END love "จบรักสถานะเพื่อน"

ตอนที่ 11 : บันทึกของเพื่อน ฉบับ10 “This is a ว้ากเกอร์”

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 19
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    18 พ.ค. 63

Por Part

มหาวิทยาลัย K

หนึ่งเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว เวลานี้พวกเราได้กลับมาคุยกันอีกครั้ง โลกออนไลน์ช่วยลดระยะห่างระหว่างเราสองคนเราจึงได้คุยกันมากขึ้น ช่วงแรกผมก็คุยกับปั๊มแค่สองคนจนยายถุงแป้งโวยวายบอกว่าได้เพื่อนหล่อแล้วลืมเพื่อนสาวเลยนะ ผมจึงตัดสินใจตั้งกลุ่มแช็ตขึ้นเพื่อให้เราได้คุยกันเกี่ยวกับเรื่องเรียนและเรื่องมหาวิทยาลัย

ตอนนี้สมาชิกในกลุ่มของเรามีทั้งหมดสี่คนคือ ผม ปั๊ม ถุงแป้ง และณดล ผมว่ามันเป็นการรวมกันที่ลงตัวมากๆ อาจเพราะเรามีบางอย่างที่เหมือนกัน หรือเรามีอะไรที่คล้ายกันจึงทำให้พวกเราหาเรื่องแนวเดียวกันมาคุยในแช็ตได้เสมอ ซึ่งส่วนใหญ่กลุ่มเด็กเรียนของผมก็คงหนีไม่พ้นบทสนทนาเกี่ยวกันเรื่องเรียน

แล้วเปิดเทอมก็มาถึง ผมดีใจกับเปิดเทอมวันแรกเป็นพิเศษเพราะเป็นช่วงที่ไม่เห็นหน้าเพื่อนสนิทเกือบเดือน แปลกใจเหมือนกันที่คุยกันแทบทุกวันแต่ยังรู้สึกคิดถึงและอยากเจอตลอดเวลา

“ไงทุกคน” ณดลเป็นคนเริ่มต้นบทสนทนาบนโต๊ะในวิชาแคลคูลัส1 ก่อนอาจารย์จะเข้าสอน

“ฉันเกือบมาสายแหละ จริง ๆ ยังไม่ชินเวลาตื่นเช้า” ถุงแป้งเป็นคนที่แรกที่ตอบณดล

“ถุงแป้งต้องปรับเวลานะ จะได้ไม่สาย แต่จริง ๆ วันนี้เราก็เกือบสาย” ปั๊มเป็นคนที่สามที่พูดขึ้น

“ปอล่ะเป็นไง เมื่อเช้าตื่นสายปะ” ณดลเห็นผมไม่ตอบอะไรจึงหันมาถาม

“อ๋อ เราตื่น...”

“ไอ้ณะ ปอตื่นเช้ามาก เมื่อเช้าปอโทรมาปลุกกู นี่ถ้าไม่ได้ปอป่านนี้กูสายไปแล้ว” คนตัวสูงที่นั่งข้างผมแย้งขึ้นทันทีโดยไม่รอให้ผมตอบ

“เดี๋ยวนะ นี่แกโทรปลุกปั๊มเหรอ ทั้งที่ร้อยวันพันปีไม่เคยโทรปลุกใคร” ถุงแป้งหันมาสบตาและตั้งคำถามกับผม

“ก็ไอ้ปั๊มสิ เมื่อคืนกว่าจะได้นอนก็ชวนคุยจนดึก แถมมีการบอกให้โทรปลุกตอนเช้าอีก” ผมพูดด้วยน้ำเสียงเหนื่อย ๆ กับเพื่อนที่ตั้งคำถามใส่

“หืม มีการคุยกันจนดึก แถมโทรปลุกกันด้วย มึงไปสนิทกันตอนไหนวะ” ณดลขมวดคิ้วเข้าหากันพร้อมถามอย่างกวน ๆ เพื่อคาดคั้นคำตอบ

“กูสนิทกันนานแล้ว แค่รำลึกความหลังนิดหน่อยก็สปาร์คกันติดเหมือนเดิมแล้ว” คนตัวสูงตอบอย่างไม่รีรอ

“เฮ้ย! สปาร์คกันติดเหมือนเดิม นี่แกสองคนเป็นอะไรกัน บอกมาให้หมด” ถุงแป้งทำหน้าเอาเรื่องกับผมทันทีที่ปั๊มพูดประโยคนั้นจบ

“ก็เพื่อนกันไง แกจะคิดมากอะไรยายแป้ง”

“เราก็เพื่อนแกนะปอ ไม่เห็นโทรปลุกบ้าง”

“ก็เพื่อนสนิท”

“แก แต่นี่มันมากเกินเพื่อนแล้วนะ คุยจนดึกแล้วเช้าโทรปลุก หึ เหมือนแฟนกันเลย”

“...” นั่น ยายแป้งส่งยิ้มมาแบบนี้ผมจะทำอะไรได้นอกจากนั่งเงียบไม่พูดอะไร

“แฟนบ้าอะไรกัน เรากับปอเป็นเพื่อน...” ร่างสูงพยายามแก้ตัวแต่ไม่ทันที่จะพูดจบ

“แค่เพื่อนสนิท ว่างั้นเหรอมึง งั้นวันหลังโทรปลุกเราบ้างนะปอ” ณดลเป็นฝ่ายพูดแทรกขึ้นมาทันที

“...”

