END love "จบรักสถานะเพื่อน"

ตอนที่ 10 : บันทึกของเพื่อน ฉบับ9 “เริ่มต้นใหม่กันอีกครั้ง”

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 25
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    12 พ.ค. 63

Pump part

มหาวิทยาลัย K

จากเหตุการณ์ในครั้งนั้นก็ล่วงเลยมาจนถึงสามปี ผมยังคงแอบคิดอยู่ทุกคืนว่าจะได้มีโอกาสเจอใครคนหนึ่งอีกไหม ใครคนนั้นที่ผมเคยรักและเชื่อจนสุดหัวใจในฐานะเพื่อนสนิท แต่เวลาที่ผ่านมาสามปีนั้นทำให้ความรู้สึกของผมเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ความหวังที่เคยมีค่อย ๆ เลือนราง เพราะคนที่หายไปแล้วคงยากที่จะมีโอกาสกลับมาเจอกันอีกครั้ง

เช้านี้คือเช้าวันปฐมนิเทศคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่ผมสอบติดได้เพราะคำแนะนำดี ๆ จากพี่ศิษย์เก่าที่เปิดร้านกาแฟอยู่หลังมหาวิทยาลัย ร้าน E-Coffee ของพี่เบสที่ผมชอบแอบมาพักใจเพื่อคิดถึงใครบางคนเป็นประจำ

เช้านี้ผมได้พบกับเพื่อนที่เจอกันเมื่อวันสอบสัมภาษณ์ นายคนนั้นชื่อณดลเราสองคนเข้ามารอบท้าย ๆ ของการสอบเข้ามหาวิทยาลัย เป็นรอบที่เชื่อกันว่าอาจารย์จะรับทุกคนที่มาสัมภาษณ์ถ้าไม่ก้าวร้าวจนเกินไป ผมเลยแลกช่องทางการติดต่อและคุยกันในฐานะเพื่อนใหม่ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

ขณะนี้เป็นเวลา 7:50 นาฬิกา ซึ่งใกล้เวลาเริ่มปฐมนิเทศตอนแปดโมงตรงเต็มที ผมไม่รอช้าที่จะเอ่ยแซวเพื่อนที่เพิ่งทิ้งกระเป๋าลงข้างตัวผม

“ไงมึง สายแต่วันแรกเลยนะไอ้ณะ”

“กูหลงทางนิดหน่อยเว้ย”

“มึงหลงทางตรงไหน ถนนใหญ่เหรอ”

“เปล่ามึง คือ...”

“คืออะไร”

“กูไปผิดตึกมา กูเกือบจะขึ้นไปตึกข้าง ๆ แต่โชคดีที่ยามบอกทาง”

“ฮ่า ๆ ๆ ไอ้ณะเอ๊ย มึงนี่แม่งโคตรเซ่อซ่า ป้ายก็โคตรใหญ่ยังไปผิดอีก”

“เงียบเลยไอ้ปั๊ม อย่ามาหัวเราะ มึงคอยดูต้องมีคนไปผิดตึกอย่างกูแน่”

“อะ ๆ กูจะคอยดูคนที่หลงทางแบบมึง แต่กูว่าแม่งไม่มีหรอก ฮ่า ๆ”

เวลานี้อาจารย์ป้าในมาดโหดได้เข้ามาบรรยายเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว อาจารย์ที่ดูเข้มงวดในเรื่องเวลากว่าใครที่เข้าห้องตรงเป๊ะตอนแปดโมงตรงและเริ่มบรรยายทันทีจนถึงตอนนี้ ผมเดาว่าถ้าใครมาสายคงถูกเชือดนิ่ม ๆ ที่หน้าห้องแน่

สิ้นสุดความคิดนั้นผมกลับเห็นประตูหน้าห้องเปิดออกอย่างเชื่องช้าพร้อมกับนักศึกษาที่ดูหน้าตาคุ้นเคยคนหนึ่งเดินเข้ามาจนผมต้องหันไปสนใจนาฬิกาที่พบว่ามันเลทมาเกือบครึ่งชั่วโมง

