Ever Loved ขอแก้ตัวนะทูนหัวของมาร์ค [MarkBam]

ตอนที่ 4 : Unit 3 : Mark's Special part

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,549
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 136 ครั้ง
    23 มิ.ย. 62





พาร์ทพิเศษของมาร์ค

ผมน่ะคิดที่จะปล่อยแบมไปอยู่แล้ว.. เพราะผมมันคนไม่ปกติ


11/03/2010

          “พี่ครับ.. Open House ของคณะนิเทศศาสตร์ไปทางไหนอ่ะครับ?

          “ก็.. คณะนี้นี่แหละครับน้อง”

 

          เด็กน้อยแก้มป่องท่าทางสดใสที่มีดาวสองดวงอยู่บนปกเสื้อได้วิ่งเข้ามาหาผมแล้วถามข้อมูลที่เจ้าตัวอยากรู้ ซึ่งผมคิดว่าน้องเขาก็น่ารักพอสมควรเลยล่ะถึงแม้จะเป็นผู้ชายก็ตาม มันแบบ..สปาร์คอ่ะครับ 

          ผมจึงไม่รอช้าที่อาสานำทัวร์คณะตัวเอง ซึ่งนั่นเป็นครั้งแรกที่เราเจอกัน ก่อนที่จะแลกเปลี่ยนช่องทางการติดต่อเพื่อสานสัมพันธ์ให้เกิดความสนิทสนมกันมากยิ่งขึ้น

 

02/05/2011

          วันนี้เป็นวันเกิดน้องแบมครับ น้องคนที่ผมเจอเมื่อปีที่แล้ว สารภาพเลยครับว่าชอบ แล้วผมก็ตามจีบน้องนานมาก แต่ผมมันป๊อดไงเลยได้แค่คุยแต่ไม่กล้าขอเป็นแฟนสักที ซึ่งน้องเองก็ไม่ได้พูดเรื่องนี้ด้วย.. 

 

          แต่ความกล้าที่ผมรวบรวมไว้อย่างดีถึงหนึ่งปีเต็ม มันจะต้องระเบิดออกมาภายในวันนี้แหละครับ!!

 

          “แบมครับ”

          “พี่มาร์คมาได้.. ปิกาจู!!

 

          ผมออกแรงสะกิดที่ไหล่เล็กของน้องเบาๆ ก่อนที่เด็กน้อยจะหันมาและพบว่ามีตุ๊กตาหน้าคล้ายแมวสีเหลืองตัวใหญ่ประมาณห้าฟุตอยู่ที่มือผม

 

          “สุขสันต์วันเกิดนะครับตัวเล็ก”

          “ขอบคุณนะครับพี่มาร์ค! หุ้ย ดูสิตัวมันใหญ่มากเลยอ่ะ เกือบจะเท่าแบมแล้ว โอ้ยย นุ๊มมม นุ่ม แบมชอบจังเลยอ่ะ”

 

          น้องที่กำลังยิ้มแก้มแตกก็ยื่นมือออกมารับตุ๊กตาไปจากผมก่อนจะกอดมันไว้แน่นแล้วเริ่มชมออกมาไม่หยุดปาก อดยิ้มตามไม่ได้เลย ส่วนคนรอบข้างเองก็กรี๊ดกร๊าดกันใหญ่ 

          ผมปลดตุ๊กตาตัวยักษ์ออกจากมือเล็กพร้อมนำมันไปวางไว้บนเก้าอี้ ก่อนจะกลับมายืนตรงหน้าเด็กแก้มกลมอีกครั้งแล้วคว้ามือของแบมแบมขึ้นมาถือเอาไว้แนบอก รวบรวมความกล้าอยู่สักพักจนความเงียบเกิดขึ้นทั่วบริเวณด้วยความลุ้นระทึก

 

          “แบมครับ.. เรารู้ใช่มั้ยว่าพี่ชอบเรา”

          “ก็.. รู้ครับ”

          “แล้วแบมคิดเหมือนพี่.. รึเปล่าครับ”

 

          ริมฝีปากนิ่มเม้มเข้าหากันเล็กน้อยก่อนจะกดหน้าลงแล้วเสตามองไปทางอื่น เป็นท่าทางที่ชวนให้ใจของผมเต้นแรงมากจนภาพตรงหน้าสั่นไหวไปหมด เพราะไม่รู้ว่าคำตอบของอีกฝ่ายจะออกมาในรูปแบบใด ถ้ามันไม่ใช่แบบที่หวังไว้ ผมจะรับได้รึเปล่า..

 

          “แบม.. แบมก็ชอบพี่มาร์คเหมือนกันครับ”

          “งั้นๆๆ เป็นแฟนกับพี่ได้มั้ยครับ!?”

          “ดะ..ด้วยความเต็มใจครับ!

 

          เสียงคนแถวนั้นร้องเฮออกมาดังๆราวกับคำตอบที่พวกรอฟังจะเป็นไปตามคาด ผิดกับผมที่ยังรู้สึกตกใจนิดๆเหมือนกับว่านี่เป็นความฝันยังก็ไม่รู้ หลังจากนั้นผมก็ยิ้มออกมาอย่างห้ามตัวเองไม่อยู่เพราะมันมีความสุขมากจริงๆ ก่อนจะรวบเอาคนตัวเล็กกว่าเข้ามากอดไว้แนบอกทันที

          ผมอยากให้น้องได้ฟังเสียงหัวใจของผม ว่ามันเต้นแรงแค่ไหนเมื่อได้อยู่ใกล้กับตัวเอง

 

25/01/2012

          “พี่มาร์คแบมไม่เข้าใจข้อนี้เลยอ่า สอนแบมหน่อยได้ป่าวว”

          “ได้คร้าบๆ  แบมรอพี่แป๊บนึงนะ เดี๋ยวพี่เซฟงานอันนี้ก่อน อ่า..โอเค! เสร็จละ ไหนๆไม่เข้าใจข้อไหนครับ”

          “ข้อนี้ๆ”

 

          นิ้วเรียวจิ้มย้ำๆลงบนข้อที่ตัวเองไม่เข้าใจสร้างความเอ็นดูให้ผมมากจริงๆ คิดเอาแล้วกันว่าเอ็นดูขนาดไหน ขนาดวิจัยจบที่ผมกำลังเร่งทำให้เสร็จอยู่ตอนนี้ยังต้องพักไว้ก่อนเพราะต้องมาสอนการบ้านแฟน

 

          ใช่ครับ แฟน.. ฮุๆชอบคำนี้จัง นั่นแหละครับ ตอนนี้ผมกับแบมแบมอยู่บ้านหลังเดียวกันแต่เป็นบ้านเช่านะ อันที่จริงตอนแรกผมก็อยู่คอนโดแหละซึ่งระยะทางไปกลับมหาลัยก็ออกจะไกลอยู่พอสมควรถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรเนื่องจากตัวเองก็มีรถและแค่ต้องออกไปมหาลัยให้เช้าหน่อยก็เท่านั้นเอง

          แต่พอรู้ว่าเจ้าตัวเล็กสอบได้มหาลัยเดียวกันพอดี ผมเลยถือโอกาสย้ายออกไปอยู่บ้านเช่าเสียเลยเพราะมันอยู่ใกล้มหาลัยดี น้องจะได้ไปเรียนสบายๆ ไม่ต้องตื่นเช้ามากเหมือนผม เพราะยิ่งตื่นเช้าก็ยิ่งเรียนไม่รู้เรื่อง

 

          “พี่มาร์คเก่งอ่ะ สอนแบมให้เข้าใจได้ด้วย”

          “แน่นอนอยู่แล้ว แล้วพี่สอนเก่งขนาดนี้ ไม่มีรางวัลให้พี่หน่อยอ่อ?

          “ไม่อ่ะ ฮ่าๆ”

          “งั้นพี่หาของรางวัลเองก็ได้” 

 

          ฟอดดดดดด

 

          ผมที่นั่งซ้อนหลังแบมแบมอยู่ก็รวบกอดหมับเข้าให้ ก่อนจะกดจมูกลงบนแก้มนุ่มสูดเอาความหอมนั้นเข้าปอดฟอดใหญ่ แล้วดำเนินการแกล้งต่อด้วยการเป่าลมใส่ใบหูเล็ก จนน้องที่รู้สึกจักจี้ก็หัวเราะร่วนพร้อมทั้งดิ้นขลุกขลักไปมาเพราะต้องการหนีสายลมแผ่วๆนั่น

 

          มีความสุขจัง..

 

12/04/2012

          “ในที่สุด พี่มาร์คก็ทำวิจัยเสร็จก่อนสงกรานต์จนได้ ได้รับปริญญาแล้ว เย่ๆ”

          “ฮ่าๆ ทำไมดีใจกว่าพี่อีกเนี่ย แต่พี่เสร็จช้ากว่าคนอื่นนะ ไม่เก่งเลยเนาะ”

          “เก่งซี่ แฟนแบมอ่ะเก่งที่สุดอยู่แล้วว”

 

          น้องพูดชมผมในขณะที่ตัวเองยืนกินน้ำอยู่หน้าตู้เย็น ส่วนตัวผมเองก็นั่งเล่นเกมอยู่ตรงโซฟา และขณะที่กำลังพูดยอผมตัวน้องเองก็เดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆจนกระทั่งมาหยุดอยู่ตรงหน้า

 

          “หืม มีอะไรครับ?”

          “อยากกอดครับ”

 

          ไม่พูดเปล่าเพราะน้องค่อยๆแทรกตัวเองเข้ามาอยู่ในวงแขนของผมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก่อนจะเอาแขนตัวเองมากอดรอบคอผมไว้แบบไม่แน่นมากพร้อมทั้งพาตัวผมโยกไปมาเพลินๆ

 

          “พี่มาร์คเรียนจบแล้วอยากได้ของขวัญมั้ย?

          “แค่แบมอยู่กับพี่ พี่ก็เหมือนได้ของขวัญแล้ว ยังจะให้อะไรอีกหื้ม”

 

          ผมวางโทรศัพท์ที่ใช้เล่นเกมลงบนโต๊ะแล้วกอดตอบอีกฝ่ายหลวมๆ มันเป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้จริงๆนะครับว่าการที่เราได้มาทำอะไรแบบนี้มันมีความสุขขนาดไหน

 

          “ถ้าแบมบอกว่าจะให้ตัวเองเป็นของขวัญ.. พี่มาร์คจะเอามั้ยล่ะครับ”

          “บะ แบม เข้าใจมั้ยน่ะ ว่าที่ตัวเองพูดออกมามันมีความหมายว่าอะไรอ่ะ”

          “รู้สิ แบมไม่ใช่เด็กแล้วนะ แล้วแบมก็รู้ด้วยว่าผู้ชายอย่างเราๆไม่ใช่พวกที่จะมาทนแบบนี้ได้นานนักหรอก แต่พี่มาร์คก็ยังไม่เคยล่วงเกินแบมมากไปกว่าหอมแก้มเลย เพราะงั้น.. แบมอยากให้ครับ

          “...”

 

          ภาพน้องที่ค่อยๆถอดเสื้อตัวใหญ่ออกจากตัวจนเผยให้เห็นผิวขาวเนียนอย่างคนสุขภาพดี มันสามารถเรียกเลือดกายของผมให้สูบฉีดได้เป็นได้เป็นอย่างดีเลยจนผมถึงกับต้องกลืนน้ำลาย เพราะมันก็จริงอย่างที่น้องบอกนั่นแหละ ผู้ชายน่ะ ทนกับภาพแบบนี้ได้ไม่นานหรอก แค่ก่อนหน้านั้นผมเลือกที่จะทนแค่นั้นเอง

 

          แต่ตอนนี้ถ้าน้องเลือกจะเป็นคนให้ ผมก็ขอรับไว้ด้วยความยินดี

12/12/2012

          “แบมแบม พี่กลับมาแล้ว”

          “คิดถึงจังเลย วันนี้ทำงานเหนื่อยมั้ยครับ แบมทำข้าวเย็นเสร็จพอดีเลย”

          “เหนื่อยมากเลย ขอชาร์ตพลังหน่อยยย”

 

          ผมพูดพร้อมอ้าแขนออกกว้างๆเป็นเชิงว่าให้เข้ามาเติมพลังเร็วๆหน่อย ซึ่งแบมแบมก็ไม่ทำให้ผมผิดหวัง น้องแทบจะวิ่งเข้ามาซุกอกผมเลยก็ว่าได้ หายเหนื่อยเลยครับ

          เอาจริงๆวันนี้ผมมีกินเลี้ยงที่บริษัทนะ ทั้งหัวหน้าเอยทั้งพวกเพื่อนๆเอยก็ต่างรบเร้าให้อยู่ก่อนเพราะเห็นว่ารีบกลับบ้านทุกวัน แต่พอคิดว่าเจ้าตัวเล็กที่บ้านจะกินข้าวเย็นกับใครก็คงต้องขอบายทันที

 

          “พี่มาร์คจะอาบน้ำก่อนมั้ยอ่ะ หรือว่าจะกินข้าวเย็นเลยดี?

