มาลีเริงไฟ: รังสี (ปลายปากกาสำนักพิมพ์)

ตอนที่ 13 : บทที่ 6 -100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 750
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    14 มิ.ย. 62



สามสิบนาทีต่อมา เจิมจันทร์ออกมาจากห้องของหลานสาวด้วยท่าทีอ่อนแรง ไม่กระฉับกระเฉงดังเก่า ใบหน้าที่เหี่ยวย่นอยู่แล้วยิ่งย่นลงไป ผมที่เคยดำสนิทกลับขาวโพลน แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความพึงพอใจ

การช่วยเหลือญานีนสัมฤทธิ์ผล แต่ที่สำคัญกว่านั้น ญานีนยอมรับ ‘ข้อแลกเปลี่ยน’ ของนางแล้ว

...ญานีนยอมตกลงเป็นทายาทของนาง!

‘จำไว้จะแม่เจิม ข้ามอบอำนาจมนตร์ดำให้เจ้าไปแล้ว นับจากนี้ไปมนตร์ที่ข้ามีจะจางหายไปจากตัวข้า มันจะไปอยู่กับเจ้าและเมื่อถึงวันที่เจ้าอายุมากขึ้น เจ้าต้องรีบส่งต่อมนตร์ดำให้คนอื่น ไม่อย่างนั้นผีที่เจ้าเลี้ยงไว้มากมายมันจะแข็งข้อและคนแรกที่มันจะฆ่าก็คือเจ้า’

นั่นเป็นคำเตือนจากหมอผีมอญผู้ซึ่งถ่ายทอดวิชาให้นาง และนางไม่มีวันลืม

‘ถ้าเช่นนั้นก็หมายความว่าดิฉันจะหมดสิ้นอำนาจในวันหนึ่ง หรือคะท่านอาจารย์’

‘ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า ไม่มีสิ่งใดเที่ยงแท้และยั่งยืน เจ้าจะกอดอำนาจจนตัวตายอย่างน่าสมเพช หรือจะแก่ตายอย่างสงบก็เลือกเอาแล้วกันแม่เจิม’

แน่นอนนางไม่มีวันยอมตายอย่างน่าสมเพชอย่างที่ท่านอาจารย์กล่าวไว้ นางจึงเลือกที่จะหาทายาทสืบทอด ซึ่งตอนแรกนางหวังให้เป็นดีเลิศ หลานชายสุดที่รัก แต่รายนั้นรักเมียหลงเมียจนโงหัวไม่ขึ้น ซ้ำร้ายยังทิ้งนางออกจากเรือนเสน่ห์จันทน์ไปและไม่เคยกลับมาหานางอีกเลย ญานีนจึงเป็นตัวเลือกต่อมา แม้หลานสาวคนนี้จะไม่ฉลาดทันคน แต่ข้อดีคือเป็นคนหัวอ่อน ชักจูงง่ายที่สุด ยิ่งตอนนี้เจ้าตัวมีความแค้นอยู่เต็มอกด้วยแล้ว ยิ่งง่ายสำหรับนาง

สมคิดซึ่งยืนรออยู่ที่รถ มีสีหน้าตกใจเมื่อเห็นเจิมจันทร์กลับออกมาในสภาพคนแก่ใกล้สิ้นเรี่ยวแรง กรากเข้ามาหมายจะประคอง

แต่ทว่าเจิมจันทร์ถลึงตาใส่ เล่นเอาสมคิดหยุดกึก เปลี่ยนเป็นรีบไปเปิดประตูรถให้เจ้านายแทน

“ไปโรงพยาบาลดีไหมครับคุณท่าน”

“ไม่ต้องสาระแน พาฉันกลับบ้าน” นางตวาด

เมื่อขึ้นรถเรียบร้อยแล้ว นางก็หลับตาลง ขณะที่สมคิดอ้อมไปขึ้นฝั่งด้านคนขับ

การช่วยสานความแค้นให้ญานีนกินพลังเจิมจันทร์ไปเยอะ นางเลยจำเป็นต้องเก็บตัวเพื่อฟื้นฟูพลัง และเตรียมบทเรียนสำหรับการฝึกญานีน...

