คัดลอกลิงก์เเล้ว

[Fic : Durarara!!] 3 minutes (Shizaya), ice verse

โดย penquinpine

โอริฮาระ อิซายะเป็นน้ำแข็ง...ไม่ได้หมายถึงลักษณะนิสัยที่จิตใจตายด้านกับทุกสิ่งหรอกนะ แต่มันเป็นจำพวกหนึ่งในสังคมเท่านั้นเอง *อ่านในแอพอาจไม่ขึ้นนะคะ แนะนำให้อ่านในเว็บ*

ยอดวิวรวม

879

ยอดวิวเดือนนี้

13

ยอดวิวรวม


879

ความคิดเห็น


9

คนติดตาม


28
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  17 ส.ค. 61 / 00:05 น.
นิยาย [Fic : Durarara!!] 3 minutes (Shizaya), ice verse [Fic : Durarara!!] 3 minutes (Shizaya), ice verse | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

เนื้อเรื่อง อัปเดต 17 ส.ค. 61 / 00:05


B
E
R
L
I
N


[3 minutes : ice verse]


Heiwajima Shizuo x Orihara Izaya


Note//ก่อนจะอ่านนะคะ เราขออธิบายเวิร์สนี้ก่อนค่ะเพื่อความเข้าใจ เรารู้ไม่มาก แต่หลัก ๆก็น่าจะประมาณนี้


ice(น้ำแข็ง) คือจำพวกนึงในสังคมค่ะ จะมีขึ้นน้อยมาก ๆ จะสามารถรู้ได้ว่าเป็นน้ำแข็งตั้งแต่แรกเกิด หากร่างกายเย็นกว่าปกติที่ควรจะเป็น เมื่อมีความรัก ยอมรับหัวใจตัวเองและบอกรักออกไปโดยที่ถ้าหากฝ่ายตรงข้ามเป็นน้ำหวานจะตายภายในสามนาที (ส่วนหลังนี้คือเราเสริมขึ้นมาเองนะคะ) ร่างกายจะอุณหภูมิต่ำกว่าที่ควรจะเป็นคือสองช่วงชีวิตเท่านั้นคือแรกเกิดและก่อนตาย(ไม่นับกรณีเจ็บป่วยหรือเวลาสิ่งเร้ากระตุ้น)


juice(น้ำหวาน)เป็นประเภทที่รองลงมาจากคนธรรมดา (เราไม่มีข้อมูลอะไรเลยเกี่ยวกับจำพวกนี้เลยค่ะ ขอเสริมขึ้นมาเองนะคะ) ภายนอกจะดูเหมือนคนปกติทุกอย่าง แต่ว่าคนประเภทนี้จะมีระดับน้ำตาลในเลือดโดยปกติจะสูงกว่าคนธรรมดาสองเท่าตั้งแต่เกิด และไม่มีผลข้างเคียงอะไร ทั้งสองประเภทสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ


--------------------------------












โอริฮาระ อิซายะเป็นน้ำแข็ง...ไม่ได้หมายถึงลักษณะนิสัยที่จิตใจตายด้านกับทุกสิ่งหรอกนะ แต่มันเป็นจำพวกหนึ่งในสังคมเท่านั้นเอง ซึ่งเป็นประเภทที่พบได้น้อยมาก ๆ คนส่วนใหญ่มักจะเป็นคนปกติธรรมดา ๆ หรือไม่ก็เป็นน้ำหวาน ประเภทที่รองลงมา


แน่นอนว่านอกจากคนในครอบครัวไม่มีใครรู้เรื่องนี้


เขาคิดว่ามันไม่ได้สำคัญอะไร ไม่เห็นจำเป็นต้องไปป่าวประกาศด้วยซ้ำ มันไม่ใช่เรื่องน่าอวดเสียหน่อย



ตอนแรกครอบครัวค่อนข้างกังวลเรื่องเกี่ยวกับความรักของตัวเขาเอง เพราะหากว่าน้ำแข็งไปตกหลุมรักบุคคลที่เป็นประเภทน้ำหวานเข้า ยอมรับหัวใจตัวเองและสารภาพออกไป ตัวเองจะตายภายในสามนาที


น่าตลกดีใช่มั้ยล่ะ ?


แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้ครอบครัวจะเลิกกังวลไปแล้ว


เพราะนิสัยประหลาด ๆของตัวเขาเองล่ะมั้ง…?


ต้องทำหัวใจให้ด้านชา ราวกับน้ำแข็งให้สมกับที่เป็นเข้าไว้


เพราะโอริฮาระ อิซายะไม่สามารถยอมรับหัวใจกับผู้ใดได้เลย เขาถึงได้แสดงพฤติกรรมอันแสนบิดเบี้ยวออกมาอย่างการรักมนุษย์ที่เขาทำให้เห็น


รักมนุษย์ทุกคนบนโลกนี้…เขารักทั้งหมดนั่นแหละ


ถึงจะตั้งใจไว้แบบนั้น แต่ก็มีบุคคลนึง ที่เขาเกลียด อิซายะไม่รับหมอนั่นในฐานะมนุษย์ด้วยซ้ำ


เจ้านั่นน่ะ...สัตว์ประหลาดชัด ๆ





จำได้ดีวันที่เจอนายครั้งแรก แววตานั่นส่อออกมาถึงความไม่เป็นมิตรรุนแรง รอบ ๆกายของนายกลายเป็นสมรภูมิ แวบแรกอิซายะก็แค่คิดว่าเจ้านี่มันน่าสนใจดี เล่นด้วยสักหน่อยก็คงไม่เสียหาย แต่กลับกลายเป็นว่าจากแค่สนใจ ความรู้สึกมันก็แปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น


อิซายะไม่แน่ใจนักว่ามันคืออะไร เขาแค่รู้สึกหวงแปลก ๆ เวลาที่มีคนมาถามถึงเรื่องของหมอนั่น


เรื่องนั้นน่ะ...แค่เขารู้คนเดียวก็พอแล้วแท้ ๆ ยิ่งตอนนี้มีคนมาเกาะแกะล้อมรอบเต็มไปหมดอีก


บางทีเขาอาจจะคิดผิดที่ตกลงจ้างชาวรัสเซียสองคนนั้นมาทำงานให้


เพราะเธอดันสนใจเหยื่อของเขาเสียนี่ จากความสามารถในการสังเกตคนมามากมาย แค่เขามองเธอเพียงแวบเดียวก็รู้ว่าเธอสนใจเฮวาจิมะ ชิสึโอะในทิศทางไหน


แต่ถ้าให้เลือกระหว่างเขากับเธอคนนั้น เกือบสิบปีที่รู้จักชิสึโอะมา อิซายะคิดว่า


แน่นอนว่าเฮวาจิมะ ชิสึโอะต้องเลือกเธออยู่แล้ว


แหม...ถึงจะรู้จักกันมานานกว่าก็จริง แต่ความสัมพันธ์ของพวกเขาเข้าขั้นติดลบ เกลียดกันถึงขนาดจะฆ่าแกงกันเลยด้วยซ้ำ


พูดก็พูดเถอะ ผู้หญิงรอบ ๆตัวของชิสึโอะมีแต่คนคิดอยากจะฆ่า อยากจะล้มหมอนั่นให้ได้ แต่การกระทำของพวกเธอเหล่านั้นกลับตรงกันข้าม


เสน่ห์แรงเหลือเกินนะ คนแบบนั้นมันน่าตกหลุมรักตรงไหนกัน ?


น่าหงุดหงิดเป็นบ้า รู้สึกไม่ชอบใจเอาเสียเลย


ปฏิเสธ อิซายะปฏิเสธเสียงเรียกร้องข้างในของตัวเอง


เขาไม่ยอมรับ เขาไม่ทางยอมรับมันเด็ดขาด เพราะฉะนั้น เขาถึงจะต้องฆ่าเฮวาจิมะ ชิสึโอะให้ได้








ในคืนนั้น อิซายะจำมันได้ทุกอย่าง เขาจะมันไม่มีวันลืมมันเด็ดขาด คำถามที่ฉันถามนายไปว่านายสนใจเธอคนนั้นหรือ ?


นายไม่ได้ทั้งตอบรับและปฏิเสธ


แต่พอตอนนั้น ตอนที่เธอเข้ามาขวางเรา เธอบอกว่าจะฆ่าตัวเขา นายกลับห้ามเธอไว้พร้อมกับบอกว่าไม่อยากให้เธอเป็นฆาตรกร


นายห้ามเธอทำไมกัน ?


อา นั่นน่ะสินะ นายคนไม่อยากให้คนที่นายรักภาพลักษณ์ดูไม่ดีในสายตาคนอื่นหรอก ฆ่าคนแบบเขาไปมันก็ไม่ได้อะไรอยู่แล้ว มีแต่เสียกับเสีย


คิดได้แบบนี้แล้วรู้สึกเจ็บชะมัด เจ็บกว่ารอยแผลพวกนี้เสียอีก


ตอนนั้นเตรียมใจไว้แล้วล่ะ ต่อให้จะตายไปก็คงไม่มีใครเสียใจหรอก


คนอย่างโอริฮาระ อิซายะคนนี้น่ะ…


พอคิดถึงไมรุกับคุรุริยัยน้องสาวตัวแสบสองคนนั้น บางทีเขาอาจจะเป็นพี่ชายที่ไม่ดีนัก แต่ว่า…ก็แอบรู้สึกขึ้นมาว่าอยากเจอยัยสองคนนั้นอีกครั้งอยู่เหมือนกัน








ระเบิดแสงสว่างวาบขึ้นมา เป็นโอกาสอันดีที่เขาจะหนีออกไปจากตรงนี้โดยใช้ความชุลมุน แน่นอนว่าสำเร็จชิสึโอะไม่คิดที่จะตามหาตัวอิซายะเพื่อจัดการให้มันหายค้างคา แต่เขากลับพุ่งไปหาผู้หญิงคนนั้นที่หมดสติไป พร้อมกับถามไถ่อย่างเป็นห่วง


น่าอิจฉาเธอเสียเหลือเกิน…


อิซายะที่หลบซ่อนตัวอยู่ไม่ไกลได้สังเกตเห็น…


เขาอยากจะหนีไปให้ไกลจากเมืองนี้


เขาแพ้ยับเยิน ที่หลงเหลือจาการต่อสู้ครั้งนี้มีเพียงรอยแผลทั้งร่างกายรวมทั้งจิตใจ


และความรู้สึกสมเพชตัวเองเป็นสิ่งสุดท้าย ก่อนที่ภาพทุกอย่างจะตัดไป














เอาเถอะ ตอนนี้มันก็ผ่านมานานแล้วล่ะ คน ๆนั้นอาจจะลืมเขาไปแล้วก็ได้ อิซายะตอนนี้ก็ยังคงไม่มีความคิดที่จะกลับไปอิเคบุคุโระอีก


สมใจหมอนั่นเขาแล้วล่ะ


ใช้ชีวิตแบบนี้มันก็ไม่ได้แย่อะไรนักหรอก แม้ว่าจะเดินไม่ได้ไปสักพักแต่อิซายะก็ยังเป็นอิซายะ เขาไม่หมดฤทธิ์ง่าย ๆอยู่ดี


จะว่าไปป่านนี้จะเป็นยังไงบ้างแล้วนะ เขาคนนั้นน่ะ อิซายะมักจะรับรู้ข่าวคราวต่าง ๆอยู่เสมอ ดูเหมือนว่าหลังจบเรื่อง เธอคนนั้นจะกลับไปยังรัสเซียประเทศบ้านเกิดของตนเอง และไม่ได้กลับมาเยือนที่เมืองอิเคบุคุโระราวปีกว่า ๆได้แล้วล่ะมั้ง


มันไม่ใช่เรื่องที่เขาจะต้องใส่ใจเลยด้วยซ้ำ แต่แค่คิดว่าบางทีนายอาจจะคิดถึงเธอก็ได้


เหมือนที่ฉันยังคิดถึงนาย…


อิซายะเคยคิดว่าตัวเองอยากจะกลับไปที่เมืองอิเคบุคุโระอยู่เหมือนกัน


กลับไปแล้วเจอกับคนอื่นเขาอาจจะทำตัวให้เป็นปกติได้


แหงล่ะเขายังคงติดต่อชินระหรือคาโดตะบ้างเป็นครั้งคราว


แต่ทว่าหากเจอกับเฮวาจิมะ ชิสึโอะเข้า อิซายะคิดไม่ออกว่าถ้าเราได้มาเจอกันอีกครั้ง พวกเขาสองคนจะปฏิบัติต่อกันอย่างไรดี ?