“แล้วคุณชื่ออะไร”

“ปอ...ปวรเรศครับ”

ทันทีที่ได้ยินชื่อนั้นออกจากปากคนตัวเล็กที่ยืนก้มหน้ารับผิดจากอาจารย์สุดโหดที่พูดผ่านเครื่องขยายเสียง ผมสะดุ้งตัวขึ้นทันที ผมจ้องมองแผ่นหลังของร่างเล็กตรงหน้าห้องอย่างสนใจ มันบังเอิญมากเกินไป ทั้งชื่อทั้งส่วนสูงและรูปร่างที่แทบเหมือนกันทุกสัดส่วน จะเหมือนกันมากเกินไปแล้ว

สิ้นเสียงต่อว่าที่อาจารย์คนนั้นพูดจบ ร่างเล็กหันหลังกลับพร้อมผู้หญิงคนหนึ่งที่ยกมือขึ้นเรียกคนคนนั้น วินาทีนี้ผมได้พบกับความประหลาดใจอีกครั้ง ใบหน้าอ่อนหวานแม้จะเปลี่ยนไปตามเวลาแต่ไม่มีทางที่จะจำผิดอย่างแน่นอน ผมจดจำมันได้ทุกรายละเอียด ดวงตากลมเล็กที่เหมือนจะสดใสกลับซุกซ่อนความเศร้าหมองไว้ภายใน ริมฝีปากอวบอิ่มที่เคยใกล้ชิดอยู่เกือบทุกวัน รอยยิ้มที่ครั้งหนึ่งมันเคยเป็นของผม ‘ไม่มีทางที่จะเป็นคนอื่นแน่’

ขอบคุณโอกาสและความโชคดีอีกครั้งที่นำพาพวกเรามาพบกัน ครั้งนี้ผมจะไม่ปล่อยให้มันหายไปไหนอีกแม้ต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม แต่การจะเข้าไปหาตรง ๆ ทั้งที่ห่างกันมาหลายปีคงลำบากไม่มากก็น้อยเพราะผมเองก็ไม่แน่ใจว่า อีกฝ่ายตัดผมออกจากความทรงจำของเขาหรือยัง ผมไม่อยากเห็นภาพที่ใครบางคนจำผมไม่ได้ ใครคนที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาดี ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตผมทั้งหมด

“ไอ้ปั๊ม! ไอ้ปั๊ม! ไอ้ภูมิพัฒน์!” เสียงเพื่อนข้างตัวดังขึ้น ทำให้ผมตื่นจากภวังค์

“ว่าไงนะ”

“กูเรียกตั้งหลายทีทำไมไม่หัน มัวแต่เหม่ออะไร”

“ปะ...เปล่า”

“มึงเห็นเปล่าว่าคนนั้นเหมือนกูเลย”

“เหมือน?”

“หลงทางเหมือนกูไง ไปผิดตึกแบบกูเป๊ะ”

“...”

“กูบอกแล้วว่าต้องมีคนแบบกู ฮ่า ๆ”

“เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยจริง ๆ” ผมเผลอพูดออกมาโดยไม่รู้ตัวขณะกำลังจ้องไปยังร่างเล็กที่คุ้นเคย

“มึงหมายถึงกูเหรอ”

“กูหมายถึงคนนั้น กูรู้จักเขา”

“อ๋อ มึงก็ไปทักทายเขาหน่อยดิ”

“แต่เขาอาจจะลืมกู ไอ้ณะ! มึงต้องช่วยกู”

“โอเคคุณภูมิพัฒน์ เดี๋ยวกูหาวิธีช่วยมึงเอง”

 