          “ก็ถ้าแบมบอกว่าทำเสร็จแล้ว พี่ก็ต้องเลือกกินข้าวอยู่แล้วสิ เดี๋ยวพี่เอากระเป๋าไปเก็บแป๊บนะครับ”

 

          คนหน้าหวานยิ้มแฉ่งแล้วพยักหน้าขึ้นลงก่อนจะพาร่างเล็กของตัวเองวิ่งกลับเข้าไปในครัวเพื่อจัดเตรียมอาหารเย็นให้มันมาอยู่บนโต๊ะพร้อมทาน หลังจากนั้นพวกเขาก็จัดการกับมื้อเย็นจนหมดเกลี้ยงและต่อด้วยการสอนการบ้านแฟนเด็กอีกแล้ว ไม่สิ..ต้องเรียกว่าทบทวนเพื่อเตรียมพร้อมกับการสอบกลางภาคต่างหาก

 

          ก่อนที่ค่ำคืนนี้มันจะจบลงที่กิจกรรมเข้าจังหวะเหมือนเช่นทุกคืน..

 

04/09/2013

          “แฮปปี่เบิ่ดเด่ทู้ยู แฮปปี่เบิ่ดเด่ทู้ยู แฮปปีเบิ๊ดเด แฮปปีเบิ๊ดเด แฮปปี้ เบิร์ด เดย์ ทู้วว ยูววว เย่ๆๆ เป่าเค้กเลยพี่มาร์ค เป่าเลยๆ”

          “อย่าลืมอธิษฐานก่อนนะลูก”

          “คร้าบแม่ ฮ่าๆ”

 

          ผมเอามือขึ้นมากุมกันไว้ที่ระดับอกก่อนจะหลับตาเพื่อขอพรในวันเกิดครบเบญจเพส ซึ่งปีนี้เราไม่ได้ฉลองกันแค่สองคนเหมือนปีที่แล้ว เพราะเรากลับมาเยี่ยมแม่ของแบมที่บ้านในวันหยุดแล้วเผอิญมันตรงกับวันเกิดของผมพอดี

 

          ขอให้ปีหน้าและต่อๆไปมีแบมแล้วก็ทุกคนคอยอยู่ฉลองวันเกิดกับผมแบบนี้ไปเรื่อยๆด้วยนะครับ

          ฟู่วววว

 

          การเป่าเทียนถือเป็นการสิ้นสุดการอธิษฐาน และไฟในบ้านก็กลับมาสว่างอีกครั้ง พวกเราร่วมฉลองและพูดคุยสรรพเพเหระกันจนเริ่มดึก แน่นอนว่าคนมีอายุอย่างแม่ต้องขอตัวไปอาบน้ำนอนก่อนเพราะทนกับความง่วงไม่ไหวปล่อยให้เด็กอย่างเราๆหาเรื่องคุยกันต่อ จนรายต่อไปที่ร้องออกมาว่าอยูต่อไม่ไหวแล้วก็คือเบบี้และคนตัวเล็กที่นั่งหน้าแดงแจ๋อยู่ข้างกาย ผมจึงขอตัวพี่ชายทั้งสองพาเด็กน้อยกลับห้อง อ้อ.. พากลับแค่แบมแบมนะครับ ส่วนเบ้บี้ก็ดูแลตัวเองต่อไป

 

          “คนดี เมาขนาดนี้ได้ไงเนี่ย มาๆ เดี๋ยวพี่เช็ดตัวให้”

          “ไม่เช็ดตัวซี่~ แบมจะอาบน้ามอ่า พี่ม้าคพาแบมไปอาบหน่อยน๊า~

          “ถ้าพี่เข้าไปด้วยเดี๋ยวก็ไม่ได้อาบน้ำหรอก”

          “อื้ออ ได้อาบๆ”

          “แฟนใครทำไมขี้อ่อย”

          “แฟนม้าคงายยย แต่แบมอ่ะ อึก.. ก็อ่อยแค่กับพี่ม้าคเท่านั้นแหละ”

 

          โอ้ยยยย น่ารักโว้ย อุ้มเข้าห้องน้ำแม่ง!

 

03/01/2014

          “ฉลองงงงงงง ปีใหม่ไม่ใช่เข้าพรรษา เพราะงั้นหมดแก้ว!!

          “ฮิ้วววว”

 

          คนนับสิบยื่นมือที่มีแก้วน้ำสีสวยออกไปชนกันเสียงดังแกร้ง เรามาฉลองปีใหม่ย้อนหลังกันที่ร้านแถวมอ เพราะก่อนหน้านั้นก็ต่างคนต่างอยู่กับครอบครัวของตัวเอง พอมาวันนี้ก็เลยเหมือนมาปล่อยผีพร้อมถือโอกาสรวมสายเลี้ยงฉลองกันไปด้วยเลย

 

          “แบ๊ม แฟนมึงเนี่ยใช่พี่มาร์คที่เป็นอดีตเดือนมหาลัยปะ โคตรหล่อเลยอ้า อ๊ายยย”

          “ใจเย็นๆนะ ดี๊ด๊าอะไรให้เกรงใจกูมั่ง ตัวจริงนั่งอยู่นี่จ่ะ!

          “เชอะ เบื่อคนหวงผัว”

          “เบื่อก็ไปที่อื่นสิ ชิ่วๆ เค้าจะอยู่กับแฟนเค้า คิๆ”

           “ถ้าจะอยู่กับแฟนก็อยู่ให้ตลอดนะจ้ะ ระวังหาย เพราะหล่อขนาดนี้อาจจะโดนฉันง่าบไปได้ง่ายๆเลยนะ”

           “อยู่ตลอดอยู่แล้วจ้า ไม่ปล่อยให้แกง่าบง่ายๆหรอกเว้ย”

 

          ในขณะที่แบมแบมกำลังทำการไล่เพื่อนอยู่นั้นผมก็เดินกลับเข้ามาหาน้องพร้อมแก้วค็อกเทลในมืออีกสองแก้วพอดี คนตัวเล็กก็หันมามองแล้วรีบกระโจนตัวเข้ามาหาตัวผมทันที ส่วนเพื่อนของเจ้าตัวนั้นก็เดินเข้ามาหาเช่นกัน น้องคนที่ว่าชี้ไปยังแก้วน้ำในมือแล้วพูดออกมาราวกับจะเอ่ยแกล้งตัวเล็กของผม

 

          “พี่มาร์คสวัสดีค่า ค็อกเทลนี่พี่เอามามายใช่มั้ยคะ? ใจดีจังเลยยยย~

          “ไม่แกล้งแฟนพี่สิ ฮ่าๆ พี่เอาให้แบมต่างหาก”

          “แบร่ๆ เห็นมะบอกแล้ว ตัวจริงเค้าไม่พูดเยอะหรอก”

          “เชอะ ไปก็ได้ ไม่สนุกเลยคู่นี้ รักกันมากระวังน้ำตาลไหลมาทับเพื่อนตายหมดนะยะ”

 

          พูดจบน้องเขาก็สะบัดก้นเดินหนีไปเลยทันที เล่นเอาคนข้างกายของผมถึงกับหัวเราะร่วนด้วยความสนุกสนานที่เพื่อนไม่สามารถแกล้งตัวเองได้ ก่อนจะค่อยๆเงียบเสียงลงแล้วหันมาหาผมพร้อมรับแก้วเครื่องดื่มไปไว้กับตัว

 

          “พี่มาร์ค..”

          “ครับ?”

          “พี่มาร์คว่ามายสวยมั้ย?”

          “ก็สวยนะ ไม่น่าเชื่อเลยเนาะว่าจะโสดได้อ่ะ”

 

          จู่ๆน้องก็ถามคำถามแปลกๆออกมา แต่ถึงอย่างนั้นผมก็เลือกที่จะตอบออกไปอย่างไม่คิดอะไร แต่ดูๆแล้วน้ำเสียงน้องก็ดูจริงจังใช้ได้เลย

 

          “แล้วถ้าสมมุติว่ามายมันเข้ามาจีบพี่มาร์คอ่ะ”

          “จีบแล้วไงอ่ะก็พี่รักแบม”

          “อะไรเนี่ยพี่มาร์ค พูดอะไรก็ไม่รู้คนเยอะแยะ เดี๋ยวโดนแซว”

           “อะแฮ่ม! มาร์ครักแบมมากนะ รู้มั้ยครับ”

           “พี่มาร์ค!!

           “วี้ดวิ้วววววว คู่นี้หวานกันปานน้ำผึ้งเดือนห้าเลยนะจ้ะ นี่แค่ปีใหม่เองจะหวานไปไหน๊”

 

           ในตอนแรกก็ไม่ได้พูดดังอะไรหรอกแต่พอน้องกลัวโดนแซวเท่านั้นแหละ อยากแกล้งเลยครับ ซึ่งในตอนที่พูดนั้นผมแทนตัวเองด้วยชื่อ คือบอกได้ตรงนี้เลยว่าน้องแพ้ทางอะไรแบบนี้มากๆ

           มันเลยทำให้เจ้าตัวเล็กของผมยิ่งหน้าแดงขึ้นไปอีกระดับ ประจวบเหมาะกับที่ไอ้แจ็คมันผ่านมาแซวพอดี พวงแก้มสีระเรื่อเลยกลายเป็นมะเขือเทศไปในทันที

           แบมแบมจึงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการขยับเข้ามาซุกที่อกผมเพราะต้องการซ่อนความเขินอายไว้ ซึ่งก็ดีครับเพราะหน้าตอนน้องเขินมันก็น่ารักเกินกว่าที่คนอื่นควรจะได้เห็นเหมือนกัน

 

          หวงเว้ย!

 

14/02/2014

          วันนี้ผมลุกขึ้นไปตลาดตั้งแต่เช้ามืดเพื่อไปซื้อช็อกโกแลตอย่างดีกับดอกไม้สีสดด้วยความเงียบที่สุดเพราะกลัวน้องจะตื่น อยากจะแก้ตัวจากปีที่แล้วครับที่ผมมัวแต่ยุ่งอยู่กับการเริ่มงานใหม่ทำให้วาเลนไทน์รอบนั้นไม่ได้มีอะไรเพรียบพร้อมเท่าที่ใจคิดไว้เท่าไหร่นัก ปีนี้ก็เลยขอลางานมาจัดเต็มสักหน่อย

 

          ผมใช้เวลาในการเดินตลาดไปทั้งหมดประมาณชั่วโมงเศษๆเห็นจะได้ สุดท้ายก็ได้ของครบแล้วกำลังเตรียมจะขับรถกลับบ้าน แต่จู่ๆสายตาก็กลับไปสะดุดกับร้านขายเครื่องประร้านนึงที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม ถึงมันจะไม่ใช่ร้านที่ใหญ่มากแต่มีความน่าสนใจ

          ผมจึงเอาของไปเก็บไว้ที่รถก่อนแล้วจึงค่อยเดินเข้าไปในร้านนั้นด้วยความสนใจ พร้อมทั้งสอบถามข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับเครื่องประดับภายในร้านที่มันดูละลานตาจนยากจะแยก พลันสายตาของผมก็เหลือบไปเห็นหินชนิดนึงที่เขารู้สึกถูกใจจนเผลอยืนจ้องอยู่นาน

 

          “นี่เขาเรียกว่าอะพาไทต์ครับคุณลูกค้า เป็นหินที่ช่วยปลอบประโลมจิตใจให้เข้าสู่ความสงบ ช่วยให้เกิดความไม่ประมาทและชี้ช่องทางให้ได้ว่าจะดำเนินชีวิตไปทางไหนจึงจะสงบ ถึงแม้จะดูแลยากไปสักหน่อยแต่ก็สวยมากๆเลยนะครับ

          “สวยจริงๆด้วย.. ราคาเท่าไหร่หรอครับ?”

