END love "จบรักสถานะเพื่อน"

ตอนที่ 12 : บันทึกของเพื่อน ฉบับ11 “ป้ายชื่อของพวกเรา”

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 19
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    23 พ.ค. 63

Pump Part

“ขออนุญาตครับ ควรใส่ป้ายชื่อครับ” ผมเห็นคนตัวเล็กยกมือตอบ เลยโล่งใจที่เห็นเขากล้าแสดงความคิดเห็น ต่างจากตอนแรกที่นั่งก้มหน้าจนเกือบร้องไห้ ผมจึงต้องทำลายบรรยากาศนั้นด้วยการยืนขึ้นตอบคำถามพวกพี่ว้ากทั้งที่ไม่ได้อยากตอบ ที่ทำไปก็แค่ไม่อยากให้คนข้างตัวร้องไห้เท่านั้นเอง แค่พูดตามที่รู้สึกเองไม่รู้ว่าเผลอพูดอะไรผิดไปไหม

“ใครตอบว่าใส่ป้ายชื่อครับ!”

“เอ่อ...ผมครับ”

“เป็นสิ่งที่ผมชอบ แล้วเพื่อนคุณจะใส่กันทุกคนไหม”

“ใส่...ครับ...”

“คุณถามเพื่อนคุณแล้วเหรอครับ”

“เอ่อ...”

“เป็นใบ้เหรอ! เพื่อนกูถามก็ตอบเด้!”

“...” เอาแล้วไง เมื่อครู่ผมเพิ่งทำให้บรรยากาศดีขึ้นไปแล้วแท้ ๆ แต่พี่ว้ากกลับเริ่มกดดันอีกครั้ง แถมรอบนี้คนตัวเล็กข้างผมกลับโดนไปแบบเต็ม ๆ จนพูดอะไรไม่ออกเอาแต่ยืนก้มหน้าทำตาซึม ๆ ผมรู้ว่าอีกไม่กี่นาทีเสียงสะอื้นของเด็กน้อยต้องตามมาพร้อมคราบน้ำตาแน่ ๆ

“ขออนุญาตครับ” ผมลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเพื่อหาทางช่วยคนข้างตัว จึงทำให้ดวงตากลมโตคู่นั้นเบิกกว้างขึ้น

“เชิญครับ”

“ผมขออนุญาตปรึกษากับเพื่อนก่อนได้ไหมครับ” ผมถามออกไปด้วยความคิดที่ว่านี่คือทางออกที่ดีที่สุด

“ได้ครับ แต่เวลามีจำกัด ผมคงรอคุณปรึษากันนานไม่ได้ ผมให้สามนาที”

“...” ร่างเล็กเบิกตากว้างพร้อมทำหน้าตกใจเป็นรอบที่สองเมื่อได้ยินคำว่าสามนาที

“อ้าวเฮ้ย! เพื่อนกูให้สามนาทีพวกมึงยังไม่รีบคุยกันอีก! กูลดเหลือสองนาที!”

“เพื่อนครับ ฟังหน่อยนะ ตอนนี้ไอเดียที่ทำให้เราทุกคนรู้จักกันคือการใส่ป้ายชื่อ มีใครไม่โอเคกับการใส่ป้ายชื่อเพื่อให้เรารู้จักกันและจำชื่อเพื่อน ๆ ได้ทั้งหมดไหมครับ” ผมเห็นว่าคนตัวเล็กเอาแต่ยื่นนิ่งเพราะความตกใจ ผมจึงต้องหันไปคุยกับเพื่อนเพื่อแก้สถานการณ์ตรงหน้าแทน

“...”

“มีใครไม่อยากใส่ไหมครับ บอกได้เลย เราจะได้ช่วยกันหาวิธีอื่นมาแทนป้ายชื่อ”

ขณะที่ทุกคนกำลังปรึกษากันอย่างหนัก เพื่อน ๆ ต่างแสดงความคิดเห็นเพื่อโน้มน้าวใจให้ทุกคนหันมาใส่ ได้มีเสียงน่ารำคาญจากผู้หญิงในชุดชอปสีเข้มดังแทรกขึ้น

“เวลาที่พวกมึงขอไว้หมดแล้ว!”

“ทุกคนโอเคกับการใส่ป้ายชื่อครับ” ผมตอบกลับไปทันที

“งั้นถ้ากูเห็นใครไม่ใส่ป้ายชื่อกูเอาเรื่องนะ”

“โอเคครับ ถ้าได้ข้อสรุปว่าใส่ป้ายชื่อแล้ว พวกคุณจะทำป้ายแบบไหนใส่กันครับ” พี่ที่ยืนหน้าห้องพูดขึ้น

“เอ่อ...พวกผมยังไม่ได้คิดครับ ด้วยเวลาจำกัดสองสามนาทีเลยคิดไม่ทันครับ” ตอบแบบนี้จะโดนอะไรอีกไหมวะ