ณดลทำสำเร็จอย่างที่บอกไว้จริง ๆ ครับ คนตัวเล็กที่ห่างหายไปนานกว่าสามปีถึงกับช็อกตาค้างเมื่อเห็นผมเดินเข้าไปหา ถ้าไม่ได้ณดลช่วยไว้ผมคงไม่กล้าเดินเข้ามาทักทายคนตัวเล็กอย่างที่ทำอยู่ โชคดีที่อะไร ๆ เป็นใจให้พวกเราได้อยู่กันสองคน ผมอยากปรับความเข้าใจกันผมจึงตัดสินใจพาคนตัวเล็กมายังสถานที่พักใจสำหรับผม ร้านกาแฟหลังมหาวิทยาลัยคือสถานที่ที่ผมไม่ต้องการให้ความวุ่นวายต่าง ๆ โผล่เข้ามารบกวน แต่ผมก็ยินดีมากที่จะได้พาคนตัวเล็กไปยังสถานที่พักใจอันเป็นเซฟโซนของผม

ผมพาคนตัวเล็กมาถึงร้านด้วยท่าทีปกติ แต่เหมือนระหว่างเราสองคนจะมีกำแพงบางอย่างเกิดขึ้นในหัวใจ กำแพงสูงใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงเวลาสามปีที่ห่างหายไป กำแพงที่ถูกสร้างมาตัดคำว่าเพื่อนสำหรับเรา ผมยอมรับว่าผมเองก็ผิดที่ไม่ฟังคำอธิบายใด ๆ แถมเอาแต่หนีหน้าอีกฝ่ายจนทำให้มันย้ายโรงเรียนหนีไป

ระหว่างที่เรากำลังพูดคุยอย่างสนุกสนานหรือไม่ก็อึดอัด พี่เบสเจ้าของร้านก็พูดขึ้นมาว่า อิจฉาคนมีแฟนและบอกว่าผมกับคนตัวเล็กกำลังคบกันผมรู้ว่าพี่เขาพูดเล่น แต่สมองผมกลับไม่ทำตามคำสั่ง ผมตะโกนกลับไปจนพี่เบสหน้าเสียทันที ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงโกรธขณะนั้น เพราะผมเกลียดพวกผู้ชายสกปรก เกลียดเรื่องอย่างว่า เกลียดการคบผู้ชาย หรือเพราะว่าเรื่องระหว่างเรามันคือเพื่อนสนิทที่ไม่มีวันเปลี่ยนสถานะเป็นอย่างอื่นได้

ผมได้ยินคนตัวเล็กพูดถึงใครบางคนที่เหมือนจะสนิทมากกับคนหลังเคาน์เตอร์ แถมรับปากว่าจะพาใครคนนั้นมายังสถานที่พักใจของผมแห่งนี้ ความร้อนของผมก็เริ่มปะทุขึ้นบนใบหน้า เรี่ยวแรงที่มากขึ้นจากการกำหมัดทำให้ผมรู้ตัวว่าผมต้องสงบสติอารมณ์ จนผมต้องเร่งเดินไปยังห้องน้ำหลังร้านทันที ทำไมผมถึงโมโหที่มันไปสนิทกับคนอื่นวะ

ผมสงบสติอยู่ในห้องน้ำพักใหญ่ก่อนจะใจเย็นลง ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผมเป็นอะไรเพราะไม่เคยมีครั้งไหนที่อยู่ ๆ ก็โกรธเพื่อนตัวเองที่ดันไปสนิทกับคนอื่นจนต้องมานั่งปรับอารมณ์ในห้องน้ำแบบนี้ “ไอ้ปอ มันชักจะมากเกินไปแล้ว หายไปตั้งนานแล้วยังมาทำแบบนี้อีก”

เมื่อใจเย็นลง ผมจึงเดินกลับมายังโต๊ะประจำที่มีคนตัวเล็กนั่งอยู่ก่อน ระหว่างรออาหารไม่มีบทสนทนาใด ๆ เกิดขึ้น คนตัวเล็กตรงหน้าผมเอาแต่จดจ้องกับโทรศัพท์มือถือ บ้างก็ยิ้มบ้างก็ขมวดคิ้วเข้าหากันบ้างก็หันมาสบตากับผมก่อนทำหน้าลำบากใจ จนทำให้ผมหงุดหงิดขึ้นมาอีกครั้ง มากินข้าวกันแต่กลับสนใจแต่คนในโทรศัพท์แถมพอมองหน้ายังทำเหมือนลำบากใจที่จะอยู่ร่วมโต๊ะกับผม ‘เหอะ ๆ หงุดหงิดชะมัด คุยกับคนอื่นมีความสุขมากมั้ง’

“ปั๊ม...” ร่างเล็กเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นขณะที่ผมทำเป็นไม่สนใจ

“...”