มีเรื่องกันอย่างที่เคยเป็นหรือแสร้งทำเป็นราวกับว่าเรื่องทั้งหมดนั่นมันไม่เคยเกิดขึ้น


เราไม่เคยรู้จักกัน…


พอคิดแบบนั้นภายในใจก็รู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมา


ฝ่ามือที่เคยใช้จับมีดยกขึ้นมากุมอกของตนเองอย่างลืมตัว








ช่วงเวลาที่เขาได้หนีออกมา อิซายะได้คิดทบทวนเรื่องราวของตนทั้งหมดอย่างถีถ้วน จะว่าไปแล้ว เรื่องที่ผ่านมามันช่างดูน่าขันเสียเหลือเกิน


การที่เขาทำอะไรโง่เง่าอย่างปฏิเสธหัวใจของตัวเองแบบนั้น


ทำเรื่องต่าง ๆมากมาย และทุ่มสุดตัวเพื่อพยายามฆ่าคนที่ตัวเอง...รัก


เขาตอนนั้นที่ไม่มีทางยอมรับตนเองอย่างเด็ดขาด ไม่อยากจะเชื่อเลยด้วยซ้ำ ชิสึโอะเป็นเหมือนจุดอ่อนของอิซายะ ที่เขาต้องการจะกำจัดมันออกไป แต่สุดท้ายก็ล้มเหลว


โอริฮาระ อิซายะคิดว่าจุดอ่อนไม่ใช่ผู้ชายคนนั้นหรอก


แต่เป็นตัวเขาเองที่มันอ่อนแอมากกว่า


ตอนนั้นที่คิดแบบนั้นเพราะกลัวและสับสน


การที่ชายหนุ่มต้องการจะฆ่าคนที่ตนเองรักจากสุดก้นบึ้งของหัวใจเป็นเพราะกลัวที่จะตายอย่างนั้นหรือ ?

เพราะเป็นอย่างนั้นถึงได้เลือกปฏิเสธหัวใจของตัวเอง


แต่ทว่าตอนนี้อิซายะกลับไม่มีความคิดพวกนั้นแล้ว เขากลับกลัวที่จะไม่ได้เจอผู้ชายคนนั้น เฮวาจิมะ ชิสึโอะอีกครั้งมากกว่า แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ยังคงรู้สึกขี้ขลาดเกินกว่าจะกลับไปเผชิญหน้าอีกครั้งเช่นกัน









เสียงแจ้งเตือนข้อความดังขึ้นในช่วงเย็น อิซายะที่ถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อกดเข้าไปอ่านแล้วพบว่าเป็นข้อความทำนองว่าจะมีแขกมาหา ใครจะมาล่ะนั่นน่ะ และไว้ใจได้แน่หรอ ?


หรือว่าชินระจะตามมาลากเขาถึงที่นี่ แล้วสองคนนี้ไปรู้จักกันตั้งแต่เมื่อไหร่ ?


ที่อิซายะคิดแบบนั้นเพราะเมื่อเร็ว ๆนี้อยู่ ๆเจ้าหมอเถื่อนนั่นส่งเมลล์มาบอกว่าจะแต่งงานกับเซลตี้ งานแต่งจะมีในอีกไม่กี่อาทิตย์ข้างหน้าและอยากให้เขามาร่วมงานแสดงความยินดี


ให้ตาย ฉันนึกว่าพวกนายแต่งกันไปนานแล้วเสียอีก แถมถึงไม่ต้องมีพิธีอะไรพวกนี้ยังไงก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงอยู่ดีไม่ใช่รึไงกัน ความรักของทั้งคู่น่ะ


แอบน่าอิจฉาอยู่เหมือนกันนะ








เสียงกริ่งดังขึ้นหน้าประตู อิซายะจัดการบังคับวีลแชร์ไปตรงหน้าประตูพร้อมจัดการปลดล็อกกลอนเสร็จสรรพ


บางทีพวกคุณโซโซเกะอาจจะกลับมา หลังจากที่ไปจ่ายตลาดกันแล้วหรือไม่ก็เป็นแขกที่ว่า


“คร้าบ ๆมาแล้วครั---”รอยยิ้มเผยออกมาให้ผู้ที่อยู่หลังประตูตามปก แต่เมื่อพอเงยหน้าขึ้นไปมองก็ต้องประหลาดใจ


การแต่งกายแบบนั้น...ชุดบาร์เทนเดอร์


ทำไมกัน ทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ


“ชิสึจัง…?”เนื้อตัวสั่นเครือขึ้นมาอัตโนมัติ ลมหายใจติดขัด สภาพเขาแบบนี้ไม่มีทางสู้ได้อย่างแน่นอน ขนาดตอนที่ปกติเขา วางแผนกลยุทธ์ตั้งมากมาย ยังทำอะไรไม่ได้เลยด้วยซ้ำ…


ความรู้สึกแบบนี้ เขากำลังกลัว ?


ก็ใช่น่ะสิเขากลัว ใครบ้างจะไม่กลัวการที่มีศัตรูคู่อริเคยหมายหัวเอาชีวิตมายืนอยู่หน้าบ้าน แถมสภาพตัวคุณเองยังไม่เต็มร้อยเสียอีก


“ฉัน...เข้าไปได้มั้ย”


“ถึงฉันบอกว่าไม่นายก็พังมันเข้ามาได้ง่าย ๆอยู่ดี”อิซายะก็ยังคงเป็นอิซายะ ยังคงแสดงด้านที่เข้มแข็งออกมาบังหน้าอยู่เสมอ


“ปากเก่งเหมือนเดิมเลยนะแกน่ะ”อิซายะเลือกที่จะไม่โต้ตอบ ขืนไปพูดอะไรไม่เข้าหู บางทีเขาอาจจะโดนหักคอเอาง่าย ๆก็ได้


ชิสึโอะมองสำรวจร่างตรงหน้า ทุกอย่างภายนอกดูปกติเหมือนเดิม เว้นเพียงแต่การที่เจ้าเห็บนั่นนั่งรถเข็น และแววตาที่แปรผันไป ไม่ใช่แววตามั่นใจและเย่อหยิ่ง แต่เป็นความกลัว


ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้อยู่ร่อมร่อ


ชิสึโอะจัดการปิดประตูและเข็นอิซายะเข้ามาข้างใน ความเงียบเข้าปกคลุม มาพร้อมกับบรรยากาศอันแสนอึดอัด


พวกเขาทั้งคู่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดี แต่ดูเหมือนสุดท้ายคนที่จะทนบรรยากาศกดดันนี่ไม่ไหวก่อนจะเป็นชิสึโอะ


“ที่แกเป็นแบบนี้...เพราะตอนนั้นหรอ ?”นัยน์ตาสีน้ำตาลแดงหันมาเหลือบมอง มีหลายคำที่อิซายะอยากจะพูดออกไปเช่น ใช่มันเป็นความผิดนาย หรือใช่ นายสงสารฉันรึไง หรืออันที่จริงมันควรจะน่าสมเพชมากกว่ากันนะ

แต่สิ่งที่เขาตอบกลับไปคือแค่ขานรับในลำคอ


“อืม”


“แกเดินไม่ได้แล้วงั้นหรอ แย่จัง”


“หา แช่งกันหรือไง ยังเดินได้อยู่ แต่ก็ต้องคอยทำกายภาพบำบัด แต่ฉันไม่ค่อยสนใจจะทำเท่าไหร่หรอก น่าเบื่อออก”อิซายะโกหกออกไปคำโต เจอแบบนั้นมาเขาไม่มีกระจิตกระใจทำกายภาพหรอก ร่างกายตัวเองจะเป็นยังไงน่ะ ช่างมันเถอะ


“ดื้อใช่เล่นเลยนะแกน่ะ”


“ยุ่ง...แล้วนายมาที่นี่ทำไม หรือจะมาฆ่าฉัน เอาเลยสิ รออะไรอยู่อีก”


“เปล่า...ไม่ใช่แบบนั้น ฉันมาดูแลแกต่างหาก”


“ล้อเล่นหรือเปล่า ฉันมีคนดูแลอยู่แล้ว และเดี๋ยวไม่นานพวกนั้นก็จะกลับมา”


“ไม่หรอก ฉันตกลงกับพวกเขาเรียบร้อยแล้ว”ชายหนุ่มในชุดบาร์เทนเดอร์ยกยิ้ม ส่วนนักค้าข่าวได้แต่ขบริมฝีปากล่างของตน พร้อมกับบ่นในใจซ้ำไปมาว่า


ซวยแล้วสิ ซวยแล้วสิ ซวยแล้ว !!








