END love "จบรักสถานะเพื่อน"

ตอนที่ 16 : บันทึกของเพื่อน ฉบับ15 “น้ำตาของความเสียใจ”

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 22
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    15 มิ.ย. 63

Por part

 

วันนี้เป็นวันที่ผมอารมณ์เสียที่สุดก็ว่าได้ ไม่เคยคิดเลยว่าพอทะเลาะกับไอ้ปั๊มแล้วผมจะควบคุมตัวเองไม่อยู่ขนาดนี้ โดยเฉพาะประโยคที่มันว่าผมจนฟิวส์ขาด ‘มึงเรียกร้องความสนใจใช่ปะ อยากเรียกร้องให้คนเข้าหามึงเยอะ ๆ เป็นเด็กมีปัญหาแม่ไม่รักเหรอ’ ถึงตอนเด็ก ๆ แม่จะไม่ค่อยรักผมแถมยังโดนต่อว่าที่เกิดมาโง่เป็นประจำ แต่สิ่งที่มันพูดก็โหดร้ายสำหรับผมมากเกินไป เพราะเวลานี้...แม่ได้จากผมไปหลายปีแล้ว

 

“แกโอเคไหม” กลับเป็นถุงแป้งที่ยังคงอยู่กับผมเสมอ

“ไม่เลยแก อึก...” ผมพยายามตอบเพื่อนสาวด้วยน้ำเสียงปกติ แต่กลายเป็นว่าผมกำลังจะร้องไห้

“ไม่เอาเว้ย ไม่ร้อง”

“ไม่คิดว่าปั๊มมันจะพูดขนาดนี้ ฮือ...” ไม่คิดเลยว่าจะเป็นแบบนี้ ผมผิดหวังกับมันผมเสียใจมาก

“เป็นเพราะอารมณ์บังตาอยู่ ไอ้ปั๊มเลยพูดไม่คิด”

“เรื่องวันนี้คงทำเราเสียใจกว่าโดนบอกเลิกอีกมั้ง”

“จะบ้าเหรอ แกยังไม่เคยมีแฟน แกจะรู้ได้ไงว่าเจ็บกว่า”

“ระหว่างโดนบอกเลิก กับโดนเกลียดแบบตอนนี้ อะไรมันเจ็บกว่ากันล่ะแป้ง”

“พอเลยแก ไม่ต้องร้องแล้ว เดี๋ยวเข้าบ้านแล้วป๊าแกจะยิ่งเป็นห่วงนะ”

“อึก...” ผมเริ่มเงยหน้าและหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อรวบรวมสติให้น้ำตาหยุด

“ตอนนี้ป๊าเหลือแกแค่คนเดียวแล้ว ป๊าทั้งรักทั้งห่วงแกมาก อย่าเสียน้ำตาให้คนที่ไม่ได้แคร์แกแบบนี้เลย”

“พูดง่ายแต่มันทำยากเว้ย” นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมเสียน้ำตาให้กับมัน

“ไปล้างหน้าแล้วกลับบ้านกัน วันนี้ฉันยืมรถแม่มาเดี๋ยวขับไปส่ง”

“เฮ้ย ไม่ต้องก็ได้ บ้านอยู่คนละทางกัน”

“แล้วแกคิดว่าฉันจะปล่อยให้เพื่อนเคว้งคว้างอยู่คนเดียว ในสภาวะที่จิตใจอ่อนแอล่องลอยไปมาแบบนี้อะเหรอ”

“...”

“ถ้าฉันทำแบบนั้น ฉันคงเรียกตัวเองว่าเพื่อนไม่ได้แล้วล่ะ ไปล้างหน้าเร็ว เดี๋ยวฉันไปส่ง”

 

เป็นครั้งที่สองที่หัวใจผมโดนใครคนหนึ่งทำร้ายอย่างรุนแรง เพื่อนผมเคยบอกว่าเลิกกับแฟนคนแรกเจ็บปวดที่สุด แต่สำหรับผมคงไม่มีอะไรเจ็บไปกว่าการโดนคนที่ตัวเองรักพูดจาดูถูกกันขนาดนี้ โดยเฉพาะเรื่องแม่ที่เซนซิทิฟมากกว่าเรื่องไหน ๆ ปั๊มรู้จักแม่ผมดีว่าท่านเป็นคนเข้มงวดแค่ไหน ตอนที่สอบไม่ติดแม่โคตรเกลียดผมเลยแม่เกลียดความโง่ในตัวผมจนไม่อยากนับผมเป็นลูกด้วยซ้ำ แต่วันนี้แม่ผมไม่อยู่แล้วจึงทำให้ผมใช้ชีวิตอยู่โดยไร้ซึ่งความรักจากผู้เป็นแม่ ปั๊มอาจจะไม่รู้ก็ได้ว่าแม่จากผมไปตอนช่วง ม.ปลาย ช่วงที่ผมต้องใช้ชีวิตด้วยตัวคนเดียวในโลกใหม่ที่ไม่เคยมีมันอยู่ในนั้น ‘ปั๊ม แกทำเราเสียใจสองครั้งแล้วนะ ทำไมแกถึงทำร้ายเราได้ขนาดนี้’

 

“แก! อยู่บนรถแล้วยังจะร้องไห้อีก เลิกคิดอะไรในหัวได้แล้ว” ถุงแป้งพูดพร้อมส่งกระดาษทิชชูมาให้ผม

“ถ้าไม่คิดได้ เราทำไปนานแล้วแป้ง” ผมรับทิชชูมาแล้วสั่งน้ำมูกออกแรง ๆ

“พยายามอย่านึกถึงหน้ามันแล้วกัน”

“จะพยายาม แล้วแล็บเอายังไง เหลือวิจารณ์ที่ต้องส่งพรุ่งนี้” ถึงผมจะร้องไห้แต่ยังมีสติดีอยู่ งานมันต้องส่งพรุ่งนี้

“แกไม่ต้องทำ เดี๋ยวฉันทำให้”

“แต่มันต้อง...”

