END love "จบรักสถานะเพื่อน"

ตอนที่ 23 : บันทึกของเพื่อน ฉบับ18 “ส่วนเกิน 1”

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 17
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    16 ก.ค. 63

Por Part

 

ตอนนี้ผมกับปั๊มนั่งรอถุงแป้งและณดลถ่ายเอกสารรวมข้อสอบเก่าจากพี่รหัสผมอยู่ใต้อาคารวิศววัฒณา อาคารนี้ออกจะดูเงียบเหงาไปหน่อยแต่ก็เป็นอาคารแห่งความทรงจำที่ทำให้ผมอับอายมาก เพราะดันมาปฐมนิเทศผิดตึกตั้งแต่วันแรก จากการที่ผมไม่มองตัวอักษร ว ตรงป้ายหน้าตึกที่

ผมผ่านอะไรมาเยอะเหมือนกันตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้ามาในมหาวิทยาลัย วันที่ได้เพื่อนกลุ่มใหม่ วันที่ใครบางคนกลับมา วันที่โดนว้ากครั้งแรก วันที่พยายามทำป้ายชื่ออย่างสุดความสามารถ วันที่ฉีกมันเองกับมือ วันที่ทะเลาะกับใครบางคนจนเอาแต่ร้องไห้ และวันที่ทุกอย่างกลับมาโอเคอีกครั้ง

วันนี้เป็นวันแรกที่พวกเราใส่ป้ายชื่อที่เพิ่งได้กลับคืนมา มันเป็นความดีใจที่บอกไม่ถูกเหมือนกัน ขอบคุณพี่รหัสกับป้ายชื่อที่กลับมาพร้อมของขวัญในมือที่ถูกสลักชื่อไว้ว่า ‘Por 36’

คิดเรื่องนี้ทีไรรู้สึกดีทุกครั้งเลยสินะ รักพี่เกียร์จังทำไมเป็นพี่ที่ทั้งน่ารักและดูแลน้องดีขนาดนี้ โอ๊ยซึ้ง ทันทีที่คิดแบบนั้นอยู่ ๆ บางอย่างก็เริ่มไหลซึมจากตาผมอีกแล้ว

“มึงนี่ขี้แยเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลย”

“อึก...อึก...” เสียงสะอื้นเริ่มดังขึ้น

“มึงร้องไห้ทำไม ใครทำอะไรมึง”

“เปล่า แค่...ดีใจที่ป้ายชื่อกลับมาอยู่ในคอ”

“...” ปั๊มไม่ตอบอะไรแต่ทำหน้างงใส่ผม

“แล้วก็ของขวัญจากพี่รหัส” แน่นอนผมชอบปากกาด้ามนี้มาก

“มึงนี่เป็นเอามากนะ”

“อย่าพึ่งว่า เดี๋ยวจะร้องหนักกว่านี้ อึก...”

“วันหลังถ้าใครทำมึงร้องไห้อีกบอกกูนะ เดี๋ยวกูจัดการเอง”

“มึงจะไปจัดการคนนั้นเหรอ?”

“เปล่า... กูจะจัดการปลอบมึงเอง”

“มึงก็เป็นแบบนี้ตลอด” อยากจะเบะปากใส่มันสักทีแต่ติดว่ากำลังซึ้งอยู่ผมเลยไม่ทำ

“มึงก็รู้ คนอย่างป๋อลั้ม (ปั๊มหล่อ) ไม่ชอบมีเรื่องกับใครนะครับ”

“เฮ้อ...” ผมถอนหายใจให้กับคำว่าป๋อลั้ม จริง ๆ เพื่อนผมชอบใช้คำนี้ตั้งแต่เมื่อก่อนแล้วล่ะ แต่ผมก็ไม่ชินอยู่ดี

“เรื่องชกต่อยกูอาจจะแพ้ แต่ถ้าเรื่องหน้าตายังไงก็ชนะครับผม”