ถ้าหากอยากรู้เหตุผลที่อยู่ ๆเฮวาจิมะ ชิสึโอะก็มาปรากฏต่อหน้าโอริฮาระ อิซายะในตอนนี้ ก็คงต้องย้อนยาวไปราว ๆเกือบเดือนก่อน


หลังจากที่จบเรื่องคราวนั้น ทุกอย่างในอิเคบุคุโระก็กลับมาปกติสุขกว่าทุกครั้ง ไม่มีการวิ่งไล่ของศัตรูคู่อาฆาตระหว่างชิสึโอะกับอิซายะที่มีเป็นครั้งคราวแต่ทำเมืองเสียหายไปไม่น้อยอีกแล้ว


ทุกชีวิตดำเนินต่อไปตามปกติ แม้มันจะดูน่าเบื่อหน่ายแต่นี่แหละ คือชีวิตที่ควรจะเป็น


อ่า เกริ่นมาซะเยอะแยะ แต่ก็ยังไม่มีอะไรที่กล่าวถึงความเป็นมาเลย…






มันเริ่มต้นมาจากคิชิทานิ ชินระขอดูลาฮานสาวหรือตำนานเมืองอย่างไรเดอร์ไร้หัวแต่งงานที่ระเบียงห้องของตน หลังจากที่สาวเจ้าอย่างเซลตี้ สเตอร์ลูสันตอบตกลง หมอเถื่อนก็กระโดดกอดว่าที่ภรรยาในอนาคตอย่างดีใจ ไม่นานข่าวนี้ก็แพร่ไปยังบรรดาบุคคลที่รู้จักสนิทชิดเชื้อของทั้งสองคนอย่างรวดเร็ว แน่นอนว่ารวมถึงชายที่แข็งแกร่งที่สุดในอิเคบุคุโระด้วยเช่นกัน


ตอนที่เจอกับชิสึโอะระหว่างทางเซลตี้กับชินระนั้นพากันขี่มอเตอร์ไซต์(แท้จริงแล้วก็คือม้า)เพื่อไปซื้อของสำหรับทำมื้อค่ำ


จะว่าชิสึโอะรู้ข่าวคราวเรื่องแต่งงานช้ากว่าชาวบ้านเห็นจะได้ เพราะเขาไม่ค่อยเล่นโซเชียลมากนัก


เซลตี้ผู้เป็นคนขับสังเกตเห็นชายหนุ่มในชุดบาร์เทนเดอร์กำลังเดินเตร่ในเมืองยามค่ำคืน จึงจอดรถทักทายพร้อมกับจบลงด้วยการชวนมากินมื้อค่ำที่ห้องด้วยกัน ชิสึโอะกำลังอยู่ในช่วงที่คิดว่าเย็นนี้เขาจะกินอะไรดีจึงได้ตอบตกลง ตอนแรกคุณหมอเถื่อนก็มีอาการงอแงเล็กน้อย แต่ก็ยอมแต่โดยดี


บทสนทนาบนโต๊ะอาหารก็เป็นเรื่องที่ทั้งคู่กำลังจะแต่งงานเร็ว ๆนี้กระทั่งชินระโพล่งปากออกมาบอกขอให้ชิสึโอะเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวให้หน่อย


ตอนแรกชิสึโอะก็ตอบปฏิเสธ บอกว่ามีคนที่เหมาะสมกว่าตนอย่างคาโดตะอยู่ แต่ชินระก็บอกมาอีกว่า


“คาโดตะน่ะ ฉันลองชวนไปแล้วแต่เจ้าตัวปฏิเสธ ตอนนี้ฉันกำลังชวนนายที่เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ประถมอยู่นะ”


“...”ชิสึโอะเงียบ สมองกำลังประมวลผลว่าหมอหนุ่มกำลังจะสื่ออะไร จนเซลตี้พิมพ์บางอย่างบนเครื่องพีดีเอและยื่นมาตรงหน้า


“ที่จริงชินระอยากให้เพื่อนเจ้าบ่าวเป็นเพื่อนสมัยเรียนของตัวเองน่ะ”


“ถ้างั้นก็รวมเจ้านั่นด้วยงั้นหรอ ?”ชิสึโอะว่า ไม่ต้องเอ่ยชื่อทั้งคู่ก็รู้ดีว่าใคร


“อิซายะคุงฉันยังไม่ได้บอกหรอก หมายถึงบอกไปแล้วน่ะว่าจะแต่งงานกับเซลตี้ แต่เขาก็แค่ส่งข้อความแสดงความยินดีตอบกลับมาเฉย ๆ วันงานจะมาหรือเปล่ายังไม่รู้เลย”ชินระว่า


“อ่า”ชิสึโอะตอบกลับสั้น ๆพลางคีบข้าวเข้าปาก


“เฮ้อ...นี่ฉันพูดจริง ๆนะชิสึโอะ จนถึงตอนนี้ฉันก็ยังอยากให้นายกับอิซายะผูกมิตรกัน พวกนายทะเลาะกันมาจะสิบปีได้แล้วมั้ง ไม่เหนื่อยหรือไง ? แถมครั้งล่าสุดมันไม่ใช่เล่น ๆเลยด้วย”


“...”


“ฉันมีเพื่อนแค่ไม่กี่คนนะ คือนายกับอิซายะ พูดตามตรงเวลาเห็นพวกนายสองคนทะเลาะกัน ถึงฉันพยายามทำตัวเป็นกลางไม่เลือกฝั่งใครมาตลอด แต่ใช่ว่าทำตัวเป็นกลางจะไม่หนักใจหรอกนะ”


“ฉันก็อยู่ของฉันดี ๆแต่เจ้านั่นมันเริ่มก่อน”


“โอเค ๆก็จริง และอิซายะอาจจะผิดที่เคยใส่ร้ายนาย”


“ไม่ใช่อาจจะหรอก แต่ผิดเลยต่างหาก”เซลตี้พิมพ์แทรกขึ้นมา


“แต่ว่านะชิสึโอะนายรู้หรือเปล่าว่าอิซายะตอนนี้เป็นยังไงบ้าง ?”


“จะไปรู้หรอ ? รึว่ามันตายไปแล้ว”


“พูดจาใจร้ายจัง แต่โอริฮาระคุงยังไม่ตายหรอก แค่แขนหักกับเดินไม่ได้ไปอีกระยะใหญ่น่ะ”


“แล้วนายรู้ได้ยังไง ?”


“เรื่องครั้งนั้นผ่านไปสามเดือนอิซายะติดต่อฉันมาน่ะ สภาพเกือบจะไม่รอด นายมันสัตว์ประหลาดชัด ๆเจ้าตัวว่ามาแบบนั้น”


“อืม”ชิสึโอะรับคำเหมือนไม่ใส่ใจ ทว่าภายในใจของชายหนุ่มกลับรู้สึกโล่งอย่างแปลกประหลาดเมื่อได้รู้ว่าอีกฝ่ายยังอยู่ดี


“นายช่วย...ถือว่าอิซายะได้ชดใช้กับเรื่องที่ทำแล้วได้หรือเปล่า ? ที่จริงมันไม่เสียหายอะไรหรอกนะที่จะยอมอ่อนลงให้ก่อนน่ะ แข็งใส่กันไปมันก็ไม่มีอะไรดีสักนิด นายรู้อยู่แก่ใจ”พอชินระพูดจบประโยค เขาก็เผลอหักตะเกียบเข้าอย่างลืมตัว


“...ไว้จะเอาไปลองคิดดูแล้วกัน ขอบคุณสำหรับอาหาร”ชิสึโอะลุกขึ้นจากโต๊ะ


“อยากจะบอกกับนายว่าอิซายะคุงน่ะ ไม่ได้เกลียดนายจริง ๆหรอก”ชินระพูดจบประโยค อีกฝ่ายก็เดินออกไป ผู้เป็นเจ้าของห้องไม่สามารถรู้ได้เลยว่าในใจของชายหนุ่มกำลังคิดอะไรอยู่ เสียงปิดประตูดูเป็นปกติดี ไม่รุนแรงแปลว่าไม่ได้อารมณ์เสียแต่อย่างใด









หลังจากนั้นชิสึโอะก็เอาแต่คิดเรื่องนี้...ชายหนุ่มรู้สึกสับสน ในหัว ได้แต่ถามตัวเองว่าแท้จริงแล้วเขารู้สึกอย่างไรอยู่กันแน่ และยิ่งพอมาคิดตามที่ชินระพูดก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาทุกที ไม่ได้เกลียดเขาจริง ๆแล้วไอ้ที่ทำมาทั้งหมดนั่นมันคืออะไร ?


ทางเดียวที่จะรู้ก็คือไปถามเจ้าตัวนั่นแหละ แต่เขาก็ไม่รู้ว่าเจ้าเห็บนั่นมันหนีไปอยู่ที่ไหน บางทีไปลองถามน้องสาวของหมอนั่นดูอาจจะรู้ก็ได้


เนื่องจากวันนี้เลิกงานเร็ว ชิสึโอะจึงจัดการมายืนรอหน้าโรงเรียนมัธยมไรระในเวลาตอนเย็น ยืนรออยู่ราวครึ่งชั่วโมงก็พบตัว เหมือนสองแฝดนั่นจะเจอเขาก่อนมากกว่า เพราะเดินตรงรี่เข้ามาทักทันทีที่เห็น


“คุณชิสึโอะ สวัสดีค่ะ”เสียงเจื้อยแจ้วของแฝดน้องอย่างไมรุว่าขึ้น


“คุณชิสึ สวัสดี”ก่อนจะตามมาด้วยคุรุริ


“กำลังหาอยู่เชียว ฉันมีเรื่องอยากจะคุยด้วยหน่อย”


“คุยตรงนี้ไม่ค่อยสะดวกนะคะ”ไมรุจัดการจูงมือลากทั้งสองคนตามมายังตรงที่ไม่ค่อยมีคนผ่านไปมามากนัก


“คุณชิสึโอะมีเรื่องอะไรจะคุยหรอคะ”


“มีอะไรหรอ”


“คือ...พี่ชายแกน่ะ ได้ติดต่อมาบ้างหรือเปล่า”เขาถามพลางเกาผมตัวเองแก้เก้อเมื่อเห็นสองแฝดหันมองหน้ากัน


“ถ้าอยากรู้ล่ะก็ แนะนำคุณยูเฮย์ให้ก่อนสิค้าาา”หลังจากอ้ำอึ้งไปสักพักไมรุก็ตอบขึ้นมาอย่างเริงร่า


“ไม่เลย”แต่คุรุริกลับตอบออกมาอีกแบบนึง


“อ่า งั้นหรอ งั้นพวกเธอก็ไม่รู้สินะว่ามันหายไปไหน”ชิสึโอะเอื้อมมือขึ้นมาลูบหัวสองพี่น้องบ้านโอริฮาระเบา ๆ คล้ายกับปลอบใจ แม้ว่าภายนอกอาจจะดูไม่สนใจอะไรพี่ชายตัวเองเท่าไรนัก แต่เขาก็รับรู้ได้ว่าสองคนนี้คงเป็นห่วงไม่มากก็น้อย


“ไม่รู้หรอกค่ะว่าหายไปไหน แต่ดูเหมือนว่าพี่อิซะจะปลอดภัยดี”


“ไม่เป็นไร(ไม่เป็นอะไรง่าย ๆหรอก)”พอเห็นสองแฝดพูดแบบนี้ภายในใจของชิสึโอะก็รู้สึกผิดขึ้นมาเล็กน้อยที่ไปทำพี่ชายเขาบาดเจ็บสาหัสถึงกับเดินไม่ได้(ชั่วคราว)


“งั้นก็...มีแค่นี้แหละ”


“แล้วคุณชิสึโอะถามถึงพี่อิซะทำไมหรอคะ”


“เปล่าหรอก แค่คิดว่ามีเรื่องอยากจะคุยกับมันสักหน่อย”


“นึกว่าจะตามไปฆ่าพี่อิซะซ่ะอีก แต่คนที่ไปไหนไม่บอกอะไรแบบนั้น ตายไปได้ซ่ะก็ดี”


“ตายก็ดี”


