มาลีเริงไฟ: รังสี (ปลายปากกาสำนักพิมพ์)

ตอนที่ 7 : บทที่ 3 -100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 684
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    5 มิ.ย. 62

มาต่อออออออ ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่แวะเวียนมาอ่านและให้กำลังใจกันจ้า ขอบคุณที่แอดแฟนพันธุ์แท้ด้วย ชื่นใจ^^ ฝากสองสาวคู่กัดยิหวาและยายหนึ่งด้วยนะคะ เมามันมากคู่นี้5555 ตอนนี้ใครเป็นใครดูกันให้ดี คริคริ

**********



สองสาวส่งยิ้มให้กัน แต่ดมิสาไม่ได้ถามไถ่อาการ เนื่องจากตอนที่ญานีนนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ก็เป็นโรงพยาบาลเดียวกันกับที่ดมิสาทำงานอยู่แล้ว จึงรู้ความเคลื่อนไหวของน้องสาวตลอด แม้แต่วันที่น้องสาวได้ออกจากโรงพยาบาล ดมิสาก็ยังเดินมาส่งที่รถเลย

“พี่เดี่ยวไม่มาด้วยเหรอยิหวา” ดมิสาเอ่ยทักขึ้นก่อน

“ยิหวามาคนเดียวค่ะ พี่เดี่ยวเขายังคุยงานกับคุณพ่ออยู่เลย จริงๆ พี่เดี่ยวก็อยากมานะคะ แต่ปลีกตัวมาไม่ได้จริงๆ อีกอย่าง ยิหวาก็อยากทานข้าวเฉพาะครอบครัวของเราบ้าง” ญานีนรีบอธิบายต่อขณะมองไปทางยาย ด้วยไม่อยากให้ยายมองสามีหล่อนในทางไม่ดี

“จริงสิคะ แล้วพี่โต เอ...บ้านพี่โตเงียบจัง พี่โตกับพี่บัวไม่อยู่เหรอคะ” ญานีนสงสัย ก็ในบรรดาหลานทั้งสี่คน ดีเลิศเป็นหลานรักของยายเจิมจันทร์ ไม่ว่าจะทำอะไร พี่โตจะอยู่ข้างๆ ยายเสมอ แต่วันนี้บ้านพี่โตกลับปิดเงียบ รถก็ไม่มีสักคัน ส่วนพี่บัวที่หล่อนถามถึงด้วยก็คือ ‘บัวบุษบา’ ภรรยาสาวสวยของพี่โตนั่นเอง

หากทว่าคำถามนั้น แม่บ้านสายพิณซึ่งยังคงนั่งอยู่ไม่ห่างคอยปรนนิบัติเจ้านาย ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เสียวสันหลังวาบแทนญานีน ขณะที่ดมิสายังวางหน้าเรียบเฉย

“เขาจะไปไหนก็เรื่องของเขา แกจะอยากรู้ไปทำไม”

คนเป็นยายแผดเสียงใส่ สีหน้าบ่งบอกว่าโกรธจัดทำเอาคนถามอย่างญานีนสะดุ้งเฮือก ตามมาด้วยมองยายด้วยความงุนงง

ห้าเดือนที่หล่อนอยู่โรงพยาบาล เกิดอะไรขึ้นกับดีเลิศและยายนะ ทำไมยายถึงดูโกรธหลานรักมากมายขนาดนี้

“ทานข้าวเลยดีไหมคะ คุณมิ้งค์ คุณยิหวา วันนี้พิณเตรียมของโปรดของคุณๆ ไว้ทั้งนั้นเลยนะคะ” สายพิณรีบแก้ไขสถานการณ์กลัวเจิมจันทร์จะอาละวาด

แต่ยังไม่ทันที่จะได้คำตอบจากคุณๆ โทรศัพท์มือถือของดมิสาก็ดังขึ้น หญิงสาวคุยกับคนในสายอยู่ครู่ก็รีบตัดสายทิ้ง หันมาบอกญานีนกับยายเจิมจันทร์น้ำเสียงร้อนรน

“มีเคสด่วนค่ะ มิ้งค์ขอตัวก่อนนะคะ...พี่ไปก่อนนะยิหวา” ประโยคท้ายดมิสาหันมาเอ่ยลาญานีน พูดจบก็รีบเร่งลงเรือนไป

เจิมจันทร์เห็นพฤติกรรมนั้นของหลานสาวก็ยิ่งขุ่นเคือง

“ดูพี่แกนะยิหวา นึกจะมาก็มา นึกจะไปก็ไป จะรีบอะไรนักหนากับแค่ไปรักษาไอ้พวกที่ไม่มีเงินจ่าย เหอะ คนพวกนั้นก็ใช่ย่อย เห็นว่าหมอใจดี ก็เอาใหญ่ บางคนมันมีเงินแต่ปากบอกไม่มี ไอ้คนของเราก็ใจบุญเกินจนกลายเป็นคนโง่ให้เขาเอาเปรียบ” นางบ่นยืดยาว

ครู่ต่อมา สายพิณก็ตั้งสำรับอาหารเย็นให้เจ้าของเรือนกับหลาน สาวเจ้าของเรือน เรียบร้อยแล้วก็ถอยออกไปคอยเฝ้าปรนนิบัติอยู่ห่างๆ อย่างรู้งาน บริเวณรับประทานอาหารยามนี้จึงเหลือแค่เจิมจันทร์กับญานีน...ตามที่ควรจะเป็น

“ว่าแต่เราเถอะ เมื่อไหร่จะมีลูก แต่งงานมาเป็นปีแล้ว” ทานกันไปได้สักพัก เจิมจันทร์ก็โพล่งถามขึ้นมา