เมื่อนึกมาถึงตรงนี้ นางก็นึกออกว่า ‘ใครคนนั้น’ ที่ช่วยวิรัลยา ยามนี้ก็คงหมดพลังและต้องเก็บตัวเพื่อฟื้นฟูพลังอยู่เช่นกัน เพราะก่อนหน้านี้นางส่งสัญญาณท้ารบกับวิญญาณที่นั่งทับญานีน แต่ใครคนนั้นยังไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้กลับมา ถึงอย่างนั้นคงอีกไม่นานหรอก ถ้าฝ่ายนั้นฟื้นคืนพลังกลับมาได้เมื่อไหร่ ญานีนได้ลำบากแน่!

“เร็วๆ หน่อยไอ้สมคิด ฉันมีภารกิจสำคัญรออยู่”

นางสั่งคนขับรถทั้งที่ยังหลับตา

ไม่นานรถของเจิมจันทร์ก็พุ่งทะยานพ้นรั้วออกจากคฤหาสน์ของวิญญูไปในที่สุด นางหายใจโรยรินอยู่บนเบาะหลังรถ โดยที่ลืมไปแล้วว่า   ยังไม่ได้ถอนมนตร์ให้ทุกคนในคฤหาสน์ของวิญญู ตื่นจากการหลับใหล...


******************

 

ญานีนที่ตอนนี้สวมหน้ากากอนามัยปิดใบหน้าครึ่งหนึ่ง ตามคำสั่งของเจิมจันทร์ กำลังเปิดหาข้อมูลเกี่ยวกับวิรัลยาตามเว็บไซต์ต่างๆ เท่าที่พอจะหาได้ หล่อนตามอ่านพวกบทสัมภาษณ์ เข้าอินสตาแกรมและเฟซบุ๊กส่วนตัวของวิรัลยา ซึ่งก็พบว่าไม่มีความเคลื่อนไหวเป็นปีแล้ว ถึงกระนั้นก็มีประโยชน์สำหรับหล่อนในการที่จะศึกษาความเป็นวิรัลยาเพิ่มเติม นอกเหนือ จากที่รู้จักมักคุ้นกับอีกฝ่ายอยู่แล้ว

หล่อนจำเป็นต้องเป็นวิรัลยาให้เนียนที่สุดและเร็วที่สุดด้วย ไฟแค้นของหล่อนมันลุกโชนเต็มทีแล้ว!

มีเสียงรถแล่นเข้ามาในบ้าน ญานีนสะดุ้ง ด้วยเดาไม่ออกว่าเป็นใคร เพราะยายก็เพิ่งกลับไป วิญญูกับวารุณก็ไปเมืองนอกแล้ว แต่เพื่อความปลอดภัย หล่อนถอดจี้ที่แสดงความเป็นญานีนออกแล้วซ่อนไว้ใต้เตียง ส่วนโทรศัพท์มือถือโยนไปบนเตียงของเอมอร แล้วรีบเอนกายลงนอนหลับตา

มีเสียงฝีเท้าเดินเร็วๆ อยู่ข้างนอก จากนั้นก็วิ่งขึ้นไปยังชั้นบนของบ้าน ญานีนพยายามคิดว่าจะเป็นใครได้บ้าง

มีเสียงเปิดปิดประตูหลายครั้ง และเสียงฝีเท้าที่วิ่งไปมา ฟังแล้วเจ้าของฝีเท้าน่าจะกำลังร้อนรนอย่างมาก

ครู่ต่อมา ใครคนนั้นก็วิ่งลงมาข้างล่าง แล้วก็เดินมาหยุดอยู่หน้าห้องที่ญานีนนอนอยู่

ญานีนตัวเกร็ง หลับตาปี๋ ในใจภาวนาให้เอมอรตื่นขึ้นมาเสียที เผื่อเป็นคนที่ไม่ประสงค์ดีกับหล่อนจะได้ช่วยกันได้ แต่คำภาวนานั้นไร้ผล ประตูถูกผลักเข้ามา ใครคนนั้นก้าวเร็วๆ มายังเตียงที่หล่อนนอนอยู่ วงแขนแข็ง แรงวางลงบนร่างหล่อน ตามมาด้วยใบหน้าที่แนบลงมาบนแก้ม ญานีนเลยยิ่งตัวเกร็ง ไม่กล้าเปิดตาดู

“คุณหนึ่ง คุณหนึ่ง...เป็นยังไงบ้าง”

ญานีนใช้ความคิดอยู่ครู่ ก็จำเสียงได้...

