คืนนี้ฝนตกหนักฟ้าแลบแปลบปลาบสว่างจ้าไปทั่วยังมีเสียงฟ้าร้องดังสนั่นหวั่นไหวทั้งแรงลมฝนหอบเอาฉากหลังของเวทีงิ้วปลิวหายทำเอาทั้งนักแสดงและคนงานในโรงงิ้วต่างก็พากันวิ่งเก็บโต๊ะเก้าอี้ให้จ้าละหวั่น กว่าทุกอย่างจะเข้าที่เข้าทางก็ทำเอาเนื้อตัวของแต่ละคนเปียกปอนจนหนาวสั่น
“ เจ๊ซินอั๊วว่าเราปิดโรงงิ้วกันเลยดีไหม ฝนตกหนักขนาดนี้คงไม่มีใครเขาออกมาดูงิ้วกันหรอก ” อาสงเด็กในโรงงิ้วออกความเห็นมือก็บีบน้ำออกจากชายเสื้อไปด้วย
“ นั้นสิอาซินเฮียเห็นด้วยกับอาสงมันนะ ” คังซีพระเอกงิ้วหน้าหยกประจำคณะพูดขึ้นบ้าง
ซินซินกวาดตามองออกไปยังสายฝนที่ยังคงกระหน่ำลงมาจนแทบมองอะไรไม่เห็นแล้วถอนหายใจยาว “ คืนนี้เป็นการแสดงคืนแรกของเราแท้ ๆ ฝนดันตกลงมาได้ ”
“ ไม่เห็นต้องถอนหายใจเลยเจ๊ถึงจะไม่ได้แสดงแต่เราก็ได้เงินค่าจ้างจากเถ้าแก่เล้งมาแล้วนี่ คืนนี้เล่นไม่ได้คืนพรุ่งนี้ค่อยเริ่มกันใหม่ก็ได้เถ้าแก่คงเข้าใจก็ฝนมันตกหนักจริง ๆ ” อาสงพูดไปก็ช่วยเก็บข้าวของประกอบฉากบนเวทีไปด้วย
“ เอาหน่อาาซินคืนพรุ่งนี้เราค่อยเริ่มกันใหม่ ตอนนี้เฮียว่าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถอะนะ ลื้อหนาวคนสั่นไปหมดแล้ว ” คังซีมองนางเอกคู่ขวัญของเขาอย่างเอ็นดู เพราะตอนนี้ชุดงิ้วที่เธอสวมใส่เปียกน้ำฝนจนเจ้าตัวปากคางสั่นไหวไปหมด
“ ถ้าอย่างนั้นอั๊วเข้าไปเปลี่ยนชุดก่อนนะ ฝากเฮียกับอาสงดูความเรียบร้อยทางนี้ด้วย ” พูดจบซินซินก็เดินเข้าไปด้านหลังของเวทีการแสดง
ฝนยังคงตกหนักอย่างไม่ขาดสาย เสียงลมพายุพัดประตูหน้าต่างของเรือนพักดังปึงปังแต่ในเสียงฝนที่ครืนครั่นยังมีเสียงโหวกเหวกของคนจำนวนหนึ่งดังแทรกอยู่เป็นระยะ ๆ
“ เจ๊ได้ยินเสียงข้างนอกไหม เสียงเหมือนคนมีตีกัน ” อาสงวิ่งออกไปเอาหูแนบประตูเรือนพักอย่างอยากรู้อยากเห็น
“ ไม่ใช่มั้งอาสง เสียงลมพายุมากกว่า ” ซินซินสีหน้าหวาดกลัว
“ ไม่ใช่เสียงลม เจ๊ลองฟังดี ๆ เสียงคนตีกันจริง ๆ” อาสงหยิบร่มวิ่งกางออกไปยังหน้าประตูศาลเจ้าที่ไม่ไกลกันมากโดยมีเสียงของซินซินตะโกนตามไล่หลัง
“ เจ๊เกิดอะไรขึ้น อั๊วได้ยินเสียงเจ๊ตะโกน ” อาไทวิ่งหน้าตาตื่นออกมาพร้อมกับเหง็กน้องสาว
“ อาสงน่ะสิวิ่งออกไปดูคนมีเรื่องกันที่นอกศาลเจ้า” ซินซินบอกด้วยท่าทางกระวนกระวายใจ
“ จริงเรอะเจ๊!? ” อาไททำหน้าตื่นเต้น
“ อาไทลื้อรีบไปบอกเฮียคังซีให้รู้ทีนะ เจ๊จะออกไปดูอาสงข้างนอกก่อน” พูดจบซินซินก็เดินเลาะไปตามกำแพงที่มีหลังคายื่นออกมาพอจะกันฝนได้เหง็กจึงต้องตามออกไปด้วย