“สัส มึงตื่นเองไปเลยไอ้ห่าณะ”

“คุณมึงหวงเพื่อนเหรอครับ”

“ปะ...เปล่า”

“งั้นแปลว่าโทรได้”

“ไม่! เพราะกูให้ปอโทรหากูแค่คนเดียว”

เพราะมันชอบพูดจาแบบนี้พร้อมการกระทำที่มากกว่าเพื่อนปกติเลยทำให้ผมแอบเขินเป็นประจำ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกหรอกครับที่มันทำแบบนี้ แต่ตลอดสามปีที่อยู่ด้วยกันคนตัวสูงก็มักทำแบบนี้กับผมตลอด แล้วผมจะไม่รักมันได้ยังไง

 

อาจารย์เริ่มสอนทันทีในคาบเช้าของวันตลอดสามชั่วโมง ผมแอบไม่เข้าใจว่าทำไมอาจารย์ถึงรีบสอนเพราะปกติคาบแรกหรือวันแรกของเปิดเทอมอาจารย์มักอธิบายแค่เนื้อหาการเรียนเท่านั้น แต่เนื้อหาสำหรับวันแรกผมว่าธรรมดานะอาจารย์เพียงแค่ทบทวนเรื่องลิมิตและความต่อเนื่องของ ม.6 ให้ แต่ผมกลับได้ยินเสียงเพื่อนบ่นว่ายากตั้งแต่คาบแรก คงเพราะปิดเทอมยาวนานหลายเดือนจึงทำให้เพื่อน ๆ ของผมลืมเลือนเนื้อหาพวกนี้ไปหมดแล้ว

เที่ยงนี้เป็นเวลาที่พวกเราได้นั่งรวมกลุ่มกินข้าวกันสี่คน ตอนแรกผมเองก็กลัวว่าถุงแป้งจะคิดมากเพราะเป็นผู้หญิงคนเดียวในกลุ่มแต่พอถึงเวลาที่อยู่ด้วยกันเธอกลับไม่คิดอะไรเลย หรืออาจเป็นเพราะนิสัยของเธอเข้ากับผู้ชายง่ายกว่าผู้หญิงล่ะมั้งถึงอยู่ด้วยกันได้แบบสบาย ๆ

โต๊ะอาหารของที่นี่เป็นโต๊ะไม้ยาวที่เกิดจากการนำโต๊ะนั่ง 4 คน แต่ละตัวมาต่อกันเป็นโต๊ะยาวนั่ง 8 – 12 คน แต่วันนี้คนน้อยมากเพราะเปิดเรียนวันแรก พวกเราจึงได้นั่งโต๊ะสี่คนแบบพอดิบพอดี ผมนั่งข้างถุงแป้งฝั่งหนึ่งและปั๊มนั่งกับณดลอีกฝั่ง ทั้งที่พวกเรากำลังกินข้าวกันแต่ผมกลับรู้สึกเหมือนมีสายตาหลายสิบคู่จดจ้องมายังโต๊ะของพวกเรา

“เราว่าปั๊มดูฮ็อตนะ ดูสิผู้หญิงเดินผ่านไปผ่านมามีแต่คนหันมามองปั๊ม” ถุงแป้งพูดพลางตักข้าวเข้าปาก

“ไม่หรอก ถุงแป้งก็ฮ็อตเหมือนกัน เราเห็นผู้ชายโต๊ะนั้นเอาแต่จ้องถุงแป้งตลอดเลย” ร่างสูงเอ่ยกลับไปหาหาหญิงสาวคนเดียวภายในกลุ่มเช่นกัน

“จริงเหรอปั๊ม ไหนโต๊ะไหนบอกเราที” ทันทีที่คนตัวสูงพูดจบผู้หญิงคนเดียวในกลุ่มก็หันไปมองรอบข้างทันที

“ไอ้ปั๊มมึงนี่ตาถั่วจริง ๆ เลย มึงดูดี ๆ ว่าเขามองใคร” ณดลเป็นฝ่ายพูดแทรกขึ้นเมื่อถุงแป้งหันกลับมา

“ณะ ถ้าไม่ได้มองถุงแป้งแล้วมึงจะให้เขามองใคร”

“คนตรงหน้ามึงนี่ไง ตัวเล็กตาตี่ผิวขาวหน้าสวยปากชมพูใส่แว่น มึงไม่เห็นเหรอว่าเขามองปอไม่ได้มองถุงแป้ง”

“...” ไอ้ปั๊มเงียบไม่ยอมพูดอะไร

“ณะ เราว่าไม่ใช่อย่างที่...” ผมว่าผมต้องแก้ตัวหน่อยแล้วก่อนที่ยายแป้งจะ...