เขาคือไอศูรย์ บรรณาธิการข่าว ผู้ช่วยมือหนึ่งของวิรัลยานั่นเอง!

“ผมเป็นห่วงคุณ คิดถึงคุณเหลือเกิน” เสียงเขาอู้อี้อยู่ข้างหู น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความเป็นห่วงอย่างจริงใจ ญานีนสัมผัสได้ว่าเขาคิดถึงวิรัลยาอย่างมาก...มากเกินกว่าถ้อยคำที่เขาพรั่งพรูออกมาเสียอีก และนั่นทำให้หล่อนมั่นใจว่า เขาไม่รู้เรื่องที่วิรัลยาปลอมตัวเป็นหล่อน

รอยยิ้มพึงใจผุดเหนือริมฝีปากของญานีน ครู่ต่อมาหล่อนก็ค่อยๆ ลืมตามองเขา ก็เห็นเพียงกลุ่มผมสั้นสลวย เพราะเขายังแนบหน้ากับแก้มหล่อน หญิงสาวเอื้อมมือไปแตะเส้นผมของเขาเบามือ แต่กลับทำให้ปฏิกิริยาของไอศูรย์เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

“คุณหนึ่ง นี่คุณรู้สึกตัวแล้วเหรอ” เขาอุทานด้วยความตื่นเต้นดีใจ ดูเหมือนจะมีน้ำตาคลอเต็มสองตาของเขาด้วย

แววตาใสซื่อถูกส่งออกไปจากดวงตาของหล่อน “คุณ...เป็นใครคะ”

ไอศูรย์ถึงกับชะงักงัน จากที่กำลังรู้สึกตื่นเต้นดีใจ แววตาของเขามีความตกใจและความไม่แน่ใจเข้ามาแทนที่

“คุณจำผมไม่ได้เหรอครับ”

“อย่าว่าแต่คุณเลยค่ะ ตัวฉันเองยังจำตัวเองไม่ได้เลย” หล่อนตอบเสียงเบาพลางยิ้มแห้งแล้ง

“โธ่ คุณหนึ่ง...” ชายหนุ่มคราง

“คุณช่วยพยุงฉันขึ้นหน่อยได้ไหมคะ” ญานีนขอร้อง ซึ่งอีกฝ่ายก็ไม่รอช้า ทำตามคำขอร้องของหล่อนทันที และยังใจดีหยิบหมอนมาให้หล่อนพิงหลังด้วย จากนั้นตัวเขาเองก็ยกเก้าอี้มานั่งข้างเตียง

ญานีนใช้จังหวะนั้น ถอดหน้ากากอนามัยออก เผยใบหน้าที่เป็นวิรัลยาให้เขาเห็น

ใช่ ตอนนี้หล่อนมีใบหน้าที่เป็นวิรัลยาแล้วด้วยมนตร์ของยาย!

หล่อนต้องเหมือนวิรัลยาตั้งแต่ตอนนี้ จะได้มีเวลาศึกษาความเป็นวิรัลยาให้ได้มากที่สุดเพื่อความแนบเนียน

“คุณรู้สึกตัวนานหรือยังครับ ผมมาหาคุณเกือบทุกวัน แต่คุณวิญญูสั่งห้ามเยี่ยม”

“วิญญู? อ๋อ คนที่เป็นพ่อของฉันใช่ไหมคะ เขาคงอายมั้งคะถ้าจะให้ใครรู้ว่ามีลูกสาวเป็นเจ้าหญิงนิทรา...ฉันเองก็เพิ่งรู้สึกตัวได้ไม่กี่วันนี้เอง”

“คุณคงทรมานมาก...” สายตาภายใต้กรอบแว่นมองหล่อนอย่างสงสารสุดหัวใจ

“คุณยังไม่ตอบฉันเลยว่าคุณชื่ออะไรคะ แล้วเราเป็นอะไรกัน” ถามออกไปแล้ว ญานีนก็รอลุ้นคำตอบจนตัวโก่ง

“ผมชื่อไอศูรย์...เป็น...ผู้ช่วยของคุณ”

