มาลีเริงไฟ: รังสี (ปลายปากกาสำนักพิมพ์)

ตอนที่ 32 : บทที่ 14 -100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 528
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    6 ส.ค. 62


มาแล้วจ้า มาต่อๆ ช่วงนี้อาจลงช้านิดนะคะ>< 
พอดีกำลังเตรียมเปิดจองเรื่องใหม่อีกเรื่อง หัวหมุนกันทีเดียว 55555 
แต่ว่าจะพยายามเข้ามาให้ได้บ่อยที่สุดจ้า ฝากยายหนึ่งกับหนูยิหวาด้วยนะคะ 
ดราม่าเกินบรรยายค่ะคู่นี้






“นึกยังไงถึงชวนพี่ไปทานข้าวบ้านพ่อจ๊ะ” อัคนีเอ่ยถามขึ้นในเย็นวันนั้นเมื่อเขากับภรรยาขึ้นรถแล้วเรียบร้อย และกำลังมุ่งหน้าไปยังคฤหาสน์ของวิญญูด้วยกัน

“แล้วนี่เจ้าของบ้านจะต้อนรับเราหรือเปล่าก็ไม่รู้” เขาหมายถึง ‘วิรัลยา’ นั่นเอง

“พ่อต่างหากค่ะที่เป็นเจ้าของบ้าน” วิรัลยาตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ

“จริงๆ ยิหวาอยากไปเยี่ยมน้าวารุณค่ะ คุณพ่อบอกว่าคุณน้ากลับ มาจากเมืองนอกแล้ว แต่เอาจริงๆ นะคะ ยิหวารู้สึกว่าคุณพ่อโกหกเรื่องที่ว่าคุณน้าไปเมืองนอก”

รถถูกเบรกกะทันหัน ก่อนที่คนขับจะหันมามองหน้าหล่อนอย่างไม่พอใจนัก “นี่ยิหวาพูดอะไรออกมารู้ตัวหรือเปล่า”

“ก็พูดสิ่งที่ยิหวารู้สึกไงคะ ทำไมพี่เดี่ยวต้องทำท่าโกรธขนาดนั้นด้วย”

“พี่รู้ว่ายิหวาน้อยใจพ่อที่ที่ผ่านมาท่านทำเหมือนไม่ใส่ใจยิหวากับยาหยี แต่ยิหวาก็ไม่ควรจะมองท่านในแง่ร้ายขนาดนี้ พ่อมีเหตุผลอะไรที่จะต้องโกหกเรื่องแม่วา”

“ก็มันแปลกๆ นี่คะ พี่เดี่ยวไม่รู้สึกบ้างเหรอ”

“รู้สึกสิ พี่รู้สึกมาสักพักแล้ว...”

“นั่นไง แล้วจะดุยิหวาทำไมคะ” วิรัลยาทำหน้างงๆ ก่อนหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดเล่น

“คนที่แปลกๆ คือยิหวาต่างหากล่ะ” แล้วเสียงราบเรียบของอัคนีก็ดังขึ้น นิ้วเรียวที่กำลังสไลด์หน้าจอโทรศัพท์มือถือชะงักเล็กน้อย

“ยิหวาก็แปลกมาตั้งแต่อยู่โรง’บาลแล้วนี่คะ พี่เดี่ยวก็รู้” ถึงกระนั้นหล่อนก็ทำเสียงให้เป็นปกติได้ ความคิดที่ว่าหล่อนปลอมเป็นญานีนไม่น่า อยู่ในหัวเขาอยู่แล้ว มันไม่ใช่เรื่องที่อัคนีจะรู้ได้ง่ายๆ ด้วย ที่ผ่านมาขนาดญาตาวี ซึ่งเป็นพี่สาวแท้ๆ ของญานีนก็ยังจับไม่ได้เลย แม้หล่อนจะมีหลุดความเป็นตัวเองออกมาให้เห็นอยู่บ้างก็ตาม แต่หล่อนก็อ้างได้ว่าเป็นอาการของคนความจำเสื่อม

“ใช่ พี่รู้ พี่เข้าใจ แต่สิ่งที่พี่ไม่เข้าใจก็คือ ยิหวาเป็นคนความจำเสื่อมนะ ไม่ใช่คนเจ้าคิดเจ้าแค้นแบบที่เป็นอยู่ตอนนี้ พี่รู้สึกมาสักพักแล้วว่าทุกลมหายใจเข้าออกของยิหวามีแต่ความแค้นที่มีต่อหนึ่งกับพ่อและแม่วา...ที่ชวนพี่มาบ้านพ่อก็เพราะอยากมาหาเรื่องหนึ่งเขาอีกใช่ไหม ทะเลาะกันที่ทำงานยังไม่พอเหรอ”

“ที่ทำงานเขาไม่เรียกทะเลาะหรอกค่ะ เพราะยิหวายังไม่ได้พูดอะไรสักคำ ยายนั่นพูดจาถากถางเหน็บแนมยิหวาสารพัด และที่ยิหวาชวนพี่มาบ้านพ่อก็เพื่อต้องการรู้เรื่องน้าวารุณจริงๆ” วิรัลยาพยายามอธิบายอย่างใจเย็น แต่ก็รู้ว่าไร้ผล เพราะเขายังทำหน้าไม่เชื่ออยู่ดี

“พ่อจะโกหกเราเพื่ออะไรเหรอ” อัคนีถามขึ้นอีก

“ก็...”