“ถ้าแบบนั้นผมให้เวลาคุณช่วยกันออกแบบแล้วพรุ่งนี้นำเสนอให้ผมดูตอนเย็น ผมขอกระบวนการทำงานแบบวิศวกรนะครับ ทุกการกระทำขอให้มีเหตุผลรองรับ และป้ายทุกชิ้นต้องเหมือนกันทั้งรุ่น ต่างกันได้แค่ชื่อเข้าใจนะครับ”

“ถ้างานไม่ดีพวกมึงโดนหนักแน่!” พี่อีกคนตะโกนทิ้งท้ายด้วยหน้าโหด ๆ ที่เต็มไปด้วยหนวดเคราก่อนเดินออกไป

 

 

เย็นนั้นจบลงด้วยการที่พี่ว้ากในชุดชอปสีเทาเข้มเดินออกไปจากห้อง เหลือไว้เพียงพี่ปีสองที่พูดคุยและย้ำเตือนอีกหน่อยว่าป้ายชื่อนั้นต้องสื่อความหมายและหน้าตาเหมือนกัน ก่อนพวกเราจะเริ่มต้นออกแบบป้ายชื่อร่วมกัน เราตกลงร่วมกันว่าจะทำป้ายชื่อรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าด้วยกระดาษแข็งเพราะทุกแผ่นสามารถตัดให้เหมือนกันได้โดยคนที่ทำหน้าที่นำเสนอเรื่องนี้คือผู้ออกไอเดีย น้ำฝนและฟ้ากลุ่มผู้หญิงตัวเล็กที่นั่งหน้าสุดของห้องเรียน

สำหรับคนอื่นเวลาก่อนการนำเสนอเช่นนี้คงกดดันมากแตกต่างจากผมที่ไม่ได้ตื่นเต้นเท่าไหร่กับพี่ว้าก เพราะตอน ม.6 ผมเคยมาเข้าค่ายที่นี่แล้ว ผมเลยรู้จักพี่แต่ละคนเป็นอย่างดี โดยเฉพาะกลุ่มพี่ว้ากที่เป็นพี่เลี้ยงคอยดูแลผมตลอดค่ายผมเลยรู้ว่านิสัยแท้จริงของพวกพี่ ๆ นั้นแตกต่างจากตอนดึงหน้าใส่พวกผมมาก มันก็แค่การแสดงเท่านั้นแหละ

 

“ผมหวังว่าพวกคุณจะเตรียมงานมานำเสนอกันนะครับ” พี่เติมที่เป็นเฮ้ดของการประชุมเชียร์พูดด้วยเสียงนิ่ง ๆ

“รีบ ๆ เอางานมาดู! พวกกูไม่ได้มีเวลาว่างมานั่งฟังพวกมึงทั้งวันนะ” เป็นพี่เติ้ลที่อยู่ข้างพี่เติมที่ตะโกนเข้ามาแทน

“ผมขอตัวแทนนำเสนองานครับ” พี่เติมหันไปส่งสัญญาณให้เพื่อนเงียบก่อนจะขอตัวแทน

“ค่ะ” เวลานั้นน้ำฝนและฟ้าใสยืนขึ้นเต็มความสูงเพื่ออธิบายถึงป้ายชื่อที่พวกเธอคิดมา เธอใช้เวลาอธิบายกับพี่ว้ากอยู่พักใหญ่ว่าป้ายรูปสี่เหลี่ยมมันทำง่ายตัดง่ายทุกแผ่นจะได้เหมือนกัน อีกทั้งเลือกให้เพื่อนคนหนึ่งที่ลายมือสวยเขียนชื่อบนป้ายชื่อทุกแผ่น ลายมือบนกระดาษแต่ละใบจะได้ไม่แต่กต่างกัน

“พอก่อนครับ พวกคุณไปนั่งก่อน” พี่เติมยกมือห้ามอย่างใจเย็นและพูดกับเพื่อนทั้งสองให้เข้าไปนั่งก่อนระเบิดชุดใหญ่จะโถมกระหน่ำเข้าสู่พวกเรา

“ห่วย! งานแย่มาก!”

“คิดกันเกือบร้อยคนได้แค่นี้เหรอ! นึกว่างานเด็กประถม”

“ป้ายชื่อกูโคตรมีค่าเลย แค่กระดาษโง่ ๆ สี่เหลี่ยมแผ่นเดียว”

“ให้คนคนเดียวเขียนชื่อทุกคนลายมือจะได้เหมือนกัน คนเขียนแม่งไม่ตายห่าก่อนเหรอ แม่งเขียนเป็นร้อยใบ”

“เฮ้ย! เพื่อนกูใส่ป้ายแผ่นแค่นี้ พวกมึงยืนหลังห้องเห็นชื่อเพื่อนกูปะ”

“กูไม่เห็นอะไรเลยวะ สงสัยแม่งไม่อยากรู้จักกันจริงเลยทำมาแค่นี้”

“ไม่อยากใส่ก็บอกตรง ๆ ไม่ใช่ทำงานชุ่ย ๆ แบบนี้มาส่ง”

“งั้นกูขอสรุปนะ” พี่ผู้หญิงในชุดชอปหน้าโหดเดินมาคว้าป้ายชื่อที่น้ำฝนกับฟ้าใสทำมาเป็นตัวอย่างออกจากมือพี่เติมทันที