          “ไม่แพงมากหรอกครับ ขึ้นอยู่กับว่าคุณลูกค้าต้องการจะรับแบบไหน”

          “เอาแหวนกับตุ้มหูที่ฐานเป็นแบบทองน่ะครับ”

          “รับทราบครับ โอ้ โชคดีจริง เหลือแบบทองอยู่สองวงพอดีเลยตุ้มหูก็ด้วย คุณลูกค้านี่โชคดีจริงๆ”

 

          ได้ยินอย่างนั้นผมก็ยิ้มร่าเพราะได้สิ่งที่ต้องการมาไว้ในครอบครอง ถึงแม้ว่าตัวหินจะไม่ได้แพงอะไรมาก แต่ทองคำในไทยก็ราคาดีใช้ได้เลยล่ะ

          เลยกลายเป็นว่า วันนี้เป็นการเริ่มต้นวันเบาๆด้วยกระเป๋าตังค์เบาๆ ไปโดยปริยาย แต่อย่ากระนั้นเลย..กลับบ้านเถอะก่อนที่เจ้าตัวเล็กจะตื่น

          ว่าแล้วผมก็จัดแจงเก็บข้าวของอะไรให้เรียบร้อยแล้วรีบบึ่งรถกลับบ้านทันที

 

 

 

          แบมแบมตื่นขึ้นมาเพราะกลิ่นหอมที่ตลบอบอวลของความหวานจากสิ่งที่เรียกว่าช็อกโกแลตลอยมาเตะจมูก พร้อมด้วยกลิ่นสดชื่นจากดอกไม้บางชนิดที่ทำให้เขาต้องลุกขึ้นมาดู

 

          “ว้าว กุหลาบนี่นา เต็มห้องเลย แต่ทำไมถึงมีกุหลาบได้ล่ะ?”

 

          เด็กน้อยออกอาการงงเล็กๆเพราะวันนี้เป็นวันพฤหัสฯ และแฟนของตัวเองก็ไม่ได้หยุดวันนี้ แล้วทำไมถึงได้...

          คนตัวเล็กวิ่งตึงตังลงมาที่ชั้นล่างเพื่อดูว่าความคิดของตัวเองนั้นเป็นจริงหรือไม่ วันนี้พี่มาร์คอาจจะไม่ได้ไปทำงานก็ได้

          เมื่อมาถึงห้องครัวที่คาดว่าอาจจะได้พบกับร่างสูงคุ้นตากำลังยืนทำอาหารอยู่นั้นก็ต้องแปลกใจที่พบแต่ความว่างเปล่า แต่มันก็ไม่ถึงกับว่างไปหมดเสียทีเดียว เพราะในจานเล็กบนโต๊ะนั้นมีช็อกโกแลตวางอยู่หนึ่งก้อนพร้อมด้วยโพสอิทแผ่นเล็กที่มีข้อความเขียนไว้ภายในว่า โทรทัศน์

 

           มือเล็กหยิบก้อนของหวานเข้าปากก่อนจะเดินไปที่โทรทัศน์เพื่อพบกับช็อกโกแลตรูปทรงใหม่ที่รสชาติของมันหวานกว่าลูกที่แล้วไม่มากนักและโพสอิทอีกหนึ่งแผ่นกับข้อความภายใน ลูกแก้วหิมะ เมื่อรู้แน่ว่านี่เป็นเกมสไตล์มินิมอลในแบบฉบับของคนรัก แบมแบมจึงตั้งใจตามเก็บไอเทมช็อกโกแลตไปเรื่อยๆจนกระทั่งมาถึงสวนหน้าบ้านที่ถูกตกแต่งไปด้วยดอกไม้หลากสี และมีจานเล็กๆเหมือนกับที่อยู่ในบ้านวางอยู่ที่เก้าอี้นั่งเล่น ซึ่งก็เดาได้ไม่ยากว่าคงจะเป็นช็อกโกแลตอีกเช่นเคย

 

          ทันทีที่เดินเข้าไปใกล้ก็พบว่ามันไม่ใช่ช็อกโกแลตอย่าที่คิด แต่มันคือกล่องกำมะหยี่สีน้ำตาลเข้มที่มีรูปทรงชวนสงสัยใคร่เปิดดูซึ่งก็แน่นอนว่าเขาเปิด..  ก่อนจะพบว่าสิ่งที่อยู่ภายในนั้นมันสามารถทำให้ใจดวงน้อยๆดวงนี้ถึงกับเต้นระรัวไม่เป็นจังหวะ เขาจึงพยายามทำให้ตัวเองใจเย็นไว้ก่อนโดยการหันมาสนใจกับข้อความภายในโพสอิทที่คาดว่าจะเป็นใบสุดท้าย ข้างหลัง

 

          เมื่อหันหลังกลับไปตามคำเขียนในกระดาษก็พบว่ามีร่างสูงของคนรักยืนรออยู่ก่อนหน้าแล้ว ใบหน้าหล่อที่กำลังส่งยิ้มหวานมาให้เขานั้น มันยังคงชวนให้ตื่นเต้นได้ไม่ต่างจากวันแรกที่เจอกันเลย..

 


 

          ผมขยับเข้าไปใกล้น้องที่กำลังมองมาทางนี้อย่างอึ้งๆอีกหนึ่งก้าว พร้อมทั้งหยิบแหวนที่อยู่ภายในกล่องมาไว้กับตัวอย่างถือวิสาสะ ก่อนที่มืออีกข้างจะฉวยเอามือข้างซ้ายของน้องขึ้นมากอบกุมไว้อย่างอบอุ่น

 

          “พี่ขออนุญาตจองไว้ก่อนได้มั้ยครับ”

          “อื้อ..”

 

          หลังจากที่ได้รับอนุญาต ผมก็ค่อยๆบรรจงสวมแหวนลงบนนิ้วนางข้างซ้ายอย่างช้าๆจนความว่างของช่องแหวนนั้นถูกแทนที่ด้วยโคนนิ้ว ตามด้วยการโน้มตัวลงไปกดจูบที่หลังมือเพื่อแสดงความรัก

 

          “สุขสันต์วันวาเลนไทน์นะครับ”

          “งื้อ..พี่มาร์ค”

          “แบมคือความสุขของมาร์คนะ”

22/03/2014

          “พี่มาร์คคค ฝึกงานเนี่ย.. มันเหนื่อยมั้ยอ่ะ?”

          “มันก็แล้วแต่งานนะ ถ้าเราชอบมันก็ไม่เหนื่อยหรอก ทำไมครับตัวเล็ก”

          “ก็อาจารย์บอกว่าให้ไปฝึกงานตอนปิดเทอมอ่ะดิ แบมไม่อยากไปอ่ะ แต่ไม่ไปก็ไม่ได้เดี๋ยวไม่ผ่าน”

          “เอาน่า ปิดเทอมแค่แป๊บเดียวเอง เดี๋ยวระหว่างนั้นพี่จะรีบกลับมาทำข้าวเย็นแทนแบมก็ได้”

          “แล้วพี่มาร์คไม่เหนื่อยหรอ พี่ต้องทำงานนะ”

          “ถ้าเพื่อแบมละก็.. ไม่เหนื่อยหรอก”

          “แหวะ เลี่ยนอ่ะ แบมว่าพี่ดูละครเยอะไปแล้วนะช่วงนี้ ฮ่าๆ”

          “อ้าว ไหงงั้นอ่ะ อุตส่าห์โรแมนติก มานี่เลยยย เลี่ยนหรองั้นต้องพาเข้าฉากเลิฟซีนบ่อยๆจะได้ชิน”

          “ไม่ใช่แล้วว ฮ่าๆ”

 

          ร่างเล็กที่นั่งกลุ้มใจอยู่บนตักกว้างในคราแรกก็แปรเปลี่ยนเป็นหัวเราะร่วนจนตัวโยน เพราะมือของผมแอบแวะไปจิ้มตรงนั้นทีตรงนี้ทีจนฝ่ายถูกกระทำถึงกับดิ้นไม่หยุด ก่อนที่ผมจะใช้ท่อนแขนแข็งแรงรวบเอาร่างนุ่มนิ่มเข้ามาประชิดตัวพร้อมทั้งเอาหน้าซุกไซ้ไปมาตามพวงแก้มอย่างหมันเขี้ยว

 

          “แก้มแบมช้ำหมดแล้ว ฮ่าๆ อันนี้มันเรียกเลิฟซีนตรงไหนเนี่ย”

          “อุ้ย พูดงี้แสดงว่าอยากเข้าฉากเลิฟซีนจริงๆ ได้น๊า”

          “ไม่ได้หมายความอย่างน้านน”

          “ไม่ทันแล้ววว ฮ่าๆ”

 

          เจอแบบนี้มันก็ต้องจับฟัดอย่างเดียวเท่านั้นแหละ!

 

17/04/2014

          “พรุ่งนี้แบมต้องไปทำงานแล้วอ่ะ”

          “ไม่เป็นไรเนาะ อย่างน้อยเราก็ยังได้ไปเที่ยวสงกรานต์ด้วยกันนะ”

          “งื้ออออ”

          “ไปนอนกัน”

          “อื้อ วันนี้กอดแบมแน่นๆเลยนะ อยากชาร์ตพลัง”

          “ได้คร้าบที่รักคร้าบ ปะๆเข้าห้องกัน”

 

          ผมว่าก่อนจะดันหลังให้คนตัวเล็กเดินเข้าไปยังห้องนอนที่เตรียมไว้ เราทั้งคู่พากันกอดจนตัวกลมอยู่บนเตียงนอน อันที่จริงพวกเราจะทำกิจกรรมรักด้วยกันทุกวันเพื่อให้เหนื่อยและหลับสบาย แต่วันนี้ผมจะเว้นไปสักวันนึงแล้วกันเพราะไม่อยากไม่ให้น้องต้องเพลียกับการทำงานวันแรก

 

          “นอนไม่หลับอ่า”

          “หืม.. ฝืนซักนิดเนาะ เดี๋ยวก็หลับ”

          “งืมม..”

 

          แต่จนแล้วจนรอดความตื่นเต้นก็นำพาความตื่นตัวมาสู่คนตัวเล็กที่ทำยังไงก็นอนไม่หลับ จนสุดท้ายร่างบางก็เป็นฝ่ายที่ปลุกเขาขึ้นมาเพื่อช่วยทำให้ตัวเองหลับ

 

          และแน่นอนว่ายาดีของเขานั้นได้ผลทุกที

 

          เช้าวันต่อมาการตื่นนอนเป็นสิ่งที่ยากยิ่งสำหรับเด็กมหาลัยที่เข้าเรียนเก้าโมงตลอด แต่ถึงกระนั้นผมก็ยังคงตั้งใจปลุกคนตัวเล็กให้ตื่นจากการหลับใหลแม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายจะต้องงอแงก็ตาม และใช่ครับ..น้องงอแงและงอแงหนักมาก แต่อย่างน้อยก็ยังยอมลุกไปอาบน้ำแต่โดยดี

          เมื่อแน่ใจแล้วว่าน้องตื่นแล้วจริงๆไม่ใช่เข้าไปนั่งหลับแล้วอาบน้ำหลอกๆ ผมก็พาตัวเองเข้าห้องครัวเพื่อจัดเตรียมมื้อเช้าให้พร้อมทันที จะได้ไม่เสียเวลาไปหากินแถวบริษัท อีกอย่างคือเพื่อป้องกันคนตัวเล็กนอยด์จนไม่ยอมไปหาข้าวกินด้วย

 

          “เสร็จแล้วมากินข้าวนะ”

 

          ผมตะโกนเข้าไปยังห้องนอนเพื่อบอกสิ่งที่อีกฝ่ายควรจะทำหลังจากแต่งตัวเสร็จ ซึ่งก็ไร้การตอบกลับใดๆเนื่องจากคนอายุน้อยยังอยู่ในอาการงอแง ถึงอย่างนั้นน้องก็ยังสามารถทำตามสิ่งที่เขาบอกได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ขาดก็แต่เสียงเจื้อยแจ้วที่มักจะเปล่งออกแทบจะตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน

 

          หลังทานข้าวเสร็จผมก็พาคนรักมาส่งที่บริษัทสำหรับฝึกงานของเจ้าตัวแต่คนตัวเล็กก็ดูเหมือนจะขยาดนิดๆ ผมจึงรวบศีรษะทุยมาจุ๊บเบาๆที่หน้าผากก่อนที่จะเอามือทั้งสองมาบีบแก้มนุ่มนิ่มแล้วจับให้มันยกขึ้นราวกับกำลังยิ้มอยู่ หน้ามุ่ยๆจึงได้ดูผ่อนคลายลงบ้าง

 

          “สู้ๆนะครับตัวเล็ก แล้วเย็นนี้เจอกัน”

          “อื้อ”

 

          ความรู้สึกของการทำงานในวันนี้ไม่ได้เชื่องช้าเหมือนอย่างเคย เพราะผมรีบทำงานตรงหน้าให้มันเสร็จๆไปเพื่อที่ได้กลับบ้านให้เร็วขึ้นอีกสักสิบนาทีก็ยังดี จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึงสี่โมงเย็นผมก็รีบบึ่งรถกลับบ้านเพื่อจัดเตรียมข้าวเย็นทันที

          การทำอาหารกินเวลาไปพอสมควรเลย แต่โชคยังดีที่ไปรับน้องหน้าบริษัทได้ทัน แม้ว่าในตอนนี้แบมแบมจะไม่ได้ดูหงุดหงิดเหมือนเมื่อเช้า แต่ความอิดโรยบนใบหน้านั้นก็ทำให้ผมรู้ว่าวันนี้น้องคงจะเจอศึกหนักมาไม่น้อย

 

          “พี่มาร์ค แบมเหนื่อยอ่ะ วันนี้โดนใช้ทั้งวันเลย แบมแทบไม่มีเวลาพักเลย”

          “งั้นวันนี้ก็พักให้เต็มที่เถอะเนาะ เดี๋ยวกินข้าวเสร็จแล้วเดี๋ยวพี่อาบน้ำให้”

          “ครับ..”