“มึงได้ส่องกระจกบ้างปะ” ถ้าไม่ได้ส่องนี่ผมจะซื้อให้มันสักสี่บานให้เอาไว้ส่องเช้ากลางวันเย็นก่อนนอนไปเลย

“อ้าว! กระจกบอกทุกวันว่ากูหน้าตาดี มึงมองไม่เห็นเหรอวะ”

 

หลังประโยคนั้นสิ้นสุดลงร่างสูงได้ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ใบหน้าผมจนเหลือพื้นที่ให้เราใช้หายใจได้แค่ประมาณหนึ่งไม้บรรทัด ผมสัมผัสได้ถึงลมหายใจแผ่วเบาของอีกฝ่าย

คนตรงหน้าเริ่มกระตุกยิ้มที่มุมปากอย่างมีชั้นเชิง สายตาที่ส่งมาเริ่มเปลี่ยนไปดวงตาคมเข้มถูกเปลี่ยนกลายเป็นดวงตาหวานฉ่ำจ้องมองมายังนัยน์ตาของผม

เออ! กูรู้! มึงหล่อ! มึงหล่อมาก หล่อโคตรพ่อโคตรแม่เลยไอ้สัส! หล่อจนทำให้กูเปลี่ยนใจจากมึงไปชอบใครไม่ได้ หล่อจนกูไม่อยากจะอยู่กับมึงในสถานะเพื่อน แล้วดูที่มึงทำกับกู ไอ้คนขี้อ่อย!

 

“ตกลงว่าไง” ปั๊มกระซิบถามจนทำให้ผมหลุดออกจากภวังค์

“อืม...” แม้จะคิดอะไรมากมายในหัว แต่กลับตอบไปได้เพียงเท่านี้ ทำไมร่างกายไม่ทำตามคำสั่งวะ

“อืมของมึงหมายความว่าไง ไม่หล่อเหรอวะ มึงดูใหม่อีกทีดิ!”

 

ครั้งนี้ร่างสูงใช้สองมือมาจับที่แก้มกลมของผมเพื่อให้เพ่งมองได้ชัดเจนขึ้น จากระยะเกือบหนึ่งไม้บรรทัดตอนนี้กลายเป็นระยะไม่ถึงคืบ ผมสัมผัสได้ถึงลมหายใจหอบถี่ที่รวดเร็วขึ้น

ระยะห่างนี้ใกล้กันมากจนเกือบทำให้เรากลายเป็นคนคนเดียวกัน ดวงตาคมกริบที่แสนคุ้นเคยเริ่มส่งความรู้สึกบางอย่างมาให้ผม ความรู้สึกใกล้ชิดกันแบบนี้ผมไม่ได้สัมผัสมานานมากแล้ว ครั้งสุดท้ายคงเป็นเมื่อคืนนั้น คืนที่คำว่าเพื่อนของเราจบลง

ผมผิดเองเมื่อปล่อยความอยากรู้อยากเห็นเข้าครอบงำจนทำให้เผลอทำอะไรเกินเลยไปจากเพื่อน ถึงแม้ปั๊มจะบอกว่ายกโทษให้แล้ว แต่ผมก็ยังค้างคาใจกับบางเรื่องอยู่ คิดแล้วก็ปวดหัวเหมือนสติผมหลุดไปชั่วขณะ ภาพเก่า ๆ ลอยกลับมาในหัวเพียงเพราะเราใกล้ชิดกันมากกว่าปกติ เสียงของอีกฝ่ายเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง

 

“ยังจะนิ่งอีก ตกลงมึงว่ากูหล่อหรือไม่หล่อ”

 

คำถามเดิมถูกตอกย้ำอีกครั้งขณะที่ใบหน้าอีกฝ่ายขยับเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อย ๆ มันกำลังกดดันมันกำลังเร่งรัดให้ผมตอบ ถ้าขืนยังไม่ตอบอีกไม่นานริมฝีปากเราคงชนกันแน่ ‘มึงให้กูทำใจแป๊บสิวะ’