“งานนี้ไม่รับนะคะ” คำพูดนั้นถูกถ่ายทอดผ่านสีหน้าและการกระทำ แม้ทั้งห้องจะเต็มไปด้วยเสียงพี่ว้ากแต่เสียงของกระดาษแผ่นเล็กในมือกลับดังยิ่งกว่าเสียงใด ๆ เมื่อป้ายชื่อแผ่นนั้นถูกฉีกออกอย่างไร้ความปรานี

“โอ้โฮ ป้ายชื่อแม่งโคตรทนเลยว่ะ ดึกเบา ๆ แม่งขาดเป็นชิ้น ๆ ละ” วินาทีนี้ผมโกรธพวกพี่ที่อยู่หน้าห้องมาก ที่โกรธไม่ใช่เพราะทำงานมาแล้วเขาไม่รับ แต่โกรธที่เขาทำร้ายจิตใจเพื่อน ๆ ผมที่ช่วยกันออกแบบ ตอนนี้ผมเห็นฟ้าใสกับน้ำฝนทำท่าเหมือนคนกำลังร้องไห้กับกระดาษที่ถูกฉีกออกแต่กลับพยายามกลั้นน้ำตาไว้

“ผมบอกพวกคุณแล้วว่าทำอะไรต้องมีเหตุผล ไม่ใช่แค่มันสะดวก คุณเป็นวิศวกรต้องคิดให้มากถ้าคุณทำเป็นสี่เหลี่ยมแล้วมันสื่อถึงอะไรบ้าง ความทนทานมันเพียงพอกับการใส่ทุกวันไหม ใช้สีนี้เพราะอะไรใช้งานแล้วมองเห็นชัดเจนไหม หรือวิธีนำเสนอ ผมอยากให้เป็นวิศวกรมากกว่านี้ ไม่ใช้การบอกว่าตัดกระดาษเล็กเท่านี้ คุณควรบอกเป็นตัวเลขให้ชัดเจน แล้วสรุปว่าคุณได้ปรึกษาพี่ปีสองหรือยัง” พี่เติมที่ยืนอยู่หน้าห้องร่ายยาวก่อนที่ทั้งห้องจะเงียบลง

“...”

“ตอบเด้!”

“เป็นใบ้อีกแล้วว่ะ เพื่อนกูถามก็ต้องเด้!”

“มึงก็บอกมาเลย ไม่อยากใส่แล้วเว้ย!”

“ปีสองครับน้อง ๆ มาปรึกษาเรื่องป้ายชื่อไหมครับ”

“เอ่อ...ไม่ได้ปรึกษาครับ” พี่คนเดิมที่เมื่อวานโดนต่อว่าเรื่องระเบียบเชียร์เอ่ยขึ้น ถ้าจำไม่ผิดพี่เขาน่าจะชื่อบอสมั้ง

“น้องแม่งโคตรเห็นหัวพวกมึงเลยว่ะ”

“กูเก่งแล้วเว้ย! กูไม่ต้องปรึกษาใครเว้ย!”

“พวกพี่แม่งโง่ ให้คำแนะนำไม่ได้หรอก”

“หรือพวกคุณปีสองไม่คิดจะเข้าไปช่วยเหลือน้องของพวกคุณ”

“ปีสองแม่งโคตรแล้งน้ำใจ!”

“เป็นกู กูไม่นับคนพวกนี้เป็นพี่เป็นน้องตั้งแต่แรกแล้ว!”

“ความผิดพวกผมเองครับพี่ อย่าไปว่าน้อง ๆ เลยครับ” เป็นเหมือนเมื่อวานที่พี่คนนั้นเลือกขอโทษและรับผิดแทนปีหนึ่งอีกครั้ง

“ขออนุญาตครับ” ผมทนไม่ได้กับเหตุการณ์ตรงหน้าแถมคนตัวเล็กข้างผมยังเอาแต่นั่งตัวสั่นกำหมัดแน่นเหมือนคนกำลังกลั้นเสียงสะอื้นอยู่

“เป็นความผิดของพวกผมครับที่คิดน้อยเกินไป ขอโอกาสให้พวกผมได้แก้ไขอีกครั้งได้ไหมครับ”

“มึงคิดว่าสิ่งที่มึงทำควรได้โอกาสเหรอ”

“ให้พวกมึงไปแม่งก็ทิ้งขว้างทำมาแบบเดิม”

“ผมขอถามเหตุผลที่คุณควรได้โอกาสอีกครั้งหน่อยครับ” ผมว่านอกจากพี่เติมคงไม่มีใครใจเย็นแล้วแหละ

“เป็นความผิดพลาดครั้งแรกจากการทำงานร่วมกัน พวกเรายังคิดน้อยและติดความคิดจากมัธยมอยู่ พวกเราได้เรียนรู้ความผิดพลาดจากการกระทำทั้งหมดแล้วครับว่ามันทำให้เดือดร้อนแค่ไหน ขอโอกาสอีกครั้งเถอะครับ”