“ขอเฟซหน่อยได้ปะ”

ผมทำหน้านิ่งพร้อมหันไปสบตาคนตรงหน้าช้าๆ ‘หึ ทำเป็นว่ามาขอเฟซ ทีเมื่อกี้ยังทำหน้าลำบากใจที่นั่งร่วมโต๊ะกันอยู่เลย’ เรื่องอะไรที่ผมจะให้ไปง่าย ๆ ล่ะ เมื่อกี้มันยังทำให้ผมหงุดหงิดกับบางการกระทำอยู่เลย

“แล้วถ้าเราบอกว่าไม่ให้ล่ะ” บางทีผมก็ไม่รู้ว่าผมพูดอะไรออกไปบ้าง

“...”

“หรือจะเอาไปก็ได้ แต่ไม่กด Accept นะ” หลังจากตอนนั้นช่วงที่อารมณ์เสียผมมักทำอะไรไปโดยไม่รู้ตัว

“งั้นไม่ต้องก็ได้”

“...”

“...”

ความเงียบได้เข้าปกคลุมบทสนทนาอีกครั้ง ไม่รู้ว่าผมใช้คำพูดรุนแรงเกินไปไหมถึงทำให้อีกฝ่ายดูไม่พอใจ ผมคิดว่าผมต้องทำอะไรบางอย่างก่อนที่บรรยากาศจะแย่ไปกว่านี้

“ก่อนจะขอเฟซ มีอะไรจะพูดไหม” ผมหวังว่าอีกฝ่ายจะพูดคุยกับผมดี ๆ ก่อนแล้วค่อยขอเฟซ เพราะตั้งแต่เจอกันคนตรงหน้ายังไม่ยอมยิ้มให้ผมเลยแม้แต่ครั้งเดียว รอยยิ้มแบบเดิมที่ทำให้ทุกอย่างเคยสดใส รอยยิ้มที่ผมเฝ้ารอในวันที่มันหายไปกว่าสามปี เพราะถ้านับเป็นประโยคที่คุยกันในร้านเผลอ ๆ มันอาจจะคุยกับพี่เบสเยอะกว่าผมด้วยซ้ำ

“จะให้เราพูดอะไร”

“ก็รู้อยู่ว่าควรพูดอะไร”

“...”

“ปั๊ม...คือ...”

“จะพูดอะไรก็รีบพูดมา”

“เราขอโทษ”

“...” ผมงง คือขอโทษเรื่องอะไร เรื่องขอเฟซเหรอ

“ขอโทษสำหรับทุกอย่างที่เกิดขึ้นวันนั้น”

“วันนั้น?” ผมค่อนข้างตกใจกับคำพูดของคนตัวเล็กที่อยู่ ๆ พูดถึงคืนนั้นออกมา ใบหน้าสีขาวเริ่มมีเหงื่อซึม คิ้วสองข้างเริ่มขมวดเข้าหากัน ดวงตากลมโตกำลังแฝงไปด้วยความเศร้าบ่งบอกถึงความอึดอัดและลำบากใจที่จะพูดออกมา

“วันนั้น...คืนที่...”

“...”

“คืนที่คำว่าเพื่อนของเราสิ้นสุดลง” ร่างเล็กพูดพร้อมกับจมูกที่ขึ้นสีแดงระเรื่อ ดวงตาแฝงไปด้วยความเศร้ากลับระบายความอัดอั้นตลอดสามปีที่ผ่านมาผ่านหยดน้ำใสที่ไหลแบบไม่มีทางหยุด เสียงลมหายใจเริ่มติดขัดและเจือปนไปด้วยความทรมาน เวลานี้คนตรงหน้ากำลังร้องไห้แต่ก็ยังไม่ยอมปล่อยโฮ คงเพราะอยากจะร้องออกมาดัง ๆ แต่กลับพยายามเก็บเสียงและลมหายใจเหล่านั้นไว้ในลำคอ