“เอาน่า สภาพแกตอนนี้ไม่พร้อมทำงานหรอก” เธอขยับมือข้างที่ว่างอยู่มาตบไหล่ผมเบา ๆ

“งั้นเอาชีทที่พี่รหัสฝากพี่บอสมาให้เราตอนเย็นไปดูไหม”

“ฉันคงไม่ขยันอ่านขนาดนั้น แกลองอ่านชีทที่พี่แกให้มาดูก่อน ถ้าเจออะไรใช้ได้ค่อยถ่ายรูปส่งมา”

“ตามนั้นก็ได้”

 

รถยนต์คันเล็กมาจอดหน้าบ้านผมอย่างเชื่องช้า บทสนทนาบนรถไม่มีอะไรมากนอกจากถุงแป้งที่พยายามปลอบผมอย่างสุดความสามารถ พวกเราบอกลากันก่อนผมจะเข้าบ้านไปเจอกับพ่อที่นั่งรออยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่น

“วันนี้กลับดึกเลยนะ ได้กินอะไรมาหรือยัง”

“กินเรียบร้อยแล้วป๊า”

“ทำไมวันนี้ตาบวม ๆ”

“เมื่อคืนปอนอนดึกครับ วันนี้ใช้สายตาทำแล็บเยอะไปด้วย” ถึงการโกหกจะไม่ดี แต่ผมจำเป็นต้องโกหกสีขาว

“ถ้าอย่างนั้นรีบไปอาบน้ำนอนล่ะ เดี๋ยวคืนนี้ดึกอีก ตาบวมแบบนี้ดูไม่ดีเลย”

“รู้แล้วครับ”

“ถ้าหิวป๊ามีแช่นมไว้ในตู้เย็นนะ” ป๊าใจดีกับผมเสมอไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน

“ขอบคุณครับ เอ่อ...ป๊า...ปอขอถามอะไรหน่อย” ผมลังเลเล็กน้อยก่อนจะถามคำถามที่คาใจ

“ถามว่าอะไรเหรอ”

“ป๊าคิดว่าตอนนี้แม่ยังรักปออยู่ไหม” ผมถามออกไปทั้งที่ฝ่ามือยังกอบกุมบางสิ่งที่อยู่ติดกับสร้อยคอไว้ตรงอก

 

หลังจากอาบน้ำเสร็จ ผมได้นั่งเล่นอยู่ที่โต๊ะทำงานตัวเดิมก่อนจะค้นเอกสารชุดใหญ่ที่พี่สายรหัสฝากพี่บอสมา เท่าที่ดูส่วนมากเป็นพวกสรุปแล็บวิชาฟิสิกส์พร้อมกับเอกสารวิจารณ์ผลการทดลอง ถ้าเพื่อนคนอื่นได้ไปผมว่าเขาคงลอกส่งหมดทุกชุดแน่ ต่างจากผมที่ต้องอ่านอย่างละเอียดก่อนทุกครั้ง เพราะผลการทดลองที่ได้รับมันไม่เคยเหมือนกันแม้แต่ครั้งเดียว เช่นเดียวกันกับความรู้สึกของคนที่เปลี่ยนไปไม่เคยซ้ำกัน...แม้แต่วันเดียว

 

ไลน์

 

แปลก ๆ นะ ปกติไม่น่ามีใครทักไลน์มาดึกแบบนี้ ถุงแป้งก็น่าจะเพิ่งถึงบ้าน คิดดูแล้วคงยังไม่เริ่มทำรายงานด้วยซ้ำ ภาพที่เห็นค่อนข้างแปลกตาเพราะคนที่ไลน์มาเป็นบุคคลซึ่งผมไม่รู้จัก ชื่อไลน์ G พร้อมด้วยภาพโปรไฟล์รูปเกียร์ที่ใส่คล้องคอ ทำไมถึงมีคนประหลาดแอดไลน์มา ทั้งที่ผมไม่เคยให้ไลน์ใคร ยิ่งคิดยิ่งสงสัยจนทำให้เผลอกดเข้าไปในหน้าโปรไฟล์จนเห็นว่ามีภาพเสื้อชอปสีเทาของรุ่นพี่อุตสาหการเป็นภาพปกอยู่

พี่ภาคนี่หว่า เชี่ย! ดันมือไวกดไลก์ภาพเสื้อชอปนั้นไปแล้ว กดออกตอนนี้จะทันปะวะ ช่างเถอะใครเขาจะจ้องดูไลน์ตลอดเวลา ถ้าเป็นแจ้งเตือนในเฟซบุ๊กก็ว่าไปอย่าง กดอันไลก์เลยแล้วกัน

 

[สวัสดีครับ]

 

โอ๊ย...ไม่ทัน คนบ้าอะไร ไลก์ปุ๊บทักปั๊บ ทักมาแบบนี้ต่อมอยากรู้ของผมยิ่งทำงานหนักขึ้นไปอีก

 

LINE

G

[สวัสดีครับ]

‘Por send sticker’

[ยินดีที่ได้รู้จักนะครับน้องปอ]

พี่เป็นใครเหรอครับ

[เจ้าของชีทสรุป กับขนมตอนเย็นไง]

จริงเหรอพี่?