“ฮ่า ๆ งั้นหรอ ๆ ถ้าเจอแล้วฉันจะลากพี่ของพวกเธอกลับมาให้เอง”


“พูดจริง ๆหรอคะ”


“จริงหรอ”


“อื้ม ฉันไปก่อนล่ะ หมดเรื่องที่จะคุยแล้ว ยังไงพวกเธอก็ดูแลตัวเองด้วยนะ”ชายหนุ่มโบกมือลาก่อนจะเดินปลีกตัวออกมา เมื่อคิดดูแล้วก็น่าแปลก ทำไมเจ้านั่นถึงติดต่อชินระแต่กลับไม่ส่งข่าวของตัวเองถึงน้องสาวบ้างเลย เขาลองไปถามชินระดูดีกว่า ไม่แน่ว่าหมอนั่นอาจจะรู้ก็ได้









และมันก็เป็นดังคาด ชินระรู้จริง ๆว่าอิซายะอาศัยอยู่ที่ไหน ทำไมถึงไม่มาถามหมอนี่ตั้งแต่แรกนะ เมื่อได้ข้อมูลมาเรียบร้อยแล้ว เขาจึงจัดการขอลางานและเดินทางมาที่นี่เพื่อตามมาสะสางเรื่องราวทั้งหมดชิสึโอะคิดแบบนั้น(แถมชินระยังฝากบอกว่าให้ลากอิซายะมางานแต่งตนให้ได้ด้วย)


แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขาไม่เข้าใจคือทำไมทุกคนถึงได้ดูเป็นใจให้เขาเจอกับอิซายะมากนัก อ่า ไม่สิ ไม่ทุกคนมีเด็กคนนึงเป็นเด็กผู้ชายจ้องเขาเขม็งเลยตอนเจอกันครั้งแรก ส่อแววถึงความไม่เป็นมิตรสุด ๆ พยายามจะเอาปากกามาแทงเขาด้วย เด็กนั่นเอาแต่พล่ามว่าอย่าแตะต้องคุณอิซายะนะ


ซึ่งนั่นมันทำให้เขาประหลาดใจมาก ๆที่เจ้าเห็บนี่มีเด็กมองเห็นเป็นไอดอล ขนาดน้องสาวตัวเองเท่าที่เขารู้จักคือพร้อมจะจับตัวพี่ชายตัวเองมาถวายถ้าเขายอมแนะนำคาสึกะให้กับพวกเธอเสียด้วยซ้ำ…










ชิสึโอะใช้เวลาเตรียมตัวอยู่นานสองนานก่อนที่จะกดกริ่ง  ไม่รู้ว่าทำไมถึงต้องรู้สึกประหม่าขนาดนั้น แถมความรู้สึกโหยหาพ่วงความคิดถึงพวกนี้มีอยู่เต็มอกมันน่าแปลก


เขาไม่ควรคิดถึงเจ้าเห็บนั่นไม่ใช่หรือไงกัน ?


อ่า ที่จริงเขาไม่ควรกังวลเกี่ยวกับเรื่องของเจ้านั่นเลยด้วยซ้ำ แต่ทำไมเขาต้องพยายามตามหามันด้วยนะ


มาคิดขึ้นได้ก็ในตอนที่มายืนอยู่ตรงหน้าประตูนี่แหละ


ชิสึโอะได้ยินเสียงขานรับแว่ว ๆหลังจากกดกริ่งไม่นาน เสียงน่ารำคาญที่เขาไม่ได้ยินมาแสนนาน


“ชิสึจัง…?”อ่า การเรียกแบบนี้ เขาไม่โดนเรียกแบบนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ














หลังจากที่เล่าย้อนมาเนิ่นนาน ต่อจากนี้จะเป็นเรื่องราวที่พวกเขาทั้งสองคนได้โคจรมาพบกันอีกครั้ง และการเจอกันครั้งนี้มันจะไม่มีความรุนแรงใด ๆเกิดขึ้นแบบที่ผ่านมาอีก


คุยกันจบลงตรงที่ชิสึโอะบอกว่าจะมาดูแลอิซายะ แล้วก็ไม่มีบทสนาใด ๆเกิดขึ้นอีก หัวใจสองดวงของชายหนุ่มทั้งคู่เต้นรัวอย่างทำตัวไม่ถูกกับความสัมพันธ์ที่ก้ำกึ่งในเวลานี้


จะศัตรูก็ไม่ใช่ เป็นมิตรก็ไม่เชิง นั่นคือคำอธิบายในบรรยายการรอบตัวตอนนี้


อิซายะสะดุ้งเมื่ออีกฝ่ายขยับร่างกาย เขาหวาดระแวงไปหมด ถึงจะเคยแอบคิดว่าอยากเจอแต่ก็ไม่ได้อยากเจอจริง ๆนักหรอก


น้อยครั้งที่อิซายะจะทำตัวไม่ถูก


“หิวรึยัง”ทางนั้นถามขึ้นมา


“ถ้าฉันหิวแล้วนายจะทำให้ฉันกินหรือไง ?”


“ไม่เชิง อย่างฉันทำอาหารกึ่งสำเร็จรูปเป็นก็หรูแล้วมั้ง”


“นายมันใช้ไม่ได้เหมือนเดิมเลยน้าา แค่ทอดไข่ก็คงจะไหม้ติดกระทะ ไม่สิ ฉันว่ามันพังตั้งแต่ตอกไข่”อิซายะพูดกวนโมโหพร้อมกับเหวไหล่ แน่นอนว่าเขาจงใจ บางทีถ้าชิสึโอะทนไม่ไหวไม่พุ่งมาบีบคอเขาให้ตาย ไม่ก็รำคาญจนอาจจะกลับไปเอง


ปกติแค่เขาเปิดปากพูดอะไร ยังไงก็ทำให้หมอนี่อารมณ์เสียอยู่แล้ว


ให้มันรู้ดำรู้แดงไปเลยดีกว่าค้าคางจนน่าอึดอัดแบบนี้


“คงงั้น”ผิดคาด ชิสึโอะตอบกลับมาแค่นั้น


“แล้วแกอยากกินอะไร”


“ฉันไม่หิว เห็นหน้านายฉันยิ่งไม่หิวเข้าไปใหญ่”


“ได้ไง นี่มันเย็นมากแล้วนะ แล้วแกเป็นขนาดนี้ไม่ต้องกินยาอะไรหรือไง”


“ยุ่งหน่า ปกตินายเป็นคนจู้จี้แบบนี้หรอ”


“แล้วปกติแกดื้อแบบนี้หรือเปล่าล่ะ”


“ใช่ และฉันจะทำตัวดื้อ ทำตัวน่ารำคาญให้มาก ๆ ๆ ๆจนนายทนไม่ไหวต้องกลับไปเลย”


“ปัญญาอ่อน อายุจะสามสิบอยู่แล้วยังทำตัวเป็นเด็กอยู่อีก”


“นายก็ปัญญานิ่มเหมือนกันนั่นแหละ มาที่นี่ทำไม ? มาพูดว่าจะดูแลฉันคืออะไร รู้สึกผิดงั้นหรอ ? อยากรับผิดชอบรึไง ? ฉันน่ะ ฉันมันเป็นคนที่นายเกลียดไม่ใช่หรอ ระหว่างพวกเรามันก็แค่ศัตรูที่อยู่ร่วมโลกกันไม่ได้ ไหน ๆก็มีโอกาสแล้วนี่ ที่นี่มันลับตาคนด้วย นายจะฆ่าฉันก็ได้เพราะไม่มีใครเห็นแบบ แบบตอนนั้น นายเกลียดฉันนี่หน่า ทั้งที่ฉันน่ะ ฉันน่ะ...”


รักนายมาก รักมาตลอดอิซายะอยากจะพูดออกไปแบบนี้ แต่เขาพูดไม่ออก เขาเอาแต่ก้มหน้ามองหน้าตักตัวเอง กัดริมฝีปากตัวเองแน่นอย่างข่มอารมณ์


ไม่ไหว เขาไม่คิดมาก่อนว่าจะได้เจอชิสึโอะกระทันหันแบบนี้ ยิ่งพออีกฝ่ายยอมอ่อนลงให้มันยิ่งทำให้เขาคุมตัวเองไม่ได้ ยิ่งรู้สึกว่าตัวเขามันช่างอ่อนแอ


สายตาใต้กรอบแว่นของชิสึโอะมองร่างที่นั่งอยู่บนวีลแชร์ เส้นผมที่ดำสนิทลงมาปรกปิดใบหน้าทำให้เขาไม่รู้ว่าอิซายะกำลังทำหน้าแบบไหน


มีเพียงสิ่งหนึ่งที่เขาเห็นคือไหล่ที่กำลังสั่นเทิ้ม


นายกำลังคิดอะไรอยู่ ความรู้สึกของนายที่ผ่านมาน่ะ บอกให้ฉันรู้ไม่ได้หรอว่ามันคืออะไรกันแน่ ?


นายรู้สึกแบบนั้นตลอดจนมาถึงตอนนี้หรือเปล่า ?


ใช่ฉันมันโง่แบบที่นายบอก แต่ฉันที่ไม่รู้อะไรเลยมาเห็นนายเป็นแบบนี้มันก็เจ็บปวดเหมือนกัน


ที่ผ่านมาเราไม่เคยเข้าใจกัน แต่ตอนนี้เรามีโอกาสที่จะทำความเข้าใจใหม่แล้วนะ


ฉันไม่อยากเข้าใจผิดแบบเมื่อก่อนที่เป็นมาตลอดอีกแล้ว จนมันทำให้นายเจ็บทั้งจิตใจและร่างกายแบบนี้


นี่ บอกกันไม่ได้หรอ ถ้านายไม่ได้เกลียดฉันน่ะ


ชิสึโอะได้แต่คิดทั้งหมดนั่นในหัว เขาก็อยากจะพูดเหมือนกัน แต่สิ่งที่ทำคือเขาย่อตัวลงไปหาอีกคน และคว้าร่างนั้นเข้ามากอดแน่น


นี่เป็นครั้งแรก ที่เรากอดกัน


ชิสึโอะรู้สึกถึงความเปียกชื้นบนหัวไหล่ ฝ่ามือเขาได้แต่พลางลูบแผ่นหลังที่กำลังสั่นไหวอย่างเบามือ


ความรู้สึกถูกส่งผ่านถึงกันเพียงแค่นั้น ว่าตลอดมา แท้จริงแล้ว เขาทั้งสองไม่ได้เกลียดกันเลย แต่มันกลับตรงกันข้ามมากกว่า


ไม่นานนักพอรู้สึกตัว คนที่ตัวเล็กกว่าก็เริ่มดิ้นขัดขืนผละออกมาด้วยสีหน้าที่พยายามจะเรียบเฉย อย่างกับเมื่อกี้ไม่ได้ร้องไห้อย่างไรอย่างนั้น


“ทำอะไรของนาย”อิซายะเริ่มเปิดปากต่อคำทันทีที่รู้สึกตัวว่าเมื่อกี้ตนทำอะไรที่น่าอายออกไป


“เปล่า”


“ก็เห็นชัด ๆว่าทำ !”