“โอเคครับ ผมให้โอกาสพวกคุณ แต่ถ้ายังผิดพลาดอีกจะไม่มีครั้งที่สองหลังจากนี้แล้วนะครับ”

 

 

การว้ากจบลงทันทีและการนัดหมายใหม่ได้ถูกแทนที่ขึ้นมาเพราะต้องส่งงานให้ทันในวันรุ่งขึ้น ครั้งนี้พวกเราปรึกษาปีสองอย่างหนักว่าปีที่แล้วพวกพี่ ๆ ทำอะไรบ้าง ใช้สีอะไรใช้รูปอะไรแก้ปัญหาเรื่องลายมือบนชื่ออย่างไรแม้กระทั่งเลือกใช้วัสดุใดในการทำป้ายชื่อทั้งหมด

แต่ทั้งน้ำฝนและฟ้าใสหมดกำลังใจในการรับผิดชอบงานแล้วเราจึงต้องหาคนนำเสนอพร้อมทั้งออกแบบใหม่ให้กระบวนการทำงานเป็นวิศวกรมากยิ่งขึ้น ผู้รับผิดชอบในงานนี้คือกลุ่มของกาย ผมรู้จักพวกกายดีเพราะเป็นเด็กค่ายมาก่อน พวกกายใช้โปรแกรมเขียนแบบเก่งมาก เก่งจนรับรองได้ว่างานวันพรุ่งนี้มันต้องดีกว่าวันนี้หลายร้อยเท่า ต้องดีจนไม่มีช่องว่าสำหรับการปฏิเสธใด ๆ ทั้งสิ้น

ส่วนการออกแบบเพื่อให้ตอบโจทย์ทั้งหมด คราวนี้คนตัวเล็กของผมกลับเป็นคนออกไอเดียให้เพื่อนเกือบหมด ผมจึงได้เห็นแววตาของคนที่มุ่งมั่นพยายามเพื่อคนอื่นอีกครั้งหนึ่ง เป็นดวงตาที่ผมไม่ได้เห็นมานาน เพราะครั้งล่าสุดที่เห็นคงเป็นตอน ม.ต้น ที่ติวด้วยกันจนทำให้เราสองคนได้เลื่อนชั้นจากห้องท้ายสุดมายังห้องหนึ่ง เห็นแล้วก็แอบคิดถึงคนคนนั้น คนที่มีความมุ่งมั่นอยู่เต็มเปี่ยมภายในโดยไม่แสดงความอ่อนแอออกมาแม้แต่น้อย

 

 

เวลานี้ผมกลับลุ้นยิ่งกว่าเมื่อวาน เพราะเป็นการนำเสนอด้วยโอกาสรอบสองที่พี่ปีสามหยิบยื่นให้ นั่นคือเวลาที่พวกเราต้องพิสูจน์ให้พวกพี่ว้ากได้เห็น

“ขอตัวแทนครับ”

“ผมครับ” กายและคนตัวเล็กข้างผมลุกขึ้นยืนเต็มความสูงพร้อมเดินไปต่อโน้ตบุ๊กเข้ากับโพรเจกเตอร์ทันที พี่ปีโตออกจะดูตกใจเล็กน้อยที่เห็นพวกผมยกโน้ตบุ๊กมาต่อแทนที่จะเป็นเศษกระดาษอย่างเมื่อวาน ซึ่งเมื่อเตรียมตัวเสร็จกายก็นำเสนอป้ายชื่อรุ่นของพวกเราทันที

“เราออกแบบเป็นรูปทั่งครับ ที่เป็นสัญลักษณ์ของภาควิชา สีเทาเข้มสีเดียวกับเสื้อชอป พร้อมแทรกด้วยสีเหลืองที่เป็นสีประจำภาควิชาครับ ขนาดความยาว Dimention ต่าง ๆ ตามที่แสดงในไฟล์ Autocad [1] เลยครับ วัสดุใช้กระดาษลังทำเพื่อให้แข็งแรง ด้านหน้าใช้กระดาษแข็งสีเทาที่ตัดเป็นรูปทั่งปิดทับ ด้านหน้าสุดเป็นรูปฟันเฟืองสองอันกำลังขบกันอยู่เพื่อสื่อถึงคณะวิศวะกับการทำงานร่วมกันของพวกเรา ส่วนสุดท้ายสำหรับตัวหนังสือเราจะทำฟ้อนขึ้นมาเป็นต้นแบบเพื่อให้ใครก็ได้สามารถเขียนลงไปในกระดาษได้ครับ”

“...” พวกรุ่นพี่ปีต่างพากันนิ่งโดยไม่พูดอะไร เขาจ้องมองราวกับว่างานนี้อยู่เหนือความคาดหมายไปมาก จากกระดาษแข็งสี่เหลี่ยมแผ่นเล็ก กลายเป็นป้ายชื่อที่เปี่ยมไปด้วยความหมายและความสำคัญหลายเท่าตัว

“ใช้งบเท่าไหร่ครับ” เหนือความคาดหมายอีกแล้วครับ เพราะคำถามนี้พวกผมไม่ได้เตรียมคำนวณค่าใช้จ่ายมา

