลสักรอยเลยนะลูกหมี อีกอย่างปั๊มเป็นเด็กดีกว่าเธอมาก จะให้ครูเชื่อว่าปั๊มไปหาเรื่องเธอก่อนแล้วเธอก็ต่อยปั๊มอย่างแรงจนปากแตกงั้นเหรอ”

“...”

“แล้วนี่อะไร ไหนบอกว่าครูวิชาคณิตศาสตร์มาขอ ทำไมมันถึงกระจายเต็มห้องขนาดนี้ ฝีมือเธอใช่ไหมลูกหมี”

“คือ...”

“ตามครูไปห้องปกครองเดี๋ยวนี้ ถ้าเมื่อกี้ปั๊มไม่ขึ้นไปบอกความจริงกับครู ครูคงคิดว่าเธอสำนึกผิดได้แล้ว แต่ครูเห็นกับตาขนาดนี้คงไม่มีอะไรจะแก้ตัวแล้วใช่ไหม”

“...” ลูกหมียืนกำหมัดแน่นราวกับความโกรธทั้งหมดกำลังจะปะทุออกมา แน่นอนว่ามันโกรธจนถึงขีดสุดแต่กลับทำอะไรไม่ได้นอกจากเดินตามครูไปห้องปกครอง

“ปั๊มก็ไปทำแผลซะนะ เดี๋ยวครูบอกคุณครูที่สอนคาบบ่ายให้ ไปปอพาเพื่อนเธอไปทำแผลที่ห้องพยาบาล”

“ครับ”

“ส่วนครูขอตัวไปจัดการกับคนผิดก่อน รอบนี้คงต้องโดนทัณฑ์บนแล้วล่ะ”

“...”

“ไปห้องพยาบาลกันปั๊ม เดี๋ยวเราพาไปทำแผล”

“อืม”

ผมพาปั๊มเดินไปยังห้องพยาบาลเพื่อทำแผลที่มุมปากจากรอยหมัดของใครบางคนที่กำลังถูกควบคุมความประพฤติในห้องปกครองอยู่ขณะนี้

“ปั๊ม...คือ...”

“อย่าพึ่งชวนคุยเยอะ เจ็บปากอยู่”

“ถ้างั้นเอาไว้ก่อนก็ได้”

“พูดมาเร็ว ๆ รู้ว่าอยากพูดเรื่องเมื่อกี้”

“ทำไมถึงช่วยเราอะ ไม่รังเกียจที่เราโง่ขนาดนั้นเหรอ”

“ปอเอ๊ย นึกว่าจะพูดอะไร มันต้องมีเหตุผลอะไรด้วยอย่างนั้นเหรอที่จะช่วยเพื่อนตัวเอง แล้วอีกอย่างเราบอกไปแล้วว่าปอเก่งกว่าที่ปอคิด เราเป็นคนติวให้เองทำไมจะไม่รู้”

“...”

“เป็นเพื่อนกันแล้ว ไม่ต้องมีเหตุผลอย่างอื่นแล้ว อะไรที่มันผ่านมาแล้วมันแก้ไขอะไรไม่ได้ ตอนนี้ต่างหากที่ควรสนใจ ถ้าไม่ชอบให้โดนว่าปอต้องตั้งใจเรียนมาก ๆ เราจะได้ย้ายห้องไปด้วยกัน”

“ย้ายห้อง? หมายความว่าไง”

“ก็...โรงเรียนเรามีการเขย่าห้อง หลังจบ ม.1 เราจะมีการเขย่าห้องเด็กเก่งที่เกรดดีจะได้ย้ายไปรวมกันห้องต้นๆ ส่วนเด็กอ่อนกับเด็กเกเรจะถูกย้ายมารวมกันที่ห้องท้าย ๆ”

“...”