“ฉันต้องถามแกมากกว่าว่าทำอะไร เสื้อเปียกไปหมดแล้ว แอบมีน้ำมูกเปื้อนบ้างมั้ยเนี่ย”


“บ้าเอ๊ย ฉะ ฉันหิวแล้ว หาอะไรให้กินหน่อย”อิซายะหันหน้าหนีไปอีกทางและเปลี่ยนเรื่อง


“ไหนเมื่อกี้บอกไม่หิว”


“นั่นมันเมื่อกี้ ตอนนี้ฉันหิวแล้ว”


“งั้นแกจะกินอะไร”


“ฉันอยากกินโอยาโกะด้ง”


“แกกินบะหมี่ถ้วยเฉย ๆไม่ได้หรือไง”


“ถ้านายจะเสนอให้ฉันกินบะหมี่ถ้วยแล้วนายจะถามฉันแต่แรกทำไม”


“อ่า ก็ได้ ในตู้เย็นมีของทำมั้ย”


“มี...แต่นายทำเป็นหรอชิสึคุง”คิ้วของชิสึโอะกระตุกเล็กน้อย อีกฝ่ายก็ช่างสรรหาคำเรียกเขาใหม่ไปเรื่อยเสียจริง


“เป็นไม่เป็นแต่นายก็ต้องกระเดือกมันลงไปแหละนะ อิ-ซา-ยะ-คุง”ชิสึโอะย้ำเสียงเข้มแบบที่ไม่ได้ยินมานาน จนอิซายะรู้สึกขนลุกเกรียว












ใช้เวลาไม่เกินหนึ่งชั่วโมงก็เตรียมมือเย็นเสร็จเรียบร้อย ชิสึโอะยกทุกอย่างที่ทำมาวางบนโต๊ะ ก่อนจะไปที่ห้องนั่งเล่น โดยมีเจ้าของห้องกำลังนั่งกดรีโมตเปลี่ยนช่องทีวีเล่นเรื่อยเปื่อยอยู่นั้น


“เสร็จแล้วนะ แกจะไปกินที่โต๊ะหรือจะให้ฉันยกมาให้ที่นี่”


“เดี๋ยวฉันไปกินตรงนั้นดีกว่า”อิซายะจัดการเอาที่ล็อกล้อออกเตรียมจะบังคับวีลแชร์ไปเองแต่ชิสึโอะก็เดินมาขวางไว้


“ใช้ชีวิตวุ่นวายน่าดูเลยนะแกน่ะ”ยังไม่ทันที่อิซายะจะเถียงอะไรกลับ  เขาก็เดินอ้อมมาที่ด้านหลังก่อนจะจัดการช่วยเข็นไปที่โต๊ะทานข้าว


“ขะ ขอบคุณ”อิซายะพูดเสียงอ้อมแอ้ม


“อื้อ ที่แกต้องเป็นแบบนี้เพราะฉันใช่มั้ยล่ะ”ฝ่ายนั้นตอบพลางคีบข้าวเข้าปากอย่างไม่รู้สึกว่ามันผิดปกติอะไรนัก


“แกไม่กินหรือไง ?”ชิสึโอะถามขึ้นหลังที่ตัวเองกินบกพร่องไปกว่าครึ่งแล้วอีกคนยังไม่แตะอะไรเลย


“อ่อ กินสิ”พูดจบอิซายะก็ค่อย ๆหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบข้าวเข้าปากบ้าง


รู้สึกราวกับฝันที่เขาได้มีโอกาสนั่งกินข้าวเย็นกับชิสึโอะดี ๆแบบนี้สักครั้ง ได้สัมผัสในมุมอ่อนโยนแบบที่ไม่เคยได้รับรู้


ถ้าเกิดว่าเขาย้อนเวลาไปได้ เขาแสดงถึงความเป็นมิตรมากกว่านั้น เราจะได้มีช่วงเวลาที่แสนพิเศษมากกว่านี้หรือเปล่านะ ?








     หลังจากรับประทานมื้อเย็นร่วมกันครั้งแรก สงครามขนาดย่อมก็เกิดขึ้นอีกครั้งในห้องน้ำ เสียงโวกเวกโวยวายของเจ้าของห้องดังลั่นเมื่อโดนอีกฝ่ายจับอุ้มหรือเรียกว่าหิ้วปีกเขาขึ้นจากรถเข็นพาดบ่าเดินเข้ามาในห้องน้ำเหมือนเด็กเล็ก


“นายจะบ้าหรอชิสึจัง ฉันไม่ได้พิการนะ ฉันเดินได้ วางฉันลงเดี๋ยวนี้ !”


“อยากอาบอ่างหรือฝักบัว”แต่เหมือนว่าเสียงค้านของอิซายะจะส่งไปไม่ถึง


“งั้นอาบอ่างแล้วกัน สะดวกดี เอ้า ต่อไปก็ถอดเสื้อผ้าออกซ่ะ”พูดพลางเอื้อมมือไปเปิดน้ำในอ่าง


“เรื่องสิ”อิซายะยกแขนขึ้นมาปัดป้องเป็นพัลวัน


“อย่าทำตัวเป็นเด็กหน่อยเลยอิซายะคุง นายจะอายอะไรฉันกับนายก็เหมือนกันนั่นแหละ จะถอดออกดี ๆหรือจะให้ฉันฉีก หืม ??”


“นายมันเผด็จการ”ชิสึโอะคิ้วกระตุก เตรียมจะกระชากเสื้อออกตามที่พูดแต่เจ้าตัวก็แทรกขึ้นมาเสียก่อน


“ก็ได้ ยอมแล้ว วางฉันลงดี ๆก่อน”ชายหนุ่มถอนใจอย่างจำยอม ร่างเล็กกว่าถูกวางไว้ที่ตรงขอบอ่าง ชิสึโอะปล่อยให้อิซายะนั่งจัดการตัวเองอยู่อย่างนั้น ท่าทางทุลักทุเลมันทำให้เขารู้สึกขัดใจจนอยากจะทำให้มันเสร็จ ๆ


“เงอะ ๆ งะ ๆอยู่ได้ ถามจริงเมื่อก่อนแกอาบน้ำยังไง”


“ปกติ แบบที่ไม่ต้องมีนายมาคอยดู”เสื้อสีดำถูกถอดออก เผยให้เห็นผิวนวล ชายหนุ่มในชุดบาร์เทนเดอร์กวาดสายตาสำรวจร่างตรงหน้า รู้ตัวอีกทีเขาก็ขยับเข้าไปชิดอีกฝ่ายจนเกินไป


ฝ่ามือลูบสำรวจร่างกายอีกคน ส่วนตัวของอิซายะได้แต่นิ่ง


“รอยแผลเป็นพวกนี้...”ชิสึโอะอยากจะถามต่อว่ามันเกิดจากการต่อสู้ครั้งนั้นหรือเปล่า ปลายนิ้วไล้ลงไปถึงข้างเอว มันเป็นรอยจาง ๆ เขาลูบมันเบา ๆก่อนจะเงยหน้าขึ้น สบตากับนัยน์ตาสีโกเมนคู่นั้น


“เจ็บมั้ย ?”


“มะ ไม่แล้วล่ะ มันนานมากแล้ว”ร่างเล็กว่าหลบสายตา ถ้าขืนว่าอิซายะจ้องตาอีกฝ่ายตรง ๆเขาคงจะละลายภายในสามนาทีแน่ ๆ


“แล้วไปโดนอะไรมา ?”


“รอยนั้นที่โดนแทงคราวนั้น ส่วยรอยนี้ก็ฝีมือรุ่นน้องที่น่ารักของนายไง”อิซายะบอกพลางแอบเบ้ปาก ด้วยความรู้สึกหมันไส้ที่เกิดขึ้นมากระทันหันจึงใช้ขาของตัวเองเตะเข้าที่หน้าแข้งของชิสึโอะ


ก่อนที่จะพากันเสียหลักล้มทั้งคู่…


ชิสึโอะเสียหลักล้มลงตามแรงโน้มถ่วง อิซายะที่อยู่ด้านล่างเองก็หงายหลังลงอ่าง ด้วยความมือไวจึงยกขึ้นมาคล้องคอบุคคลที่อยู่ด้านบนของตนทำให้หงายหลังตกอ่างเปียกทั้งคู่


“ลุกออกไปเลย นายตัวหนักอย่างกับช้างแน่ะ”อิซายะใช้มือดันคาง ดันหน้าของอีกฝ่าย


“เปียกหมดแล้ว เพราะแกเลยไอ้เห็บเวร”เขาใช้มือทั้งสองค้างคำยันเอาไว้ก่อนที่จะลงไปทับกันในอ่าง ดีนะแค่หลังลง


“เพราะนายต่างหากรบกวนการอาบน้ำฉัน ก็บอกแล้วไง ว่าฉันเดินได้ !”


“อ่า ๆ ไม่กวนแล้ว แกอาบไปแล้วกัน”ชิสึโอะผละออกพลางใช้มือเสยผมตัวเองที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำ ก่อนจะออกเดินจากห้องน้ำไป


“อาบเสร็จเรียกแล้วกัน”เขาสั่งเป็นครั้งสุดท้ายและปิดประตู


“เรื่องสิ ทำไมต้องเรียกนายด้วย”หลังจากที่ชิสึโอะออกไปแล้วอิซายะก็บ่นขมุบขมิบไล่หลัง











        สุดท้ายอิซายะหลังจากอาบน้ำเสร็จก็ต้องตะโกนเรียกอยู่ดีเพราะเขาไม่มีชุดเปลี่ยน จะให้เดินออกไปทั้งที่ยังเปลือยก็ไม่ได้เพราะไม่ได้อาศัยอยู่คนเดียว


หลังจากที่เปลี่ยนเป็นชุดนอนเรียบร้อยแล้ว อิซายะที่นั่งอยู่ข้างเตียงเหลือบมองสิ่งมีชีวิตอีกอย่างที่มาอาศัยร่วมห้องกับเขา ก่อนจะถามขึ้น


“แล้วนายจะใส่แค่เสื้อคุมอาบน้ำนอนจริงดิ่”


“ช่วยไม่ได้นี่”


“นายนี่โง่หรือโง่น้าชิสึจัง จะมาค้างทั้งทีดันมาตัวเปล่า เสื้อผ้าไม่มีสักชุด”


“แล้วไอ้เห็บตัวไหนมันทำชุดฉันเปียกล่ะ หา ?”


“ก็ได้ ฉันผิดเอง เสื้อผ้าในตู้ฉัน นายลองค้นหาดูใส่สักตัวแล้วกัน ฉันจะนอนแล้ว เรียบร้อยแล้วก็ปิดไฟให้ด้วยล่ะ”อิซายะว่าก่อนจะขยับตัวขึ้นไปบนเตียงดี ๆพร้อมกับห่มผ้าเสร็จสรรพ



ส่วนทางด้านชิสึโอะที่ค้นดูพบชุดนอนลายทางสีน้ำเงินแถมไซซ์ยังใหญ่พอที่เขาจะใส่ได้ ไม่รีรอที่จะเปลี่ยนทันที


“แล้วนายจะนอนไหนล่ะ ?”เจ้าของห้องถามขึ้นท่ามกลางความมืด


“โซฟาข้างนอกไง”


“ที่จริงเตียงก็กว้างอยู่...”