“เอ่อ...คือ” กายทำท่าเหมือนกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเพราะไม่รู้จะตอบอย่างไร ส่วนคนตัวเล็กยืนอธิบายอยู่กับกายก็ไม่เคยคิดถึงเรื่องราคาเช่นกัน

“ขออนุญาตครับ” ผมตัดสินใจยืนขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าครั้งนี้

“เชิญครับ”

“กระดาษลังสามารถใช้ของที่บ้านเพื่อนได้ครับจึงไม่มีต้นทุนในส่วนนี้ มีเฉพาะกระดาษแข็งที่ต้องซื้อใหม่แต่ผมยังไม่ได้สำรวจร้านค้าแถวนี้ว่าร้านไหนราคาถูกที่สุดแต่ประมาณการไว้คร่าว ๆ ไม่เกิน 40 บาทต่อคนครับ”

“โอเคครับ ดีมาก ผมรับงานชิ้นนี้และถือว่าพวกคุณตั้งใจทำมันออกมาได้ดีมาก ขอให้รักษาความดีนี้ไว้”

“ขอบคุณครับ”

“วิศวกรต้องคิดให้มากกว่าคนอื่น ทุกการกระทำควรมีความหมาย และการพูดถึงต้นทุนค่าใช้จ่ายควรเป็นสิ่งแรกที่คุณต้องคำนึกถึงเพราะมันคืองานหลักของพวกเรา ต่อไปไม่ว่าคุณจะทำอะไรคำถามแรกที่คุณต้องเจอคือใช้งบเท่าไหร่ ใช้เงินเท่าไหร่ หรือมีทุนเท่าไหร่ ซึ่งการลดต้นทุนให้ต่ำที่สุดอย่างที่พวกคุณคิดมาเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ ผมขอชื่นชม”

“...” บรรยากาศกดดันที่ผ่านมาตอนนี้ได้หายไปแล้ว มันถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มของเพื่อน ๆ ที่ช่วยกันออกความคิดเห็นต่าง ๆ นานา โดยเฉพาะคนตัวเล็กข้างผมที่ดีใจกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะไอเดียรูปทั่งฟันเฟืองและการเลือกสีก็มาจากคนข้างตัวผมเกือบทั้งหมดเลย เห็นยิ้มได้แบบนี้แล้วผมค่อยโล่งใจหน่อย

“ผมจะได้เห็นป้ายนี้บนคอพวกคุณเมื่อไหร่”

“เอ่อ...”

“ถ้างั้นผมขอกำหนดเลย วันศุกร์หลังเลิกเรียนผมให้เวลาพวกคุณสองชั่วโมงในการทำป้ายชื่อของคนทั้งรุ่น”

“หา! สองชั่วโมง ใครจะไปทำทัน” กายพูดขณะเก็บอุปกรณ์นำเสนอลงกระเป๋าอย่างลืมตัวว่าอยู่ใกล้พวกพี่ว้าก

“สองชั่วโมงกับคนเกือบร้อย ถ้าคุณบริหารจัดการเวลาได้ดีผมรับประกันว่างานเสร็จก่อนเวลาแน่ครับ ที่เหลือคุณปรึกษาปีสองแล้วกัน วันนี้พวกผมหมดธุระกับพวกคุณแล้วครับ” พวกพี่ว้ากพูดจบก็ต่างพากันออกจากห้องไป เหลือไว้แค่ปีหนึ่งอย่างพวกผมและพี่ปีสองที่เข้ามาช่วยเหลือ

“เอายังไงกันดี” กายพูดพร้อมกับยกมือเกาหัวอย่างไม่รู้ว่าต้องทำยังไงกับเหตุการณ์นี้

“พี่บอสครับ ปีที่แล้วพี่ใช้เวลาเท่านี้หรือเปล่าครับ” คนตัวเล็กของผมเป็นฝ่ายถามพี่ปีสองที่อยู่ใกล้ ๆ

“ปีที่แล้วพวกพี่ก็ใช้เวลาประมาณนี้แหละ แบ่งงานกันดี ๆ ช่วย ๆ กันทำ ยังไงก็ทันแน่นอน”

“งั้นเราแบ่งงานกันเลยนะ เริ่มจากหาอุปกรณ์ก่อน ปั๊ม ถุงแป้ง มาช่วยเราหาร้านที่อุปกรณ์ถูก ๆ หน่อย” เหมือนว่าคนตัวเล็กของผมจะดูกระตือรือร้นเป็นพิเศษ ก็ดีเหมือนกันเพราะผมชอบมองเขาตอนร่าเริงแบบนี้มากกว่า

 

วันศุกร์ที่รอคอยก็มาถึง ตอนนี้เรานั่งเตรียมอุปกรณ์กันอยู่ใต้อาคารวิศวพัฒนา พวกเราแบ่งงานกันว่าผู้ชายตัวใหญ่ทำหน้าที่ตัดกระดาษลังผมเลยได้อยู่กลุ่มนี้ ส่วนผู้หญิงคนอื่น ๆ กับผู้ชายตัวเล็กให้ไปตัดกระดาษแข็งและเตรียมเขียนชื่อ ปอเลยรับหน้าที่ตัดกระดาษแข็งไปเป็นที่เรียบร้อย