“จริง ๆ เราไม่อยากบอกปอเพราะกลัวว่าปอจะกังวลเรื่องนี้ แต่ถึงตอนนี้แล้ว...เราจะย้ายห้องไปด้วยกันนะ เดี๋ยวเราติวให้แบบเดิม จะได้ไม่ต้องอยู่ห้องเดียวกับพวกมัน”

“อื้ม”

“ตอนนี้พวกมันคงไม่กล้าทำอะไรกันแล้ว เพราะถ้าโดนทัณฑ์บนก็แปลว่าถ้ามีเรื่องอีกครั้งโรงเรียนจะไล่ออกทันที ปอไม่ต้องกลัวนะถ้าเกิดอะไรขึ้นอีกเราจะช่วยปอเอง เราจะอยู่ข้างปอเอง”

“...”

“แล้วก็รู้ไว้ด้วย ว่าเราไม่ใช่คนที่จะเลิกคบกับเพื่อนเพราะเรื่องแค่นี้ ฮ่าๆ”

“อึก...ปั๊มจะไม่ทิ้งเราจริง ๆ ใช่ไหม”

“จริง สัญญาเลย”

“สัญญานะ เป็นเพื่อนกันตลอดไปนะปั๊ม”

“อื้ม ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเราก็จะเป็นเพื่อนรักกันตลอดไป

 

ข้อความนั้นวนเวียนอยู่ในหัวผมนานหลายปี ‘ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเราก็จะเป็นเพื่อนรักกันตลอดไป’ เป็นสัญญาที่เคยให้ไว้ในปีแรกที่เรารู้จักกัน สัญญาที่บอกว่าผมจะไม่มีวันสูญเสียคนอย่างมันไป สัญญาที่บอกว่าเราจะอยู่ด้วยกันไม่ทิ้งกันไปไหน แต่มันคงเป็นเพียงสัญญาของเด็กที่ให้ไว้โดยไม่ทันคิดว่าจะรักษาได้ไหม

บางทีอาจเป็นเพราะตัวผมเอง เพราะผมเองผมเป็นคนทำลายสัญญานั่นด้วยมือผมเอง ถ้าไม่เกิดเรื่องอย่างคืนนั้น คนที่ผมรักที่สุดในชีวิตคงไม่ทิ้งผมไปอย่างวันนี้ ผมยังจำเหตุการณ์ในวันนั้นได้ดี วันนั้นวันที่ความทรงจำในฐานะเพื่อนของเราสิ้นสุดลง วันที่ปั๊มกำลังกลายเป็นคนไม่รู้จักกัน มันคือเวลาสุดท้ายก่อนที่เราจะจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่สาม มันคือจุดเริ่มต้นของความทรงจำอันเลวร้ายทั้งหมดที่ไม่มีนาย

“ปั๊ม! ปั๊ม!”

“...”

“ปั๊มฟังเราก่อน เราอธิบายได้”

“ปล่อย!”

“ปั๊ม คือ”

“บอกให้ปล่อย เพื่อนกันเขาไม่ทำกันแบบนี้!”

“ปั๊ม เรามันโง่เองที่ทำแบบนี้ เราไม่ได้ตั้งใจ เราขอ...”

“บอกให้พอไง!”

“...”

“พอแล้ว! ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว! คำว่าเพื่อนของเราก็พอแค่นี้”

“อึก...ปั๊ม...หมายความว่า”

“ทำกันได้ขนาดนี้ ไม่ต้องเรียกเราว่าเพื่อนแล้ว พอ!”

“อึก...ปั๊ม...ฮือ...แต่เราสัญญากันไว้ว่า”

“ก็ปอไม่ใช่เหรอที่ทำลายสัญญานั่นเอง ไม่ต้องตามเรามา”

“...”

คำว่าเพื่อนของเราจบลงแค่นี้!”

“ปั๊ม...เราขอ...”

ปั้ง!