ที่ถนนด้านหน้าศาลเจ้ามีชายกลุ่มใหญ่วิ่งโวยวายเสียงดังลั่น แต่ละคนท่าทางเหี้ยมเกรียมทั้งยังถืออาวุธครบมือเหมือนกำลังตามเอาชีวิตของใครบางคนอยู่
อาสงแง้มประตูศาลเจ้าออกแค่พอให้มีช่องที่ดวงตาเรียวเล็กของเขาจะมองเห็นเหตุการณ์ด้านนอกได้ เพียงครู่เขาก็เบิกกว้างด้วยความกลัว
“ อาสง! ลื้อดูอะไร? ”
อาสงหันควับมาหาซินซินพลางเอามือขึ้นบอกให้เธอเงียบ
ซินซินค่อยๆ ย่องเข้ามานั่งข้างอาสงแล้วชะเง้อมองออกไปที่ด้านหน้าถนน “ ตายแล้ว! ” เธอเผลอตัวร้องออกมา
“ เจ๊! ” อาสงรีบเอามือขึ้นมาปิดปากซิน
ซินทันที
“ ผู้ชายคนนั้น ” เสียงของเธอสั่นไปหมด
“ รอให้ไอ้พวกห้าคนนั้นมันไปก่อน เจ๊อย่าเพิ่งออกไปนะ ” สองคนจ้องร่างที่นั่งหมดสติอยู่ตรงตรอกเล็กๆ ข้างทางเข้าตลาดร่างกายของเขาเปียกโชกด้วยน้ำฝนและเลือดโชคดีที่ชายฉกรรจ์ห้าคนนั้นมองไม่เห็นเขาเพราะตรงนั้นมืดมาก
“ เราต้องช่วยเขานะอาสงทิ้งเอาไว้แบบนั้นเขาต้องตายแน่ ๆ ”
“ ช่วย? ช่วยใครกันอาซิน ” คังซีถามขึ้น
ซินซินรีบชี้ไปทางที่ชายหนุ่มนั่งสลบอยู่ “ ผู้ชายคนนั้นไงเฮีย ”
“ จะไปยุ่งเรื่องของพวกอันธพาลแบบนั้นทำไม ปล่อยมันไปเถอะ ” เขาพูดอย่างไม่สนใจ
“ จะปล่อยให้เขาตายได้ยังไงล่ะเฮียทีหมาแมวเจ็บมาเรายังช่วยพวกมันเลย นี่คนทั้งคนนะจะไม่ช่วยได้ยังไง” เธอพูดอย่างไม่พอใจ
“ มันเป็นใครก็ไม่รู้ อากงก็ไม่อยู่ขืนพามันเข้ามาแล้วไอ้พวกที่ตามมันอยู่แห่เข้ามาด้วยเราจะทำยังไงกัน” เสียงของคังซีดุขึ้น
“ มันไปหมดแล้วเจ๊! ” อาสงร้องแทรกขึ้น
ซินซินไม่ฟังเสียงคังซีเธอรีบลุกขึ้นเปิดประตูศาลเจ้าวิ่งฝ่าสายฝนออกไปกับอาสง สองคนช่วยกันหิ้วปีกชายแปลกหน้าที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสเข้ามาในศาลเจ้าอย่างทุลักทุเล
“ อาสงลื้อไปเอาหีบเก็บสมุนไพรของอากงมาให้เจ๊ อาไทลื้อช่วยไปหยิบผ้าขาวสะอาด ๆ กับอ่างน้ำมาทีนะ” ซินซินสั่ง
“ แล้วอั๊วล่ะเจ๊ ” เหง็กถามขึ้นอย่างกระตือรือร้น
ซินซินยิ้ม “ ลื้อมาช่วยเจ๊ทางนี้ ”
สองคนช่วยกันถอดเสื้อผ้าของชายแปลกหน้าออกอย่างยากลำบากเพราะเขาตัวใหญ่และหนักเกินกว่าที่หญิงสาวร่างเล็กบางสองคนจะจัดการได้
“ พวกลื้อหลบไปอั๊วจัดการเอง ” สุดท้ายคังซีที่ตัวสูงใหญ่พอ ๆ กันก็ต้องเข้ามาช่วย
“ ขอบคุณนะเฮีย ” ซินซินมองคังซีแล้วยิ้มให้เขาอารมณ์หงุดหงิดของชายหนุ่มจึงเบาบางลง