 

25/07/2014

          “อะไรกันเนี่ย เพิ่งพักไปได้อาทิตย์เดียวเอง เปิดเทอมอีกแล้ว”

          “กลายเป็นคนขี้บ่นตั้งแต่เมื่อไหร่ห้ะเรา”

          “ก็ดูสิพี่มาร์ค ให้แบมฝึกงานสามเดือนพอฝึกเสร็จก็เปิดเทอมพอดีเป๊ะเลย แบมเหนื่อยอ่า อยากพักยาวกว่านี้”

 

          ผมยิ้มน้อยๆพร้อมทั้งส่ายหัวไปด้วย แล้วจึงเริ่มอธิบายว่าถ้าได้จบออกมาทำงานจริงๆหยุดยาวสุดก็แค่สงกรานต์กับปีใหม่เท่านั้น เพราะฉะนั้นจึงอยากให้อีกฝ่ายปลงกับคำว่าเปิดเทอมไปเลยน่าจะดีกว่า

          เมื่อเจ้าตัวได้ฟังก็คิดตามก่อนจะพยักหน้าว่าเข้าใจแล้วอย่างจำยอม เพราะมันคือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆนั่นแหละ

 

          “พี่มาร์คนี่ก็เก่งเนาะ ผ่านมาได้ไง”

          “ก็พี่มีกำลังใจดีไง จีบหนูได้ตั้งแต่ปีสามพี่ก็รู้สึกว่าวิจัยจบไม่ใช่เรื่องยากแล้วอ่ะ”

          “ต้องเขินมั้ยเนี่ย”

          “เขินดิ พี่อุตส่าห์ทำซึ้งเลยนะเนี่ย”

          “เขินก็ได้.. ฮุ”

 

          คนตัวเล็กเสหน้าไปทางอื่นเล็กน้อยพร้อมทั้งทำปากจู๋ยิ่งทำให้เจ้าตัวดูน่ารักเข้าไปใหญ่ ผมที่อดใจไม่ไหวก็เลยก้มลงไปสูดดมความหอมจากแก้มแดงๆตรงหน้าแล้วบีบจมูกเล็กนั่นอย่างหมันเขี้ยว

 

          “งื้อออ พอแล้วๆ พี่ไปทำงานได้แล้วเดี๋ยวสายนะ”

          “แน่หรอ ไม่ให้พี่ไปส่ง?”

          “อื้มม ใกล้แค่นี้เองแบมไปเองได้”

          “งั้น.. ตั้งใจเรียนนะครับ”

          “งื้ม พี่ก็ตั้งใจทำงานด้วยล่ะ”

 

16/02/2015

          ช่วงนี้น้องดูเครียดๆเพราะถูกวิจัยจบเล่นงานอย่างหนักถึงแม้ว่าจะมีผมอยู่ช่วยด้วยก็ตาม น้องดูเครียดมากจนรู้สึกว่าตัวเล็กของผม..เหมือนจะเปลี่ยนไปนิดๆ ผมก็เข้าใจนะว่าความเครียดของคนเรามันไม่เท่ากัน แต่บางทีก็คิดว่า..เราควรจะคุยกันบ้าง หรือไม่ก็อยากให้น้องดูแลตัวเองบ้าง

          ถึงไม่คุยกับผม หรือไม่ได้ทำกิจกรรมอะไรร่วมกัน ก็ไม่เป็นไร..

 

          “แบมมากินข้าวก่อนมั้ย”

          “พี่มาร์คกินก่อนเลย แบมเหลือประมวลผลอ่ะ อยากส่งภายในอาทิตย์นี้”

          “พี่ว่าพี่รอกินพร้อมแบมดีกว่า”

          “ไม่ต้องหรอก พี่ทำงานมาเหนื่อยๆ แบมว่ากินเถอะ”

          “ก็ได้ครับ...”

 

          แบมไม่ได้เปลี่ยนไปหรอกเนาะ ผมก็แค่คิดมากไปเองเท่านั้นแหละ น้องก็ยังดู Take care ผมเหมือนเดิม

 

          “เอ้อพี่มาร์ค วันนี้แบมไปนอนหอแจนะ”

          “ทำไมอ่ะครับ”

          “แบมมีหลายเรื่องของประมวลผลที่ต้องถามแจอ่ะ แจผ่านวิจัยแล้ว”

          “ถามพี่ก็ได้ พี่ก็เคยผ่านมันมาก่อน”

          “พี่มาร์คต้องทำงานอ่ะ อีกอย่างแบมอยู่บ้านก็ไม่ค่อยมีสมาธิด้วย แบมเลยคิดว่าไปทำที่หอแจดีกว่า”

 

          น้องไม่ได้เปลี่ยนไป.. น้องแค่ตั้งใจทำงาน ท่องไว้สิไอ้มาร์ค

 

          “ให้พี่ไปส่งมั้ย?”

          “เดี๋ยวแบมไปเองครับ พี่กินข้าวไปเถอะเนาะ”

          “แต่นี่มันทุ่มนึงแล้วนะ อันตราย เดี๋ยวพี่ไปส่ง”

          “ไม่เป็นไรครับ แจมารออยู่หน้าบ้านแล้ว”

          “งั้นก็ไปดีๆล่ะ ถ้าจะให้ไปรับก็โทร.มาบอกพี่นะ”

          “ครับ”

 

          ไม่ได้น้อยใจสักหน่อย..

 

02/05/2015

          “ฮัลโหลตัวเล็ก วันนี้วันอะไรเอ่ย?”

          (หืม พี่มาเล่นทายคำถามอะไรตอนนี้เนี่ย แบมกำลังงานยุ่งมากก)

          “ขนาดยังไม่ทันได้ใบปริญญาก็งานยุ่งซะแล้ว งี้ถ้าได้บรรจุเต็มตัวแล้วพี่ไม่เป็นหมาหัวเน่าเลยหรอเนี่ย~

          (เว่อร์น่า สำหรับแบมพี่มาร์คคือที่สองเสมอแหละ)

          “อ้าว ไหงเป็นที่สองอ่ะ”

          (ก็ม๊าแบมต้องเป็นที่หนึ่งไง ฮ่าๆ)

          “อ่ะ คนนี้ยอมได้ แต่กลับมาเข้าเรื่องของเราก่อน วันนี้เป็นวัน..”

          (อ๊ะ พี่มาร์คแบมต้องไปแล้วอ่ะ แล้วก็วันนี้แบมกลับดึกหน่อยนะมีฉลองที่ยอดขายบริษัทเพิ่มง่ะ บายนะครับ ...ตรู๊ด)

          “งั้นพี่จะอยู่รอฉลองครบรอบสี่ปีของเรานะ..”

 

23:46 น.

          “หืม ทำไมไฟยังเปิดอยู่ พี่มาร์คยังไม่นอนหรอ”

 

          คำถามที่ผุดขึ้นมาในหัวของนักศึกษาจบใหม่ก็กระจ่างขึ้นทันทีที่เดินเข้ามาถึงยังบริเวณห้องนั่งเล่น

 

          ‘HAPPY ANNIVERSARY 4th and HAPPY BIRTHDAY MY DEAR’

 

          นี่เขา..ลืมได้ไง

 

          “แต่มาดึกขนาดนี้.. พี่มาร์คคงจะนอนไปแล้วล่ะมั้ง”

          “อืออ~ แบมหรอ?”

          “พี่มาร์ค!? ทำไมยังไม่นอนอ่ะ พรุ่งนี้พี่ต้องทำงานเช้าไม่ใช่รึไงครับ”

          “พี่รอแบมกลับมาฉลองพร้อมกัน.. นี่กี่ทุ่มแล้วเนี่ย เอ้ย! รีบเป่าเค้กกันก่อนดีกว่าเดี๋ยวจะเลยวันเกิดเอา แบมรอพี่แป๊บนึงนะ”

          “พี่มาร์ค..”

 

          นี่เขาปล่อยให้คนคนนึงต้องรอและทำเพื่อเขาขนาดนี้เลยหรือ?

 

          “...แฮปปี้เบิร์ดเดย์ทู้ยู”

          “ฮึก แบมขอโทษนะพี่มาร์ค”

          “ไม่เอาสิไม่ร้องนะครับ เป่าเค้กก่อนๆ แล้วค่อยมาคุยกัน”

 

          ฟู่วววว

 

          “ไหนเป็นอะไรหืม ร้องไห้ทำไม?”

 

          ผมวางเค้กลงบนโต๊ะก่อนจะจูงมือคนตัวเล็กมานั่งที่โซฟาพร้อมทั้งรวบเอาหัวทุยมาซบไว้กับอก ใช้ปากจูบลงบนกลุ่มผมเพื่อปลอบประโลมความทุกข์ใจของคนรัก ที่ผมเองก็ไม่รู้ว่ามาจากเรื่องอะไร

 

          “แบมมัวแต่ทำงานอ่ะ จนลืมไปว่าวันนี้มันคือวันอะไร ทั้งที่พี่มาร์คกำลังคอยแบมอยู่แท้ๆ แต่แบม.. ฮึก”

          “ไม่เห็นเป็นไรเลย แค่แบมมาเป่าเค้กวันเกิดทัน พี่ก็ดีใจแล้ว”

          “จริงนะ”

          “จริงสิครับ แต่..วันนี้ขอทำการบ้านหน่อยได้มั้ยอ่า ช่วงนี้เราห่างๆมันมาเป็นอาทิตย์แล้วนะ”

 

          คนตัวเล็กตีที่อกผมเบาๆ แล้วนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นว่า

 

          “แต่วันนี้แบมเหนื่อยอ่ะพี่มาร์ค แบมว่าเราแค่นอนกอดกันเฉยๆก็พอแล้วมั้ง”

          “ก็ได้ครับ.. งั้นแบมไปอาบน้ำเถอะ เดี๋ยวพี่ขอเก็บของก่อน”

          “งื้ม”

 

          ผมยืนมองร่างบางหายเข้าไปในห้องด้วยความรู้สึกห่อเหี่ยวใจนิดๆ ส่วนหนึ่งก็มาจากความน้อยใจ แต่อีกส่วนคือมาจากความอึดอัดด้านล่างที่รอการปลดปล่อยออกมา พักนี้ผมไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไรถึงได้เกิดความต้องการในเรื่องอย่างว่าบ่อยนัก

 

          ซึ่งมันเริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนแบมแบมเรียนจบ

 

28/06/2015

          “แบมไม่คุยกับพี่มาร์คแล้ว!

          “โถ่..พี่ขอโทษ พี่ไม่ได้ตั้งใจอ่ะ”

          “ไม่ได้ตั้งใจอะไรล่ะ ช่วงล่างแบมระบมไปหมดแล้ว แบมบอกพี่แล้วไงว่าแบมเพิ่งรับปริญญามา แบมเหนื่อยแบมอยากพัก แต่พี่ก็ยังดื้อจะทำอยู่ได้ แถมรุนแรงขนาดนั้นทำไมไม่นึกถึงใจกันบ้างนะ”

          “คือพี่ไม่รู้ตัวจริงๆ ตัวเล็กเชื่อพี่นะครับ”

          “ไม่ต้องมาอ้อนเลย จะรู้ตัวหรือไม่ก็ไม่รู้ล่ะ แต่แบมของดขึ้นเตียงด้วยสองอาทิตย์”

          “แบม..”

          “พี่ออกไปข้างนอกเถอะ แบมอยากพักครับ”

 

          อย่างที่เห็นครับ ตอนนี้ผมทะเลาะกับน้องเพราะเรื่องบนเตียงที่เมื่อคืนเกิดรุนแรงเกินไป

          แต่ผม..หยุดตัวเองไม่ได้จริงๆนี่นา คือไม่ได้ตั้งใจจะทำให้น้องเจ็บนะครับ แต่ถ้าจะให้หยุดตอนนั้นผมก็ทำไม่ได้เหมือนกัน ไม่รู้ว่าทำไม..

 

          ไอ้หมอเจ็ฟ กำลังโทรออก...

 

          (ฮัลโหลครับ?)