“อ้าว! ณะ พูดมาตรง ๆ เลยดีกว่า พูดแบบนี้จะบอกว่าปอมันสวยกว่าฉันเหรอ” นั่นไง ของขึ้นแล้วลงยาก

“ถ้าให้เราพูดตรง ๆ แบบไม่โกรธกันก็...ใช่ ปอสวยกว่าแป้งเยอะ ฮ่า ๆ”

“ณะ! แกพูดเกินไปแล้วนะ แบบนี้เอาเลือดออกจากปากหน่อยดีไหม” ยายแป้งยิ่งเดือดหลังได้ยินประโยคนั้น

“อ้าว! ก็พูดความจริงไง ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย ไหนบอกให้พูดตรง ๆ”

“ความจริงเป็นสิ่งไม่ได้! แต่คนพูดอย่างณะกำลังจะตาย!” ยายแป้งชูส้อมใส่หน้าณดลอย่างคาดโทษ

“เดี๋ยว ๆ เราว่าสองคนอย่าเถียงกันเรื่องนี้เลยนะ ปั๊มช่วยห้ามหน่อยดิ” ผมว่าถ้าไม่ห้าม ต้องมีระเบิดลงแน่

“เออ! ไอ้ณะ มึงก็พูดไปเรื่อย ปอสวยที่ไหน ปอก็แค่...” ปั๊มมึงจะเว้นให้เพื่อนหยุดฟังเพื่อ?

“มึงจะทำไม มึงจะบอกว่า ปอ แค่อะไร”

“แค่น่ารัก” ใจผมปลิวไปแล้ว ใครก็ได้ช่วยผมที

สิ้นสุดประโยคนั้นทำให้ทั้งโต๊ะเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง ทั้งถุงแป้งและณดลต่างพากันเงียบไม่ถกเถียงต่อแถมยังเอาแต่จ้องหน้าผมแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ต่างจากผมที่ตอนนี้หน้าขึ้นริ้วสีแดงเรียบร้อยแล้ว ไม่คิดว่าอยู่ ๆ จะโดนชมหน้าตายขนาดนั้น ‘ให้ตายเถอะ นึกจะชมก็ชม นึกจะพูดก็พูด เว้นช่องให้หายใจกันบ้างดิวะ’

 

มื้อเที่ยงจบลง ไม่มีใครพูดอะไรจนทุกคนกินข้าวเสร็จ เพื่อนทั้งสองมองมาแบบยิ้ม ๆ ตลอดต่างจากร่างสูงเจ้าของคำพูดที่ทำหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาวว่าพูดอะไรออกมา ผมพยายามเปลี่ยนเรื่องเมื่อกำลังจะเดินไปเรียนวิชาบ่าย ซึ่งเป็นวิชาหลักของภาค วิชา Basic Manufacturing’ s process ซึ่งอาจารย์ผู้สอนเป็นคนที่ผมคุ้นหน้าเป็นอย่างดี คนนั้นคืออาจารย์เอ อาจารย์ผู้ชายใจดีที่ช่วยบอกทางให้ผมมาปฐมนิเทศถูกตึก

“สวัสดีครับนักศึกษา วิชานี้เราเรียนกันแบบสบาย ๆ แต่ปฏิบัติกันแบบลำบาก ๆ นะ ฮ่า ๆ”

“...” ทั้งห้องต่างพากันเงียบเมื่อรู้ว่าวิชาดังกล่าวต้องมีเรียนภาคปฏิบัติ

“วิชานี้คุณจะเรียนเนื้อหาพื้นฐานครึ่งเทอมแรก ส่วนครึ่งเทอมหลังเราลงมือปฎิบัติ ลงมือ ทำจริง เจ็บจริง”

“อาจารย์ครับ ที่ว่าทำจริงนี่หมายถึงอะไรครับ” เพื่อนในห้องคนหนึ่งที่ผมไม่รู้จักยกมือขึ้นถามอย่างสงสัย จริง ๆ ผมก็สงสัยเช่นเดียวกัน แต่ผมไม่กล้าถามอาจารย์เท่าไหร่

“ก็ส่วนของ Manufacturing’ s process ยังไงครับ กระบวนการผลิตต่างๆ เช่น การหล่อโลหะ การเชื่อมโลหะ การแปรรูปโลหะเบื้องต้น แต่คุณต้องลงมือทำกันทุกคนไม่มีข้อยกเว้น ไม่ยากหรอกคุณตัวนี้แค่เบสิก ปีหน้ายากกว่านี้เพราะเรียนตัวปฏิบัติเต็ม ๆ ทั้งเทอมครับ”