“ผมให้เวลาสองชั่วโมงนะครับ เดี๋ยวพวกผมจะกลับมาดูผลงานของพวกคุณ ว่าป้ายชื่อที่พวกคุณคุยไว้จะได้ตามแบบที่เสนอผมไว้หรือเปล่า” เฮ้ดว้ากที่ชื่อพี่เติมพูดอีกครั้งก่อนเดินจากไปพร้อมให้พวกเราเริ่มทำงาน

เวลาเดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว ทำให้พวกเราทำงานกันอย่างเร่งรีบ พร้อมกับป้ายชื่อที่สำเร็จลุล่วงไปกว่าครึ่งรุ่น คงเหมือนที่พี่บอสบอก ถ้าแบ่งงานกันดี ๆ ช่วย ๆ กันทำ ยังไงก็สำเร็จตามเวลาแน่นอน

“โอ๊ย” เสียงคนตัวเล็กดังขึ้นจากกลุ่มที่กำลังตัดกระดาษแข็งด้านหลัง

“ปอ! เป็นอะไร”

“คือ...” คนตัวเล็กทำสายตาลังเลที่จะพูดราวกับเด็กที่เพิ่งทำความผิดแล้วกลัวโดนดุ

“ก็ปอมันซุ่มซ่ามเลยทำคัตเตอร์บาดมือ แกไปทำแผลเหอะน่า” ถุงแป้งเป็นฝ่ายพูดขึ้นเมื่อคนตัวเล็กไม่ยอมพูด

“แผลแค่นี้เองแก ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวงานไม่เสร็จ” ถ้าเป็นแผลแล้วยังดื้อแบบนี้ สงสัยผมต้องบังคับหน่อยแล้ว

“ปอ! ลุก! ไปทำแผลเดี๋ยวนี้!”

“ปั๊ม แต่แผลมันแค่...”

“อย่าให้โมโห กูสั่งให้ลุก นับถึงสามถ้าไม่ลุกกูอุ้ม”

“ปั๊ม แผลมันเล็กมาก ไม่เป็น...”

“หนึ่ง!”

“ปั๊ม! คือไม่ต้องทำหรอก คือเราว่า”

“สอง!”

“ปั๊ม! คือถ้าไปงานมันจะไม่เสร็จ แล้วก็มันจะหมดเว..”

“สาม!”

 

พรึบ

 

ทันทีที่ผมนับสาม ผมสอดมือเข้าไปช้อนขาและแผ่นหลังของคนตัวเล็กพร้อมยืนขึ้นทันทีโดยไม่ให้อีกฝ่ายตั้งตัว

“ปั๊ม! ทำอะไร!” ดวงตากลมโตของคนในมือผมเบิกกว้างออกพร้อมกับใบหน้านิ่งเรียบค่อย ๆ ขึ้นสีทันที

“ทำแบบเมื่อตอน ม.2 ที่มึงล้มกลางสนามบาสเพราะสะดุดขาตัวเอง จนกูต้องอุ้มไปส่งที่ห้องพยาบาล”

“เราไม่ใช่เด็ก ๆ ที่ต้องร้องไห้ขอให้อุ้มไปส่งแล้วนะ! ปล่อยเราเดี๋ยวนี้เลยปั๊ม!” ตอนนี้คนตัวเล็กที่อยู่ในวงแขนของผมด้วยท่าเจ้าสาวยังคงร้องโวยวายและดีดดิ้นเพื่อให้หลุดจากแขนผมอยู่

“ก็มึงดื้อ! บอกแล้วไงว่าอย่าให้โมโห! แล้วมึงจะหยุดดิ้นได้ยัง” ผมค่อย ๆ จ้องลึกเข้าไปยังนัยน์ตาของคนในวงแขน ใกล้มากขึ้นเรื่อย ๆ ใกล้จนสัมผัสถึงความรู้สึกบางอย่างของอีกฝ่าย

“พอแล้วไม่ดิ้นแล้ว ไปก็ไป” บทจะว่าง่ายก็หายดื้อสนิท

“เอ่อ...คือฉันก็ไม่ได้อยากขัดจังหวะพวกแกหรอกนะ” ผมและคนตัวเล็กหันไปมองถุงแป้งที่หยุดตัดกระดาษและนั่งจ้องหน้าพวกเราสองคน

“มีอะไรแป้ง”

“คือพวกแกจะอยู่ท่านี้กันอีกนานปะ เห็นไหมว่าคนอื่นมองหมดแล้ว”

ผมหันไปตามที่ถุงแป้งบอกพร้อมกับสายตาเพื่อนร่วมคณะหลายสิบชีวิตที่จดจ้องมายังเราสองคนที่ยืนกอดกันกลมโดยมีคนตัวเล็กอยู่ในวงแขนของผม จ้องอะไรกันขนาดนั้นวะ ไม่เคยเห็นเพื่อนเล่นกันแบบนี้เหรอ

“แป้งคือ...เราเล่นกับแบบนี้ตั้งแต่เด็ก ๆ ประจำอะ ไอ้ปั๊ม! ปล่อยได้แล้ว เราอาย”

“ก็มึงดื้อก่อนเอง ถึงหน้าตึกเมื่อไหร่กูค่อยปล่อยละกัน วันหลังมึงจะได้ไม่กล้าดื้ออีก”

“ไอ้ปั๊ม!!!”