อาสงและอาไทเอาสิ่งของต่าง ๆ ที่ซินซินต้องการมาครบหมดแล้ว หญิงสาวจึงเริ่มทำความสะอาดตามเนื้อตัวของชายแปลกหน้าก่อนจะใส่ยาสมุนไพรที่แผลของเขา
“ แผลที่หลังกับแขนซ้ายลึกน่ากลัวจังเลยเจ๊ ” เด็กสามคนพากันทำหน้าสยดสยอง
“ ที่แก้มขวานี่ด้วยทำไมคนพวกนั้นถึงได้ใจร้ายนักนะ ” ซินซินทายาอย่างเบามือที่แก้มขวาของชายแปลกหน้า บาดแผลนั้นยาวจากหน้าหูลึกลงมาถึงเหนือริมฝีปากเลือดยังคงไหลซึมออกมาไม่หยุด
“ เขาจะรอดไหมเจ๊ ” อาไทถามขึ้น
ซินซินถอนใจ “ เจ๊ก็ไม่รู้เหมือนกัน ” สีหน้าเธอดูเป็นกังวลอยู่มาก
“ ไปทำอะไรมาถึงได้ถูกเล่นงานจนปางตายอย่างนี้ ” อาไทรำพึงรำพัน
ซินซินมองดูชายแปลกหน้าที่เธอช่วยเอาไว้อย่างเวทนา “ ไม่มีอะไรแล้วพวกลื้อไปนอนกันเถอะนะ ”
“ แล้วลื้อล่ะอาซิน?” คังซีถามขึ้น
“ อั๊วจะอยู่เฝ้าเขาที่นี่แหละเผื่อเกิดอะไรขึ้นจะได้ช่วยทัน ”
“ ทำไมต้องเป็นลื้อเฝ้ามันด้วยให้อาไทหรือไม่ก็อาสงเฝ้าไปสิ ” คังซีพูดอย่างหงุดหงิด
“ ไม่ได้หรอกเฮียสองคนนั้นทำอะไรไม่เป็นอั๊วเฝ้าเองดีกว่า เฮียไปนอนเถอะนะพรุ่งนี้เช้าต้องไปรับอากงนี่ ”
คังซีทำหน้าบึ้งตึง “ ให้ใครคนใดคนหนึ่งอยู่เป็นเพื่อนลื้อด้วย ” เขาจ้องเด็กชายหญิงที่นั่งหน้าสลอนอยู่
“ เดี๋ยวอั๊วอยู่เป็นเพื่อนเจ๊ซินเอง ” เหง็กเสนอตัว
“ ถ้ามีอะไรก็ไปเรียกอั๊วได้ตลอดเวลาเข้าใจไหม ” คังซีย้ำคำเสียงดัง
“ เข้าใจแล้วเฮียรีบไปนอนเถอะนะ ” ซินซินพูดขึ้นอย่างอ่อนใจ
ชายทัั้งสามคนจึงพากันเดินไปยังบ้านพักด้านหลังศาลเจ้าปล่อยให้หญิงสาวอยู่พยาบาลชายแปลกหน้าที่ยังสลบไสลไม่ได้สติ
เวลาผ่านไปกว่าครึ่งคืนฝนข้างนอกก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตกแต่ยังดีที่พากันซาเม็ดลงบ้างอากาศในตอนนี้นี้จึงหนาวสะท้านจนจับขั้วหัวใจ
ซินซินขนผ้าในห้องเก็บของที่ซักสะอาดแล้วมาคลุมตัวให้ชายแปลกหน้าเพราะเขานอนขดตัวสั่นด้วยความหนาว
“ อาเหง็กลื้อ…” ซินซินหันมามองเหง็กที่ตอนนี้หลับสนิทไปแล้ว เธอโคลงศีรษะน้อย ๆ ก่อนจะลุกขึ้นเอาผ้าไปห่มให้
“ เข้ามา! พวงมึงเข้ามาเลยกูไม่กลัว…” ชายแปลกหน้าละเมอโวยวาย ท่าทางของเขายิ่งกระสับกระส่ายหนักขึ้นทุกที
“ นี่ นี่นาย…” ซินซินพยายามเขย่าปลุกเขาให้รู้สึกตัว
“ หหม่าม๊าอย่าทิ้งอั๊วไป…” แต่ไม่เป็นผลเขายังคงดิ้นกระสับกระส่ายปากก็ครวญครางฟังไม่เป็นภาษา
“ ตัวร้อนจัง ” เธอเอามือวางที่แก้มและลำคอของเขา ก่อนจะรีบร้อนลุกขึ้นไปเอาผ้าสะอาดมาเช็ดตามแขนพับและซอกคอเพื่อลดอุณหภูมิในร่างกาย