[ไม่รู้จะเลี้ยงน้ำอะไร]

[เลยสั่งสตอเบอรี่แบบที่พี่ชอบให้น้องแทน]

ขอบคุณมากครับ

น้ำกับขนมอร่อยมาก

Por send sticker. (^_^)

[เห็นน้องชอบ พี่ก็ดีใจ]

ว่าแต่พี่ชื่ออะไรเหรอครับ

เห็นมีแต่รูปเกียร์กับชื่อ G

ถ้าไม่บอกผมเรียกพี่เกียร์นะ

[อยากเรียกแบบนั้นก็ไม่ว่านะ]

เฮ้ยพี่ ผมล้อเล่น ขอโทษครับ

[พี่ไม่ได้ว่าอะไร เรียกพี่เกียร์ก็ได้]

พี่เอาไลน์ผมมาจากพี่บอสใช่ไหม

[ใช่ ๆ ได้มาตอนบ่าย]

[พี่เลยฝากขนมไปให้น้องก่อน]

พูดถึงพี่บอสผมนี่เครียดเลย

G send sticker. (o_o) ’ ’

ผมต้องลงประกวดดาวเดือน

แต่ไม่รู้จะแสดงอะไรดี

[แบบนี้จะชนะเพื่อนสองคนที่เหลือเหรอ]

พี่ก็อยู่ตอนประชุมเชียร์เหรอ

[เฮ้ย เปล่า ๆ แค่ได้ยินเพื่อนบอกมา]

[เห็นว่าน้องสามคนทะเลาะแย่งกันเป็นเดือน]

ปัญหามันอยู่ที่เพื่อนผมนี่แหละ

[แต่เพื่อนน้องก็พูดแรงไปนะ]

อันนี้พี่ฟังเพื่อนมาหรือได้ยินเอง

[ได้ยินเอง เฮ้ย! ฟังเพื่อนมา]

[พี่งานยุ่งจะตาย ไม่มีเวลาไปห้องเชียร์หรอก]

พี่ช่วยคิดหน่อยว่าผมจะแสดงอะไรดี

[ทุกคนมีความสามารถในตัวเองเสมอ]

[แค่น้องยังหาไม่เจอ ต้องเริ่มจากเรื่องใกล้ตัว]

[ปีก่อน พี่เล่นกีตาร์ร้องเพลงคู่กับดาว]

อ้าว! พี่เป็นเดือนภาคเหรอ

[เฮ้ย! ไม่ใช่ คือแบบ เพื่อนพี่เป็นเดือน]

[เพื่อนสนิทไง เลยไปเชียร์มัน]

ผมชักอยากเห็นหน้าพี่เกียร์แล้วสิ

[ไม่มีทาง]

[ไม่ใช่สิ พี่ไม่ชอบถ่ายรูป เพราะงั้นห้ามขอ]

งั้นคราวหน้าเจอกันนะพี่

อยากขอบคุณเรื่องชีทกับขนม

[ไม่ได้ ไปเจอไม่ได้]

ทำไมล่ะครับพี่

[เฉลยไม่ได้ว่าใครเป็นใครก่อนจะเปิดสายรหัส]

อ๋อ อย่างนี้นี่เอง

แต่ผมเกรงใจพี่เขานะ

[เกรงใจทำไม]

[โคตรเต็มใจอะ บอกเลย]

ผมหมายถึงเกรงใจพี่บอสนะ

ไม่ได้หมายถึงพี่เกียร์

[อ้าวเหรอ สงสัยจะดึกแล้วพี่เลยงง]

55555

[งั้นพี่ไม่กวนแล้วดีกว่า]

ครับผม

ขอบคุณอีกครั้งนะครับ

[ตั้งใจทำรายงานแล็บฟิสิกส์นะ]

[พักผ่อนเยอะ ๆ]

[ส่วนเรื่องประกวด ไว้จะช่วยคิด]

ขอบคุณนะครับพี่

[ฝันดีครับน้องปอ]

‘Por send sticker’ (-_-) zZ

 

โคตรน่าสงสัยเลยว่าพี่รหัสผมคนนี้เป็นใครกันแน่ โปรไฟล์ก็ดูเหมือนไลน์ใหม่ เพราะมีแค่รูปเสื้อชอปสีเทากับโปรไฟล์รูปเกียร์กับชื่อตัว G โดยเฉพาะประโยคที่คุยกันยิ่งทำให้ผมสงสัยว่าพี่เกียร์ต้องเป็นคนที่อยู่ในเหตุการณ์ตอนเย็นแน่ จำเลยหมายเลขหนึ่งของผมคงเป็นใครไปไม่ได้ ‘พี่บอส พี่หลอกผมไม่ได้หรอก’ เรื่องการวางแผนจับผิดหลอกล่อจำเลยที่ชื่อเกียร์ มันต้องเป็นไปตามที่ผมคำนวณไม่มีพลาดแน่ พี่รู้จักยอดนักสืบจิ๋วปอนันน้อยไปแล้ว

 

แสงแดดทอดยาวจากรอยต่อของม่านโปร่งบอกเวลาเช้าตรู่ที่ผมต้องตื่นไปเรียน แต่วันนี้ดันเป็นวันที่ผมโคตรไม่อยากไปเรียนที่สุด ผมไม่อยากเจอหน้ามัน การจากลาโดยไม่มองหน้าอย่างครั้งแรกยังทำร้ายหัวใจผมไม่เท่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวาน แต่ยังไม่ทันที่ความคิดเรื่องโดดเรียนจะผุดขึ้นในหัว ไลน์ของใครบางคนก็เด้งแจ้งเตือนขึ้นมาอีกครั้ง

[วันนี้น้องปออยากกินอะไร เดี๋ยวตอนเที่ยงพี่เอาไปให้]

แม้สภาพจิตใจผมจะยังไม่ค่อยดีนัก แต่ผมก็พอเดาออกว่าพี่เกียร์คนนี้ดูเอาใจดูแลผมเป็นพิเศษกว่าคนอื่น หรือพี่รหัสจะเป็นอย่างนี้กันทุกคนนะ ไว้ลองถามยายถุงแป้งดูดีกว่า

 

“เฮ้ย! ถุงแป้ง” ซวยแล้วไง เมื่อคืนหลังคุยกับพี่เกียร์เสร็จผมก็ดันเผลอหลับคาชีทสรุปของพี่รหัส ทำให้ไม่ได้ไลน์คุยกับถุงแป้งเรื่องรายงานผลการทดลองที่ต้องส่งวันนี้ โทรสิครับรออะไร ต่อสายด่วนสายตรงทันทีเลย

[ฮัลโหล หาว แกโทรมาทำไมแต่เช้า]

“แก ๆ เราขอโทษ เมื่อคืนเผลอหลับ”

[อืม ๆ ไม่เป็นไร แค่นี้ใช่ปะ]

“รายงานแล็บเป็นไงบ้าง”

[zzz]

“ยายแป้ง!”