          “กูมาร์คนะ เพื่อนตายมึงตอนมอปลายอ่ะ”

          (เฮ้ย นี่มึงจริงๆหรอวะ คิดถึงๆ เออ แล้วนี่โทร.มาคงมีไรให้กูช่วยอีกล่ะสิ)

          “ก็ใช่ งั้นมึงช่วยออกมาเจอกูที่สวนแถวบ้านมึงหน่อยดิ”

          (ได้ๆ แล้วมึงจะมาตอนไหนอ่ะ)

          “ตอนนี้”

 

          หลังวางสายผมก็เดินเข้าไปบอกคนรักที่นอนหันหลังอย่างงอนๆอยู่ว่าจะออกไปข้างนอก แต่ก็ไม่มีเสียงใสตอบรับออกมาให้ได้ยินเลยคาดว่าคงหลับไปแล้ว ผมจึงทำได้เพียงเดินไปจุ๊บเบาๆที่แก้มใส แล้วแวะมาเขียนโพสอิทแปะไว้ที่หัวเตียง เช็คความเรียบร้อยอีกสักหน่อยก่อนออกจากห้อง แล้วค่อยเริ่มออกเดินทาง

 

          “เดี๋ยวจะรีบกลับนะครับ”

 



@JJPark

          “เปลี่ยนเบอร์ก็ไม่ยอมบอกกู” คำทักทายแรกตั้งแต่เจอหน้ากันของเพื่อนผม

          “มาช้าไปนะมึง”

          “โทษวะ ก่อนออกมาห่วงแฟนมากไปหน่อย”

          “เออช่างเถอะ มีไรก็พูดมาอย่ามาขิงให้เสียอารมณ์กูเลย”

          “คือกู... รู้สึกว่าตัวกูแม่งผิดปกติว่ะ”

          “หืม?”

          “คือช่วงนี้กูมีอารมณ์ทุกวันเลย ไม่ได้มีอะไรมากระตุ้นก็มีอารมณ์จนกูต้องไปช่วยตัวเองบ่อยๆแบบบ่อยมากๆ แล้วคือพอกูมีไรกับแฟนใช่ป่ะ มันก็เผลอทำรุนแรงโดยที่กูก็หยุดไม่ได้อ่ะ โคตรเครียดเลยตอนนี้”

          “เอาละไง..”

          “อะไร..กูเป็นอะไรไอ้หมอ”

 

          หลังจากที่ผมเล่าถึงอาการคร่าวๆของตัวเองให้เพื่อนเก่าที่มีคำนำหน้าว่านายแพทย์ได้ฟัง มันก็ถึงกับกุมขมับพร้อมทั้งเอ่ยเสียงแผ่วออกมาอย่างเหนื่อยใจจนผมต้องคั้นให้มันรีบพูดออกมาว่าสรุปแล้วผมเป็นอะไรกันแน่

 

          “ต้องถามมึงก่อนว่ามึงมีอะไรกับแฟนบ่อยแค่ไหน?”

          “ก็ในช่วงสองสามปีแรกคือมีเกือบทุกวัน แต่ช่วงครึ่งปีให้หลังมานี่ก็นานๆทีเลยแหละแบบเดือนนึงห้าถึงหกครั้งเอง แถมส่วนใหญ่กูก็เป็นคนเริ่มก่อนด้วย”

          “แล้วเวลาที่เครียดๆพอได้ปล่อยออกก็จะอารมณ์ดีขึ้นถูกมะ แต่แบบต้องหลายรอบหน่อย”

          “อืม”

 

          คนเป็นหมอเมื่อได้รับข้อมูลก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ จนสุดท้ายผลวินิจฉัยที่เขารอคอยก็มาถึง

 

 

          “มึงน่าจะเป็นโรคแซทไทริเอสิส(Satyriasis) รู้จักปะ? โรคขาด sex ไม่ได้อ่ะ”

 

          ผมไม่ได้ตอบโต้อะไรออกไปเพราะกำลังอึ้งอยู่ หากแต่คำพูดทุกประโยคหลังจากนั้นผมยังสามารถรับรู้ได้อยู่แม้ว่าความคิดในหัวจะโลดแล่นไปไกลแล้วก็ตาม

 

          “จากที่มึงเล่ากูคิดว่ามันอาจจะเป็นเพราะความเคยชินที่เคยเอากันทุกวัน เอ่อ..ขอใช้คำไม่เป็นทางการเนาะ อ่ะต่อ แล้วพอทีนี้จะด้วยสาเหตุอะไรก็ช่างที่ทำให้พวกมึงเอากันน้อยลงแบบมากๆ อารมณ์ความอยากของมึงมันก็จะถูกแปลงสภาพเป็นความเครียดหรือไม่ก็ทำให้การหลั่งฮอร์โมนของมึงผิดปกติ ผลมันก็เลยออกมาในรูปแบบของความต้องการสะสมอ่ะ ทำให้มึงอยากจะเอาอยู่ตลอดเวลา..” ไอ้หมอร่ายยาวอย่างต่อเนื่องแล้วหยุด ก่อนจะว่าต่อ

          “แต่เอาจริงๆมันก็แค่การสันนิษฐานของกูอ่ะนะ ถ้าจะให้แน่ใจจริงๆคือหาวันว่างแล้วนัดกูมาดีกว่า เดี๋ยวจะพาไปตรวจที่โรงบาลกู”

 

          ผมใช้เวลาคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบรับออกไปอย่างรวดเร็ว เพราะถ้าจะให้อยู่อย่างนี้ต่อไปมันก็เหมือนกับการทรมานตัวเองโดยใช่เหตุ

 

          “ก็ดีเหมือนกัน แล้วก็ขอบใจมึงมากนะ”

          “ไม่เป็นไรอ่ะ นี่หน้าที่กู”

          “ทั้งในฐานะหมอ แล้วก็ในฐานะเพื่อน”

          “ซึ้งใจชิบหาย”

          “ชิ.. เออ แล้วก็ช่วงนี้มึงก็ช่วยตัวเองไปก่อนนะอย่างเพิ่งไปเอากับแฟน มันอันตราย เข้าใจนะ?”

          “เออ..”

          “ยังไงกูก็ไม่ได้เอาอยู่ละ ทำเขาแรงขนาดนั้น ตอนนี้โดนงอนชิบหายเลย”

          “ฮะๆ สงสารว่ะ”

 

          เฮ้อ.. แย่แล้ว

03/07/2015

          วันนี้พี่ไปนอนบ้านเพื่อนนะตัวเล็ก

 

          วันนี้คือวันที่ผมตัดสินใจไปที่โรงพยาบาลของไอ้หมอเพื่อที่จะได้ตรวจแบบแม่นๆไปเลยว่า สรุปแล้วผมเป็นอะไรกันแน่ จะใช่โรคที่เพื่อนผมวิเคราะห์เอาไว้หรือไม่ หรือจะเป็นอะไรที่ร้ายแรงน้อยกว่านั้น

          ก็ภาวนาขอให้เป็นอย่างหลังเถอะ

 

@JJ_Hospital

          “คือกูก็ไม่คิดว่าตัวเองจะวินิจฉัยโรคได้แม่นขนาดนี้เลยนะเนี่ย ..เก่งจริงๆตัวกู”

          “มัน..ใช่เวลาที่มึงจะมาชมตัวเองมั้ย!!

 

          ผมที่เป็นคนไข้กำลังนั่งหน้าหงิกเพราะไอ้เพื่อนตัวดีดันแสดงอาการดีใจอย่างออกนอกหน้าที่ผลตรวจโรคของผมเป็นไปตามที่มันวินิจฉัยไว้ทุกอย่าง ก็รู้แหละว่ามันเก่ง แต่ช่วยเลือกเวลาดีใจหน่อยได้มั้ยวะ คนยิ่งเครียดๆอยู่

 

          “โทษทีว่ะ วิถีคนชิคก็งี้แหละมึง เก็บอาการไม่ค่อยอยู่อ่ะ”

          “อันนั้นแล้วแต่มึงเถอะ เพราะที่กูต้องการรู้ตอนนี้คือ ไอ้โรคนี้มันรักษายังไงวะ?”

          “ก็.. ไว้เดี๋ยวกูจัดยาให้ ฮอร์โมนมึงจะได้พุ่งพล่านน้อยลงหน่อย หลังจากนั้นอีกประมาณอาทิตย์นึงคนที่สามารถรับมือกับมึงได้ก็คงมาถึงพอดี”

          “รับมือกับกู.. เรื่อง?”

          “เซ็กส์ไง มึงต้องบำบัด”

 

          สิ้นคำพูดของเพื่อนในหัวของผมก็รู้สึกวิ้งๆขึ้นมาทันที หมายความว่าไง บำบัดเรื่องเซ็กส์มันทำยังไง? หรือว่า..

 

          “มึงจะให้กูไปเอากับคนอื่นเนี่ยนะ!?”

          “มันเป็นการรักษามั้ยล่ะ”

          “รักษาเหี้ยอะไรให้กูนอกใจแฟน”

          “แล้วมึงจะเอาไง? จะให้แฟนช่วยบำบัดหรอ? มึงคิดดีๆนะมาร์ค สภาพมึงตอนนี้เหมือนคนโดนยาปลุกเซ็กส์อยู่ตลอดเวลา คิดเอาแล้วกันว่าแฟนมึงจะรับไหวมั้ย ถ้าผิดพลาดขึ้นมาแม่งอันตรายขนาดฉีกขาดได้เลยนะเว้ย”

          “ทำไมมึงพูดซะน่ากลัวเลยวะ”

          “ก็มันน่ากลัวไงไอ้หรรม”

          “งั้นกูก็จะแดกแต่ยา แล้วโลกสวยด้วยมือเราไปเรื่อยๆจนกว่าจะหาย”

          “ทำไมมึงดื้อจังวะ”

          “เออกูดื้อ เพราะงั้นอย่าบังคับกูเลย สิ่งที่กูสร้างมาตั้งหลายปีกูไม่อยากทรยศแม่งว่ะ”

          “เหมือนหล่ออ่ะไอ้เวร ฮะๆ เอ้านี่เอาไป แล้วไปรอรับยาชั้นสองนะ”

          “เออ แต๊งกิ้ว”

 

          คล้อยหลังเพื่อนสนิทคุณหมอก็ถือโอกาสยกหูโทรศัพท์เพื่อโทร.หาใครบางคนที่ช่วยได้ทันที คนที่จำเป็นสำหรับการรักษาในเคสนี้..

 

          “ฮัลโหลเบญญ่า ใช่..มาได้เลย หลายคนหน่อยก็ดี คนไข้ค่อนข้างดื้อ.. ก็เดี๋ยวพอมันรู้ว่าเธอเป็นใครมันก็จะหนีอย่างเอาเป็นตายเลยน่ะสิ .. อ่า มีโอกาสก็เข้าจู่โจมได้ทันที  อ่าฮะ ใช่ ฉันกลัวมันจะคลั่งน่ะ อือ ฝากด้วย ขอบใจ”

 

          อย่าว่ากันเลยนะมาร์ค แต่หน้าที่ของกูคือรักษาคนไข้ให้หายว่ะ

 

19/05/2016

          ปีนี้ต้องเลื่อนจัดงานวันครบรอบจนได้.. ทั้งที่ปีที่แล้วก็สัญญากันไว้แท้ๆ

 

          น้อยใจจังแฮะ

 

          อีกอย่างปีนี้ ไหงต้องมาผับด้วยก็ไม่รู้ แค่เพื่อนเรียกร้องก็ไม่เห็นว่าจะเกี่ยวอะไรกับงานของเราสักหน่อยตัวเล็กนะตัวเล็ก เข้าผับแต่กินเหล้าไม่ได้มันทรมานรู้มั้ย..

          แต่นั่นก็เป็นแค่เสียงกู่ร้องในใจเท่านั้นล่ะนะ เพราะทางนี้ก็ยังไม่ทันได้บอกอะไรเลยเกี่ยวกับโรคที่เป็นอยู่ หรือจะเรียกอีกอย่างว่าไม่มีโอกาสได้บอกมากกว่า นับถือตัวเองจริงๆที่ปล่อยมาได้เป็นปี

          ช่วยไม่ได้.. ก็น้องงานยุ่งนี่เนาะ

 

          แต่นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาคิดเรื่องนี้หรอก เพราะเรื่องที่ควรคิดจริงๆคือตอนนี้จะเอาตัวรอดจากการเบียดเสียดในผับนี้ได้ยังไงมากกว่า คนเยอะขนาดนั้นต้องแย่แน่ๆ แถมยังต้องคอยหลบผู้หญิงบางคนที่ในช่วงหลังๆมานี่ก็ขยันจู่โจมใส่ผมบ่อยเหลือเกิน

 

          ผ่านไปแล้วสองชั่วโมงกับการติดอยู่ที่นี่ เลวร้ายเกินคาดเลยครับ.. สัมผัสต่างๆมันทำให้สมองของผมเริ่มที่จะตัดความผิดชอบชั่วดีออกไปทีละนิดๆ ทั้งที่น้องก็นั่งอยู่ตรงนี้แท้ๆแต่กลับ..