ผมก็พูดไปอย่างนั้นแหละ เพราะเดินไปได้แค่สามสี่ก้าวผมก็ปล่อยปอมันเดินเองแล้ว ไม่ใช่ว่าผมอายหรือไม่อยากแกล้งมันต่อนะ แต่เดี๋ยวนี้ปอแม่งตัวหนักกว่าแต่ก่อนเยอะ ขืนอุ้มไปถึงห้องพยาบาลจริง ๆ ผมอาจจะแขนหักเลยก็ได้ ตัวก็เล็กนิดเดียวไม่รู้ไปเอาส่วนไหนมาหนัก

 

 

แม้ปอจะบอกให้ผมนั่งทำงานต่อจะได้ไม่เสียเวลาแต่ผมกลับเลือกเดินตามมาห้องพยาบาลกันมันแทน ก็ห่วงมันด้วยแหละเพราะว่าปอเป็นคนที่เกลียดการทำแผลมากที่สุด โดยเฉพาะเวลาที่แอลกอฮอล์ใกล้จะโดนแผลปอมันชอบทำหน้าเจ็บไปก่อนจะทำแผลประจำ โดยเฉพาะตอน ม.1 ที่ตอนนั้นอาจารย์ห้องพยาบาลเผลอมือหนักจนปอถึงกับลืมเจ็บวิ่งหนีออกจากห้องพยาบาลไปถึงตึกข้าง ๆ กว่าผมจะลากมันกลับมาได้เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน

“นั่งนิ่ง ๆ อย่าซนล่ะ”

“ปั๊ม แกไม่ได้พาลูกมาทำแผลนะ”

“ไหนลูกปอ เรียกพ่อปั๊มหน่อยสิลูก”

“พ่อบ้านแกสิ อย่าเล่น รีบทำแผลจะได้รีบกลับไปทำงานต่อ”

“ก็พยาบาลไม่อยู่ ต้องรอก่อน”

“ถ้าอย่างนั้นไม่ต้องทำแล้ว ไปทำงานกันต่อเถอะ เดี๋ยวงานไม่เสร็จ”

“นี่กลัวงานไม่เสร็จ หรือ กลัวเจ็บ”

“กะ...กะ...กลัวงานไม่เสร็จสิ”

“ใช่เหรอ”

“คะ...ใครจะกลัวเจ็บกัน”

“ถ้าไม่กลัว เดี๋ยวทำแผลให้จะได้รีบกลับไปทำงาน”

“ไม่!”

“ไหนบอกรีบไปทำงาน ก็เดี๋ยวทำให้จะได้กลับไปทำงาน”

“ไม่! ปั๊มทำแผลได้โคตรแย่ หยุดนะ! ปั๊มจะทำอะไร เดี๋ยว อย่านะอย่า อื้อ!” ร้องไปเถอะ บอกว่าไม่กลัวพ่อก็ไม่ปรานี

 

 

“อ้าวปั๊มปอ ทำแผลกันเสร็จเร็วจัง”

“ห้องพยาบาลไม่มีใครอยู่เลย”

“แล้วทำไมแกไม่รอล่ะ”

“ก็...” ปอยังอ้ำอึ้งไม่ยอมพูด

“ก็ปอไม่ยอมรออาจารย์ อยากรีบกลับมาทำงานไว ๆ ไม่ต้องห่วงหรอกเราทำแผลให้ปอแล้ว”

“นอกจากหน้าตาดีแล้วยังใจดีทำแผลให้เพื่อนอีกนะปั๊ม” โดนผู้หญิงชมแบบนี้มันก็จะเขิน ๆ หน่อย

“โธ่! ยายถุงแป้ง แกไม่รู้อะไร ทำแผลบ้าอะไรมือหนักขนาดนั้น บอกว่าไม่เอาก็บังคับอยู่ได้”

“พูดดี ๆ หน่อย ก็เห็นรีบเลยทำแผลให้แทน มึงต้องพูดว่าขอบคุณครับสิ”

“ขอบคุณบ้าอะไรไม่ได้ขอร้องสักหน่อย เล่นขืนใจกันแบบนั้น”

“แกว่าไงนะ ใครขืนใจแก”

“ก็ไอ้ปั๊มเนี่ยสิ บอกว่าไม่ทำ เล่นล็อกแขนนั่งทับตัวไว้ไม่ให้ลุกหนี แล้วก็ละเลงยาลงแผล เจ็บจะตายอยู่แล้ว”

“น้อย ๆ หน่อย อุตส่าห์ไม่ใช้แอลกอฮอล์นะ ยังไม่หยุดบ่น หรือจะเอาจะได้ลากไปทำอีกรอบ”

“...”