‘เราขอโทษ’

ประตูบานใหญ่ถูกปิดลงกระแทกหน้าของคนร่างเล็กอย่างรุนแรง ในขณะที่ร่างสูงเดินจากไปโดยไม่คิดหวนกลับ ไม่ฟังแม้คำอธิบายใดๆ ไม่ฟังแม้กระทั่งคำขอโทษของคนที่รู้สึกผิดอยู่เต็มอก ความเสียใจกำลังพรั่งพรูเมื่อความสัมพันธ์ในฐานะเพื่อนกำลังสิ้นสุดลง ‘แม้แต่คำขอโทษจากเรา นายก็ไม่คิดจะรับไว้ เราว่าเราคงทำให้นายเกลียดเรามาก’

ปั๊ม ถ้าเราได้เจอกันอีกครั้ง รับคำขอโทษจากเราได้ไหม หลังรับคำขอโทษไปแล้วถึงนายจะให้สถานะเพื่อนสนิทกับเราอย่างแต่ก่อนไม่ได้ ก็ขอให้อยู่ในฐานะคนรู้จักกันก็พอ ‘ปั๊ม...เราขอโทษ เรารักนาย เราอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีนาย’

 

มหาวิทยาลัย K

“ว่าแต่นายชื่ออะไรเหรอ ดูเหมือนนายจะสนิทกับปอนะ”

“โทษที เราลืมแนะนำตัวไปเลย เราชื่อ...”

“...”

“...”

“เราชื่อปั๊ม เป็นเพื่อนสนิทของปอสมัย ม.ต้น ยินดีที่ได้รู้จักนะ”

ผมทั้งท้อและหมดหวัง จนผมไม่คิดว่าจะได้เจอกับเพื่อนสนิทของผมอีกแล้ว ถึงเมื่อเช้าจะนึกถึงเรื่องของมัน ตอนเที่ยงเพิ่งจะเล่าเรื่องของมัน แต่ก็ไม่คิดว่าคนในความทรงจำจะมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าผมเช่นเวลานี้ ‘ปั๊ม นายมาที่นี่ได้ยังไง นายหายไปไหนมา นายรู้ไหมว่าเราร้องไห้หนักขนาดไหนเวลาไม่มีนาย’

คำถามมากมายพรั่งพรูเข้ามาในหัวสมองจนแทบระเบิดออกแต่ผมได้แต่ยืนนิ่งเพราะตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดกับคนร่างสูงที่ยืนอยู่ตรงหน้า

“ไม่ดีใจเหรอปอที่ได้เจอเรา”

“คือ...”

“แก! คนนี้ใช่ปะที่เล่าให้ฟังเมื่อตอนเที่ยง” ถุงแป้งแทรกขึ้นท่ามกลางคำพูดของผมที่กำลังอ้ำอึ้ง

“อะ...อื้ม”

“กรี๊ด!”

“เมื่อตอนเที่ยงมีเรื่องอะไรกันเหรอ” ณดลถามขึ้นด้วยสายตาช่างสงสัยว่าทำไมถุงแป้งถึงกรี๊ดขนาดนั้น

ครืด... ครืด... ครืด....

เสียงโทรศัพท์ของถุงแป้งดังขึ้นพร้อมกับสายที่คุ้นเคย

“ค่ะแม่ เลิกแล้วค่า แม่ถึงแล้วเหรอ งั้นเดี๋ยวแป้งจะรีบไปเดี๋ยวนี้” บทสนทนานั้นเป็นสัญญาณบอกอย่างดีว่าถุงแป้งต้องรีบไปจากที่ตรงนี้

“แก เราไปก่อนนะแม่ตามละ พวกนายสองคนไว้เจอกันเดือนหน้านะ บาย”

“อื้ม ไว้เจอกันนะครับถุงแป้ง”

“กลับดี ๆ นะถุงแป้ง”

“บายแก” ถึงแม้จะยังล่ำลากันไม่เสร็จแต่ถุงแป้งก็รีบวิ่งตรงไปยังประตูทางออกที่ใกล้ที่สุดของมหาวิทยาลัย