ผมแทบไม่เชื่อสิ่งที่อาจารย์พูด เพราะภาพที่คิดไว้คือวิศวะจะเรียนหนักและเน้นที่การคำนวณ ผมยังนึกภาพไม่ออกเลยว่าถ้าตัวเองหันมาเชื่อมเหล็กแบบช่างแถวบ้านที่พ่อให้มาช่วยซ่อมหลังคาเมื่อไม่กี่วันวันก่อนจะเป็นอย่างไร ทำไมการเรียนวิศวะมันถึงดูหนักหน่วงขนาดนี้

“นักศึกษาครับ วันนี้หลังเลิกเรียนอย่าเพิ่งไปไหนนะครับ พวกพี่ ๆ ของคุณมีเรื่องจะคุยด้วย ผมว่าน่าจะเป็นเรื่องสำคัญเพราะว่ามารอกันเยอะเลย เอาเป็นว่าผมจะรีบแนะนำรายวิชารีบเลิกเรียนแล้วกัน พวกรุ่นพี่คุณจะได้ไม่รอนาน”

ผมเดาว่าพี่ ๆ คงมาชี้แจงรายละเอียดตามปกติ หรือไม่อาจจะพูดถึงกิจกรรมประชุมเชียร์ที่ดูเคร่งครัดกับกฎระเบียบ แต่ความรู้สึกผมกลับเปลี่ยนไปเมื่อเผลอหันไปเห็นคนกลุ่มใหญ่ในชุดชอปสีเทาเข้มยืนกันเต็มหน้าห้องก่อนจะหลบไปหลังกระจก หวังว่าจะไม่มีอะไรร้ายแรงเกินขึ้นนะ

“ขอบคุณมากครับอาจารย์เอ สวัสดีครับน้อง ๆ เป็นไงกันบ้างกับเปิดเทอมวันแรกเรียนสนุกไหม” พี่ปีสองที่หน้าตาคุ้นเคยชื่อบอสเดินเข้ามาพร้อมเพื่อนอีกสามสี่คน วันนี้พี่เขาดูแปลกกว่าปกติแต่งตัวเรียบร้อยผูกไทแถมยังพูดเพราะกว่าทุกครั้งจนน่าประหลาดใจ

“ถ้าอย่างนั้นพี่ขอชี้แจงรายละเอียดเรื่องประชุมเชียร์หน่อยนะครับ” วันนี้เสียงพี่บอสนิ่งเรียบกว่าปกติแถมยังไม่คุยเล่นกับน้อง ๆ แบบคราวก่อน เลยทำให้เพื่อนในห้องพากันคุยเสียงดังจนผมไม่ได้ยินเสียงคนที่พูดอยู่หน้าห้อง เป็นเสียงพูดคุยที่ดูหนวกหูน่ารำคาญระดับสิบก่อนที่ทั้งห้องจะก้าวเข้าสู่ความเงียบสงัดในเวลาถัดมา

 

ปึ้ง!

 

เสียงประตูบานใหญ่หน้าห้องถูกเปิดออกอย่างรุนแรงจนกระแทกเข้ากับผนังห้องเรียน ผมรีบหันไปมองต้นเสียงทันที พร้อมกับความจริงที่ว่าประตูบานนั้นไม่ได้ถูกเปิดออกแต่กลับถูกถีบเข้าอย่างรุนแรงจากคนใส่ชอปสีเทาเข้มนอกห้องที่กำลังวางเท้าลงกับพื้นพร้อมเดินตรงเข้ามาที่หน้าห้อง

“ตลกมากไหม! หัวเราะเข้าไป!” เสียงตะโกนดังขึ้นทันทีเมื่อรุ่นพี่ในชุดชอปสีเทาเข้มเดินตรงเข้ามาในห้องสิบกว่าคนด้วยใบหน้าไม่เป็นมิตรและถ้อยคำอันรุนแรง

“สวัสดีครับพี่” พี่บอสที่ยืนอยู่หน้าห้องยกมือไหว้คนกลุ่มนั้นอย่างว่าง่าย

“ไอ้บอส! มึงเป็นพี่ทำไมคุมน้องไม่อยู่! ไม่มีใครคิดจะฟังมึงด้วยซ้ำ! มึงไปยืนหลังห้อง” รุ่นพี่ที่ดูหน้าตาคุ้นเคยพูดกับคนหน้าห้องที่ก้มหน้ารู้สึกผิดอย่างรุนแรง

“ผมขอโทษครับพี่” คนหน้าห้องยกมือไหว้ขอโทษแล้วเดินตรงไปยังหลังห้องทันที

“พวกคุณยิ้มอะไรกัน! ตลกมากเหรอที่เห็นคนอื่นโดนต่อว่า! ไม่ได้รู้สึกผิดที่ทำให้พี่ของพวกคุณโดนต่อว่าเลยเหรอไง!” รุ่นพี่ในชุดชอปสีเทาเข้มอีกคนที่ยืนข้างประตูตะโกนขึ้นเมื่อพี่ปีสองที่เพิ่งโดนต่อว่าเดินผ่านหน้าเขาไป คงเป็นเพราะพวกเราปี1 ยังยิ้มกันสดใสอยู่