เป็นคำตอบที่ผิดไปจากการคาดเดาของญานีน หล่อนนึกว่าเขาจะฉวยโอกาสนี้อ้างว่าเป็นคนรักของหล่อน เนื่องจากหล่อนพอจะรู้ว่าเขาแอบชอบวิรัลยา หล่อนจะได้ตักตวงผลประโยชน์บางอย่างจากเขาได้ถนัดมือหน่อย แต่ไม่เป็นไร แค่นี้ หล่อนก็มีช่องทางมากพอแล้ว

“โอ้ เมื่อก่อนฉันเก่งขนาดเป็นหัวหน้าคนเลยเหรอคะ”

“คุณเป็นคนเก่งมาก คุณทำให้ฝ่ายข่าวของเราได้เรตติ้งสูงที่สุดของสถานี”

ญานีนแสร้งเบิกตากว้าง “ฉันทำงานที่สถานีโทรทัศน์เหรอคะ ฟังดูน่าสนุกจัง ทำยังไง ฉันถึงจะจำอะไรๆ ได้นะ น่ารำคาญตัวเองจริงๆ เลย”

“ผมจะช่วยคุณเอง” ชายหนุ่มเสนอตัวทันที

“ผมจะทำให้คุณกลับมาจำทุกอย่างให้ได้”

ญานีนยิ้มกว้าง “ขอบคุณมากเลยค่ะ แต่...ถ้าฉันยังอยู่ที่นี่ โอกาสที่ความทรงจำของฉันจะกลับคืนก็คงยาก พ่อคงไม่ยอมให้คุณเข้ามาที่นี่บ่อยๆ แน่”

“แต่คุณพ่อคุณแม่ของคุณ รักคุณมากนะครับ”

“รักส่วนรัก อายส่วนอายมั้งคะ คุณไอศูรย์ ฉันอยากออกไปจากที่นี่ ฉันไม่อยากถูกขังอยู่ที่นี่” หล่อนควานหามือเขามาจับเอาไว้ สีหน้าร้อนรนและเป็นทุกข์ “นะคะ ฉันอยากจำอะไรให้ได้เร็วๆ ฉันอยากกลับไปเป็นฉันคนเก่งอย่างที่คุณบอกเหมือนเดิม ฉันรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างรอฉันอยู่”

“ผมช่วยคุณแน่นอนครับ แต่ เอ่อ ขอผมคุยกับคุณวิญญูแล้วก็คุณวารุณก่อนนะคุณหนึ่ง”

“ตกลงคุณอยากช่วยฉันจริงหรือเปล่า” ญานีนชักหงุดหงิด

“เมื่อกี้คุณก็บอกเองนี่ว่า พ่อฉันไม่ให้คุณเข้ามาหาฉัน แล้วคราวนี้เขาจะยอมได้ยังไง คุณไม่มีปัญญาช่วยฉันก็บอกมาตามตรง เดี๋ยวฉันหาทางของฉันเอง”

“คุณหนึ่ง”

“เลิกเรียกชื่อฉัน แล้วก็ออกไปได้แล้ว ฉันจะพักผ่อน”

หล่อนไล่เสียงกระด้าง และทำท่าจะเอนกายลงนอน แต่ไอศูรย์รั้งไว้

“คุณอยากให้ผมทำอะไรครับ”

ญานีนลอบอมยิ้ม ก็แค่นี้แหละ!

แล้วญานีนก็ต้องรีบเอาหน้ากากอนามัยปิดหน้าเมื่อเหลือบไปเห็นว่าเอมอรรู้สึกตัวตื่นแล้ว มนตร์หลับใหลของยายคงหมดฤทธิ์แล้ว

“เอ๊ะ คุณ...คุณไอศูรย์ นี่คุณเข้ามาได้ยังไง ใครปล่อยให้คุณเข้ามาในนี้” เอมอรโวยวายเสียงดังหลังจากสลัดไล่ความง่วงงุนและเห็นว่ามีบุคคลอื่นอยู่ในห้องด้วย

“พี่เอมคะ ใจเย็นๆ ค่ะ คุณไอศูรย์เขาเป็นผู้ช่วยของหนึ่งนะคะ ผู้ ช่วยคนสำคัญด้วย”

“พี่งงว่ายามปล่อยเขาเข้ามาได้ยังไงต่างหากค่ะ”

“ผมเห็นประตูเปิดอยู่ก็เลยขับรถเข้ามา และถ้าคุณไม่บอกคุณวิญญู ก็จะไม่มีใครรู้เรื่องที่ผมเข้ามา เพราะคนในบ้านหายไปกันหมด คุณก็ไม่ผิด...โอ-เค-ไหม”

เอมอรทำท่าคิดตามคำพูดของไอศูรย์ครู่หนึ่ง ก็พยักหน้าหงึกๆ ก่อนนึกอะไรขึ้นได้ “แปลกจังทำไมยามเปิดประตูทิ้งไว้ แล้วพี่ก็หลับเป็นตายเลย...”