“อืม แล้วไง”เขาตอบรับก่อนจะปิดประตูห้องนอนให้ แต่ยังไม่ทันปิดสนิทดีอิซายะก็เสียงดังขึ้นมาเสียก่อน


“เดี๋ยวสิ ! ที่ฉันจะบอกก็คือนายมานอนเตียงกับฉันก็ได้ !”


“โอ้...รอคำนี้มานานแล้ว ขอบคุณนะครับ”ชิสึโอะว่าเสียงเรียบ เขาปิดประตูและเดินมานอนที่เตียง น้ำหนักเตียงที่ยุบลงพื้นที่ข้าง ๆ ทำให้คนที่นอนอยู่ก่อนสัมผัสได้ว่ามีชิสึโอะอยู่ข้าง ๆใกล้เขาแค่นี้เอง


“ชิสึจัง...”


“อะไรของแก นี่ห้าทุ่มแล้ว นอนสักทีเถอะ”


“อะไรเล่า ก็แค่จะบอกว่าราตรีสวัสดิ์นะ ! ”


“อืม”


“นี่ ฉัน-บอก-ว่า-รา-ตรี-สวัสดิ์ไง”


“เออ รู้แล้ว”


“งั้นนายก็ควรบอกฉันกลับบ้างสิ”


“...”


“ชิ เรื่องของนายแล้วกัน”เมื่อไม่ได้ดั่งใจก็เกิดอาการประชดประชันโดยการนอนตะแคงหันหลังให้


“เออ ฝันดี”













เช้าในวันต่อมา แผนของชิสึโอะที่ตั้งใจมาตั้งแต่ต้นคือมาที่นี่เพื่อพาอิซายะกลับไปยังเมืองอิเคบุโระ ซึ่งกว่าจะลุล่วงได้นั้นก็กินเวลาไปพอควร เพราะฝ่ายนั้นก็ใช่ว่าจะยอมง่าย ๆเสียเมื่อไหร่ ต้องใช้เหตุผลร้อยแปดยกขึ้นมาอ้าง จนกระทั่งถึงเรื่องของน้องสาวฝาแฝดนี่แหละ ถึงยอมใจอ่อน


ที่แรกที่ชิสึโอะพาอิซายะไปคือพาไปหาสองแฝด ทันทีที่สองสาวเห็นหน้าพี่ชาย ไมรุเตรียมพุ่งเข้าใส่ แต่โดนคุรุริดึงเอาไว้ทัน


“พี่อิซะคนบ้า ทิ้งน้องสาวที่น่ารักทั้งสองคนไว้ได้ยังไง”


“บ้า”


“โทษทีนะ แต่ยังไงพวกเธอก็ดูไม่เป็นห่วงอะไรฉันอยู่แล้วนี่หน่า”อิซายะเหวไหล่


“ห่วงว่าพี่จะไปก่อเรื่องอะไรอีกต่างหากเล่า โทษฐานที่หายไปต้องเลี้ยงข้าวพวกเราเลยนะ !”


“เอาแพง ๆ”


“โอเค ๆ”


“นี่ ๆพี่อิซะ เราชวนคุณชิสึโอะไปด้วยได้มั้ยอ่า”ไมรุก้มลงไปกระซิบข้างหูพี่ชาย


“คุณชิสึ”


“แล้วทำไมต้องชวนชิสึจังด้วยเล่า หมอนั่นก็คงมีอะไรที่ต้องไปทำบ้างแหละ นายจะไปไหนก็ไปเลยไป ชิ่ว”


“ใช้เสร็จแล้วทิ้งเลยนะแก”ชายหนุ่มว่าอย่างไม่ใส่ใจนักก่อนจะเดินแยกไปอีกทางพร้อมกับโบกมือลา เรื่องอื่นไว้หลังจากนี้แล้วกัน ให้พี่น้องโอริฮาระที่ไม่ได้เจอกันนานได้อยู่ด้วยกันก่อน








สามพี่น้องโอริฮาระตกลงพากันมาที่ร้านซูชิรัสเซีย โดยระหว่างทางมีไมรุเป็นคนเข็นอิซายะมา ซึ่งการเข็นแบบหวาดเสียวนั่นมันทำให้เขารู้สึกตัวเองอายุสั้นลงไปมากโข


เมื่อสั่งเรียบร้อย สามพี่น้องจึงมานั่งรวมกันอยู่ที่ห้องพิเศษเพราะต้องความเป็นส่วนตัว บทสนาถูดหยิบยกขึ้นมาเป็นเรื่องที่โรงเรียนโดยไมรุ ระหว่างที่รอไม่นานซูชิที่สั่งก็มาเสิร์ฟ อิซายะได้แถมเพิ่มเล็กน้อยเป็นการต้อนรับกลับมายังอิเคบุโระ


หลังจากกินไปได้สักพักพี่ชายของบ้านก็เปิดประเด็นสนทนาขึ้นเป็นครั้งแรก


“นี่ไมรุ คุรุริ ฉันมีเรื่องอยากจะบอกพวกเธอเป็นคนแรก และอยากฝากให้เธอบอกพ่อกับแม่ให้ด้วย”


“แล้วทำไมพี่ไม่บอกเองล่ะ ?”


“เป็นไปได้ก็อยากบอกด้วยตัวเองอยู่หรอก แต่คิดว่าคงไม่มีโอกาส”


“มันเกี่ยวข้องกับสิ่งที่พี่เป็นใช่มั้ย”คุรุริเดา


“อื้อ”


“...”บทสนทนาเงียบไปชั่วครู่ สามพี่น้องโอริฮาระก้มหน้านิ่ง


“พี่อิซะคนบ้า ๆ ๆ ๆ บ้าที่สุดเลย พี่เพิ่งจะกลับมาแท้ ๆพี่ก็จะทิ้งพวกเราไปอีกแล้วหรอ บะ บ้าที่สุดเลย...”ไมรุเริ่มร้องไห้โดยที่มีคุรุริคอยปลอบอยู่ข้าง ๆ


“ขอโทษนะ ฉันมันเป็นพี่ชายที่แย่มากเลยใช่มั้ย”


“ไม่หรอก ถ้ามันเป็นการตัดสินใจของพี่อิซายะแล้วล่ะก็ พวกเราเข้าใจ”คุรุริพูดในสิ่งที่คิดออกมาแทนไมรุที่ยังคงเอาแต่ร้องไห้ มันเป็นเรื่องที่พวกเธอรับรู้มาตลอดอยู่แล้วแม้จะไม่เคยพูดถึงเรื่องความรู้สึกของพี่ชายสักครั้ง แต่พวกเธอก็เข้าใจ


“ขอโทษนะ ขอโทษ”ผู้เป็นพี่ชายขยับเข้าไปหาน้องสาวทั้งสองคนก่อนจะกอดกันกลม ผู้เป็นพี่ชายคอยลูบหลังน้องสาวฝาแฝดทั้งสอง พร้อมกับพูดขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า


เขามันเป็นคนที่แย่จริง ๆนั่นแหละ แต่เขาตัดสินใจไปแล้วนี่ ว่าถ้าหากมีโอกาสอีกครั้งแล้วล่ะก็...


.


.


.


.


.


.


ไม่นานสถานการณ์ก็กลับมาเป็นปกติ หลังจากที่จ่ายเงินพากันออกจากร้านมาแล้ว ก็พบว่าพระอาทิตย์ตกดินเสียแล้ว มีเพียงแสงสีของเมืองอิเคบุคุโระยามค่ำคืนเท่านั้น


“แล้วพี่อิซะจะนอนที่ไหนล่ะ”


“อาจจะสำนักงานของฉันมั้ง”


“เอ๋...แต่ก่อนที่คุณนามิเอะจะไปอเมริกาเธอขายทิ้งไปแล้วนะ”


“หา ????”อิซายะร้องเสียงหลงก่อนจะกลับมาเป็นปกติ


“ถ้างั้นที่ห้องพักของพวกเธอก็ได้”


“ไม่ได้หรอก ห้องของพวกเราน่ะเล็กจะตาย อยู่สามคนแบบแออัดไม่ได้หรอก”ไมรุว่า


“แล้วพวกเธอจะให้พี่ชายนอนที่ไหนล่ะ”


“ก็..คนที่พาพี่อิซะกลับมาไง เวลาไม่มากอยู่กับเขาให้คุ้มน่าจะดีกว่านะ”


“เอ๊ะ ? เดี๋ยวสิ แล้วคุรุริ เธอกดโทรศัพท์หาใคร เฮ้ ?”เหมือนเสียงค้านของพี่ชายจะไร้ความหมาย เพราะเขาได้ยินเสียงบทสนากับปลายสายและดูเหมือนว่าจะตกลงกันเรียบร้อยแล้ว


เอาจริงดิ่ ? นี่จะให้เขาไปอยู่กับชิสึจังจริงดิ่ ? ไมรุ ! คุรุริ ! พวกเธอไม่กลัวพี่ชายตายก่อนเวลาควรหรือไง









เป็นภาพแปลกตาสำหรับชาวอิเคบุคุโระคนเก่า ๆที่อยู่มานาน ได้เห็นภาพอันแปลกตาและไม่คุ้นชินอย่างยิ่ง คือการที่อริคู่แค้นที่เคยไล่ฆ่ากันจนเมืองเสียหายไปตั้งเท่าไหร่อย่างเฮวาจิมะ ชิสึโอะและโอริฮาระ อิซายะอยู่ด้วยกันโดยที่ไม่มีอะไรเสียหาย มีเพียงแค่ชิสึโอะที่กำลังเข็นอิซายะไปเรื่อยตามทาง


ซึ่งเหตุการณ์นี้ถือเป็นข่าวกระหึ่มในโซเชียลอย่างแพร่หลาย กับเรื่องที่ว่าศัตรูคู่แค้นประจำอิเคบุคุโระคืนดีกันแล้ว


แต่เห็นว่าไม่ทะเลาะกันข้างนอกแล้วพอในที่ลับตาใช่ว่าไม่ตีกัน


ถึงจะไม่ใช้ความรุนแรงแต่สงครามฝีปากก็เกิดขึ้นเสมอเป็นครั้งคราว








ระยะเวลาผ่านไปสองอาทิตย์พวกเขาเริ่มคุ้นชินกับการที่มีอีกคนเข้ามาอยู่ในชีวิต ทุกเย็นอิซายะมักจะเป็นคนทำอาหารเย็นรอชิสึโอะที่ออกไปทำงานกลับมา


ไม่ต้องมามองด้วยสายตาดุ ๆแบบที่ชิสึโอะเคยใช้มองเขาแบบนั้นหรอกนะ บอกแล้วไงถึงแม้ว่าเวลาจะยืนจะเดินขามันจะรู้สึกเจ็บอยู่บ้างแต่ก็ทำได้น่ะ เพราะมันไม่ได้หนักหนาอะไรขนาดนั้นเสียเหน่อย


ในตอนเช้าชิสึโอะมักจะเป็นคนตื่นก่อนอิซายะ และทานอะไรง่าย ๆอย่างแค่นมกับขนมปังหรือซีเรียลก่อนออกไปทำงาน แต่ถ้าหากว่าวันไหนอิซายะตื่นทัน เขาก็จะเป็นคนทำอะไรที่ไม่ใช้เวลามากนักให้แทน


ในทุกคืนวัน ระยะห่างระหว่างทั้งพวกเขาสองคน เริ่มค่อย ๆลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ จากวันแรกที่เคยนอนหันหลังใส่กันเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นหลังชนกัน นอนหันหน้าเข้าหากัน และกลับกลายมาเป็นการที่ตื่นมาและพบว่ามีอีกฝ่ายอยู่ภายในอ้อมกอดเสมอ


จากคนที่เคยไล่ฆ่ากันในวันนั้นสู่กันใช้ชีวิตเหมือนกับแต่งงานแล้วในวันนี้ ดูแล้วมันก็น่าตลกดีเหมือนกัน


ช่างเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขแต่มันกลับผ่านไปเร็วเหลือเกิน


“ชุดใส่สำหรับวันงานเตรียมเรียบร้อยแล้วใช่มั้ย”


“อื้ม หรือชิสึจังอยากจะเปลี่ยน ?”