“เออ! หล่อ มึงหล่อ หล่อฉิบหายเลย มึงปล่อยกูได้ยัง” ผมพูดออกไปอย่างลืมตัวจนเริ่มรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง

“ก็แค่นั้น เฮ้ย มึงก็หยุดร้องไห้แล้วนี่ แต่ทำไมหน้ามึงยังแดงอยู่”

ฉิบหายแล้วไง ไอ้สัสใครว่ากูร้องไห้ กูเขินมึงไงไอ้เพื่อนเหี้ย

“ปะ... เปล่า กูไม่ได้หน้า...”

“ยังจะเถียงอีก” คนตรงหน้าไม่พูดปากเปล่าแต่กลับขยับเข้ามาใกล้อีกครั้ง

 

มึงไม่ใช่ปั๊มที่กูรู้จักมึงเป็นใคร ผมไม่เคยโดนแบบนี้ ไม่ว่ามึงจะอ่อยหรือแค่จะแกล้งมันก็หนักเกินไปเว้ย หัวใจผมยิ่งบอบบางอ่อนไหวง่าย ๆ อยู่ ใกล้เกินไปแล้ว ใครก็ได้ช่วยน้องปอที ตอนนี้หัวใจจะวายแล้วครับ โอย...

 

“เชี่ย! ฉากเลิฟซีน แม่งเอ๊ยเคยเห็นแต่ในหนัง” ณดลตะโกนขึ้นจากด้านหลังของพวกเรา

“ไอ้ณะ! บอกให้แอบดูเงียบ ๆ ไง” เป็นถุงแป้งที่ตะโกนตามมาอีกคน

“แป้ง! / ไอ้ณะ!” ผมกับคนตรงหน้าร้องพร้อมกันด้วยความตกใจก่อนคนตัวสูงจะรีบผละออกไป รอดตัวแล้วเว้ย

“ขอโทษที่ขัดจังหวะค่ะ / ขอโทษที่ขัดจังหวะครับ” น้ำเสียงล้อเลียนกวนตีนถูกส่งมาเป็นคำตอบแทน

ขัดจังหวะอะไร ถ้าพวกแกไม่มาเราจะเป็นยังไงบ้างวะเนี่ย โคตรอยากกระโดดไปกอดยายแป้งเลย ให้ตายเถอะเล่นอะไรไม่รู้หัวใจจะวายอยู่แล้ว ร้องไห้อีกรอบได้ไหมในฐานะที่ถูกไอ้ปั๊มรังแก บอกแล้วไงว่าช่วงนี้ผมใจบางอยู่

หลังผ่านสมรภูมิอันร้อนแรงจนหัวใจเกือบหยุดเต้นโดยมีถุงแป้งกับณดลเป็นฮีโร่ชั่วคราวเข้ามาช่วยผม ถ้าไม่ได้ฮีโร่ทั้งสองผมคงถูกปีศาจตัวสูงกลืนลงท้องไปแล้วแน่ ๆ จะแกล้งอะไรก็ให้มันมีขอบเขตหน่อยสิวะ

 

 

บ่ายนี้เป็นวันแรกของการเปิดชมรมเพื่อให้สมาชิกใหม่ได้ทำความรู้จักกัน หลังกินข้าวเสร็จพวกเราจึงตั้งใจแยกย้ายไปตามชมที่เลือก แต่ใครบางคนไม่ยอมแยกไปคนเดียว แถมตื๊อจะตามมาให้ได้โดยไม่ฟังเหตุผล

“ไปชมรมกีฬา!” ผมพูดกับมันเป็นรอบที่สิบของวันถ้าจะได้

“จะไปชมรมติว” ปั๊มทำท่างอแงเป็นเด็กแถมเดินตามผมไม่หยุด

“มึงชอบกีฬามากกว่า”

“ตอนนี้ชอบติวมากกว่าแล้ว”