“ปอ...แกไม่ควรใช้คำว่าขืนใจกับการบังคับทำแผลนะ ยิ่งสภาพแกเดินร้องไห้กลับมาแบบนี้คนอื่นฟังจะเข้าใจผิดนึกว่าแกโดน...”

“ถุงแป้ง! พอเลย พูดอะไรก็ไม่รู้ ปั๊มไปทำงานต่อได้แล้วไป!” อยู่ ๆ ปอก็หน้าแดงแล้วตะโกนไล่ผมไปทำงาน ผมแค่เผลอมือหนักตอนทำแผลไปหน่อย ต้องโกรธกันขนาดนี้เลยเหรอ

“เออ ๆ แล้วก็ไม่ต้องจับคัตเตอร์ล่ะ ไปเขียนชื่อไม่ก็ทำอย่างอื่นแทน”

“แต่ว่า...”

“อย่าให้พูดซ้ำ!” ผมเน้นย้ำกับปอไปอีกที เกิดซุ่มซ่ามกรีดมือตัวเองอีกจะว่าไง

“เจ๋งว่ะปั๊ม เราอยู่กับปอมาเป็นปี ๆ ยังไม่เคยมีใครเอาชนะความดื้อเงียบไม่ฟังใครของมันได้เลย ฮ่า ๆ”

“ยายแป้ง!”

“ปอ! ตกลงเข้าใจที่พูดปะ ห้ามจับ...” เหมือนปอจะไม่สนใจ ผมเลยต้องย้ำอีกครั้ง

“รู้แล้วน่า! ไม่ต้องย้ำ”

จากนั้นคนตัวเล็กก็เดินจากถุงแป้งที่กำลังตัดกระดาษแข็งไปยังเพื่อนอีกกลุ่มที่ทยอยเขียนป้ายชื่อกันอยู่ ก็แค่นั้นให้ผมขู่ตั้งนาน ถึงจะผ่านมาหลายปีแต่ปอก็ไม่เคยเปลี่ยนเลย ชอบดื้อเงียบเหมือนเดิม รู้ตัวอีกทีผมก็เผลอยิ้มให้กับคนตัวเล็กที่เดินตรงไปเตรียมเขียนชื่อให้เพื่อนแล้ว มือเล็ก ๆ นั้นกำลังจับปากกาเขียนชื่อในขณะที่มืออีกข้างมีปลาสเตอร์กับสำลีที่ผมทำแผลให้ติดอยู่ ‘ถ้าดื้อให้มันน้อยลงหน่อยก็กะจะเบามือกว่านี้อยู่หรอก’

 

เวลาสองชั่วโมงเดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว ป้ายชื่อของเราเสร็จก่อนเวลาเรียบร้อย ทุกคนได้รับมันคนละแผ่น บนป้ายชื่อเป็นรูปทั่งซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของภาควิชาสีเทาเข้ม ตัดด้วยฟันเฟืองสองชิ้นสีเหลืองที่กำลังขบกัน ชื่อเล่นและรหัสนักศึกษาของพวกเราทุกคนอยู่บนนั้น บนป้ายชื่อของพวกเรา ป้ายชื่อแห่งความสามัคคี

สงสัยว่าคนที่ดีใจกว่าใครเวลาคล้องป้ายลงบนหัวคือคนที่เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนโดนผมบังคับทำแผลไป

‘ปอ...แกรู้ไหมว่าวันนี้เป็นวันแรกตั้งแต่เปิดเทอมมา ที่แกยิ้มกว้างขนาดนี้’

 

อ้างอิง

[1] Autocadคือโปรแกรมเขียนแบบทางวิศวกรรม

 

_______________________________________

 

เชื่อว่าต้องมีคนเริ่มเกลียดพี่ว้ากกันแล้วแหละถึงจะรุนแรงไปหน่อยแต่จริง ๆ แล้วพวกพี่เขาก็มีเหตุผลอยู่นะ
อย่าโกรธพวกพี่ ๆ เลย อย่างน้อย ๆ ก็เว้นพี่เติมเฮ้ดว้ากไว้หนึ่งคนแล้วกันเนอะ เพราะพี่เขาหล่อและใจดีมาก 5555

ไม่รู้ว่ามีใครแอบยิ้มกับฉากที่ทั้งคู่ทำแผลแบบรันไหม เพราะหลังจากปอกลับไปทำป้ายชื่อต่อก็นั่งเขียนชื่อไปมองปลาสเตอร์ปิดแผลบนมือไปตลอดเลย (ปอเขาแอบดีใจแหละที่มีคนทำแผลให้ ถึงหนักมือไปหน่อยก็เถอะ 5555)
 

แอบสปอยตอนต่อไป ชื่อตอนว่า“ประชุมเชียร์” แค่ชื่อตอนก็ดูไม่น่าอ่านแล้วเนอะ

 

Enjoy reading

รัก... Run(END)

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

2 ความคิดเห็น