ความหงุดหงิดที่ทำให้ผมอารมณ์เสียเมื่อครู่กลับหล่นหายไปทันที มีแต่ความรู้สึกผิดที่เหมือนว่าผมกำลังเล่นกับความรู้สึกคนตรงหน้า ใบหน้าที่ผมคุ้นเคยกลายเป็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตา ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเศร้าและเรื่องคาใจที่ต้องเก็บมาตลอดสามปี ใบหน้าแบบนั้นเป็นใบหน้าที่ผม...ไม่อยากให้เกิดขึ้นกับคนตรงหน้าที่สุด

“อึก...ปะ...ปั๊ม”

“...” ผมพูดไม่ออกเมื่อได้ยินเสียงคนตรงหน้าเรียก มันเป็นน้ำเสียงที่สั่นระเรื่อจนเปรียบเสมือนใบมีดแหลมคมทิ่มแทงหัวใจของผมอยู่ ไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานะอะไรแต่ผมทนไม่ได้ที่ต้องเห็นคนคนนี้ร้องไห้ โดยเฉพาะครั้งนี้ที่ต้นเหตุของน้ำตามากมายมาจากตัวผม

“อึก...ยก...ยกโทษให้เราได้ไหม”

“...”

“ฮือ...แต่ถ้าปั๊มไม่คิดจะยกโทษให้เราแล้ว...ขออะไรอย่างได้ไหม”

“...”

“อึก...อย่ามองเราเป็นคนไม่รู้จักกันได้ไหม”

“...”

“อย่าหายไปไหนอีกเลยได้ไหม”

“...”

” เราอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีปั๊ม ฮือ ๆ”

 

หมับ!

 

สิ้นเสียงนั้นร่างเล็กถูกดึงไปกอดทันที ใบหน้าเศร้าหมองกำลังซบลงกับไหล่แกร่งของคนตัวสูง ความอบอุ่นถูกถ่ายทอดผ่านผิวสัมผัสของกันและกัน ฝ่ามือหนากำลังลูบปลอบประโลบอยู่บนหัวของเด็กน้อยเพื่อบรรเทาความเศร้า

“พอแล้ว...พอแล้ว” ร่างสูงพูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่นอย่างแผ่วเบาที่ข้างหูของเด็กน้อย เป็นน้ำเสียงที่ทำให้คนตัวเล็กปล่อยโฮออกมาดังกว่าเก่า เพราะนั่น...คือน้ำเสียงที่คุ้นเคยและห่างหายไปนานกว่าสามปี

“ฮือ...อึก...ฮือ...”

คนตัวเล็กร้องไห้หนักกว่าเดิมทั้งที่ร่างสูงโอบกอดเขาไว้อย่างแน่นหนาจนไม่มีทางจะหายไปไหนได้อีกแล้ว มันเป็นเสียงร้องไห้จากความคิดถึง เป็นเสียงเรียกจากความรู้สึกภายในที่กำลังเอ่อล้นออกมา กลายเป็นความทรงจำแสนงดงามที่กำลังจะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

เสียงร้องไห้ดังไปจนถึงหลังครัวทำให้เจ้าของร้านเดินออกมาดูด้วยความตกใจ แต่คนในชุดผ้ากันเปื้อนกลับไม่คิดเข้าไปขัดหรือแยกคนสองคนออกจากกัน โชคดีที่ทั้งร้านเวลานี้ไม่มีใครทั้งสองคนจึงได้ใช้อ้อมกอดนี้ทดแทนเวลาที่ห่างหายไปนาน แม้มันจะเป็นแค่อ้อมกอดเล็ก ๆ กับช่วงเวลาสั้น ๆ แต่มันกลับทำให้ทั้งสองคนเผยรอยยิ้มจากหัวใจที่ได้รับการเยียวยาอีกครั้ง

เจ้าของร้านยืนกอดอกมองเด็กน้อยที่จมอยู่ในอ้อมกอดและการครอบครองของคนตัวใหญ่อยู่พักหนึ่ง เมื่อทั้งคู่เริ่มพูดคุยกันอีกครั้งเขาจึงเลือกที่จะเดินกลับไปยังหลังร้านตามเดิม

“ปั๊ม...อึก...ปั๊มหายโกรธเราแล้วจริง ๆ ใช่ไหม”

“อื้ม หายแล้ว หายทุกอย่างแล้ว เพราะงั้นเลิกร้องได้แล้ว”

“ถึงจะพูดแบบนั้น แต่...”