“ ใคร! ” มือใหญ่กำข้อมือเล็กเอาไว้แน่นจนคนถูกกำรู้สึกเจ็บ
“ นี่! อั๊วกำลังช่วยลื้ออยู่นะ ปล่อยมือก่อน ” ซินซินพยายามจะดึงข้อมือออกแต่มือใหญ่ก็ยังกำแน่นจนเธอรู้สึกเหมือนกันกระดูกจะหัก
“ มึงเป็นใคร!? ” ดวงตาที่บวมช้ำค่อยๆ เปิดขึ้น แต่ภาพตรงหน้าเลือนลางจนไม่รู้ว่าคือความฝันหรือความจริงกันแน่
“ นี่ปล่อยอั๊วเถอะนะ อั๊วกำลังช่วยลื้ออยู่นะ ” ซินซินพยายามพูดอย่างอ่อนโยน
ชายหนุ่มคลายมือออกก่อนที่เขาจะหมดสติไปอีกครั้งด้วยพิษไข้
“ ทำไมถึงแรงเยอะขนาดนี้นะ ” ซินซิน
ยกข้อมือขึ้นมาดูรอยแดงช้ำที่เขาทำเอาไว้
เธออยู่เช็ดตัวให้เขาจนไข้ลดลงจึงผล็อยหลับไปข้างๆ เขามารู้สึกตัวอีกทีก็เมื่อคังซีเดินออกมาเรียก
“ นี่ลื้อนอนข้าง ๆ มันทั้งคืนเลยเรอะ? ” คังซีถามอย่างไม่พอใจ
ซินซินงัวเงียขยับตัวบิดขี้เกียจ “ ก็เขาไข้ขึ้นแถมยังละเมออีกอั๊วก็เลยต้องเช็ดตัวให้ทั้งคืนเลย ” เธอปิดปากหาว
คังซีมองร่างที่ไร้สติตาขวางก่อนจะหันกลับมามองซินซินหญิงสาวที่เขาแอบรักมาเนินนาน ความรู้สึกไม่ชอบขี้หน้าไอ้ผู้ชายที่นอนสลบอยู่มันเพิ่มขึ้นทุกทีจนแทบจะเก็บเอาไว้ไม่ได้
“ ลื้อไปอาบน้ำอาบท่าเถอะอี๋จูอีเตรียมอาหารเช้าเสร็จแล้ว ” คังซีขยับเข้าไปช่วยซินซินที่ลุกขึ้นอย่างลำบากเพราะเหน็บชาที่ขาเล่นงาน
“ จ้ะ ฝากเฮียดูเขาไว้ด้วยนะ ”
“ ทำไม? ลื้อกลัวมันจะหนีไปหรือไง ” คังสีเสียงแข็ง
“ ไม่ใช่เสียหน่อย เผื่อเขารู้สึกตัวขึ้นมาจะได้ถามไงว่าเป็นใครมาจากไหนเราจะได้พาเขาไปส่งที่บ้านถูกไงเฮีย” ซินซินพูดน้ำเสียงอ่อนหวาน
สีหน้าของคังซีคลายความโกรธลง “ อือ เดี๋ยวอั๊วเฝ้าให้เองลื้อรีบไปอาบน้ำเถอะ ”
“ จ้ะเฮีย ” สิ้นเสียงซินซินก็เดินเร็ว ๆ เข้าไปยังเรือนพัก
“ ตื่น! ตื่นได้แล้วอาเหง็ก” คังซีเขย่าตัว
เหง็กแรง ๆ
“ โอ้ย! จะปลุกทำไมยังเช้าอยู่เลย” เหง็กโวยวายขยี้ตา
“ เช้าอะไรกันนี่สายแล้วนะ ”
เหง็กลืมตาดูรอบตัว “ พระอาทิตย์ยังขึ้นไม่เต็มฟ้าเลยเฮียจะรีบปลุกอั๊วทำไม ”
“ หรือลื้อจะให้อี๊จูมาปลุก ”
เหง็กทำหน้ายู่เมื่อนึกถึงหญิงวัยกลางคนใบหน้าตาบึ้งตึงรูปร่างใหญ่โตราวผู้ชายแล้วทำท่าขนพองสยองเกล้า
“ ไม่เอาๆ อั๊วตื่นก็ได้แล้วเจ๊ซินล่ะ”
“ อาซินไปอาบน้ำแล้ว ”
“ ไปก็ไม่เรียกกันเลยเจ๊ซินเนี่ย ” เหง็กรีบลุกขึ้นเดินอ้าปากหาวไปตลอดทาง