“แต่เมื่ออาทิตย์ก่อนปั๊มบ่นอยากเล่นบาส” ผมยังคงย้ำมันไปอีกครั้ง

“เฮ้ย วันนี้โคตรเบื่อบาสเลย โคตรอยากไปนั่งเล่นห้องติว” จริงใจสุด ๆ ให้มันได้อย่างนี้สิ

เพราะเหตุนี้ ผมเลยมีกุมารทองร่างสูงเหมือนเสาไฟฟ้าติดสอยห้อยตามไปชมรมติวด้วยเต็ม ๆ ผมไม่เข้าใจมันเหมือนกัน ทั้งที่อยากมาชมรมติวจะแย่แต่มันกลับไม่ไปทักทายพูดคุยกับใครเลย เอาแต่เกาะติดอยู่กับผมแค่สองคน แถมทำตาขวางใส่พี่บอสที่เดินเข้ามาหาผมตั้งหลายครั้ง มึงเป็นกุมารทองหรือเป็นหมาถึงทำหน้าดุขนาดนั้นใส่พี่เขา!

 

“สวัสดีน้องใหม่ทุกคนครับ”

เสียงของใครบางคนพูดขึ้นที่หน้าห้อง เป็นผู้ชายรูปร่างสมส่วนสูงกว่าผมแต่ไม่เท่าพี่เติม สงสัยสูงประมาณพี่บอสมั้ง ผมรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาพี่เขาอย่างบอกไม่ถูก แต่ดูแล้วไม่น่าจะเพิ่งเจอเร็ว ๆ นี้ ผมเคยเจอเขาที่ไหนกันแน่นะ

“พี่ชื่อไบรท์นะ เรียนอยู่ปีสามคณะวิศวะ ภาควิชาอุตสาหการครับน้อง”

ฉิบหายแล้ว พี่ภาคเหรอเนี่ย แถมเป็นพี่ปีสาม โอย...นอกจากพี่เติมแล้วในชมรมนี้ยังมีพี่ว้ากคนอื่นเพิ่มเข้ามาอีกเหรอ อย่างพี่เติมอะไม่เท่าไหร่แต่กับพี่ว้ากคนอื่นผมกลัวผมไม่โอเค

แต่ยิ่งมองก็ยิ่งคุ้นหน้าผมว่าผมไม่ค่อยเจอพี่เขาที่ภาควิชานะ ตอนที่เจอกันเหมือนในเหตุการณ์นั้นจะมีซันรวมอยู่ด้วย สงสัยผมต้องแอบไปถามซันหน่อยละ

“พี่เป็นประธานชมรมติวของปีนี้ครับ มีเรื่องอะไรไม่เข้าใจเข้ามาถามหรือปรึกษาพี่ได้เลยนะ”

โอ้โฮ ภาควิชานี้โคตรยิ่งใหญ่ เป็นประธานชมรมได้ต้องไม่ธรรมดา พี่สาวที่เป็นลูกพี่ลูกน้องผมเคยบอกไว้ว่าถ้าไม่ทำกิจกรรมจนสุดโต่งหรือรักกิจกรรมจนเข้าเลือดคงไม่มีใครยอมมาเป็นประธานชมรมที่ต้องแบกรับความกดดันของคนทั้งชมรมเอาไว้หรอก แค่เรียนอย่างเดียวก็หนักจะแย่แล้ว

“หรือถ้าไม่เจอพี่ จะปรึกษาเพื่อนพี่คนนี้ก็ได้นะ รองประธานชมรมติว พี่เติม”

จริงจัง? พี่เติมเฮ้ดว้ากเป็นรองประธานชมรมติว พี่จะเท่ไปไหนเนี่ย ชมรมนี่โคตรเจ๋งที่เอาเฮ้ดว้ากมาใช้งานได้อย่างคุ้มค่าคุ้มราคา ถ้าผมต้องไปขอคำปรึกษาพี่เขานี่ตอนฟังคำแนะนำไม่ต้องนั่งจนตัวเกร็งเลยเหรอ