[จะเสียงดังทำไม คนจะนอน! เมื่อคืนฉันทำเสร็จแล้ว]

“โอเค ถ้าอย่างนั้นเรา...”

[จบนะ ง่วง] แล้วสายของถุงแป้งก็ถูกตัดลงในทันที จะหงุดหงิดอะไรขนาดนั้นวะ

 

วันนี้กลุ่มเราเงียบลงอย่างเห็นได้ชัด สมาชิกจากสี่คนเหลือเพียงสามคนตอนเข้าห้อง คือผมถุงแป้งและณดล ส่วนปั๊มย้ายไปนั่งด้านหลังกับกลุ่มไอ้กายเรียบร้อย ถุงแป้งกลัวว่าเรื่องจะยิ่งแย่เลยบอกให้ณดลย้ายไปนั่งกับปั๊มแทน จากเก้าอี้สี่ตัวที่เคยติดกันหลงเหลือเพียงแค่ความว่างเปล่า เป็นแบบนี้แล้วเหงาแปลก ๆ เหมือนกันนะ

แค่พูดขอโทษก็จบแต่ผมคงไม่มีทางพูดก่อนแน่ ด้วยนิสัยผมซึ่งเหมือนแม่ที่เสียไปแบบสำเนาถูกต้อง ถ้าหากเราไม่ได้เป็นฝ่ายผิดหรือเป็นคนเริ่ม คนที่ต้องขอโทษก่อนมันต้องไม่ใช่เราสิ เพราะแบบนั้นป๊าผมเลยเป็นฝ่ายต้องขอโทษทั้งแม่และผมก่อนเป็นประจำ เรื่องนี้ผมอยู่เฉย ๆ ปั๊มมันเริ่มก่อนมันก็ต้องขอโทษผมก่อน ถ้าไม่อยากพูดก่อนก็ไม่ต้องคุย!

 

สถานะเพื่อนของเรากำลังสั่นคลอน หลายวันมานี้เราไม่แม้กระทั่งมองหน้ากัน การเดินสวนกันตรงทางเดินตึกจึงกลายเป็นการเดินผ่านอากาศธาตุ ร่างกายสัมผัสเพียงลมที่ปะทะจากอีกฝ่าย การทำหน้าตายเป็นคนไม่รู้จักกันสำหรับปั๊มคงไม่ยากเพราะมันไม่ใช่ครั้งแรก ต่างจากผมที่เวลาเดินสวนกันทุกครั้งมันเหมือนกับการตอกย้ำจุดยืนของเรื่องราวในอดีตที่ผมเคยโดนทิ้งไป ในไม่ช้าเวลาแห่งการอยู่ลำพังคงกลับมาอีกครั้ง อยู่ลำพังคนเดียวในโลกใหม่

“แก ๆ มีกลุ่มผู้ชายว้ากเกอร์ในเสื้อชอปเดินมาหาแกตรงทิศสามนาฬิกา” ถุงแป้งสะกิดผมพร้อมพูดขึ้น

“น้องปอครับ วันนี้ของจากพี่รหัสเป็นโกโก้เย็นตามที่น้องอยากกินเลย” พี่บอสพูดพร้อมส่งเครื่องดื่มให้ผม

อย่างน้อย ๆ โลกใหม่ของผมที่ไม่มีไอ้ปั๊ม ก็ยังมียายแป้งอยู่ข้าง ๆ ยังมีพี่รหัสที่คอยเอาใจใส่ดูแลผมอยู่ห่าง ๆ ทุกวัน รวมถึงพี่บอสที่เหมือนกลายเป็นเด็กส่งของซึ่งมาพร้อมกลุ่มพี่ว้ากเป็นประจำ เลยทำให้ผมยิ้มออกมาได้บ้าง แต่ให้ตายเถอะแค่พี่เติมพี่บอสกับกลุ่มพี่ว้ากมานั่งกินข้าวโต๊ะข้าง ๆ ก็เล่นเอาคนหันมามองกันทั้งโรงอาหารแล้ว เกร็งว่ะ! โดนพี่ว้ากจ้องขนาดนี้ใครจะไปกินข้าวลงกัน ‘พี่เลิกจ้องผมได้แล้วเว้ย!’

 

“ปีหนึ่งครับ เย็นนี้ประชุมวันสุดท้ายนะครับ” เสียงเฮ้ดว้ากดังขึ้นเหมือนจงใจคุยกับผมและถุงแป้ง

“ครับ / ค่ะ” คำตอบเสียงดังฟังชัดเหมือนตอนเรียนรักษาดินแดนไม่มีผิด

“เย็นนี้ผมไม่ได้เข้าห้องเชียร์นะครับ” ผมรู้สึกว่าเฮ้ดการประชุมเชียร์จงใจบอกผมกับถุงแป้งเรื่องนี้

“ครับพี่”

“ถ้าพวกคุณติดธุระอะไรผมอนุญาตให้ขาดได้หนึ่งวัน” มันชักแปลก ๆ แล้วนะ ทำไมอยู่ ๆ พี่เขาถึงพูดแบบนี้

“ไอ้เชี่ยเติม! มึงไปบอกให้น้องขาดได้ยังไง” พี่เติ้ลแทรกขึ้นทันทีที่พี่เติมพูดจบ

“ก็เผื่อน้องมีธุระ อย่างวันนี้พี่มีธุระพี่ไม่ได้เข้า เผื่อน้องมีเหมือนกัน”

“ไอ้สัสเติม! น้องเขาไม่ได้ตัวติดกับมึง”

“ไม่เป็นไรค่ะพี่เติม หนูกับปอไม่ติดธุระอะไรนะคะ” ถุงแป้งเริ่มแสดงความคิดเห็นเมื่อผมไม่ตอบอะไร