“ไม่หรอก งานมันวันพรุ่งนี้แล้ว ของแกล่ะ”


“ไม่มีอะไรต้องเปลี่ยนแปลงเหมือนกัน”มันเป็นคำพูดในหลาย ๆความหมายน่ะ


“งั้นแกก็รีบกินแล้วกัน เดี๋ยวตรงนี้ฉันเก็บกวาดเอง”


“ฉันห่วงกลัวนายทำจานแตกจริง ๆ”อิซายะเหวไหล่


“ยุ่ง ยังไงมันก็จานฉัน”


“ชิ... แต่ว่านี่ชิสึจัง หม้อไฟมื้อนี้เป็นมื้อที่อร่อยมากเลยเนาะนายว่ามั้ย”


“อือ”


“โธ่ อย่ามัวแต่กินสิ สนใจฉันบ้าง”


“อย่างแกมีอะไรให้สน ถ้าอิ่มแล้วก็ลุกไปเลยไป เกะกะตา”


“น่าน้อยใจจังเลยน้า ฉันอยู่มาเป็นอาทิตย์แล้วนายเพิ่งมารู้สึกรำคาญเอาตอนนี้ ไม่ช้าเกินไปหน่อยหรอ”


“จริง ๆฉันรำคาญแกตลอดนั่นแหละ แต่เพิ่งจะมาพูดเอาตอนนี้


น้อยใจอ่า


“...แล้วช่วงนี้น้องสาวแกมาหาบ้างหรือเปล่า”


“ยัยสองคนนั้นน่ะหรอ จะมาเฉพาะตอนที่เงินใช้ไม่พอน่ะสิ”ผู้เป็นพี่ชายบ่น ในขณะเดียวกันพี่ชายอีกคนกลับไม่เคยประสบปัญหานี้เลย


เพราะน้องชายเขารวย แต่เขาก็ไม่เคยไปขอเงินคาสึกะหรอกนะ


“แต่ก็น่าแปลก ทั้งที่แกไม่ได้ออกไปไหนแท้ ๆแต่กลับมีเงินใช้”


“งานของฉันไม่จำเป็นต้องออกไปไหนนี่หน่า อีกอย่างมาอยู่บ้านนายแบบนี้ฉันยิ่งปลอดภัยไปใหญ่เลย เพราะไม่มีใครกล้ามาแหย่ ศัตรูฉันค่อนข้างเยอะน่ะ”


“ไม่แปลกใจ”


“ไม่แปลกใจคืออะไรกันเล่าชิสึจัง นายต้องเห็นใจฉันสิ”


“อย่างแกมีอะไรให้น่าเห็นใจด้วยหรอ”


“โธ่...นี่ชิสึจัง”


“อะไรอีก”


“แล้วระหว่างเราน่ะ ไม่ใช่ศัตรูแล้วใช่มั้ย ?”


“...”


“นี่ อย่าเงียบสิ”


“แกฉลาดหนิ คิดเอาเองแล้วกัน”


“อะไรกัน บอกหน่อยก็ไม่ได้”ถ้าขืนนายบอกว่าให้ฉันคิดเอาเอง ฉันก็คิดเข้าข้างตัวเองน่ะสิ…


“ไม่บอกก็เรื่องของนายแล้วกัน งั้น...ฉันไปอาบน้ำก่อนนะ”


“เดินระวังล่ะ อย่าล้มอีก”


“รู้แล้วล่ะหน่า นายก็รีบ ๆ เข้า พรุ่งเราต้องตื่นเดินทางแต่เช้านะ”หลังจากที่ทั้งคู่เสร็จกิจธุระ ไม่นานเวลาเข้านอนนั้นก็เข้ามาถึง


พอผ่านพ้นคืนนี้ไป ทุกอย่างจะจบลง มันกลับมาเป็นปกติอย่างที่ควรจะเป็น


อิซายะได้ตั้งใจไว้แล้ว มันเป็นแค่เรื่องง่าย ๆที่เขาควรจะยอมรับตัวเองมาตั้งนานแล้วต่างหาก








*ก่อนจะอ่านต่อจากนี้ สามารถจิ้มฟังเพลงนี้เพื่อฟีลลิ่งมากขึ้นได้ค่ะ*









งานแต่งงานระหว่างดูลาฮานสาวกับหมอเถื่อนจัดขึ้นในแถบชานเมืองที่คนอาศัยอยู่ไม่มากนัก ตรงเนินเขาโล่งกว้าง ทุ่งหญ้าเขียวขจี ใช้เวลาเดินทางราวสองชั่วโมง ส่วนคู่บ่าวสาวที่ใช้เวลาเตรียมตัวกว่าใครเพื่อนนั้นได้มาเช่าที่พักแถวนี้รอก่อนหลายวันแล้ว


ชิสึโอะกับอิซายะมาโดยอาศัยรถยนต์ของน้องชายอย่างคาสึกะเป็นที่รู้จักกันในชื่อหรือคาเนจิมะ ยูเฮย์ โดยมีฮิจิริเบะ รูรินั่งข้างคนขับมาตลอดทาง ส่วนเขาสองคนก็นั่งเบาะหลังกันไป บางครั้งระหว่างทางมีปากเสียงกันบ้าง แต่ก็ไม่ได้วุ่นวายใหญ่โตอะไร


ภายในใจของน้องชายผู้เป็นคนขับคอยเหลียวมองผ่านกระจกหลังสังเกตเป็นระยะ


มันเป็นภาพหายากสำหรับเขาน่ะ หลายปีแล้วที่เขามักจะเห็นพี่ชายตัวเองหัวฟัดหัวเหวี่ยงหลังจากที่มีเรื่องกับคุณอิซายะหลังเลิกเรียน


แม้จะดูเป็นที่แปลกใจแต่เขาก็ยังคงไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรออกมา






งานเริ่มมาตลอดช่วงบ่าย แขกภายในงานก็มีแต่บุคคลที่บ่าวสาวสนิทชิดเชื้อเป็นอย่างดี เว้นเพียงแต่พ่อของเจ้าบ่าวที่มาไม่ได้เพราะติดงานที่อเมริกา


ชินระบอกมาแบบนั้น แต่แท้จริงแล้วเจ้าตัวไม่เชิญมาเพราะกลัวมาก่อกวนงานจนพังไม่เป็นท่าต่างหาก


พระอาทิตย์เริ่มตกดิน แสงสีส้มสาดทอ อิซายะที่ปลีกตัวออกจากฝูงชน มานั่งรอชมตะวันตกดิน


เป็นครั้งสุดท้าย...


“แกมานั่งอะไรอยู่ตรงนี้ น้องสาวแกน่าจะกำลังถามหาอยู่นะ”


“ยัยสองคนนั้นน่าจะกำลังเกาะแกะน้องชายนายอยู่มากกว่า ปล่อยไว้แบบนั้นจะดีหรอ”


“คาสึกะน่าจะรับมือได้ ว่าแต่แกเถอะ มาอยู่ในที่พื้นชันแบบนี้ อันตรายเป็นบ้าล็อกล้อดีหรือเปล่า ?”


“ล็อกดีแล้วหน่า ทำไมเป็นห่วงกลัวฉันกลิ้งหลุน ๆตกลงไปงั้นหรอ”อิซายะหันมาถามพลางยิ้มกว้าง




เป็นครั้งแรก ที่เฮวาจิมะ ชิสึโอะได้เห็นรอยยิ้มแบบคนปกติทั่วไปเขาทำกัน ไม่ใช่แบบที่เหยียดยิ้มด้วยความเจ้าเล่ห์จากอิซายะ


“นี่ชิสึจัง เดินมาหาฉันตรงนี้หน่อยได้ไหม ?”ชิสึโอะทำตามแต่โดยดี ไม่ถามว่าทำไม เขาสังเกตท่าทางดูมีอะไรภายในใจของอิซายะมาตลอดระยะเวลาที่อยู่ด้วยกัน เหมือนว่าเจ้านี่มีอะไรสักอย่างอยากจะพูด แต่ก็ไม่ยอมเปิดปากออกมาซักที


บางทีตอนนี้อาจจะตัดสินใจยอมบอกเขาแล้วก็ได้ เพราะดูเหมือนว่าอิซายะวันนี้จะอารมณ์ดี และมีความสุขเป็นพิเศษ


แต่ภายใต้ความสงสัยนั่น ชิสึโอะคิดว่าเขารู้ว่ามันคือเรื่องอะไร และเขาไม่อยากจะได้ยินมันเลย





ชายหนุ่มเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าของผู้ชายอีกคนทีนั่งอยู่บนรถเข็น ก็จะย่อตัวคุกเข่าลงต่อหน้า นัยน์ตาสีเปลือกไม้จ้องมองอดีตศัตรูที่ระบายยิ้มแห่งความสุขออกมาไม่หยุดหย่อน


ชิสึโอะไม่เข้าใจ แค่นั่งจ้องมองพระอาทิตย์ตกดินมันมีความสุขมากขนาดนั้นเลยหรือไง ?


“นี่ชิสึจัง ฉันน่ะ ฉัน...ขอโทษนะ”ร่างเล็กกว่าเริ่มเอ่ยปากพูดขึ้น ส่วนอีกคนก็เงียบรอฟังอย่างตั้งใจ แม้จะไม่เข้าใจนักว่าอิซายะกำลังขอโทษเรื่องอะไร


“มันเป็นชะตากรรมล่ะมั้ง แต่ฉันก็ดีใจนะ ที่อย่างน้อยก็ได้เกิดมาเจอนาย ถึงความสัมพันธ์ของพวกเรามันไม่ดีเลยก็ตาม”


“...”อิซายะเว้นช่วงไปพักนึง รอยยิ้มที่มันเพิ่งจะดูมีความสุข กลับเริ่มมีความเศร้าสร้อยเจือปนออกมาผ่านแววตา


“ฉันไม่ควรเลย ฉันไม่ควรหนีหัวใจตัวเองเลย มันเป็นแค่เรื่องง่าย ๆ แท้ ๆแต่ฉันมันก็แค่คนขี้ขลาดคนนึงเท่านั้นเอง”รอยยิ้มหายไปจากใบหน้าอย่างหมดสิ้น อิซายะเริ่มที่จะร้องไห้ออกมา


เป็นครั้งแรกที่โอริฮาระ อิซายะร้องไห้ต่อหน้าเฮวาจิมะ ชิสึโอะตรง ๆ


“...”