“ไม่ต้องกลัวนะน้อง พี่เติมเขาใจดี แค่เป็นคนนิ่ง ๆ ยิ้มยากเท่านั้นเอง”

จะผิดไหมถ้าผมกลัวพี่เขาไปแล้วตั้งแต่วันแรกที่โดนว้ากจนร้องไห้ แต่ผมก็กลัวพี่เขาน้อยที่สุดแล้วล่ะ

“หรือถ้าทั้งพี่กับพี่เติมไม่อยู่ ก็ให้น้องถาม...” พี่ไบรท์เงียบลงก่อนจะผายมือไปทางรุ่นพี่อีกคน

“ถามพี่บอสสุดหล่อก็ได้นะครับน้อง พี่ยินดีตอบทุกคำถามเลย หรือแลกไลน์ไว้ตอบคำถามเลยก็ได้ครับ” พี่บอสทำให้ทุกคนตะลึงไปตาม ๆ กัน แต่เหมือนคนที่ตกใจสุดน่าจะเป็นพี่ไบรท์ประธานชมรมที่ยืนทำหน้าดุอยู่หน้าห้อง

“บอส! ให้มันน้อย ๆ หน่อย ใครอนุญาต!” เหมือนพี่ไบรท์จะโกรธจริงว่ะ

“โธ่ พี่อย่าเพิ่งโกรธบอสสิครับ บอสแค่อยากให้น้องสนิทกันเร็ว ๆ” เป็นคำขอโทษที่ไม่ได้ดูรู้สึกผิดเลยสักนิด

“...” พี่ประธานชมรมยังคงนิ่ง นั่นทำให้ทุกคนนิ่งงันไปตาม ๆ กัน

“ไม่โกรธนะพี่ไบรท์ นะครับครูพี่ไบรท์ ต่อไปน้องบอสคนดีจะไม่ดื้อไม่ซนแล้วนะ”

“เออ! รีบไปนั่งที่เลยไป!” พี่เขาตอบเพราะรำคาญหรือโกรธกันแน่นะ

“นั่งไหนดีล่ะ เอาเป็นนั่งในใจครูพี่ไบรท์แทนได้หรือเปล่าครับ” พี่บอสนี่เหมือนเดิมทั้งชมรมทั้งที่ภาคเลย

“ว้าว” เสียงโห่แซวจากเพื่อน ๆ และรุ่นพี่ดังขึ้นทันที

“ไอ้บอส!!!” คราวนี้พี่ประธานโกรธจนหน้าแดงไปเลยครับ

“ฮ่า ๆ ๆ ขอโทษครับ”

ไม่รู้ว่าพี่บอสตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ แต่ก็ทำให้พวกเราหัวเราะออกมาได้ โดยเฉพาะคนข้างตัวผมที่เอาแต่นั่งหน้าดุมาเกือบครึ่งชั่วโมง

คงเป็นเพราะบุคลิกที่ดูทางการมากเกินไปของพี่ไบรท์มั้งเลยทำให้พวกเราเกร็งช่วงแรก พอหลุดโหมดรุ่นพี่หัวร้อนออกมาเลยดีขึ้นหน่อย เพราะตอนพี่เขาโกรธมันไม่ได้ดูน่ากลัวเลย ออกจะดูตลกมากกว่าเสียด้วยซ้ำ

 

บรรยากาศดีขึ้นเรื่อย ๆ พวกเราได้รู้จักกันจากการแนะนำตัวและเกมกิจกรรมที่รุ่นพี่จัดขึ้น ในห้องนี้ถ้าไม่นับไอ้ปั๊มที่ผมอยู่กับมันมานานที่สุด ซันคงเป็นคนที่ผมสนิทที่สุด เพราะนี่ก็เข้าปีที่สี่แล้วที่ผมได้รู้จักกับซัน