ญานีนกำลังเอร็ดอร่อยกับอาหารแทบสำลัก “แค่กๆ คุณยายขายิหวา แค่กๆ เพิ่งออกจากโรงพยาบาลนะคะ”

“ฉันก็ไม่ได้จะให้มีตอนนี้ ที่ถามเพราะอยากรู้...ว่าไง ไม่คิดจะมีเหลนให้ฉันสักคนรึ”

“ยิหวายังไม่อยากมีลูกเร็วๆ นี้หรอกค่ะ ยิ่งคุณพ่อให้โอกาสยิหวาทำงานแบบนี้ ยิหวายิ่งอยากพิสูจน์ตัวเอง ขืนมีลูก ก็คงทุ่มเทให้งานได้ไม่เต็มที่ เอาไว้ให้ยิหวาเก่งก่อน ค่อยว่ากันนะคะ”

“อย่าให้รอนานก็แล้วกัน เดี๋ยวฉันจะอดเห็นหน้าเหลนกันพอดี”

“โธ่คุณยาย คุณยายยังแข็งแรงจะตาย ไม่เป็นอะไรง่ายๆ หรอกค่ะ”

เจิมจันทร์ไม่พูดอะไรอีก นอกจากพยักหน้าให้หลานสาวทานข้าวต่อ จังหวะหนึ่งญานีนตักผัดผักรวมมิตรสีสันสดใสมาทาน พอกลืนลงคอ หล่อนก็เงยหน้ายิ้มกับแม่บ้านสายพิณ

“ฝีมือดีไม่มีตกเลยนะคะแม่พิณ ผัดผักนี่อร่อยมากจริงๆ ผักก็สดดีด้วย”

คนได้รับคำชมยิ้มหน้าบานเป็นจานเชิง “ขอบคุณค่ะคนดีของพิณ ดีใจที่วันนี้คุณหนูทานถั่วลันเตาได้นะคะ ปกติเห็นเขี่ยออก โถ นี่สงสัยตอนอยู่โรงพยาบาลโดนนางพยาบาลบังคับกินจนได้ใช่ไหมคะ”

ญานีนยิ้มก่อนพยักหน้าตอบ “ทำนองนั้นแหละค่ะ พอฝืนใจกินแล้วก็อร่อยดีเหมือนกัน”

คล้อยหลังรับประทานอาหารกันจนเสร็จสิ้น แม่บ้านสายพิณเก็บสำรับอาหารเรียบร้อย

ญานีนไม่ได้นั่งพักหรืออยู่คุยต่อกับเจิมจันทร์ หล่อนขอตัวกลับเลยอ้างว่าลืมเอายาหลังอาหารมาทาน เจิมจันทร์เองก็ไม่คิดรั้งหลานสาวเอาไว้ เพียงแต่พูดแกมบังคับว่า อยากให้มาหานางสัปดาห์ละครั้งก็ยังดี ซึ่งญานีนก็รับปาก

เมื่อญานีนเดินลงจากเรือนเสน่ห์จันทน์ไปแล้ว เจิมจันทร์ก็ไม่รอช้า หายเข้ามาในห้องพระซึ่งอยู่ในเรือนนอนของนางอีกที

โดยปกติแล้วห้องพระนี้จะเงียบสงบ โต๊ะหมู่บูชาเต็มไปด้วยพระ พุทธรูป ธูป เทียน เครื่องหอม และดอกไม้จัดใส่แจกันไว้อย่างงดงาม บูชาคุณพระรัตนตรัย

ทว่านั่นเป็นเพียงฉากบังหน้า!

เฉกเช่นเดียวกับตัวนางที่ฉากหน้า คือหญิงชราเศรษฐีนี พวกผู้ดีในวงสังคม แต่ทว่าเบื้องหลัง นางเล่นคุณไสยมนตร์ดำและเลี้ยงผีไว้ใช้สอยมาก มาย...

ด้วยความที่แต่เดิม ต้นตระกูลของเจิมจันทร์เป็นโหรหลวงและมีเชื้อสายขุนนางสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ตัวนางมีวิชาโหราศาสตร์ติดตัวก็จริง แต่ก็ไม่เคยคิดสนใจพวกเรื่องคุณไสยมนตร์ดำเลยแม้แต่น้อย จนกระทั่งในวันที่นางหลงรักชายคนหนึ่งจนหมดหัวใจ แต่เขากลับไม่เคยเหลือบแลมาทางนางเลย นางก็ตัดสินใจก้าวเข้าสู่ศาสตร์มืดเพื่อให้ได้ครอบครองชายอันเป็นที่รัก และมันก็ช่วยนางได้ ช่วยได้แบบง่ายดายเสียด้วย นางจึงหลงใหลในศาสตร์นี้ เรียนรู้มันอย่างจริงจังและลึกซึ้ง

ในสายตาของคนทั่วไปจึงไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่า ห้องพระในเรือนนอนของนางนั้น แท้ที่จริงแล้วคือห้องสำหรับประกอบพิธีกรรมทางไสยศาสตร์มนตร์ดำสารพัดอย่าง

หญิงชราทรุดกายลงนั่งขัดสมาธิอยู่กลางห้อง พึมพำคาถาอยู่ครู่ ก็ปรากฏร่างของพรายนพหมอบอยู่ตรงหน้า ก่อนที่นางจะคำรามออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยว

“เป็นอย่างที่เอ็งว่า นังผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่ยิหวาหลานข้า!”


************************


ญานีนไม่ใช่ญานีน วิรัลยาก็อาจไม่ใช่วิรัลยานาจาาาาา





หมายเหตุ: เนื่องจากมีการจัดหน้าไว้ในรูปแบบหนังสือเล่มขนาด A5 อาจมีคำฉีกหรือเว้นวรรคมากกว่าปกติเมื่อนำลงเว็บ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

6 ความคิดเห็น