ชายหนุ่มค่อย ๆเอื้อมมือของตนขึ้นมากุมมือเรียวทั้งสองข้างที่บีบมือตัวเองแน่นอยู่บนหน้าตัก ขึ้นมากุมอย่างทะนุถนอม


“อ่า มันน่ากลัวจังเลย...”


“มันน่ากลัวแกก็หยุดสิ”


“ไม่ได้หรอก ก็ฉันตัดสินใจแล้วนี่หน่า ขอแค่ครั้งเดียวที่ฉันกล้าจะเผชิญหน้า และยอมรับตัวเอง ชิสึจัง ชิสึจัง...ฉัน ฉะ ฉัน---”


“ฉันบอกให้แกหยุดไงอิซายะ !!”ชายหนุ่มตวาดลั่น เสียงทุ้มดังก้องไปทั่วบริเวณ


“ฉันหยุดไม่ได้หรอก !  เกือบสิบปีที่ฉันโกหกตัวเอง และนายว่าเกลียดมาตลอด ฉันไม่จะทำอีกแล้ว ที่จริงแล้วตัวฉันน่ะ...รักนาย ฉันรักนาย ! ได้ยินมั้ยเฮวาจิมะ ชิสึโอะฉันรักนาย รักมาตลอดเวลาที่ผ่านมา !”


“เวรเอ้ย อิซายะ แกจะบ้าหรือไง !”ชิสึโอะรู้ เมื่อไม่นานมานี้ เขารู้ทุกอย่างจากชินระแล้ว ว่าตัวเขาเป็นอะไร และอิซายะเป็นอะไร


“ฮ่า ๆ พูดไปแล้ว ฉันได้พูดมันออกไปแล้ว ดีจัง...ยังมีเวลาอีกตั้งสามนาทีแน่ะ ที่เราจะได้อยู่ด้วยกัน”อิซายะแค่นขำออกมาทั้งน้ำตา


“แกมันบ้า...”


“ฉันรู้”


“ตัวของแกเย็นขึ้นเรื่อย ๆแล้ว แกไม่ควรทำแบบนี้อิซายะ แกกำลังจะตาย”ชายหนุ่มว่าพลางจับตั้งแต่มือ ต้นแขน ไปทั่วจนถึงใบหน้าอย่างสำรวจ


“ฉันไม่เสียใจหรอกนะ ที่สารภาพมันกับนาย รู้สึกโล่งใจมากเลย ที่ได้พูดความรู้สึกของตัวเองที่ผ่านมากให้นายได้ฟัง”อิซายะยังคงพูดต่อไป ในขณะเดียวกันอุณหภูมิร่างกายกำลังลดลง และหัวใจที่เคยเต้นอย่างสม่ำเสมอกลับกำลังเต้นช้าลง


“ฉันไม่เสียใจเลย ไม่เคยเสียใจที่รักนาย”ชายหนุ่มคว้าร่างเล็กกว่าเข้ามากอด อิซายะไม่ขัดขืนอะไร เขายกแขนสองข้างขึ้นมากอดตอบเช่นเดียวกัน


“เป็นอ้อมกอดที่อบอุ่นเหลือเกินนะ”อิซายะบอกออกมาแบบนั้น กลับกันชิสึโอะคิดว่ามันช่างหนาวเหน็บเสียเหลือเกิน


“ชิสึจัง...ฉันเหลือเวลาอีกไม่มากแล้วล่ะ...นายจะไม่พูดอะไรหน่อยหรอ”


“ฉันเองก็รักแกเหมือนกันอิซายะ ทำไมแกต้องทำแบบนี้ด้วย”ต่อให้อิซายะไม่พูด เขาก็ก็รับรู้มันนานแล้ว ตลอดช่วงที่เราได้อยู่ด้วยกัน


ชิสึโอะ...ไม่อยากเสียอิซายะไป


“พูดให้ฉันฟังอีกได้มั้ย”


สิบ…


“ฉันรักแก !”


เก้า…


“ฉันรักแก !”


แปด…เจ็ด...


“ฉันรักโอริฮาระ อิซายะ !”


หก...ห้า…


“ฉันรักแก !”


สี่...


“มันเป็นสามนาทีที่พิเศษที่สุดในชีวิตฉันเลย ฉันรักนายนะ ขอบคุณที่นายเองก็รักฉันเหมือนกัน”


สาม…


“ฉันอยากให้เรามีเวลาด้วยกันมากกว่านี้


สอง…


“ฉันก็เหมือนกัน


หนึ่ง…


ทุกอย่างรอบกายเงียบงัน มีเพียงตะวันที่ลับขอบฟ้าไปแล้ว กับสายลมที่พัดมา ราวกับพูดบอกลาเป็นครั้งสุดท้ายเท่านั้น ชายหนุ่มยังคงกอดร่างกายไร้วิญาณอันเย็นชืดเอาไว้แน่นไม่ปล่อย


ชิสึโอะจำไม่ได้ว่าเขาร้องไห้ล่าสุดเมื่อไหร่


เพียงแต่ว่าตอนนี้ ชายหนุ่มกำลังร้องไห้ออกมาอย่างเงียบ ๆ


.


.


.


.


.


.


.


.



ร่างที่กำลังนิทราอยู่ท่ามกลางดอกไม้สีขาวงามมากมาย นั่นก็คือโอริอาระ อิซายะที่กำลังนอนอยู่ อย่างสงบ และบริสุทธิ์ ใบหน้าก่อนจากไปด้วยรอยยิ้มอันงดงามที่มีความสุข ยังคงตราตรึงอยู่เช่นนั่นตลอดไป ตราบในความทรงจำของเฮวาจิมะ ชิสึโอะนานเท่านาน


‘มีเวลาอีกตั้งสามนาทีงั้นหรอ แค่สามนาทีต่างหาก’ชายหนุ่มคิดเช่นนั้น


หากว่าชาติหน้ามีอยู่จริง เขาก็หวังอยากกลับมาเจอกันอีกครั้ง จะได้มีเวลาอยู่ด้วยกัน มากกว่านี้....







-------------------------------------------

เป็นฟิคสั้นที่ยาวที่สุดเท่าที่เราเคยแต่งมาเลยค่ะ ชิซายะนี่น่าจะเป็นคู่ที่เราแต่งฟิคให้บ่อยมาก ๆ(สามเรื่อง) เพราะรู้สึกมีอ่านไม่พอล่ะมั้งคะ5555 ฟิคเรื่องนี้โฟ่มาจากที่เราไปนั่งดูDrrrตั้งแต่ภาคแรกจนจบภาคketsuหลังจากที่สองคนนี้สู้กันเสร็จ แล้วมันอัดอั้นค่ะ จะร้องไห้TT ส่วนในฟิคนี่ก็เป็นหลังจากที่เขาสู้กันตัดแล้ว หลาย ๆคนอาจจะรู้แล้วว่าหลังจากการต่อสู้ครั้งนี้เห็บคุงเราเดินไม่ได้ไปพักนึงเลย แถมจิตใจกระทบกระเทือนอย่างหนัก(โธ่ลูกกก) เราชอบประโยคที่ชินระบอกว่า"แท้จริงแล้วจิตใจของอิซายะนั้นเปราะบาง และมีความเป็นมนุษย์มากกว่าใคร"มากเลยค่ะ ถึงได้เกิดเป็นฟิคนี้ ผสมกับไอซ์เวิร์สที่เราอยากแต่งเพราะคิดว่ามันเหมาะดีด้วย ขอบคุณที่อ่านและชื่นชอบนะคะ

ผลงานทั้งหมด ของ penquinpine

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

9 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 15 กันยายน 2562 / 18:35

    แต่งดีจังค่า เราชอบคู่นี้และฟิคนี้มากๆ ขอบคุณที่แต่งฟิคเรื่องนี้ออกมานะคะ ถ้ามีโอกาสก็อยากจะอ่านเรื่องต่อๆไปอีกค่ะ;-;

    #9
    0
  2. วันที่ 8 มิถุนายน 2562 / 18:22

    อยู่ดีๆน้ำตาก็ไหลออกมา คุณคนแต่งครับ! มันเศร้ามากกกและดีมากด้วยยย อยากให้สองคนได้มีโอกาสอยู่ด้วยกันแบบปกติจัง

    #8
    0
  3. วันที่ 7 พฤษภาคม 2562 / 20:24

    เศร้ามากกกก ฮือออ เเต่ดีมากก ฮือๆๆ

    #7
    0
  4. วันที่ 20 เมษายน 2562 / 23:54

    เป็นฟิคของคู่นี้ที่เศร้าที่สุดเท่าที่เคยอ่านมา ฮืออออ

    #6
    0
  5. วันที่ 20 มีนาคม 2562 / 21:41
    ไรท์ทำเราร้องไห้!!!!
    #5
    0
  6. วันที่ 1 ตุลาคม 2561 / 04:18

    บอกตามตรงร้องไห้เลยอะงานดีมากๆ

    #4
    0
  7. วันที่ 11 สิงหาคม 2561 / 14:37

    ซึ้งมากค่ะ บ่อน้ำตาแตกเลย ชอบค่ะชอบมากๆ

    #3
    1
    • 16 สิงหาคม 2561 / 23:43
      ขอบคุณที่ชอบนะคะ เราก็ซึ้งเหมือนกันค่ะที่มีคนอ่านTT
      #3-1
  8. วันที่ 7 สิงหาคม 2561 / 22:05

    ไม่ไหวแล้วค่ะ!! ร้องไห้แล้วค่ะ!! ทนไม่ได้แล้วค่ะ!!

    แง๊งงงงงง ;----; ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกับความรู้สึกที่พูดออกมาไม่ได้จนต้องเก็บงำมาตลอด เป็นควาทน่ารักน่าเศร้าของคู่นี้เลย ชอบมากๆเลยค่า โง้ยย

    #2
    1
    • 8 สิงหาคม 2561 / 15:03
      ขอบคุณที่ชอบนะคะ แงงงง เราไม่คิดว่าจะมีคนอ่าน เห็นช่วงนี้ด้อมเงียบTT
      #2-1
  9. #1 eifieslayer (@eifieslayer) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2561 / 18:15
    ดีงามมากเลยค่ะ ฮือออออออ///// เสียใจที่น้องเห็บอยู่ต่อไม่ได้ง่ะ แงงงงง;;;;;; ขอบคุณที่แต่งมาให้อ่านนะคะ~!
    #1
    1
    • #1-1 PenguinPine (@Pink_Punky66) (จากตอนที่ 1)
      8 สิงหาคม 2561 / 15:04
      ขอบคุณที่อ่านเหมือนกันค่ะ>///////////<
      #1-1