“ไม่เชื่อเรา ว่างั้น?”

“เชื่อก็ได้ งั้นถามหน่อยทำไมตอนนั้นต้องโกรธเราขนาดนั้น”

“ปออยากรู้จริง ๆ เหรอ”

“อื้ม”

“ขอเราพร้อมกว่านี้ได้ไหม สัญญาว่าจะเล่าให้ฟังทุกอย่าง”

“อื้มได้เลย”

“ตอนนี้บอกได้แค่ว่า เราเคยมีความทรงจำที่ไม่ดีเกี่ยวกับเรื่องพวกนั้น”

“...”

“เราแค่...เกลียดพวกมัน พวกที่ทำเหมือนเราเป็นของเล่น” ร่างสูงพูดพร้อมกับกำหมัดแน่นจนมือทั้งสองข้างเริ่มสั่นเทาพร้อมกับลมหายใจที่หอบถี่ขึ้น เด็กน้อยข้างตัวรู้สึกได้ว่าร่างสูงที่อยู่ข้าง ๆ มีอาการบางอย่างที่เขาไม่คุ้นเคย

“ไม่เป็นไรนะ ปั๊มสำคัญสำหรับเรามากนะ” ร่างเล็กพูดด้วยรอยยิ้มพร้อมกับกุมมือของคนตัวสูงที่กำลังกอบกุมอย่างแน่นจนเริ่มอาการสั่นเทาอย่างแข็งเกร็งเริ่มหายไป

“ตอนนั้นเราแค่คิดว่าปอจะเป็นอย่างไอ้พวกนั้น”

“ไม่มีทางอยู่แล้ว”

“เรารู้ว่าปอไม่ แต่วันนั้นเราไม่พร้อมเจอหน้าปอ เราไม่กล้า เราเลยขอเวลาทำใจกับเรื่องนี้ก่อน”

“...”

“กะว่าเปิดเทอมจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม แต่ตอนนั้นปอก็หายไปจากชีวิตเราแล้ว”

“คือ...”

“ปอเองก็สำคัญสำหรับเรามากเหมือนกัน”

“ปั๊ม...”

“เราเองก็อยู่ไม่ได้ ถ้าไม่มีปอ”

เวลานี้กำแพงอันแข็งแกร่งที่เคยถูกสร้างมาขวางกั้นหัวใจทั้งสองฝ่ายได้พังทลายลงแล้ว

 

พวกเราพูดคุยกันได้พักใหญ่ จนพี่เบสเจ้าของร้านเริ่มยกอาหารมาเสิร์ฟ ผู้ชายในชุดผ้ากันเปื้อนไม่รีรอที่จะเอ่ยแซวพวกเราสองคนอย่างเคย

“ปอ ถ้าไอ้ปั๊มแกล้งหรือรังแกอะไรบอกพี่เลยนะ เดี๋ยวพี่จัดการให้”

“พี่เบส ผมจะไปรังแกปอทำไมกัน”

“อ้าว ก็มึงเล่นทำเขาร้องไห้หนักขนาดนั้น กูเห็นกอดปลอบอยู่ตั้งนาน”

“...”

“...”

“ไม่ให้คิดว่ามึงแกล้งมันจนร้องไห้แล้วจะให้กูคิดว่าไง”

“เอ่อคือ...”

“...”

“ให้กูคิดว่ามึงทำแฟนเสียใจจนร้องไห้หนัก แล้วมึงก็มาง้อมาขอโทษ จนเพิ่งคืนดีกัน อย่างนั้นเหรอ”

“เฮ้ย! พี่เบส!”