“ใช่ครับพี่ อีกอย่างวันนี้ก็วันสุดท้ายแล้ว ถ้าไม่เข้าคงไม่ดี” ผมตอบไปตามความจริง

“แต่พี่เห็นด้วยกับพี่เติมนะน้องปอ พี่ว่า...” คราวนี้เป็นพี่บอสบ้างที่พูดกับผม

“...” เราทั้งคู่ต่างเงียบลงเพื่อรอฟังพี่ปีสองพูด

“วันนี้น้องใช้สิทธิ์ลาไปธุระแบบพี่เติมน่าจะดีกว่า” พี่บอสพูดพลางก้มหน้ามองป้ายชื่อของผมกับถุงแป้งสลับกันด้วยสายตาอ่านไม่ออก เหมือนคนมีอะไรอยู่ในใจแต่ไม่สามารถพูดออกมาได้ ผมล่ะสังหรณ์ใจแปลก ๆ

 

 

“สวัสดีครับ ผม เติ้ล ธนภัทร นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ชั้นปีที่ 3 ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ วันนี้! เพื่อนของผม! ไม่ว่าง! ผมจึงรับหน้าที่มาดูแลประชุมเชียร์หนึ่งวัน และวันนี้! จะเป็นวันสุดท้ายของการซ้อมเชียร์!” 

เสียงของเพื่อนสนิทกลุ่มเดียวกับพี่เฮ้ดว้ากดังขึ้นหน้าห้องเชียร์ ผมเองก็ไม่เข้าใจว่าพี่แกจะตะโกนเสียงดังน่ากลัวทำไม แถมยังชอบยืนกอดอกดึงหน้าเพื่อเพิ่มความน่ากลัวขึ้นไป ผมอยากให้ที่ตรงนั้นเป็นพี่เติมมากกว่า

“วันนี้! ผมไม่มีอะไรจะพูด! เพราะพวกผมได้สอนพวกคุณไปหมดแล้ว! ผมเลยอยากถามว่า! พวกคุณได้อะไรจากประชุมเชียร์ครั้งนี้บ้างครับ!”

“...” นิ่งสิครับเจอคำถามแบบนี้ ถ้าตอบว่าได้นั่งให้ยุงสูบเลือดเล่น ๆ ตอนเย็นในท่าระเบียบเชียร์มีหวังผมโดนว้ากจนขาดใจตายแน่ แล้วไอ้การประชุมเชียร์นี้มันให้อะไรบ้างวะเนี่ย ขอใช้ตัวช่วยเปลี่ยนคำถามได้ไหม

“ปีหนึ่ง! ผมถามพวกคุณอยู่นะครับ!”

“เฮ้ย! เพื่อนกูถามทำไมไม่ตอบ”

“เป็นใบ้กันเหรอคะ!”

“สงสัยแม่งไม่ได้อะไรเลยว่ะ”

“ได้สิ! ได้นั่งให้พวกมึงด่าไง”

“กูก็ได้! ได้นั่งให้ยุงแดกเลือด!” พี่ว้ากที่ยืนล้อมรอบพวกเรายังคงเสียงดังตามเคย ผมชอบคนสุดท้ายนะเพราะพี่เขาตอบแทนความคิดของผมไปแล้ว สงสัยพวกพี่ ๆ จะรู้ทันว่าผมคิดแบบนั้นจริง ๆ ต้องตอบยังไงวะถึงไม่โดนด่า

“ขออนุญาตครับ ได้รู้กฎระเบียบของมหาวิทยาลัยครับ”

“ขออนุญาตค่ะ ได้เพื่อนค่ะ”

“ขออนุญาตค่ะ สนิทกับเพื่อนเร็วขึ้นค่ะ”

“ขออนุญาตครับ ได้ฝึกความอดทนครับ”

“ขออนุญาตค่ะ ได้ฝึกรับแรงกดดันสำหรับอนาคตข้างหน้าค่ะ”

“เวลาเป็นเดือน คุณได้แค่นี้เหรอครับ!” เหมือนเพื่อนยกมือตอบน้อยไปพี่เติ้ลเลยอารมณ์ขึ้นอีกรอบ

“ขออนุญาตครับ กล้าแสดงความคิดเห็นมากขึ้นครับ”

“ขออนุญาตครับ ได้รู้จักหน้าที่ของตัวเองครับ”

“ขออนุญาตค่ะ เห็นค่าของเวลามากขึ้นค่ะ”

“ขออนุญาตครับ ทำให้พวกเรารักกันมากขึ้นครับ” เหมือนคำตอบนี้จะเป็นคำตอบที่ทำให้พี่ว้ากพอใจได้ พี่เติ้ลผู้ยืนอยู่ต่อหน้าพวกเราทุกคนจึงยกมึงส่งสัญญาณว่าให้พวกเราหยุดตอบ

“พวกคุณเห็นแล้วใช่ไหมครับ ว่าประชุมเชียร์ให้อะไรมากกว่าที่คุณคิด หลายคนมีอคติกับสิ่งนี้เพราะรับรู้ต่างออกไปจากพวกคุณ หากวันข้างหน้ามีใครถามคำถามนี้ขึ้นมาใหม่ ผมขอให้คุณตอบเขาอย่างวันนี้ เข้าใจไหมครับ!”

“เข้าใจครับ / เข้าใจค่ะ”

 

“คำถามถัดไปครับ อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับคุณ หรือภูมิใจที่สุดในภาควิชานี้ครับ!” นึกว่าจะถามแค่ข้อเดียว ขนาดข้อแรกยังเค้นหาคำตอบแบบหืดขึ้นคอ แล้วรอบนี้จะสรรหาอะไรมาตอบคนหน้ายักษ์ตรงหน้าห้องดีล่ะ

“ขออนุญาตครับ เพื่อนครับ”

“ขออนุญาตค่ะ การได้เรียนที่นี่ค่ะ”

“ขออนุญาตค่ะ การได้นั่งอยู่ตรงนี้ เวลานี้ค่ะ”