คังซีนั่งลงที่เก้าอี้ข้างชายคนเจ็บ “ อั๊วไม่ชอบขี้หน้าลื้อเลยจริง ๆ ” เขาส่ายหน้าก่อนจะลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูศาลเจ้าเพื่อให้ผู้คนแถวนี้เข้ามากราบไหว้
ทุกคนที่อาศัยอยู่ใกล้ ๆ กับศาลเจ้าพ่อกวนอูพากันทำความสะอาดศาลรับวันใหม่ บางส่วนก็แยกย้ายไปทำความสะอาดโรงงิ้วที่อยู่ในบริเวณรั้วเดียวกัน จนสายคังซีจึงขี่รถจักรยานยนต์ของเขาออกไปหัวลำโพงเพื่อรับอากงที่กลับมาจากไปเยี่ยมญาติที่นครสวรรค์
ซินซินทำโจ๊กมาให้คนเจ็บที่ไม่รู้ว่าจะรู้สึกตัวขึ้นมาเมื่อไหร่ เธอวางถ้วยโจ๊กเอาไว้ที่โต๊ะไม้ข้างเขาก่อนจะเดินไปจุดธูปไหว้เจ้าพ่อกวนอูขอพรตามปรกติอย่างที่เคยทำ
“ โอ้ย….” เสียงโอดครวญด้วยความเจ็บปวดดังขึ้น
ซินซินรีบปักธูปที่กระถางทันที เธอเดินกลับมาที่คนเจ็บนอนอยู่ “ นี่ลื้อรู้สึกตัวแล้วเหรอ ”
“ อั๊ว… อยู่ที่ไหน ” เขาถามเสียงแหบแห้ง
“ ลื้ออยู่ที่ศาลเจ้าพ่อกวนอูหลังตลาดเก่า ” ซินซินตอบ
ดวงตาที่บอบช้ำเปิดขึ้นช้า ๆ ภาพตรงหน้าจึงชัดเจนขึ้นกว่าเมื่อคืนนี้ รอยยิ้มสดใสและดวงหน้าหวานละมุนละไมทำให้หัวใจของชายหนุ่มเต้นแรงขึ้นจนแทบลืมความเจ็บปวด
“ ลื้อเป็นยังไงบ้าง ยังเจ็บตรงไหนอยู่ไหม ” ซินซินถามด้วยความห่วงใย
“ เจ็บทั้งตัว ” เขากัดฟันตอบ
“ ก็แน่ละซิ ลื้อถูกฟันทั้งตัวเลยนี่หน่า ” ซินซินมองเขาอย่างเวทนาสงสาร
“ อั๊วจำไม่ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ”
“ เมื่อคืนนี้ลื้อวิ่งหนีพวกอันธพาลห้าหกคนมาหลบอยู่ที่ข้างตรอกทางเข้าตลาดแล้วลื้อก็หมดสติไป ”
คิ้วหนาได้รูปขมวดมุ่น “ จำไม่ได้ ”
สีหน้าของซินซินยิ่งเป็นกังวลหนักขึ้น “ ลื้อจำอะไรไม่ได้เลยจริง ๆ เหรอ ”
“ จำไม่ได้เลย ” เขาตอบพลางยกมือขึ้นทั้งทียังสั่น
“ อย่าเพิ่งขยับ ลื้อยังบาดเจ็บอยู่ ” ซินซินเข้าไปจับมือเขาลง
“ ขอบใจนะที่ช่วยอั๊วเอาไว้ ” เขามองหน้าเธออย่างซาบซึ้ง
“ ไม่เป็นไร ว่าแต่ลื้อจำได้ไหมว่าตัวเองชื่ออะไรแล้วอยู่ที่ไหน อั๊วจะได้ให้คนไปบอกที่บ้านลื้อให้มารับลื้อกลับไป ”
เขาหลับตาลงอย่างอ่อนล้า “ จำไม่ได้ ”
ซินซินถอนหายใจอย่างเป็นกังวลใจ “ แล้วจะทำยังไงกันต่อล่ะทีนี้ ”
ข้อความที่โพสจะต้องไม่น้อยกว่า {{min_t_comment}} ตัวอักษรและไม่เกิน {{max_t_comment}} ตัวอักษร
กรอกชื่อด้วยนะ
_________
กรอกข้อมูลในช่องต่อไปนี้ไม่ครบ
หรือข้อมูลผิดพลาดครับ :
_____________________________
ช่วยกรอกอีกครั้งนะครับ
กรุณากรอกรหัสความปลอดภัย
ความคิดเห็น