“มะ...ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับพี่”

“ก็เห็นตอนแรกบอกว่าไม่ใช้แฟนกัน ถ้าพี่ไม่รู้จากปากสองคนก่อนว่าเราเป็นแค่เพื่อน ใครเขาก็ดูไม่ออกหรอก พี่ล่ะอยากให้ทั้งคู่มายืนอยู่ตรงมุมพี่จริง ๆ สายตาเวลาปั๊มมองปอเมื่อกี้นี้เหมือนคนอยากขอโทษแฟนใจจะขาด เหมือนคนมีกิ๊กแล้วโดนแฟนจับได้แล้วตามมาขอโทษ ฮ่า ๆ ๆ”

“พอเลยพี่พอเลย พี่ชอบคิดไปเองอยู่เลย จริงปะปอ”

“...” เวลานี้คนตัวเล็กได้แต่นั่งอยู่เงียบ ๆ เพราะใบหน้าสีขาวเริ่มขึ้นสีแดงทีละน้อยอีกแล้ว

“พี่แซวนิดหน่อยเอง น้องปอก็เขินจนหน้าแดงหมดแล้ว ฮ่า ๆ ๆ”

“หยุดเลยพี่ ปอมันแค่ร้องไห้เยอะเกินไป”

“...”

“มีการปกป้องออกรับแทนกันด้วย โอ้โฮ พี่จะรอดูวันที่คบกันแล้วพามาเปิดตัวนะ ฮ่า ๆ ๆ”

“ไม่ต้องเลยพี่ ผมบอกแล้วไงว่าแค่เพื่อนกัน”

“...”

“คำก็เพื่อน สองคำก็เพื่อน เตือนไว้ก่อน ระวังจะเสียใจเพราะคำว่าเพื่อน”

“พี่เบสหมายความว่าไง หลังจากวันนี้ผมจะไม่แยกกับปอแล้ว เป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมแล้วมันคงไม่มีอะไรต้องเสียใจอีก จริงไหมปอ” ผมสลับจากพี่เบสไปถามความเห็นจากคนข้างตัวเป็นพัก ๆ

“อะ อื้ม”

“เออ ๆ รู้แล้วว่าเพื่อนกัน ปอก็อย่าลืมที่พี่บอกล่ะ พี่ไปล้างจานก่อน” สิ่งที่พี่เจ้าของร้านอยากจะเตือนมากที่สุดคือเหตุผลของคำว่าเพื่อน เพราะคำว่าเพื่อนหรือสถานะเพื่อนนั้นเคยทำร้ายหัวใจของผู้ชายชื่อเบสมาแล้ว และมันก็เป็นบาดแผลที่ลึกและรุนแรงเกินกว่าจะย้อนกลับไปเป็นเพื่อนกันได้อีกครั้ง

“ปอ พี่เบสบอกอะไรให้ฟัง” ทันทีที่เห็นว่าพี่เจ้าของร้านเดินหายไปในครัวคนตัวสูงจึงไม่รีรอที่จะถามทันที

“ไม่มีอะไรหรอก พี่เขาแค่แซวปั๊มเล่นเฉย ๆ” คนตัวเล็กก้มหน้าลงเล็กน้อยพร้อมความคิดในหัวที่ผุดออกมา คงบอกมันไปตรง ๆ ไม่ได้หรอกว่าพี่เขาพูดถึงเรื่องแฟนเก่า แถมยังย้ำอีกว่าปั๊มเป็นคนปากแข็ง

“ปอ แน่ใจนะ”

“อื้ม แน่ใจสิ เฮ้ย ลืมดูเวลาเลย เย็นแล้วเนี่ย”

“งั้นเรากลับบ้านกันเลยปะ”

“อื้ม กลับกันเลยก็ได้”

“อยู่บ้านหลังเดิมใช่ปะ”

“ใช่ ๆ หลังนั้นแหละที่ปั๊มเคยมา”

“โอเค งั้นเดี๋ยวไปส่ง”

“เฮ้ย ๆ ไม่เป็นไรเรากลับเองได้”

“ให้เราไปส่งเถอะ อย่างน้อย...”