“ขออนุญาตครับ การได้เรียนรู้สิ่งดี ๆ ที่พวกพี่มอบให้ครับ” โอ้โฮ แม่งตอบดีขนาดนี้จะเหลืออะไรให้ผมตอบบ้างวะ ผมพยายามมองหาสิ่งรอบตัวเพื่อดูว่ามีอะไรหลงเหลือให้ตอบแล้วไม่ซ้ำกับเพื่อนบ้าง จนได้เหลือบไปเห็นสิ่งสำคัญที่อยู่บนคอของผม สิ่งที่เคยสร้างรอยยิ้มให้ผมมาแล้วในวันที่ทำมันออกมาสำเร็จ

“ขออนุญาตครับ เอ่อ...ป้ายชื่อครับ” ผมตอบไปแบบนี้ถือว่าใช้ได้ไหมนะ

“เพราะอะไรครับ” พี่เติ้ลถามผมต่อ

“เอ่อ...” ทำไมคนอื่นไม่โดนถามต่อแบบผมวะ

“ผมถามว่าเพราะอะไรถึงภูมิใจกับป้ายชื่อครับ” ถ้าผมไม่รีบตอบมีหวังซวยแน่ ๆ

“ก็...เพราะมันเป็นงานชิ้นแรกที่พวกเราร่วมแรงร่วมใจกันทำครับ”

“แค่นั้นเหรอครับ”

“เพราะป้ายชื่อทุกแผ่นเต็มไปด้วยความตั้งใจและความใส่ใจของพวกเราทุกคนครับ ผมชอบทุกครั้งที่ได้ใส่ ชอบทุกครั้งที่มีคนเรียกชื่อผมจากป้ายที่พวกเราร่วมแรงร่วมใจกันทำ และที่สำคัญ...” ผมเว้นจังหวะเล็กน้อย

“...” ทุกคนยังคงเงียบและตั้งใจฟังผมอยู่

“ป้ายนี้ทำให้ผมรู้ว่า เมื่อวันหนึ่งเพื่อนที่อยู่ข้างตัวเคยแคร์และเป็นห่วงผมมากขนาดไหน”

“เป็นคำตอบที่ดีมากครับ”

“มึง ๆ กูเริ่มอยากรู้แล้วว่าเพื่อนคนไหนที่แคร์น้องมันขนาดนั้น” ผมได้ยินเสียงพี่ว้ากซุบซิบจากด้านหลังทันทีที่พูดจบ ผมอยากบอกพี่เหลือเกินว่าตอนนี้เพื่อนคนนั้นมันไม่ได้แคร์ผมอย่างวันที่เราทำป้ายด้วยกันแล้ว

“แต่ผมว่าเพื่อนคุณคงไม่คิดอย่างนั้น”

“...” ทำไมพี่เติ้ลพูดแบบนั้น

“คุณหันไปดูเพื่อนคุณสิครับ ว่ามีคนไม่ใส่ป้ายชื่อกันมากี่คน”

“...” ฉิบหายละ เพื่อผมที่ไม่ได้ใส่ป้ายชื่อมีเป็นสิบคน ซวยครับงานนี้ เตรียมตัวโดนเชือด

“ทำไมคุณไม่ใส่ป้ายชื่อมาครับ” นั่นไง มาแล้ว เริ่มไล่ถามทีละคนเหมือนที่ผมคำนวณไว้ไม่มีผิด

“เอ่อ...ผมลืมครับ”

“ลืมเหรอครับ คุณบอกว่าคุณลืมป้ายที่แผ่นใหญ่ขนาดนี้ได้ ป้ายชื่อที่บ่งบอกว่าตัวคุณเป็นใคร นั่นเท่ากับว่าคุณกำลังลืมความภาคภูมิใจในภาควิชา มีคำตอบอื่นที่ดีกว่านี้ไหมครับ” จริง ๆ การลืมป้ายชื่อมันไม่น่าจะเลวร้ายขนาดนั้นนะ

“ป้ายแม่งใหญ่ ใส่แล้วหนักเว้ย!”

“อายฉิบหาย ป้ายแม่งใหญ่เกิน!”

“กูไม่อยากให้ใครรู้จักไง! กูไม่อยากมีเพื่อนไง!”

“กูหนักคอเว้ย! กูขี้เกียจใส่แล้ว” เบื่อจริง ๆ พี่ว้ากสาย support ที่ชอบใส่ไฟเพิ่มเนี่ย

“แล้วคุณล่ะครับ ทำไมถึงไม่ใส่ป้ายมา”

“เอ่อ...คือ...หนู...” คนที่อ้ำอึ้งอยู่คือฟ้าใสที่เคยออกแบบป้ายชื่อครั้งแรกแล้วโดนฉีกทิ้ง

“ผมถามว่าทำไมไม่ใส่ป้ายมาครับ!”

“ขอโทษค่ะ หนูทำป้ายหายค่ะ” สีหน้าของฟ้าใสซีดเซียวลงทันทีเมื่อพูดประโยคนั้นออกมา

“หาย? ทำหายเหรอครับ!”

“ใช่ค่ะ หนูทำหายเมื่อสามวันก่อน” เธอพูดพร้อมก้มหน้ารู้สึกผิด

“คุณกำลังจะบอกว่าป้ายมันไม่เคยสำคัญ เลยเผลอทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ จนหายเหรอครับ”

“คือไม่ใช่แบบนั้นค่ะพี่ หนูอยาก...” เธอก้มหน้ารู้สึกผิดเหมือนคนกำลังจะร้องไห้ ผมเข้าใจความรู้สึกนั้นดี

“ถ้าของชิ้นนั้นมันสำคัญกับตัวคุณมาก! มันจะหายไปได้ยังไงครับ!” พี่เติ้ลยังไม่เลิกกดดัน

“...” ทุกคนต่างพากันเงียบจนไม่มีใครกล้าพูดอะไร

“พวกคุณไม่เคยเห็นคุณค่ากับความสำคัญบนป้ายชื่อเลย!”

“...”

“ถอดออกมาครับ”

“ฮะ!”

“ถอดป้ายชื่อของพวกคุณออกมาครับ”

“...” ผมตกใจกับคำพูดนั้นมาก

“การลืมใส่ในบางครั้งเป็นเรื่องที่ผมยกโทษให้คุณได้เมื่อไม่ตั้งใจ แต่สิ่งที่ผมทนไม่ได้คือการที่พวกคุณดูถูกและไม่ให้เกียรติในภาควิชาของพวกผมด้วยการทำของสำคัญหายแบบนี้!”