 

          “ตัวเล็ก พี่ขอไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ”

          “อื้อ เดี๋ยวแบมรออยู่นี่แหละ”

          “ครับผม”

 

          หลังจากตอบกลับคนรักเรียบร้อย ผมก็รีบเร่งฝีเท้าเพื่อไปสำเร็จกิจในห้องน้ำทันที โดยหารู้ไม่ว่ามีใครบางคนกำลังตามผมอยู่

 

          “ยังไม่ทันปิดห้องน้ำเลย ทำไมรีบควักออกมาเร็วจังล่ะ?”

          “เฮ้ย! เธอเป็นใครเนี่ยแล้วเข้ามาในห้องน้ำชายแบบนี้ได้ไง”

          “ฉันเป็นพยาบาลในสังกัดของหมอเจ็ฟ ได้รับคำสั่งให้มาบำบัดนาย”

 

          ไอ้หมอ.. ไอ้ห่าราก

 

          “ไม่ต้องการ ..อึก”

          “ก็ได้ยินมาคร่าวๆล่ะนะว่านายดื้อ แต่ก็ไม่คิดว่าจะดื้อจนไม่แคร์ร่างกายตัวเองขนาดนี้ มานี่เดี๋ยวฉันช่วยเอง”

          “ก็บอกแล้วไง ว่าไม่ต้อง! อัก..อย่าจับนะ ..”

          .

          .

          .

 

          “ทำไมพี่มาร์คไปนานจัง.. เออนี่อีแจ เดี๋ยวกูมานะ ไปตามพี่มาร์คก่อน”

          “เออ ไปเถอะจ้าอีคนหวงผัว”

          “ได้จ้า เดี๋ยวกูจะรีบวิ่งแจ้นไปหาผัวกูเลยจ้า”

           .

           .

 

          “ดื้อชะมัดเลย ถ้าไม่ได้มีเซ็กส์ซะบ้างร่างกายนายจะเครียดเกินไปนะ”

          “ก็ดีกว่าต้องนอกใจแฟนตัวเองล่ะวะ”

          “โอ้ย รำคาญ น้ำเน่ามาก นี่มันการรักษานะยะ ไม่ได้ลอบเป็นชู้กันสักหน่อย”

          “เออน่า แล้วก็นะเอานมเธอออกไปจาก***ฉันสักที ไม่งั้นฉันได้ปล้ำเธอจริงๆแน่”

          “ก็ปล้ำสิ ใครห้าม หึ”

 

          นี่เรา.. มาได้ยินอะไรที่ไม่ควรได้ยินรึเปล่านะ? ร่างเล็กที่กำลังยืนนิ่งอยู่หน้าห้องน้ำ ค่อนข้างจะเสียศูนย์พอสมควรจากสิ่งที่เพิ่งได้ยินมากับหู เสียงนั่นเป็นของพี่มาร์คไม่ผิดแน่..

          สองประโยคนั้นมันพาให้เขาเข่าแทบทรุด ไม่คิดมาก่อนเลยว่าคนที่เขาทั้งรักทั้งไว้ใจจะทำอย่างนี้กับเขาได้ลงคอ

 

          “พี่มาร์ค..”

 

          งานครบรอบย้อนหลังวันนี้คงไม่จำเป็นแล้วล่ะ

 

ติ๊ง

          จู่ๆแบมก็ไลน์มาบอกผมว่ากลับบ้านแล้ว ทั้งที่วันนี้เราก็เอารถมา มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? อุตส่าห์รีบหนียัยพยาบาลโรคจิตนั่นออกมาได้แล้วแท้ๆ แต่แฟนดันหนีกลับบ้านซะงั้น โอ้ย นี่มันวันอะไรวะเนี่ย

          แต่พอได้กลับบ้านจริงๆ ด้านในกลับว่างเปล่า.. ไม่มีร่องรอยของการกลับเข้ามา

 

          แล้วตัวเล็กของผมอยู่ไหนล่ะเนี่ย!

 

          ผมไม่รอช้าที่จะกดโทร.ออกทันทีเพื่อเช็คว่าคนรักอยู่ที่ไหนกันแน่ แต่กลับถูกตัดสายทิ้งก่อนจะมีเสียงไลน์เด้งขึ้นมาอีกครั้งว่า อยู่บ้านแม่ไม่ต้องเป็นห่วง ที่ไม่รับสายเพราะเริ่มเมาแล้วคุยไม่รู้เรื่อง ก่อนจะบอกฝันดีทิ้งท้าย

          เฮ้อ.. ถ้าเป็นอย่างนั้นผมก็หายห่วง.. ซะที่ไหน

 

01/06/2016

          เกือบสองอาทิตย์แล้วที่แบมไม่ยอมกลับบ้าน ถึงแม้จะเป็นห่วงแต่ก็เบาใจที่อย่างน้อยได้รู้ว่าอีกฝ่ายอยู่กับแม่จริง ๆในระหว่างนั้นเขาจึงใช้เวลานี้ให้เป็นประโยชน์โดยการเคลียร์งานให้เรียบร้อยและพาตัวเองมาโรงพยาบาลในวันหยุด


          ไม่ได้จะมารักษาโรค... แต่จะมาฆ่าคน


          มือหนากำหมัดแน่นขณะที่เท้าก็เร่งก้าวเข้าไปในห้องพักของเพื่อนสนิท จากที่ตั้งใจว่าจะเข้าไปสะสางเรื่องนี้มันที่โรงพยาบาลเลยแต่เมื่อได้ไปถึงที่แล้วฝ่ายประชาสัมพันธ์ก็มาบอกว่าวันนี้เป็นวันหยุดของไอ้หมอมัน สถานที่พบเจอเลยต้องเปลี่ยนไปนิดหน่อย และเมื่อประตูปิดลงหมัดหลุน ๆก็พุ่งตรงใส่หน้าของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนรักเข้าอย่างจัง หมอเจ็ฟถึงกับเซถลาไปติดประตูที่เพิ่งเดินห่างออกมา ก่อนจะโดนซ้ำเข้าที่เดิมอีกหนึ่งพลั่กจนความเจ็บแปลบเกิดขึ้นไปทั่วโครงหน้า


          “เป็นเหี้ยอะไรของมึงเนี่ย!?” ชายไหล่กว้างยกมือขึ้นปิดหน้าข้างที่รู้สึกปวด พลางตะโกนด่าเพื่อนตัวเองเผื่อจะได้สติ

          “มึงนั่นแหละเป็นเหี้ยอะไร! ยุ่งเหี้ยอะไรก็ชีวิตกูนักหนา บอกแล้วไม่ใช่รึไงว่าจะไม่รักษาด้วยผู้หญิงอ่ะ มึงไม่มีหูหรือไม่มีสมองกันแน่วะ!!?”


          มาร์คเองที่เหลืออดไม่แพ้กันก็โพล่งคำพูดตามที่คิดไว้ในหัวออกไปให้อีกฝ่ายได้รับรู้ ก่อนจะเงื้อมือขึ้นหวังจะชกหน้าหล่อ ๆของเพื่อนอีกสักหมัดให้สาแก่ใจ แต่ดันถูกสวนกลับเข้าที่ใบหน้าเสียก่อน


          “มึงนั่นแหละที่ไม่มีสมอง นี่กูพยายามจะช่วยมึงอยู่นะเว้ย! รักษามาเป็นปีแม่งก็ยังไม่หายไม่รู้สึกอะไรบ้างรึไง มึงจะเป็นคนป่วยที่เดือดร้อนทั้งตัวมึงแล้วก็แฟนมึงไปถึงเมื่อไหร่วะถามจริง”

          “แต่มึงก็ต้องขอกูก่อนมั้ย? ต้องให้กูยินยอมก่อนรึเปล่าวะ จรรยาบรรณแพทย์ของมึงอ่ะเอาไปไว้ที่ไหนหมด”


          กระสุนอรมณ์ของคนทั้งคู่สาดใส่กันอย่างไม่มีใครยอมใคร ต่างฝ่ายต่างก็คิดว่าตนนั้นถูก เหตุผลมากมายถูกงัดออกมาใช้เพื่อโน้มน้าวให้อีกฝ่ายเห็นเหมือนตัวเอง


          “กูยอมทิ้งจรรยาบรรณแพทย์เพราะอยากรักษาเพื่อนกูกูอยากให้มึงหาย เชื่อกูเถอะว่าชีวิตมึงดีขึ้นกว่านี้อีกเยอะ ยอมให้กูรักษาตามวิธีของกูได้มั้ยวะ” เป็นฝ่ายเพื่อนที่เริ่มอ่อนลงก่อนเพราะอยากรักษามิตรภาพ

          “อย่าบังคับกูเลยถ้ามึงยังเห็นกูเป็นเพื่อน”

          “ถามจริงเหอะ มึงทนได้จริง ๆเหรอวะ ไม่ทรมานบ้างรึไง... เอาจริง ๆถ้ารักษากับกูตั้งแต่แรกมึงก็คงหายตั้งแต่สามเดือนแรก”


          คนเป็นเพื่อนพยายามพูดกล่อมให้อีกฝ่ายคิดตาม สายตาที่เคยดุดันของคนตรงหน้าฉายแววอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด คิ้วเข้มย่นเข้าหากันอย่างยอมแพ้พลางถอนหายใจออกมาพรึดใหญ่


          “เออ... กูทรมาน ทรมานจนแทบจะทนไม่ไหว ทุก ๆวันร่างกายมันเหมือนจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ...แต่กูก็ไม่อยากนอกใจเขาว่ะ”

          “กูเข้าใจ แต่กูก็อยากให้มึงเข้าใจร่างกายตัวเองด้วย จะต่อยกูอีกก็ได้นะแต่กูก็จะรักษามึงต่อ เห้ย แต่ไม่ได้ให้ต่อยฟรี ๆนะเว้ย”

          “เพื่อนใครวะ ดื้อฉิบหาย”

          “เออ กูดื้อใส่มึงขนาดนี้แล้วมึงจะยอมกูได้รึยังล่ะ”

          “ยอมแพ้ก็ได้วะไอ้เวร อย่าลืมเอาเอกสารยินยอมมาให้กูเซ็นด้วยล่ะ”

          “ว่าแล้วว่ามึงต้องยอม! เดี๋ยวมึงรอกูแป๊บ กูปริ๊นท์ไว้อยู่นะจำได้ น่าจะวางไว้แถว ๆนี้แหละ”


          มือหนายกขึ้นกุมแก้มตัวเองไว้พลางวิ่งไปรื้อค้นเอกสารที่วางระเกะระกะอยู่บนโต๊ะทำงาน ก่อนจะชูกระดาษแผ่นบางขึ้นเหนือหัวเป็นเชิงให้รู้ว่าเจอสิ่งที่หาแล้ว ใบหน้าของเพื่อนตาตี่ที่ดีใจผิดกับตอนก่อนหน้ามันพาให้มาร์คหนวดกระตุกแปลก ๆ


          อย่างกับวางแผนไว้อย่างงั้นแหละ


          “ทำหน้าอะไรของมึงวะมาร์ค”

          “มึง... ไม่ได้รู้มาก่อนใช่มั้ยว่ากูจะเข้ามา”

          “บ้านมึงสิ กูจะไปรู้ได้ไงว่าวันหยุดของกูจะต้องมาต่อยกับเพื่อนตัวเองแทนที่จะนอนเอาแรงเพื่อไปรักษาคนไข้ในวันพรุ่งนี้?”

          “เออ... แล้วไป”

          “ระแวงไม่เข้าเรื่องละมึงอ่ะ ปัญญาอ่อน”


          หมอเจ็ฟว่าพลางเอื้อมมือมาผลักไหล่เพื่อนตัวโตด้วยแรงผู้ชายก่อนยื่นปากกาด้ามโปรดไปให้เพื่อนใช้เซ็นเอกสาร มาร์ครับปากกามาพร้อมเอกสารก่อนจะจรดส่วนปลายลงบนพื้นที่ที่มีชื่อเขาอยู่ด้านล่าง เมื่อหมึกสีสวยเคลื่อนไหวจนสุดเส้นแล้วกระดาษแผ่นดังกล่าวก็ถูกส่งคืนให้กับผู้เป็นเพื่อน


          “แต่ก่อนที่กูจะให้มึงมารักษากู กูขอเวลาทำใจก่อน”

          “กี่วันล่ะ?”