“มารยาทข้อแรกคือการให้เกียรติกัน เวลาใครโดนต่อว่าคุณไม่ควรหัวเราะเยาะหรือยิ้มใส่เขาคนนั้น เข้าใจไหมครับปีหนึ่ง” ร่างสูงในชุดชอปผิวเข้มหน้าคมที่ต่อว่าพี่ปีสองไปพูดขึ้นขณะที่ยืนอยู่หน้าห้อง ผมจำใบหน้านั้นได้ใบหน้าของคนใจดีที่เคยช่วยเหลือผมเมื่อวันแรกที่เข้ามหาวิทยาลัย แต่ใบหน้านั้นกลับดูเหมือนคนละคนกัน เพราะแววตาเขาในตอนนี้มันช่างเยือกเย็น เหมือนคนที่โหดร้ายดุดันอยู่ตลอดเวลา

“สวัสดีครับปีหนึ่ง ผมเติม จัตุมงคล ก้องธาราดล นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ เป็นเฮ้ดของการประชุมเชียร์ปีนี้ครับ” ร่างสูงที่ยืนอยู่หน้าห้องพูดเสียงดังฟังชัดโดยไม่ต้องใช้เครื่องขยายเสียง ต่างจากพี่ปีสองในตอนแรก ทุกสายตาตอนนี้จับจ้องไปยังคนตรงหน้าที่ดูเดาอารมณ์จากสายตาไม่ได้

“มึง ๆ เฮ้ดประชุมเชียร์นี่ใช่เฮ้ดว้ากปะ” ผมได้ยินเสียงใครบางคนที่นั่งอยู่ด้านหลังผมพูดขึ้น

“ใช่ เฮ้ดว้ากปีสาม เฮ้ดประชุมเชียร์ปีนี้ ซวยแล้วมึง” ผมเดาว่าเป็นน้ำเสียงของเพื่อนในรุ่นที่เอ่ยปากคุยกันระหว่างที่พี่เติมกำลังแนะนำตัว

“เฮ้ย! ตรงนั้นอะ คุยอะไรกัน ให้เกียรติเพื่อนผมด้วย เพื่อนผมพูดอยู่” พี่ว้ากหน้าตาคุ้นเคยอีกคนที่เคยหยอกล้อแซวผมด้วยท่าทางกวนประสาทพูดด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้างเมื่อด้านหลังคุยกัน ถ้าจำไม่ผิดคนนี้น่าจะชื่อ...พี่เติ้ล

“...” เสียงปีหนึ่งเงียบลงทันทีหลังจากโดนพี่ว้ากปีสามต่อว่า

“การให้เกียรติกัน ไม่ใช่แค่ไม่หัวเราะเยาะคนอื่น แต่ไม่ควรพูดแทรกระหว่างที่คนอื่นกำลังพูด แล้วดูสิ่งที่พวกคุณทำกันสิครับ พี่ปีสองของพวกคุณกำลังพูดสิ่งสำคัญที่เป็นประโยชน์กับตัวพวกคุณเอง ขอเหตุผลหน่อยว่าทำไมพวกคุณถึงไม่ฟังกันครับ!”

“...” สิ้นสุดคำถามของเฮ้ดว้ากหน้าเข้ม ทั้งห้องตกลงอยู่ภายใต้ความเงียบสงัดกันอีกครั้ง

“ตอบเด้! เพื่อนผมถามก็ตอบเด้!” พี่เติ้ลตะโกนขึ้น

“ทีตอนให้พูดก็ไม่ยอมพูด ทีตอนไม่ควรพูดก็อยากพูด” จากนั้นเสียงของปีสามในเสื้อชอปก็พากันดังระงมขึ้น

“ไม่ได้ยินเหรอครับ เพื่อนกูถามก็ตอบเด้!”

“ปีหนึ่งเป็นใบ้กันทั้งรุ่นเลยเหรอคะ!”

“แม่งกล้าทำแต่ไม่กล้ารับ ทำไปแล้วไม่คิด!”