“กลับดีกว่า อย่าทำอะไรบ้าๆ แบบนี้อีกเลย” พูดจบ เขาก็เลี้ยวรถกลับบ้านตัวเองทันที โดยไม่ฟังเสียงทัดทานของหญิงสาว

วิรัลยาจึงได้แต่ทำท่าฮึดฮัดขัดใจและผิดหวัง เนื่องด้วยหล่อนนัดธนาคมเอาไว้ ให้เข้าไปช่วยมารดา แต่เขาบอกว่าจะเดินดุ่มๆ เข้าไปในบ้านไม่ได้ เจ้าที่ไม่อนุญาต จำเป็นต้องมีคนในบ้านพาเข้าไป และหล่อนนี่แหละที่จะพาเขาเข้าไป แต่ดูอัคนีสิ ทำแผนหล่อนล่มไม่เป็นท่า!


*****************

 

เจิมจันทร์เองก็ผิดหวังเช่นกัน เพราะพรายนพรายงานไว้ว่าวิรัลยาวางแผนจะไปที่คฤหาสน์ของวิญญูเพื่อช่วยวารุณ ซึ่งงานนี้หล่อนต้องพา ‘ผู้ช่วย’ ของหล่อนไปด้วยแน่

หญิงชราโกรธอัคนีที่บังคับพาวิรัลยากลับจนแทบอยากจะสั่งสอนให้หลาบจำ หากแต่ก็ต้องอดกลั้นไว้ ต้องให้ญานีนทำ ถึงจะสะใจ

นึกถึงญานีน นางก็เพิ่งนึกอะไรบางอย่างออก

เจ้าพรายทองดีมันหายหัวไปอีกแล้ว!

นางหลับตาลงเข้าสมาธิอย่างรวดเร็ว สวดเรียกวิญญาณที่อยู่ในจี้ของญานีนให้ออกมา สักพัก ร่างของเด็กชายวัยราวเก้าขวบซึ่งอยู่ในชุดโจงกระเบน ไม่ใส่เสื้อก็ปรากฏขึ้น

“มึงหายหัวไปไหน!” หญิงชราตวาดลั่น

‘หลานผิดไปแล้ว’ พรายทองดีตอบกลับเหมือนเดิม ตามมาด้วยทรุดกายลงหมอบกับพื้นและร้องไห้สะอึกสะอื้นเหมือนเดิมอีกเช่นกัน

แต่คราวนี้เจิมจันทร์ไม่เสียเวลาฟังคำแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้น นางคว้าไม้เรียวอาบอาคมไว้ในมือได้ก็ฟาดลงบนแผ่นหลังของพรายทองดีซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในเมื่อนางยังทำกับอัคนีไม่ได้ ก็ต้องหาที่ระบาย เรียกเสียงร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด

‘โอ๊ย อย่าตีหลานเลย หลานผิดไปแล้ว’

“รู้ว่าผิดก็ยังจะทำซ้ำซาก มึงมันผีตอแหล! กูบอกแล้วใช่ไหมว่ามึงต้องคอยรายงานเรื่องยายยิหวากับกู อย่าให้กูรู้นะว่ามึงคิดทรยศกู กูไม่เอามึงไว้แน่!”

‘แต่หลานไม่เคยคิดทรยศยายจริงๆ นะจ๊ะ หลานไม่มีอะไรจะรายงานจริงๆ คุณหนูยิหวาไม่ค่อยใส่จี้...’

“มึงว่าไงนะ!”

‘จริงๆ จ้ะยาย คุณหนูถอดหลานทิ้งไว้ที่บ้านตลอด ยกเว้นวันไหนที่จะพบยายถึงใส่จ้ะ’

เจิมจันทร์ถึงกับชะงักงัน จากที่กำลังโมโหพรายเด็กตรงหน้า นางก็เบิกตากว้างขึ้นกว่าเดิมคล้ายนึกอะไรออกอีก ขณะที่วิญญาณหนูน้อยที่ก้มหน้าอยู่ หยุดร้องไห้สะอึกสะอื้นแล้ว ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองเจิมจันทร์

สายตาที่ลอบส่งไปให้หญิงชรา มีแต่ความเกลียดชังเต็มพิกัด ก่อนจะแสยะยิ้มอย่างพอใจอะไรบางอย่าง!


************

ยายเจิมร้ายเอาโล่ค่ะ เหอๆ 

ขอบคุณกำลังใจทุกดวงที่โหวตให้ในแต่ละตอนนะคะ มีคนตามไปโหลดซื้อ eBook กันด้วย ขอบคุณมากๆจริงๆค่ะ ชื่นใจหายเหนื่อยเลย>< 

ส่วนใครสนใจแบบเล่มหนังสือ สั่งซื้อออนไลน์พรุ่งนี้จะมีเปิดให้สั่งซื้อร่วมกับสั่งจองเรื่องใหม่ค่ะ ฉะนั้นราคาทุกเล่มจะลดเท่าช่วงเปิดจองเลยจ้า อย่าพลาดกันเน้อ และฝากนิยายเรื่องใหม่ของสนพ.ที่กำลังจะเปิดจองด้วยนะคะ ชื่อ “กระซิบรักฝากหัวใจที่ปลายฟ้า” แต่งโดย “พิมมาศ” สนุกและน่ารักมากๆ และก็หนามากๆ ด้วยค่ะ55555 จำนวน 624 หน้า ตามไปส่องกันที่เพจได้นะคะ นักเขียนกำลังลงให้อ่านในเด็กดีอยู่ด้วย แอบเอาปกมาให้ดูกันค่ะ ฮี่ๆ




ใครสนใจตามไปส่องกันนะคะ จุ๊บๆ เปิดจองพรุ่งนี้ค่ะ



หมายเหตุ: เนื่องจากมีการจัดหน้าไว้ในรูปแบบหนังสือเล่มขนาด A5 อาจมีคำฉีกหรือเว้นวรรคมากกว่าปกติเมื่อนำลงเว็บ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

6 ความคิดเห็น