          “ไม่มีกำหนดว่ะ เพราะช่วงนี้กูกับแฟนแม่งค่อนข้างจะห่างๆกันพอสมควรเลย แล้วถ้ากูยังจะมารักษากับมึงอีกล่ะก็นะ อนาคตกูดับแน่”

          “เออ... ถ้ามึงพร้อมเมื่อไหร่ก็บอกกูมาละกัน หวังว่ามันจะไม่นานนะ”

          “อืม... แต่มึงอย่าให้พยาบาลพวกนั้นมาทำแบบที่เคยทำอีก กูต้องการเวลาจริงๆ”

          “ได้ กูรับปาก”


          เท่านี้ก็คงจะเคลียร์ปัญหาจบไปอีกหนึ่งเรื่องแล้วสินะ


03/01/2017

          ถึงแม้ว่าความสัมพันธ์หลังจากคืนวันนั้นจะกระท่อนกระแท่นมาถึงหกเดือน แต่ผมก็ยืนยันที่จะประคับประคองความสัมพันธ์นี้ให้มันอยู่ไปได้ตลอดรอดฝั่ง ถึงแม้ว่าแบมจะไม่เคยอยู่ฟังเรื่องที่ผมต้องการจะบอกทั้งเรื่องโรคหรือเรื่องอื่นใดก็ตาม แต่อย่างน้อยวันเกิดผมและวันปีใหม่เราก็ยังได้ไปเที่ยวด้วยกัน...

          ส่วนเรื่องไอ้หมอผมคิดว่าผมควรพร้อมได้แล้ว เพราะเวลาหกเดือนที่ให้ตัวเองมามันน่าจะมากเกินไปด้วยซ้ำ


          (หายหัวไปนานเลยนะมึง กูนี่ก็รอไปเถอะ)

          “โทษ”

          (แล้วเป็นไงล่ะ เคลียร์กับแฟนเรียบร้อยแล้ว?)

          “เปล่าอ่ะ ตอนนี้เขายังไม่ยอมคุยดีๆกับกูเลย ไม่รู้ว่าเพราะอะไรถามไปก็ไม่ตอบ”

          (ตั้งหกเดือนเนี่ยนะ? แล้วอย่างงี้เรื่องรักษากูไม่เป็นหมันหรอวะ)

          “ไม่ กูจะรักษา ถึงตอนนั้นใบรับรองแพทย์คงจะช่วยอะไรกูได้บ้าง”

          (ก็ดี งั้นเริ่มตั้งแต่พรุ่งนี้เลยนะ)

          “เร็วจังวะ...”

          (เร็วบ้านมึงอ่ะ นี่ครึ่งปีแล้วไอ้ควาย! รีบมาด้วยพรุ่งนี้อ่ะ เจอกัน! ตรู๊ดด...)

          “เดี๋ยวมึง! ...ต้องพรุ่งนี้จริงๆหรอวะเนี่ย”


          เห้อ... เอาวะ เป็นไงเป็นกันล่ะงานนี้


09/02/2017

          การรักษาที่ดำเนินมากว่าหนึ่งเดือนพร้อมความรู้สึกผิดอยู่เต็มประตู ทุกครั้งที่มีความต้องการผมก็ต้องใช้การรักษาของไอ้หมอมาช่วยเยียวยา และเพราะมันไม่ได้ให้ความรู้สึกฟีลกู๊ดเหมือนแฟนตัวเอง ผมก็เลยเริ่มรู้สึกว่าความต้องการที่เคยมีมันค่อยๆลดน้อยลง ไม่เคยคิดมาก่อนว่าการตั้งใจรักษาจริงๆจังๆมันจะทำให้อาการทุเลาลงได้ขนาดนี้


          ชักเริ่มมีความหวังแล้วสิ

 

24/03/2017

          การรักษาได้สิ้นสุดลงตั้งแต่เมื่อวาน วันนี้จึงเป็นวันแรกที่ผมได้กลับมาบ้านหลังจากที่ได้ไปขลุกตัวอยู่ที่โรงพยาบาลไอ้หมอราวหนึ่งอาทิตย์โดยมีอาสาสมัครอย่างคุณพยาบาลขาประจำแวะมาส่งที่บ้าน และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียน้ำใจผมจึงต้องชวนเธอให้เข้ามาดื่มน้ำในบ้านก่อน

          แต่เหมือนโลกกำลังเล่นตลก เพราะไม่คิดว่าคนของเพื่อนตัวเองจะใจกล้าถึงขนาดที่จู่ๆก็วิ่งขึ้นไปข้างบนเพื่อหวังจะชมห้องของผม


          “เดี๋ยวเชอร์รี่! เธอจะขึ้นไปไหน โธ่เว้ยเชอร์รี่!

          “ก็เชอร์อยากเห็นห้องยูอ่ะ โห...ตกแต่งสวยนะเนี่ย”

          “แน่ล่ะ ก็แฟนฉันเป็นคนแต่งนี่นา แล้วเนี่ยเมื่อไหร่จะกลับสักทีล่ะ ที่โรงบาลไม่มีอะไรให้ทำรึไง”

          “หยาบคายมากนะยู นี่เชอร์อุตส่าห์รักษายูมากกว่าคนอื่นเลยน้า”

          “แล้วใครใช้ล่ะ มันไม่จำเป็นต้องเป็นเธอก็ได้หนิ”

          “ยูนี่ยังใจแข็งไม่เปลี่ยนเลย แย่จัง”

          “ก็คนมันรักแฟนหนิ เธอนั่นแหละรีบกลับไปได้แล้วเดี๋ยวถ้าคนอื่นมาเห็นเข้าฉันจะโดยเข้าใจผิดเอา”

          “แหมยู... เชอร์อยู่ที่ห้องของยูแล้วทั้งที ไม่คิดจะทิ้งท้ายหน่อยหรอ?”

          “หัดมีจรรยาบรรณของผู้ให้การรักษาหน่อยนะ เป็นพยาบาลมาทำตัวแบบนี้ได้หรอ?”


          ผมมองหญิงสาวที่กำลังปลดเปลื้องกระดุมเสื้อของตัวเองออกอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไร เป็นความรู้สึกที่ห่างหายมานานมากแล้วสำหรับผม โคตรดีใจเลยครับที่กลับมาเฉยชาให้กับร่างกายคนอื่นได้อีกครั้ง แต่ตอนนี้มันไม่ใช่เวลาที่จะมาคิดอะไรไร้สาระเพราะปัญหาตรงหน้าคือยังถอดไม่หยุดเลยโว้ย


          “หยุดก่อนได้มั้ยห้ะ ไม่ใช่เรื่องแล้วเนี่ย”

          “ทำไมอ่ะ ในเมื่อเชอร์ช่วยยูมาเยอะแล้ว ครั้งนี้ยูก็ช่วยเชอร์หน่อยสิ” ...อะไรของแม่นี่วะ ป่วยหรอ?


          เธอว่าพลางเอื้อมมือมาจับเข้าที่คอผมแล้วออกแรงดึงเข้าหาตัว ทำให้หน้าของผมซุกเข้าไปในอกใหญ่คู่นั้นเต็มๆ ผมพยายามทั้งบิดทั้งดันทั้งเบือนหน้าหนีจากสิ่งที่ไม่ควรไปยุ่ง แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาจากความพยายามนั้นมีเพียงเสียงครวญครางอย่างสุขสมบนความทุกข์ของผม นี่ถ้าน้องเผอิญอยากจะกลับมาบ้านวันนี้พอดีแถมยังเป็นเวลานี้ตอนนี้อีกล่ะก็ บอกได้คำเดียวครับว่าฉิบหาย


          และดูเหมือนว่าความคิดของผมจะสมใจนึกอย่างไม่น่าเชื่อ...


          ตึงๆๆ! โครม!


          เสียงคล้ายคนวิ่งชนของล้มทำให้เชอร์รี่เกิดอาการตกใจเล็กน้อย ผมจึงใช้จังหวะนี้ดึงหน้าออกจากอิ่มนั่นก่อนที่จะให้เธอรออยู่ข้างบนอย่าไปไหนพร้อมทั้งพาตัวเองเดินลงบันไดไปด้วยหัวใจตุ๊มๆต่อมๆ ทุกย่างก้าวที่เยียบเยื่องลงบนบันไดแต่ละขั้นผมภาวนาให้เสียงที่ได้ยินมาจากโจรหรืออะไรก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่แบม


          หากแต่... เมื่อส่วนล่างสุดของร่างกายแตะลงบนพื้นกระเบื้องแผ่นหนาความรู้สึกมากมายก็แล่นปราดมาจุกที่อก ภาพของแบมแบมที่กำลังยืนร้องไห้พลางปาดน้ำตาไปด้วยมันทำให้ผมปวดใจจนแทบจะยืนไม่อยู่ น้องตวาดใส่ผมลั่นถึงสิ่งที่เจ้าตัวเพิ่งพบเจอมาจากชั้นบน ผมที่พยายามจะปฏิเสธก็กลายเป็นคนตอแหลไปในทันที ตอนนี้ผมทั้งกลัวทั้งโมโหว่าทำไมน้องถึงไม่ฟังผมบ้าง ทำไมต้องเป็นผมที่รับฟังอยู่ฝ่ายเดียว ทำไม


          เพี๊ยะ!’

          “อย่ามาแตะนะ! ขยะแขยง..”


          แรงปัดจากฝ่ามือเล็กทำให้ผมเหมือนจะควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ไปชั่วขณะ ผมเลยเผลอตวาดลั่นใส่น้องไปอย่างดังด้วยใจความสำคัญอย่างการที่ต้องนอนกับคนอื่นก็เพื่อการรักษาโรคที่เป็นอยู่ ถ้อยคำมันอาจจะดูรุนแรงไปหน่อยแต่มันก็ไม่รุนแรงเท่าการกระทำของคนอีกผู้หรอก ...ผมยังพูดไม่จบด้วยซ้ำ


          เพี๊ยะ!’


          ความเจ็บปวดปนชาเกิดขึ้นบริเวณแก้มซ้ายทั่วทั้งแก้ม แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ได้เจ็บไปกว่าไอ้ก้อนเนื้อตรงอกนี่หรอก น้องไม่เคยทำกับผมแบบนี้ ผมพยายามกลั้นน้ำตาตัวเองเอาไว้เพราะถ้าร้องไห้ออกมาคงคุยต่อไม่รู้เรื่องแน่ แต่คำพูดของน้องกลับทำให้สิ่งที่ผมสกัดกลั้นเอาไว้พังทลายได้ในชั่วพริบตา


          คำว่าเลิกกันมันยังชัดเจนในความคิด ผมได้แต่บอกน้องว่าผมยังรักเขาเหมือนเดิม...แต่ไม่ทันแล้ว น้องเลือกที่จะเดินออกไปจากชีวิตผมโดยไม่คิดจะหันกลับมาอีกแล้ว ซึ่งผมก็ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าการปล่อยน้องไป

 

21/04/2017

          วันไหลสงกรานต์ไม่ใช่สิ่งที่ผมโปรดปราน แต่เพราะไอ้เพื่อนตัวดีอย่างแจ็คสันต่างหากที่ลากผมออกมา มันบอกว่าการที่ผมเอาแต่เมาแล้วก็นอนอยู่ในบ้านไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นหรอก ก็ถ้าตอนนี้โสดแล้วก็ใช้ชีวิตโสดให้เต็มที่ไปเลยน่าจะดีกว่า ถึงคำแนะนำจะไม่ค่อยเข้าหูแต่ลองทำตามหน่อยก็คงไม่เสียหาย


          แต่เท่าที่เห็นเหมือนว่ามันจะพาผมออกมากินเหล้านอกสถานที่มากกว่า เพราะระหว่างที่เดินไปตามทางคนนู้นคนนี้ก็ยื่นแก้วมาให้ซ้ายทีขวาทีมีทั้งที่ชงเข้มบ้างอ่อนบ้างตามกำลังศรัทธาของแต่ละหมู่คณะ แต่บอกได้เลยว่ากว่าจะได้ครึ่งทางก็มีเซเหมือนกัน สภาพตอนนี้ค่อนข้างจะอยู่ในสภาวะทิ้งตัวระดับนึงเลยทั้งขาทั้งตัวแทบจะเหลวเป็นน้ำ ยังดีที่มีเพื่อนช่วยประคองไม่งั้นคงได้นอนอยู่แถวๆนี้นี่แหละ


          “แดกเหี้ยอะไรทุกแก้วเลย เขายื่นมาให้ก็ปัดออกหน่อยก็ได้มั้ย ควายเผือกเอ้ย” แจ็คสันที่กำลังหิ้วปีกผมอย่างทุลักทุเลเอ่ยขึ้น

          “น่า...” บอกปัดอย่างรำคาญพร้อมรวบรวมสติเพื่อเดินต่อ

          “แจ็ค... พากูเข้าโรงแรมดิ๊”

          “เชี้ยมาร์คกูไม่คิดเลยว่าพอเลิกกับน้องแบมแล้วมึงจะเบี่ยงเบนมาชอบกูได้ เราเพื่อนกันอ่ะกูทำไม่ได้หรอก!