“...” ผมรู้สึกแย่กับเหตุการณ์ตรงหน้ามาก ไม่คิดว่าวันหนึ่งจะต้องมาตกอยู่ใต้สถานการณ์กดดันขนาดนี้ ผมไม่เคยอยากให้นาฬิกาหมุนไปข้างหน้าเร็ว ๆ เท่าวันนี้มาก่อนเลย

“ว่าไงครับปีหนึ่ง ไม่มีใครคิดจะตอบคำถามผมเลยเหรอครับ ว่าทำไมพวกคุณถึงไม่ฟังพี่ ๆ ของพวกคุณพูด”

“พี่เขาพูดเรื่องเดิมครับ!” ผมรู้สึกได้ถึงเสียงของใครบางคนจากด้านหลังและเสียงนั้นเป็นเสียงเดียวกับที่คุยกันช่วงก่อนหน้านี้ เสียงที่คุยกันเรื่องพี่ว้ากระหว่างที่พี่เติมกำลังแนะนำตัว

“เวลาตอบคำถาม ให้ยกมือขึ้นพร้อมพูดว่าขออนุญาตครับ แล้วลุกขึ้นยืนตอบเพื่อให้เกียรติและความเคารพกับผู้ที่ถามคำถามคุณ” พี่ว้ากหน้าห้องพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบที่ไม่ได้ต้องการต่อว่าแต่ต้องการสอนเสียมากกว่า

“ขออนุญาตครับ”

“เชิญครับ”

“เพราะพี่เขาพูดเรื่องเดิมกับครั้งก่อนครับ เลยทำให้พวกเราไม่ค่อยสนใจ”

“แปลว่าคุณจำเรื่องเดิมที่พี่คุณพูดได้ทั้งหมดแล้วใช่ไหมครับ”

“เอ่อ...”

“ถ้าอย่างนั้นคุณช่วยบอกข้อห้ามของการประชุมเชียร์ให้ผมฟังหน่อยครับ”

“เอ่อ...ห้าม...เอ่อ...ห้ามเข้าห้องเชียร์สาย ห้าม...”

“เอาแบบนี้ ถ้ามันยาก คุณบอกผมแค่เรื่องการแต่งกายก็พอ”

“เอ่อ...ใส่...ใส่ชุด...เอ่อ...นัก...ศึก...ษา...ครับ” เพื่อนตัวสูงยืนทำท่าลำบากใจในการตอบคำถามข้อนี้

“พอ! คุณไม่ต้องพูดแล้ว เชิญนั่งครับ”

“ไอ้บอส มึงบอกน้องเหรอว่าให้ใส่ชุดนักศึกษาเข้ามา” พี่ปีสามไว้หนวดรุงรังที่ยืนหลังห้องหันไปถามพี่บอสทันที

“...”

“กูถามมึงอยู่ไอ้บอส มึงตอบกูมาว่าทั้งที่กูสั่งห้ามใส่คือชุดนักศึกษา ทำไมมึงถึงบอกน้องว่าให้ใส่มา!”

“คือผม...ผมขอโทษครับพี่ ผมผิดเองที่พูดไม่รู้เรื่องเลยทำให้น้องเข้าใจผิด ความผิดผมเองพี่อย่าไปว่าน้องเลยครับ” พี่ปีสองที่เคยทำท่าสดใสร่าเริงตลอดเวลา กลับยืนก้มหน้าตั่วสั่นรับความผิดทั้งหมดโดยไม่เถียงแม้แต่คำเดียว ทำไมพี่เขาต้องช่วยปกป้องออกรับผิดแทนพวกเราขนาดนั้น

“ไอ้บอส! เรื่องสำคัญขนาดนี้ทำไมมึงถึงพลาด! มึงโตแล้วนะ มึงปีสองแล้วทำไมมึงถึงพูด...” ขณะที่พี่บอสกำลังโดนรุ่นพี่หน้าหนวดที่ยืนข้างตัวตวาดกลับไปเสียงดังจนได้ยินกันทั้งห้องก็มีใครบางคนหยุดการกระทำนั้นไว้ก่อนจะรุนแรงไปมากกว่านั้น

“ขออนุญาตค่ะ” ผมเบิกตากว้างทันทีที่เห็นว่าเจ้าของเสียงที่ขัดจังหวะคือผู้หญิงคนเดียวในกลุ่มที่นั่งข้างตัวผม

“ถุ...ถุงแป้ง”

“เชิญครับ”

“สิ่งที่พี่บอสบอกพวกเราคือ ต้องใส่เสื้อเชียร์ของคณะเท่านั้น กางเกงที่ใส่ได้คือวอร์มหรือสแล็กเท่านั้น งดยีนเพราะเอาไว้สำหรับใส่เที่ยว กิจกรรมนี้ไม่บังคับแต่อยากให้เข้ากันทุกคนค่ะ”

 

แปะ แปะ แปะ

 

ผมได้ยินเสียงใครบางคนปรบมือแต่ไม่กล้าพอที่จะหันไปหาต้นตอของเสียง

“ถูกต้องครับ นั่นคือกฎระเบียบเครื่องแต่งกาย ดูเพื่อนของคุณไว้เป็นตัวอย่างนะครับ”

“...”