เท่าที่ผมสังเกต รุ่นพี่ผู้หญิงหลายคนต่างเข้าหาไอ้ปั๊มจนมันปลีกตัวออกมาไม่ได้ ในขณะที่รุ่นพี่ผู้ชายส่วนใหญ่ได้เข้าหาคนน่ารักยิ้มง่ายอัธยาศัยดีอย่างซันเป็นที่เรียบร้อย พออยู่ท่ามกลางสองคนนี้แล้วมันทำให้รู้สึกว่าผมโคตรไม่ดึงดูดใครเลยสักคน ทั้งที่เพื่อนคนอื่นเริ่มนั่งเป็นคู่เป็นกลุ่ม ดันมีแต่ผมนี่แหละที่ยังนั่งคนเดียว

ถ้าลองเปรียบเทียบเพื่อนรักสองคนกับผมดูแล้ว ปั๊มคงไม่ต่างกับดวงอาทิตย์ที่เจิดจ้าที่สุดในตอนกลางวัน ซันเองก็คงเป็นดวงจันทร์ที่สวยที่สุดในตอนกลางคืน ตัวผมอาจเป็นแค่ดวงดาว เป็นดาวเคราะห์ที่แสงสว่างส่องมาไม่ถึง บางทีก็รู้สึกเป็นส่วนเกินของพื้นที่นี้เหมือนกัน เพราะทุกคนรุมล้อมเพื่อนสนิทผม แต่กลับทิ้งผมไว้กลางทางแค่คนเดียว

 

ดวงดาวที่ไร้แสงสีแบบผม ใครกันจะมาสังเกตหรือสนใจ

 

“มานั่งหงอยอะไรคนเดียวล่ะ”

“...”

“ผมหมายถึงคุณนั่นแหละ คุณปอ”

“เอ่อ...พี่เติมครับ ปอไม่ เฮ้ย ผมไม่ได้...”

“คุณไม่ต้องใช้คำว่าผมแทนตัวเองก็ได้ นี่ไม่ใช่ที่ภาคไม่ต้องเคร่งระเบียบมาก”

“ครับพี่ ปอไม่ได้นั่งหงอยนะครับ”

“ก็เห็นอยู่ว่านั่งคนเดียว”

“คือ...”

“ให้ผมนั่งเป็นเพื่อนคุณไหม ไม่สิ ผมควรพูดว่า ให้พี่นั่งเป็นเพื่อนน้องไหม”

ถ้าพี่เติมพูดดีแบบนี้ ผมขอหัวใจวายรอบสองไปเลยแล้วกัน ผู้หญิงในภาคต้องอิจฉาผมมากแน่ ๆ โดยเฉพาะยายถุงแป้ง ทุกคนคงไม่เคยเห็นพี่ว้ากมุมนี้

 

บางครั้งการเป็นดาวเคราะห์ที่ไร้แสงสว่างก็ไม่ได้แย่ เพราะมันทำให้ใครบางคนมองเห็นผมในจุดอับแสงเหมือนกัน

 

ไม่รู้เหมือนกันว่าเราคุยกันนานแค่ไหน ภายนอกพี่เติมดูเป็นคนสุขุมนิ่งเงียบ แต่พอได้คุยกันแล้วกลับกลายเป็นคนคุยเก่งราวกับเราคุยกันแบบนี้มาก่อน จนผมนึกแปลกใจขึ้นว่านอกจากกลุ่มเพื่อนสนิทผมก็ไม่ได้คุยอะไรแบบนี้กับใครเลย

เรื่องนั้นช่างเถอะยังไงการมีพี่เติมมาคุยด้วยแบบนี้มันก็ดีกว่านั่งเหงาคนเดียวอยู่แล้ว เพราะไอ้ปั๊มกับซันยังไม่มีท่าทีว่าจะหลุดออกจากพันธนาการของพวกพี่ ๆ เลย

“ทำไมอยู่ ๆ ถึงถอนตัวจากการประกวดดาวเดือนล่ะ”

“คือผม...”