          “พ่อมึงอ่ะ กูจาเข้าไปนอน จบนะ”

          “อ่อ แล้วไป ตะกี้กูใจหายแว้บเลยนะน่ะจริงๆ”


          ผมได้แต่ส่ายหัวไปมาให้ความขี้มโนของมันก่อนจะรู้สึกว่า เออเนาะ...มึนกว่าเดิม แจ็คสันพาผมเข้าไปในโรงแรมชั่วคราวหรือที่รู้จักกันในนามม่านรูดนั่นแหละ ผมก็ไม่แน่ใจเท่าไหร่ว่าทำไมถึงต้องที่นี่แต่จำได้ลางๆว่าที่อื่นเต็มหมดแล้วเหลือแต่โรงแรมแบบนี้เท่านั้นแหละที่ยังว่างอยู่ มันว่าจบก็ขอตัวไปเล่นน้ำต่อก่อนเพราะวันไหลมีแค่วันนี้วันเดียวแล้วให้ผมนอนรอไปเดี๋ยวมันค่อยกลับมารับ ผมจึงโบกมือไล่ให้มันรีบไปเพราะตัวเองก็ต้องการพักผ่อน


          ผมหลับไปครู่นึงก่อนจะตื่นขึ้นมาเพราะรู้สึกปวดฉี่และหลังจากที่เดินไปเข้าห้องน้ำเสร็จ ตอนกลับมานอนบนที่นอนก็เพิ่งสังเกตเห็นว่ามีร่างอีกร่างหนึ่งนอนอยู่ซึ่งหน้าก็ค่อนข้างจะคล้ายกับแบมแบมพอสมควรเรียกว่าเหมือนเลยน่าจะดีกว่าเหมือนแม้กระทั่งกลิ่น นี่ผมไม่ได้เมาจนหลอนไปเองจริงๆใช่มั้ย และเพื่อเป็นการพิสูจน์ผมเลยลองขยับเข้าไปใกล้คนคนนั้นอีกนิดและอีกนิด ก่อนที่ภาพความทรงจำหลังจากนั้นจะเลือนหายไป...


          ไม่แน่ใจว่าผ่านไปนานแค่ไหน แต่เท่าที่รู้คือตอนนี้มันค่อนข้างจะดึกอยู่พอสมควร ผมยันตัวเองขึ้นนั่งแล้วหันไปมองรอบๆด้วยอาการปวดศีรษะอีกนิดหน่อยก่อนจะพบว่าผมยังอยู่ที่เดิมในสภาพที่ไม่เหมือนเดิม ร่างกายที่เปลือยเปล่าภายใต้ผ้าห่มทำให้ผมรู้สึกหวิวๆอยู่แต่ก็ไม่ได้แปลกใจอะไร คงละเมอถอดล่ะมั้ง


          ก็คิดอย่างนั้นในตอนแรก... แต่พอเลิกผ้าห่มออกดูจริงๆจังๆก็พบว่ามีคราบน้ำรักเปื้อนอยู่บนผ้าปูเต็มไปหมด


          ...มันไม่ใช่ฝัน คนคนนั้นคือแบมแบม

 

09/07/2017

          เป็นสองเดือนที่เหมือนเป็นมหกรรมกินแต่เหล้าเข้าแต่ผับ เรื่องเมื่อสองเดือนก่อนยังคงติดอยู่ในหัวอย่างสลัดไม่ขาด ทำไมวันนั้นน้องถึงได้มานอนห้องเดียวกับผมได้แล้วตอนที่ผมตื่นขึ้นมาน้องหายไปไหน? ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจ


          “ทำหน้าเครียดทำไมคะพี่ หาเครื่องดื่มดื่มแก้เครียดดีกว่าเนาะ” หญิงสาวที่เหมือนจะทำงานอยู่ร้านนี้เดินเข้ามาหาผมราวกับรู้จักกันมาก่อน แต่เอาจริงๆหน้าก็ดูคุ้นๆอยู่นะเพียงแต่ทรงผมที่เคยเจอไม่ใช่ทรงนี้

          “เคยเจอกันหรอ?”

          “ก็ไม่เคยนี่คะ”

          “หรอ? สงสัยจะจำผิด”


          ผมว่าพลางชวนเธอเข้ามาดื่มด้วยกันในห้องที่จองไว้กับไอ้แจ็ค มองไปมองมาก็เหมือนจะนึกออกว่าน่าจะเป็นคนเดียวกับที่มอมเหล้าแล้วหลอกเอาเงินผมไป และน่าจะเป็นคนนี้มาตลอด อืม... ไม่เอาเรื่องละกัน เห็นแก่ที่เธอไม่ได้ล่วงเกินผม ผมนั่งคุยกับเธอไปเรื่อยๆเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นจนกระทั่งไอ้แจ็คเข้ามานั่นแหละ ความสนใจของผมก็เปลี่ยน ข้อมูลที่เพิ่งได้รับมาในวันนี้มันทำให้ผมได้รู้ว่าผมจะนิ่งเฉยกับเรื่องน้องต่อไปแบบนี้ไม่ได้แล้ว


          มันถึงคราวที่น้องจะต้องฟังผมเสียที!


[ 100% ]

WARNING: เนื่องจากความต่อเนื่องของเรื่องราว 
เราเลยไปแก้ตอนที่หนึ่งใหม่มาค่ะ 
อยากให้ลองย้อนกลับไปอ่านเพื่อปะติดปะต่อเรื่องดู
ต้องขออภัยในความเอาแต่ใจตัวเองของเราด้วยนะคะ

#ทูนหัวของมาร์ค

@MTBBgot7Ahgase

ขอบคุณที่(หลง)เข้ามาอ่าน และ Enjoy reading!!
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 136 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

73 ความคิดเห็น

  1. #73 อ่ะโลฮ่า (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2562 / 16:47
    ไม่เข้าใจว่ะ ก็นอกกายอยู่ดีอ่ะ รักแบมมมากๆล้ะไปมีไรกับคนอื่นเพื่อรักษาเนี่ยนะ แต่ก็น่าหงุดหงิดแบมหลายๆอย่างทั้งไม่ว่างบ้าง ลืมวันครบรอบอีก มาร์คคือดีมากอ่ะ ที่แบบยังรอและเชื่อใจแบม แต่แบมแบบไม่ฟังมาร์คอธิบายเลยไง แต่มาร์คก็น่าจะยื้อกว่านี้อ่ะ แต่ดีที่สุดเลยนะ แบมต้องให้เวลากับแฟนมั่ง มาร์คมีไรจะบอกก็ควรรับฟัง ถ้าแบมมีเวลาฟังมาร์คสักหน่อยอาจจะมีทางออกที่ดีกว่าการให้มาร์คไปเอากับคนอื่นอ่ะ
    #73
    2
    • #73-1 Miné_View(จากตอนที่ 4)
      23 มิถุนายน 2562 / 21:44
      ขอโทษแทนทั้งสองคนด้วย คนเขียนร้องไห้แน้วว อินขนาดนี้
      #73-1
    • #73-2 อ่ะโลฮ่า(จากตอนที่ 4)
      23 มิถุนายน 2562 / 23:02
      มันอินค่ะไรท์5555 รอตอนต่อไปเลยคร่า
      #73-2
  2. #71 bowvemarkbam (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 เมษายน 2562 / 04:33
    มันใช่หรอ?
    #71
    1
    • #71-1 Miné_View(จากตอนที่ 4)
      25 เมษายน 2562 / 09:12
      เฮือกก หวั่นใจ
      #71-1
  3. #70 KannikaWanassiri (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 เมษายน 2562 / 11:08
    บุคคลากรทางการแพทย์ไม่มีจรรยาบรรณเลย
    #70
    1
    • #70-1 Miné_View(จากตอนที่ 4)
      11 เมษายน 2562 / 22:41
      เพราะเป็นเพื่อนกัน ก็เลยไม่ค่อยคิดไปหน่อยค่ะ 55555
      #70-1
  4. #69 Butterfly k10 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 เมษายน 2562 / 02:12
    ไม่ได้รู้สึกว่าพี่ผิด555 หมอบีออกจะทำเกินเรื่องไปหน่อย +พี่เป็นโรค ยังไงก็ไม่คิดว่าอดได้อยู่แล้ว อิหมอบีนี่แหละผิด!!
    #69
    1
    • #69-1 Miné_View(จากตอนที่ 4)
      11 เมษายน 2562 / 08:30
      ใช่ๆๆ ว่าพี่หมอเลย 555555
      #69-1
  5. #68 jpty_ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 เมษายน 2562 / 21:39
    เป็นคนเดียวหรือป่าวที่รู่สึกว่าพี่มาร์คไม่ได้ทำผิดอะไรถ้าจะผิดจริงๆก็ต้องเป็นพี่บีอะเพราะนางเป็นคนโทรบอกพยาบาลคนนั้นเองเเล้วพี่มาร์คก็ปฎิเสธิไปแช้วด้วย
    #68
    1
  6. #67 Facebook12345 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2562 / 13:20

    แต่ยังไงก็นอกใจแบมอะ

    #67
    1
  7. #63 Spices_smile (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:20
    เเต่ถึงอย่างนั้นมาร์คก็ไม่ควรไปเอากับคนอื่น จะนอกกายหรือนอกใจมันก็เ-้ยทั้งนั้น ถ้ารักน้องปล่อยน้องไปเหอะ การที่เเกไปเอากับคนอื่นนี่มันก็เเสดงให้เห็นเเล้วป่ะว่าเเกไม่ซื้อสัตย์กับน้องเลย
    #63
    2
    • #63-2 Miné_View(จากตอนที่ 4)
      10 เมษายน 2562 / 20:00
      ร้องไห้แทนพี่มาร์คแน้ว 55555
      #63-2
  8. #62 KGXUS8683 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:06
    รอนะคะไรท์
    #62
    1
    • #62-1 Miné_View(จากตอนที่ 4)
      19 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:13
      รับทราบครับผมม
      #62-1
  9. #61 ชามะลิ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 / 19:16
    รอจ้า มาต่อด้วยนะ อย่าเท
    #61
    1
    • #61-1 Miné_View(จากตอนที่ 4)
      19 กุมภาพันธ์ 2562 / 20:12
      ไม่เทๆ แต่ขอติดสอบย่อยก่อนน๊า ฮื่ออ
      #61-1
  10. #59 merit2497 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 มกราคม 2562 / 02:33

    ดีแตกสินะ

    #59
    1
  11. #58 BabarPattana (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 มกราคม 2562 / 07:04
    รู้สึกจะพิมพ์คศ.ผิดนะมันสับสนปีใหม่แล้วยัง2013 อยู่เลย
    #58
    2
    • #58-2 Point_of_View(จากตอนที่ 4)
      18 มกราคม 2562 / 08:50
      นี่แหละค่ะ นักอ่านคือความจำเป็นของเรา เพราะงั้นอ่านไปด้วยจับผิดไปด้วยนะคะ ช่วยๆกัน 55555
      #58-2
  12. #57 jhajasogood1A (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 มกราคม 2562 / 05:01
    มาร์คคคคคคคคค
    #57
    1
    • #57-1 Point_of_View(จากตอนที่ 4)
      18 มกราคม 2562 / 08:44
      รู้สึกเขิน 55555
      #57-1
  13. #56 Spices_smile (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 มกราคม 2562 / 05:56
    อห.....
    #56
    1
    • #56-1 Point_of_View(จากตอนที่ 4)
      3 มกราคม 2562 / 14:00
      อห..ที่แปลว่า?

      55555
      #56-1
  14. #54 kaespicy (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2561 / 21:10

    ทำไมพี่มาร์คเปลี่ยนไปมากกกกทำไมไม่เสมอต้นเสมอปลายกับน้อง เราโกดพี่มาร์คไม่ยกน้องให้หรอก????????????

    #54
    1
  15. #51 merit2497 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2561 / 02:14

    มาร์คในพาร์ทอดีตคือดีมาก แต่ปัจจุบันคือเลวโครตๆ

    #51
    1
  16. #50 WWaraporn (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2561 / 21:00

    เจอกันอีกทีมีหมู หมึกกุ้ง ด้วยอ่ะ แต่ไม่มีมาม่าเนอะไรท์เนอะ

    #50
    1
  17. #49 jhajasogood1A (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2561 / 20:20
    เป็น7%ที่ยาวเท่ากับ50%อือๆ
    #49
    1