“ผมขอบคุณแทนเพื่อนพวกคุณทุกคน ที่คุณจำรายละเอียดสำคัญของการประชุมเชียร์ได้ เชิญนั่งครับ” คนหน้าห้องพูดพลางผายมือมาให้คนข้างตัวผมที่เพิ่งยืนตอบคำถามไปเมื่อครู่

“แมนมากเลยค่ะพวกมึง! ให้ผู้หญิงรับหน้าแทน” เสียงผู้หญิงในชุดชอปดังขึ้น เพื่อต่อว่าคนที่เอาแต่นั่งเงียบ

“ก่อนที่พวกคุณจะเข้าประชุมเชียร์ผมขอถามก่อนว่าพวกคุณรู้จักกันมากพอหรือยัง อย่างน้อยก็เพื่อนที่นั่งอยู่รอบตัวคุณ มีใครมั่นใจบ้างว่ารู้จักเพื่อนมากพอแล้ว”

“...”

“ผมขอตัวแทนของคนทั้งรุ่นหน่อยครับ ขอคนที่รู้จักเพื่อนเยอะที่สุด”

“...”

“ตอบเด้! เพื่อนผมถามไม่ได้ยินเหรอ”

“พวกมึงยังจะเงียบอีก!”

“ตกลงเป็นใบ้กันจริง ๆ ใช่ปะ!”

“อ้าว! ให้ผู้หญิงลุกขึ้นมาตอบแทนอีกรอบดีไหม!”

ผมเกลียดสถานการณ์แบบนี้ สถานการณ์แสนกดดัน มันอึดอัดแต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะผมคงไม่กล้าพอที่จะยกมือตอบ ผมเกลียดเสียงดัง ผมเกลียดการตะโกน ขนาดป๊ายังไม่เคยพูดจาแบบนี้ใส่ผมเลย ผมไม่ชอบผมอยากจะระบายความอึดอัดข้างในออกมา ผมอยาก...อยากที่จะร้องไห้ออกมาตอนนี้

ตอนนี้คิ้วของผมเริ่มขมวดเข้าหากัน ผมก้มหน้าลงเพื่อซ่อนความอ่อนแอจากคนรอบตัว หยดน้ำสีใสเริ่มเอ่อล้นออกจากดวงตาทั้งสองข้าง เสียงลมหายใจเริ่มติดขัดเพราะเสียงสะอื้นปะปนออกมาแทน ผมเชื่อว่าเพื่อนที่อยู่ข้างตัวผมต้องได้ยินเสียงสะอื้นนั้นอย่างชัดเจนแน่นอน

 

พรึบ

 

“ขออนุญาตครับ”

“เชิญ”

ดวงตาผมเบิกกว้างอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงของใครบางคนดังขึ้น เป็นเสียงคุ้นเคยของคนที่นั่งอยู่ข้างตัว คงไม่ใช่ว่าเห็นผมกำลังสะอื้นจนเกือบจะร้องไห้เพราะความกดดันเลยลุกขึ้นยืนตอบคำถามแทนคนอื่นหรอกนะ ปั๊ม

“คุณคิดว่าคุณรู้จักเพื่อนเยอะที่สุดเหรอครับ”

“คงไม่ขนาดนั้นหรอกครับ แต่ผมไม่อยากให้คนรอบตัวผมโดนต่อว่า”

“อื้ม! ดี รักเพื่อนดี แต่จะช่วยเพื่อนได้หรือเปล่ามันขึ้นอยู่กับตัวคุณเองนะ”

“ครับ”

“เพื่อนในแถวคุณชื่ออะไรบ้างครับ”

“คนแรกชื่อก้องครับ คนถัดมาชื่อณดล ข้างผมชื่อปอ และคนสุดท้ายในแถวชื่อถุงแป้งครับ”

“แล้วเพื่อนแถวหน้าคุณล่ะ ชื่ออะไร”

“เอ่อ...คนแรกผมไม่แน่ใจ คนที่สองชื่อกิ่ง ถัดมาชื่อขุน ต่อไปคือแคน และคนสุดท้ายคืองามตาครับ อ้อนึกออกแล้วผู้หญิงคนแรกชื่อแก้วครับ”

“โอเคครับ ถือว่าคุณรู้จักเพื่อน ๆ หลาย...”

“เดี๋ยว! ฟลุ๊คปะ! แค่เพื่อนในแถวกับคนตรงหน้า ถ้าหน้าห้องนี่รู้จักปะ”

“ผู้หญิงหน้าห้องที่สวย ๆ ชื่อไอรินครับ ข้าง ๆ ชื่อน้ำฝน อีกคนชื่อฟ้าใสครับ ส่วนด้านหลังเพื่อนที่ยืนตอบเมื่อกี้ชื่อแทน คนข้าง ๆ แทนที่หน้าเหมือนฝรั่งชื่ออาร์ต คนหลังแทนชื่อตี๋ ถัดไปคนที่หล่อ ๆ ชื่อกาย อีกด้านชื่อพี แล้วคนสุดท้ายที่ตัวใหญ่ ๆ สูง ๆ ชื่อบูมครับ ส่วนแถวถัด...”