“ปั๊ม งั้นกูขึ้นหอก่อนนะ จะรีบไปซักผ้าเดี๋ยวเครื่องเต็ม ไปก่อนนะปอ กลับบ้านดี ๆ ไว้เจอกัน” คราวนี้เป็นณดลที่เป็นฝ่ายขอตัวกลับรายถัดไป แต่ณดลอยู่หอในเลยแค่เดินขึ้นตึกไป ทิ้งไว้แต่เพียงผมกับอดีตเพื่อนสนิทให้ยืนประจันหน้ากันโดยไร้ซึ่งบทสนทนาใด ๆ

“จะกลับบ้านเลยปะ” ร่างสูงเป็นฝ่ายเอ่ยปากถามก่อน

“ก็ว่าจะกลับ...”

“งั้นไปหาอะไรกินแถวนี้ก่อน”

“แต่...”

“อย่าปฏิเสธ ไม่ได้เจอกันตั้งสามปีกว่า มีเรื่องอยากคุยด้วย”

“...”

“ไปร้านหลังมอนะ คนไม่เยอะจะได้คุยกันง่ายหน่อย”

“คุยกันตรงนี้ก็ได้นี่”

“ไปที่ร้านดีกว่าคงคุยกันยาว”

“ปั๊มจะคุยเรื่องอะไรอะ”

“เรื่องของเรา อยากคุยมานานละ”

“...”

“ไปเคลียร์กันจะได้จบ ๆ”

“อะ...อื้ม” ถึงผมจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยธรรมดา แต่ก้อนเนื้อภายในอกกลับเต้นไม่เป็นจังหวะ ทั้งดีใจที่ได้เจออีกครั้ง ทั้งตกใจ ทั้งหนักใจ เคลียร์กันจะได้จบ ๆ นี่ผมจะจบกับมันแบบไหนกัน

ความกลัวกำลังเข้าครอบงำผม กลัวกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น กลัวบทสนทนาบนโต๊ะอาหารระหว่างเรา และกลัวเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเรา กลัวคำว่าจบของปั๊มว่ามันจะดีขึ้นหรือแย่ลง

 

ตั้งแต่อาคารวิศวพัฒนาและทางเดินในมหาวิทยาลัยจนถึงถนนริมรั้ว ไม่มีบทสนทนาใด ๆ เกิดขึ้น มีเพียงปั๊มที่เดินนำหน้าให้ผมเดินตามโดยเว้นระยะห่างไว้เหมือนคนไม่รู้จักกัน

ต่อให้ความสัมพันธ์ของผมมันจะเลวร้ายแค่ไหนมันก็คงไม่มีอะไรแย่ไปกว่านี้อีกแล้ว

“เปลี่ยนไปเยอะเหมือนกันนะ”

“ฮะ! ปั๊มหมายถึงเราเหรอ”

“ถ้าไม่ใช่ปอแล้วจะให้หมายถึงหมาที่ไหนล่ะ”

“...”

“แล้วไปเดินอะไรไกลขนาดนั้น มาเดินใกล้ ๆ นี่ กลัวอะไร”

“เปล่า...เราแค่...”

“เปล่าก็มาเดินตรงนี้ เดินไกลขนาดนั้นถ้ารถชนตายไปช่วยไม่ทันนะ”

“อื้ม” ถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ปั๊มเองก็คงยังเป็นปั๊มคนเดิมอยู่ ยังเป็นห่วงกันอยู่สินะ

“ข้ามถนนก็ระวังด้วย ตายห่าขึ้นมาจะหาว่าไม่เตือน”

นอกจากหน้าตากับส่วนสูง ถ้ามันจะเปลี่ยนก็คงตรงนี้แหละที่ปากคอเราะรายมากยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน

“เดี๋ยวนี้ปากร้ายเนอะ”

“เวลาเปลี่ยนคนก็เปลี่ยน”

“...”

“แล้วก็ไม่รู้จะพูดดีด้วยทำไม”

 

_____________________________________________________

 

รัก... Run(END)

Enjoy reading na krub

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

2 ความคิดเห็น