ตอบยังไงดีวะ ตอนนั้นผมบอกพี่บอสว่าไม่ประกวดแต่ไม่ได้บอกเหตุผล ถ้าบอกไปว่าแค่อยากเอาชนะเพื่อนผมจะโดนว้ากกลางห้องชมรมติวไหมนะ พี่อย่าเพิ่งกดดันผมสิ ผมขอเวลานอก

“ทำไมครับ?”

“คือปอไม่มีความสามารถพิเศษ เลยทำอะไรแบบคนอื่นไม่ได้”

“พูดอะไรไร้สาระ”

“ขอโทษครับ” นั่นไง ผมกำลังจะโดนว้ากแล้วครับทุกคน

“ไม่ ๆ พี่ไม่ได้ว่าอะไร แต่ทุกคนมีความสามารถในตัวเองอยู่แล้ว แค่น้องยังหาไม่เจอ”

“จะ...จริงเหรอครับพี่” พี่เติมดูใจดีแปลก ๆ ทำไมคำพูดมันดูคุ้น ๆ นะ

“น้องปอก็เก่งในแบบของน้อง ไม่เห็นจะต้องไปเลียนแบบหรือทำตามคนอื่นเลย”

“ขอบคุณครับพี่เติม แต่ยังไงปอก็ถอนตัวไปแล้ว”

“ช่างเถอะ จริง ๆ พี่ก็ไม่อยากให้น้องประกวดเท่าไหร่”

“อ้าว ทำไมล่ะพี่”

“เอ่อ...คือพี่...แอร์ร้อนเนอะ พี่ขอไปปรับแอร์ก่อน”

 

หมับ

 

“เดี๋ยวพี่” อยู่ ๆ มาเปลี่ยนเรื่องแบบนี้มันชักแปลก ๆ นะ

“น้องปอจับแขนพี่ไว้ทำไม”

“อย่าเพิ่งเปลี่ยนเรื่อง พี่ยังไม่ได้ตอบคำถามผมเลย”

“คือพี่...” สายตาเลิ่กลั่กแบบนี้ต้องมีอะไรในกอไผ่แน่ สารภาพมาดี ๆ นะครับ

“ไอ้ปอ! มานั่งทำอะไรตรงนี้ ลุก ๆ ๆ มานั่งกับกูมา” 

“จะลากกูไปไหน กูกำลัง...เหวอ!” เมื่อกี๊มึงยังอยู่ท่ามกลางกลุ่มรุ่นพี่ผู้หญิงอยู่เลย ทำไมอยู่ ๆ มากระชากแขนแบบนี้วะ กูกำลังสืบสวนหาความจริงกับผู้ต้องหาเฮ้ดว้ากปีสามอยู่เว้ย

ไม่ใช่แค่พูดปากเปล่า คนตัวสูงครอบครองข้อมือผมก่อนจะลากไปมาทั่วทั้งห้อง กลุ่มรุ่นพี่บ้าง กลุ่มรุ่นเพื่อนบ้าง จนสุดท้ายพวกเราเลยได้มานั่งรวมตัวกับกลุ่มของซันที่กำลังหัวเราะด้วยเสียงน่ารัก

 

“นี่เพื่อนสนิทผม ชื่อปอ” ไอ้ปั๊มแนะนำผมกับกลุ่มรุ่นพี่ทันที

“คนนี้เพื่อนสนิทซันเหมือนกันครับพี่” ตามมาด้วยซันที่แนะนำผมกับทุกคน

“แหม่ พี่อิจฉาน้องปอจังที่เพื่อนสนิทคนแรกก็หล่อลากไส้ แถมอีกคนก็โคตรน่ารัก”

“พี่ก็พูดเกินไป” นี่มึงเขินแล้วใช่ไหมปั๊ม มึงเขินได้หน้าตายมากเพื่อน

“พูดแบบนี้ซันเขินนะฮะ” ซันก้มหน้าอมยิ้มพร้อมบิดตัวหลบ นี่ก็เขินจริงจังไป ช่วยแบ่งไปให้ไอ้ปั๊มบ้างได้ไหม