“พอค่ะพอ นี่คือรู้จักหมดทั้งภาคแล้วปะ”

“ไม่ครับ เพิ่งเปิดเทอมวันแรกผมคงรู้จักไม่ครบหมดทั้งภาค”

“แล้วนี่รู้จักใครดีที่สุดในห้อง”

“คนข้าง ๆ ผมครับ”

“คือมาจากโรงเรียนเดียวกันใช่ไหม”

“คนละโรงเรียนครับ”

“...”

“เพื่อนชื่ออะไร”

“ชื่อปอครับ”

“บ้านเพื่อนอยู่แถวไหน”

“แถวxxx ครับ นั่งรถสาย140 แล้วค่อยเดินต่อเข้าซอยไปครึ่งกิโล”

“เพื่อนชอบทำอะไร”

“เวลาว่างชอบนั่งอ่านหนังสือครับ ชอบที่เงียบ ๆ ไม่ชอบเสียงดัง”

“แล้วเพื่อน...”

“มึง! พอ! ถามอะไรเยอะแยะ”

“งั้นขออีกข้อ เพื่อนมึงโสดไหม”

“เอ่อ...เพื่อนผมโสดครับ”

“ปั๊ม...”

“แต่งดจีบครับ เพราะถ้าใครจะจีบ คงต้องผ่านผมไปก่อน”

“...”

ตอนนี้ผมได้แต่มองหน้าคนตัวสูงที่ยืนตอบคำถามอยู่ ‘คิดอะไรอยู่วะ ถึงพูดออกไปแบบนั้น’ แต่เพราะอย่างนั้นบรรยากาศตึงเครียดในห้องจึงเริ่มเปลี่ยนไป จากความอึดอัดกลายเป็นการพูดคุยธรรมดา

“พวกคุณต้องหัดเอาอย่างเพื่อนคุณไว้นะครับ ผมขอถามพวกคุณก่อนว่าถ้าคุณจะรู้จักเพื่อนทุกคนในเวลาอันสั้นพวกคุณจะทำอย่างไร พวกคุณช่วยกันตอบก็ได้ครับ” เวลานี้ใครหลายคนเริ่มยกมือตอบทีมพี่ว้ากอย่างตั้งใจ เพราะครั้งนี้แม้คำตอบจะผิดอย่างไรพี่ว้ากก็ทำเพียงแค่ส่ายหน้าเท่านั้น

“ขออนุญาตครับ ต้องเรียนด้วยกันครับ”

“ขออนุญาตค่ะ ทำกิจกรรมร่วมกันค่ะ”

“ของอนุญาตครับ ทำงานด้วยกันครับ”

“ขออนุญาตค่ะ ทำความรู้จักกันค่ะ”

“ขออนุญาตครับ ควรใส่ป้ายชื่อครับ” เมื่อเห็นแบบนั้นผมจึงยกมือเสนอความคิดเห็นบ้างเพื่อให้มีส่วนร่วม

“เดี๋ยว! ใครตอบว่าใส่ป้ายชื่อครับ!”

“เอ่อ...ผมครับ” ทำไมความซวยมันต้องมาลงที่คำตอบผมด้วยวะ

“เป็นคำตอบที่ผมชอบ แล้วเพื่อนคุณจะใส่กันทุกคนไหม”

“เอ่อ...ใส่ครับ”

“คุณถามเพื่อนคุณแล้วเหรอครับ”

“เอ่อ...” แล้วทำไมความกดดันนี้มันต้องตกลงมาอยู่ที่ตัวผมด้วย ผมเกลียดการตอบคำถามที่ผมไม่สามารถตัดสินใจเองได้ โดยเฉพาะเมื่อคำถามนั้นถูกถามโดยเฮ้ดว้ากปีสามหน้าคมเข้มที่กำลังจ้องตารอคำตอบจากผมอยู่แบบนี้

“เป็นใบ้เหรอ! เพื่อนกูถามก็ตอบเด้!” และมันก็กลับมาอีกแล้วกับความรู้สึกกดดันแบบนี้

ฮืออออ ใครก็ได้ช่วยด้วย ช่วยเอาผมออกไปจากตรงนี้ที

 

____________________________________________

เข้าสู่เนื้อเรื่องปัจจุบันแล้ว ตอนนี้เปิดตัวพี่ว้ากตอนแรก อย่าเพิ่งเกลียดพวกพี่ว้ากกันนะครับ

จริง ๆ แล้วพวกพี่ว้ากเป็นคนน่ารักมุ้งมิ้ง ย้อนอ่านได้ที่บันทึกของเพื่อนฉบับ1 นั่นคือตัวจริงของพวกพี่ ๆ

ตอนแรกรันจะลงเมื่อวานแล้วแหละ แต่ติดงานแก้เรื่องสั้นโควิดที่ยังไม่เสร็จอยู่

ตอนถัด ๆ ไปจะพยายามอัพให้ทันวันอาทิตย์น้า คนอ่านจะได้ไม่รอเก้อ

 

Enjoy Reading

รัก... Run(END)

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

2 ความคิดเห็น