“...” ไม่นะ ลางสังหรณ์ผมไม่เคยผิดพลาด ขออย่าให้เหมือนที่ผมคิดในหัวเลย ผมไม่อยากเสียสิ่งสำคัญบนคอไป

“มีใครบางคนในรุ่นพวกคุณถอดป้ายชื่อที่มีสัญลักษณ์ประจำภาควิชา และชื่ออุตสาหการของพวกคุณวางทิ้งไว้บนพื้นใต้ตึกคณะที่เป็นทางเดินให้คนทั่วไปเดินข้ามและเหยียบย่ำมัน!”

“คุณทำลายความภูมิใจของผม!”

“คุณดูถูกสิ่งสำคัญของผม คุณทำลายเกียรติของพวกผม!”

“คุณย่ำยีสิ่งสำคัญของเพื่อนคุณ! คุณไม่เคยเห็นค่าของป้ายในมือคุณเลยสักนิด”

 

ความเงียบเข้าปกคลุมบรรยากาศในห้องเชียร์อีกครั้ง เป็นความกดดันที่ย่ำแย่ไม่ต่างจากวันแรกของการว้ากเลย หัวใจผมเริ่มไม่อยู่กับตัว มือผมเริ่มสั่นเทาจากคำพูดของคนตรงหน้า หยาดน้ำใสเริ่มไหลซึมออกจากดวงตากลมเล็กทั้งสอง ผมเสียใจกับคำพูดเหล่านั้น สิ่งสำคัญในมือผมมันเป็นยิ่งกว่าชีวิต มันเป็นยิ่งกว่าความสุขที่เราเคยสร้างมันร่วมกัน และมันยังเป็นสิ่งย้ำเตือนผมว่าในวันนั้นคนใกล้ตัวเคยแคร์ผมมากขนาดไหน

ฉีกชื่อของพวกคุณกลับไป! แล้วส่งมันกลับมาให้ผม! เอาชื่อภาคผมคืนมา! เอาสัญลักษณ์ที่พวกคุณไม่ต้องการนั่นคืนมาให้หมด!”

หยดน้ำใสไหลรินตกกระทบตัวอักษรคำว่าปอในมือ ช่วงเวลาที่ลงมือตัดกระดาษจนได้แผล การบรรจงเขียนทีละตัวอักษรจนกลายเป็นป้ายชื่อของคนทั้งรุ่นค่อย ๆ ลอยเข้ามาในหัว ภาพมีดคัตเตอร์กรีดแทงบนปลายนิ้วของผมจนกระดาษนั้นเต็มไปด้วยของเหลวสีแดง ภาพของใครบางคนที่วิ่งมาช่วยพร้อมพาไปทำแผล รอยยิ้มจากความห่วงใยเหล่านั้นยังตราตรึงในใจเสมอทุกครั้งที่ได้มองตัวอักษรเหล่านี้ นั่นคงไม่มีอีกแล้วสินะ

 

“บอกให้คืนผมมา! ส่วนชื่อคุณผมไม่ต้องการ! ฉีกมันทิ้งไปซะ!”

“อึก...ฮือ...” น้ำตาผมไหลอาบแก้มทั้งสองอย่างไม่อาจหยุดยั้ง ผมไม่สามารถออกคำสั่งกับดวงตาตัวเองได้

“ภาควิชานี้ไม่มีและไม่ต้องการคนอ่อนแอ! ถ้าคุณคิดจะร้องไห้ก็เดินออกจากภาควิชานี้ไปซะ!”

“อึก...” โดนแบบนี้ผมจะกล้าร้องไห้ต่อเหรอ ผมผิดมากเลยเหรอ ทำไมแค่คำพูดไม่กี่คำถึงจุกอกแบบนี้

แม้เสียงเรียกในหัวใจจะกรีดร้องมากเพียงใด แต่ด้วยถ้อยคำที่ตอกย้ำราวกับมนตร์สะกดที่ทำให้ผมต้องฝืนทนด้วยความสามารถที่มี กลั้นความอ่อนแอทั้งหมดไว้ในนั้น เพื่อให้ได้ยืนอยู่ในภาควิชาแห่งนี้ต่อไป ผมจะไม่ไหวแล้ว

“ฉีกมันออกมา! ทำลายมันให้สมกับความต้องการของพวกคุณ เหมือนที่พวกคุณไม่เคยภูมิใจกับมัน!”

 

แหม่ะ แหม่ะ แหม่ะ

 

ปลายนิ้วที่สัมผัสลงบนกระดาษแผ่นเหลืองไม่ต่างจากการจ่อคมของปลายมีดเข้าที่ขั้วหัวใจ แม้จะพยายามแค่ไหนหยดน้ำตาก็ยังไหลรดตัวอักษรบนแผ่นป้ายในมือไม่ขาดสาย ร่องกระดาษที่ค่อย ๆ ถูกชำแรกแย้มฉีกขยายออกทีละนิดราวกับการกดใบมีดแหลมคมเข้าไปเชือดเฉือนหัวใจอย่างแผ่วเบาเพื่อให้ทรมานถึงขีดสุด และตายอย่างเชื่องช้า

 

ความเจ็บปวดที่สุดในชีวิตอีกประการหนึ่งคือการต้องทำลายสิ่งที่รักมากที่สุดด้วยมือของตนเองคู่นี้

 

“คืนมันมาแล้วไปจากที่นี่! ออกไปจากภาควิชาผม! กลับบ้านกันไปให้หมด!”

“อึก...ฮือ...”