“เอ่อ...แล้วผมล่ะครับ” มีแต่คนพูดถึงเพื่อนทั้งสองคน ผมเลยถามออกไปบ้าง

“น้องปอหมายถึงอะไรเหรอคะ”

“ผมหล่อหรือน่ารักบ้างหรือเปล่าครับพี่” พูดแบบนี้ถือว่าถามตรงเกินไปไหมนะ

“อืม...ก็ทั้งหล่อและน่ารัก”

“ขอบคุณครับ” ผมเริ่มยิ้มกับคำตอบ นี่เราก็มีส่วนดีสินะ กลับไปจะโม้ให้ป๊าภูมิใจเลยคอยดู

“แต่พี่ว่ายังห่างไกลกับเพื่อนน้องอีกเยอะนะ ฮ่า ๆ”

“ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ”

 

เสียงหัวเราะดังลั่นจากคนทั้งกลุ่มทำให้ทั้งเพื่อนตัวเล็กที่นั่งฝั่งตรงข้ามกับคนตัวสูงที่นั่งอยู่ขวามือผมขำก๊าก ใช่สิครับถ้าอยู่กับซันผมก็หล่อกว่า ถ้าผมอยู่กับไอ้ปั๊มผมก็น่ารักกว่า แต่พอผมอยู่กับสองคนนี้พร้อมกันเมื่อไหร่ ผมก็กลายร่างเป็นดาวเคราะห์ไร้แสงสว่างที่อยู่ตรงกลางระหว่างทั้งคู่เลยครับ

อย่างน้อยวันนี้ดาวเคราะห์ที่ไร้แสงสว่างอย่างผมก็มีคนเข้ามาสนใจตั้งหนึ่งคน 

 

sds

สมมุติว่าที่นี่คือห้องชมรมติวแล้วกันนะครับ

ที่มาภาพ https://writer.dek-d.com/Mirinnn001/story/viewlongc.php?id=1392627&chapter=7

 

 

ระหว่างที่ผมนั่งปลงกับเสียงหัวเราะจากรอบข้างอยู่ ร่างสูงที่นั่งด้านขวายังหัวเราะไม่เลิก จนกระทั่งตอนที่มันหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาอ่านข้อความ สีหน้าของปั๊มเริ่มเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนในทันที

“ปั๊ม...เป็นอะไรหรือเปล่า”

“เปล่า กูไม่เป็นไร” มันตอบผมทั้งที่ยังทำหน้าเครียดจ้องแช็ตสีเขียวอยู่

“แน่ใจนะ”

“อืม แต่เย็นนี้กูไปส่งมึงไม่ได้แล้วนะ”

“ทำไมอะ” ผมถามไปเพราะไม่เข้าใจ

“กูติดธุระ”

“เฮ้ยถ้าติดธุระแค่ส่งปากซอยก็ได้เดี๋ยวเรากลับเอง...”

“แฟนเก่ากูจะมาหาเย็นนี้”

ตอบมาแบบนี้เล่นเอาไปต่อไม่ถูกเลยว่ะ แล้วคนนอกอย่างผมควรทำอย่างไรดีล่ะครับ

 

___________________________

 

ตอนนี้มาแบบยาว ๆ หน่อย เพราะความยาวอยู่ที่ 5.5 หน้า A4

เพราะน้ำหนักส่วนใหญ่ลงที่ตอนนี้แล้ว

ตอนหน้าที่ลงในวันอาทิตย์อาจเหลือประมาณ 3 หน้า A4 นะครับ

 

ตอนนี้ขอเปิดตัวพี่ไบรท์ประธานชมรมติวหน่อย

ส่วนตอนหน้ารันจะเปิดตัวแฟนเก่าปั๊มให้นะครับ

 

Enjoy Reading

รัก... Run(END)

2 ความคิดเห็น