“...”

“อย่างน้อยจะได้ชดเชยช่วงเวลาที่หายไป”

หลังใช้เวลาพักใหญ่กับอาหารในร้านกาแฟ ตอนนี้พวกเขาทั้งสองคนได้ออกจากร้านไปกว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว ทั้งคู่อยู่บนท้องถนนที่คุ้นเคยแต่กลับค่อย ๆ เห็นถึงความคิดถึงที่ห่างหาย ทั้งสองคนไม่ได้กลับบ้านพร้อมกันนานมากแล้ว

ขณะนี้พวกเขาทั้งสองคนได้มาถึงหน้าบ้านของคนตัวเล็กเรียบร้อยแล้ว

“งั้นเรากลับบ้านก่อนนะปอ ไว้เจอกันเปิดเทอมต้นเดือนหน้า”

“โอเค เปิดเทอมเจอกัน”

“บายปอ”

“ดะ...เดี๋ยวปั๊ม”

“...” คนตัวสูงหันหน้ามาพร้อมกับความสงสัยว่าร่างเล็กหลังรั้วบ้านเรียกเขาทำไม

“คือ...เราขอฟะ...เฟซหน่อย”

“อ๋อ...เฟซเดิม ชื่อเดิม ไม่เคยเปลี่ยน กดแอดมา”

“แต่ปั๊มบล็อกเราไปแล้ว”

“ปลดบล็อกไปตั้งหลายปีแล้ว แต่ก็ไม่ยอมแอดกลับมา แถมโดนเปลี่ยนเฟซหนีจนแอดกลับไม่ได้ด้วย”

“ขอโทษ”

“ฮ่า ๆ แค่นี้ต้องทำหน้าซึมด้วย ยังไม่ได้ว่าอะไรเลย เข้าบ้านได้แล้วเดี๋ยวยุงกัด”

“อื้ม กลับบ้านดี ๆ นะ”

ช่วงเวลาที่ผมเคยทำหายไป ตอนนี้ผมได้กลับมาแล้ว สามปีกว่าแห่งความอ้างว้างที่ใครบางคนหายไปจากชีวิตของอีกคน ฝันร้ายเหล่านั้นจบลงแล้ว เวลาที่เหลือหลังจากนี้จะมีแต่ความทรงจำกับเรื่องราวดี ๆ ของพวกเราสองคน สถานะไหนก็ไม่สำคัญเพราะพวกเราก็ได้กลับมาอยู่ด้วยกันแล้ว

และข่าวดีที่สุดสำหรับวันนี้ที่ทำให้ทั้งสองคนได้กลับมาเริ่มต้นใหม่กันอีกครั้งคือข้อความแรกที่ถูกส่งขึ้นมาบนหน้าจอโทรศัพท์ของคนตัวเล็กจากที่เคยห่างหายไปนาน

 

[Pump Pumipach accept your friend.]

 

“ขอบคุณนะ ขอบคุณที่กลับมา ปั๊ม...เรารักนายนะ”

 

___________________________________________________

 

เย่ เย่ เย่ เย่ หลังจากหนักหน่วงมาหลายตอนในที่สุดก็แฮปปี้

ถ้านับตามเวลาปัจจุบันตั้งแต่บันทึกฉบับแรกถึงฉบับนี้ก็เพิ่งจะวันเดียวเอง 

ตั้งแต่ตอนหน้าเป็นต้นไปรันจะไม่ย้อนไป ๆ มา ๆ แล้ว จะเล่าเฉพาะปัจจุบันอย่างเดียว

ทั้งคู่จะได้ค่อย ๆ พัฒนาความสัมพันธ์ต่อไปเรื่อย ๆ แบบค่อยเป็นค่อยไป

 

Ps1 ความดราม่าไม่ได้จบลงเท่านี้เพราะยังมีอุปสรรคที่ทั้งคู่ต้องเจออีกมาก

Ps2 อย่าลืมเป็นกำลังใจให้ปั๊มและปอกันด้วยน้า ^^

 

Enjoy reading

รัก... Run(END)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

2 ความคิดเห็น