“ยังไม่ไปอีกเหรอ! ปีสองทั้งหมด พวกมึงไปยกโต๊ะหินกันโต๊ะไม้พวกนั้น” พี่ว้ากชี้ไปยังโต๊ะหินที่อยู่ไม่ไกล

“ฮะ!” รุ่นพี่ปีสองทำหน้าตื่นตระหนกกับคำพูดของพี่ว้าก

“ยกคนละมุม สี่มุมสี่คน พร้อมร้องเพลงเชียร์ของภาคให้กูได้ยินด้วย”

“พี่! นั่นมันโต๊ะนั่งกันแปดคนเลยนะ แล้วพวกผม...” พี่ปีสองพยายามอธิบาย

“เดี๋ยวนี้!!! ปฏิบัติ!”

ความหดหู่กระแทกแทรกทะลุเรือนร่างเป็นระลอกที่สอง ลิ้นชักแห่งความทรมานได้ถูกเปิดออกอีกครั้ง การอาลัยอาวรณ์กับป้ายชื่อเป็นเพียงภาพมายาเพื่อหลอกลวงตามความรู้สึก ป้ายที่เคยคล้องคอมาแรมเดือนเมื่อถูกส่งคืนพี่ว้ากไปป้ายแผ่นนั้นกลับถูกกระชากอย่างไร้เยื่อใยจนขาดวิ่น

เศษซากจากร่องรอยแห่งการชำแรกความทรงจำหลงเหลือเพียงตัวอักษรคำว่า ‘ปอ’ บนกระดาษสีเหลืองในฝ่ามือเท่านั้น ภาพแห่งความภาคภูมิใจถูกฉีกออกเป็นชิ้น ๆ ด้วยเสียงร้องตะโกนเป็นเพลงจากพี่ปีสองที่กำลังแบกโต๊ะไม้หินจนฟังไม่เป็นคำ หยาดเหงื่อและแขนขาที่สั่นเทาบอกเป็นนัย ๆ ว่าพี่เขาคงไม่ไหวแล้วเช่นกัน

ทั้งที่เป็นอย่างนั้น แต่ร่างกายผมกลับไม่ทำตามคำสั่ง มันแข็งทื่อไปหมด มีเพียงแค่ดวงตาและหยดน้ำสีใสเท่านั้นที่ทำงานอย่างไม่ขาดสาย เสียงสะอื้นปะปนเล็ดลอดผ่านลมหายใจของผม ได้สะกิดให้ใครบางคนหันมามอง

"น้องปอ ไม่เป็นไรครับ รีบกลับบ้านนะ พะ...พี่ไม่ไหวแล้ว" เป็นเสียงพี่บอสที่พูดออกมาด้วยความเหนื่อยล้า พร้อมกับแขนขาที่เซไปมาจนโต๊ะหินสั่นเทา ทั้งที่เป็นอย่างนั้นพี่บอสก็ยังส่งยิ้มให้กำลังใจผมอย่างไม่ห่วงตัวเอง

 

หมับ

 

ใครบางคนคว้าวงแขนของผมทั้งน้ำตา พาวิ่งหนีออกจากสถานการณ์น่าอึดอัดแห่งนี้

"ถะ...ถุงแป้ง...อึก..."

"ไม่เป็นไรเว้ยปอ... แก...ต้องไม่ร้อง"

"แต่แกก็กำล้งร้องอยู่ ฮือ..."

"ฉันจะหยุดร้อง อึก...เพราะงั้น แกต้องหยุดด้วย"

 

ผมกับถุงแป้งวิ่งหนีความโหดร้ายมาไกลพอสมควร จากห้องเชียร์ที่อาคารวิศวพัฒนามาถึงสนามบอลของมหาวิทยาลัย พวกเรานั่งลงที่อัฒจันทร์ด้านหลัง เป็นเวลาหลายนาทีที่ต่างคนต่างไม่พูดอะไรกัน พื้นที่แห่งนี้ถูกปกคลุมไปด้วยความเงียบสงัดอันปราศจากเสียงรบกวนใด ๆ นอกจากเสียงสะอื้น

“ปะ...ปอ” ถุงแป้งเริ่มพูดขึ้นท่ามกลางความเงียบ

“...”

“แกโอเคไหม”

“...”

“เรื่องป้ายชื่อที่แกเป็นคนออกแบบกับเสนอไอเดียทั้ง...”

“แป้ง” ผมเรียกชื่อของอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ

“หืม”

เราขออยู่คนเดียวสักพักได้ไหม” ผมพูดกับเพื่อนสาวด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ

“แต่แกเพิ่งจะ...”

“ตอนนี้เรายังไม่พร้อมพูดอะไรทั้งนั้น”

“...”

“ขอร้องเถอะนะ...เพื่อน”

 

sds

ภาพประกอบอ้างอิงจากซีรี่ส์ puppy honey season 2 EP.4 ของ GMM' tv

 

_________________________________________

 

ขอโทษที่มาดึกนะครับ ตอนแรกรันคิดว่าดึกไปแล้วเลยจะลงพรุ่งนี้

แต่ก็กลัวพรุ่งนี้จะติดงานแล้วลงช้าอีก ฮืออออ TT_TT

สำหรับตอนนี้หนักหน่วงไปทางกดดันมากกว่าความสัมพันธ์ของปั๊มกับปอ

ในตอนถัด ๆ ไปเรื่องราวเหล่านี้จะดีขึ้นแน่นอน

 

รันขอแอบชวนคุยอีกนิด

 

ช่วงนี้รันเขียนงานสองหมวดคือวรรณกรรมหนัก ๆ และนิยายรักหวาน ๆ 

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ที่ผ่านมา ผลงานของรันเพิ่งผ่านการคัดสรรวรรณกรรมร่วมสมัย

ในโครงการโควิดเปลี่ยนเราเรื่องเล่าเปลี่ยนโลก รางวัลเผยแพร่หมวดเรื่องสั้น

 

เรื่อง "ห้องเรียนที่ไม่ถูกเชื่อมต่อ"

https://m.facebook.com/102326548139909/posts/150220166683880/

 

ยังไงรันขอฝากผลงานหน่อยนะครับ เผื่อนักอ่านบางท่านจะชอบอ่านงานวรรณกรรมแนวนี้ : )

sds

 

Enjoy Reading

love... Run (END)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

2 ความคิดเห็น