“ที่ผ่านมา พี่ดูแลหนึ่งจนแทบไม่ได้หยุด ตอนนี้หนึ่งฟื้นแล้วพี่ก็เลยสบายใจ ก็เลยนอนหลับดีไงคะ ส่วนเรื่องยามเปิดประตู คนเราก็มีช่วงเบลอๆ เอ๋อๆ กันบ้างแหละค่ะ” ญานีนรีบพูดไปทางนั้น

เอมอรพยักหน้าอีกครั้ง เพราะคิดหาเหตุผลให้กับความผิดปกติที่เกิดขึ้นไม่ออกจริงๆ ขณะที่ญานีนเอ่ยต่อว่า

“เอ่อ พี่เอมคะ หนึ่งมีเรื่องอยากขอความช่วยเหลือจากพี่เอมด้วยค่ะ”


******************


ในตอนสายของวันนั้น พยาบาลสาวออกมาจากห้องนอนของวิรัลยา เพื่อไปขออนุญาตหัวหน้าแม่บ้าน ออกไปหาหมอ หล่อนอ้างว่าไม่สบาย ฝ่ายนั้นเองก็เพิ่งตื่นจากหลับใหลเช่นกัน

“คุณแน่ใจนะว่า คุณหนูหนึ่งจะไม่เกิดเป็นอะไรขึ้นมาตอนที่คุณไม่อยู่น่ะ”

“คงไม่แจ็กพอตขนาดนั้นหรอกค่ะ ถ้างั้นฉันไปก่อนนะคะ จะได้รีบกลับ”

ลาแม่บ้านแล้ว เอมอรก็กลับเข้าไปในห้องนอนของวิรัลยาเพื่อหยิบข้าวของส่วนตัว ไม่นานหล่อนก็เดินออกมาในชุดเดิม พร้อมกับสวมหน้ากากอนามัยบดบังใบหน้าไว้

ยามหนุ่มเฝ้าหน้าประตูเอ่ยถามตามมารยาทว่าจะไปไหน หล่อนก็ตอบไปไอไปว่าไม่สบาย อีกฝ่ายเลยไม่ติดใจอะไร แถมยังบอกให้หล่อนหายไวๆ เป็นห่วงตามประสาคนเป็นลูกจ้างด้วยกัน และถ้าหากมีใครสักคนสังเกต ก็จะเห็นว่า วันนี้พยาบาลสาวผอมไปจากเดิมมาก และท่าเดินนั้นก็ไม่ได้แข็งแรงกระฉับกระเฉงอย่างที่เคยเป็นมาด้วย





สามารถโหลด eBook มาลีเริงไฟได้ที่หน้านิยายนะคะ มีวางจำหน่ายเฉพาะเว็บ Mebmarket

ส่วนช่องทางสั่งซื้อหนังสือ ดังนี้
-ศูนย์หนังสือจุฬาฯ
-ร้านออนไลน์ เช่น ร้านนิยายรัก และร้านbooktogothailand
-สั่งซื้อโดยตรงกับสนพ. โดย inbox หาแอดมินเพจ ‘ปลายปากกาสำนักพิมพ์’ หรือshopee ชื่อร้าน plaipakkabooks_officialshop (สั่งซื้อผ่าน shopee ส่งฟรีนะคะ)




***ตอนนี้ที่เพจสนพ.มีโปรโมชั่นสั่งซื้อ 3 เล่ม ส่งฟรี ems ***


หมายเหตุ: เนื่องจากมีการจัดหน้าไว้ในรูปแบบหนังสือเล่มขนาด A5 อาจมีคำฉีกหรือเว้นวรรคมากกว่าปกติเมื่อนำลงเว็บ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

6 ความคิดเห็น