ลุกขึ้นเถิดข้าไม่ได้อยากอายุยืนขนาดนั้น (yaoi)

ตอนที่ 7 : โรยหนามความสำเร็จผู้อื่นด้วยความหวาดระแวง 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 16,708
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 751 ครั้ง
    24 ม.ค. 60











     ข้าจงใจผ่อนความเร็วม้าที่ยืมมาลงเล็กน้อย ข้าเชื่อว่าเจ้าชิงคงทำงานดีอย่างที่เคย มันรู้ดีเสมอว่าควรวิ่งหรือหยุดตรงไหน มันจะต้องพาฮ่องเต้ไปหยุดไม่ไกลเกินสิบลี้ ดังนั้นข้าจะถ่วงเวลาเล็กน้อยให้เหมือนคนไม่รู้ทาง 


     ซากนักฆ่าที่ถูกกำจัดนอนอยู่ตามรายทางประหนึ่งป้ายบอก ข้าก็ทำเป็นไม่เห็นแล้วกัน!


    ราวหนึ่งเค่อข้าก็ตามมาถึงจุดที่ทหารรายล้อมกันอยู่ ข้าโดดลงจากหลังม้าลอบสังเกตุการณ์อยู่ตรงพุ่มไม้ใกล้

    ภาพตรงหน้าทำให้ข้าต้องกระแอ่มเบาๆเพื่อกันไม่ให้ตนเองหัวเราะ

    เฟิงหลวนซานที่ถือกระบี่ตีหน้าทะมึนเมื่อครู่ยืนนิ่งค้างอยู่ทางหนึ่ง ร่างสูงมองภาพตรงหน้าตนด้วยสายตาสับสนปนปวดร้าว  อีกทางคือเจ้าชิง ฮ่องเต้ที่ยืนกุมท้องด้วยสีหน้าซีดเผือดจากพิษ และข้างกายพระองค์มีสตรีร่างบอบบางที่กำลังแสดงสีหน้าตกใจสุดขีดเมื่อร่างของบุรุษสองคนมาประจันหน้ากัน

    "เจ้า อะ อวี้เอ๋อร์ เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร!?"

    'ไป๋หยางอวี้' ธิดาของมหาเสนาบดีผู้ที่ 'จงใจหายตัวไป' รีบปรับสีหน้า นางแสร้งมองราชครูหนุ่มอย่างหวาดระแวง แต่ยังมีจริตน่าเอ็นดูราวกับแมวน้อยขู่ฟ่อ


     อ่า มารยาสตรีช่างน่ากลัวนัก


    "ท่านเป็นใคร จะทำร้ายท่านผู้มีพระคุณใช่หรือไม่! อย่าเข้ามานะ!" ร้องพลางสอดแขนดึงร่างฮ่องเต้ให้ถอยห่างสองก้าว

    "เจ้าพูดอันใด! ข้าพี่หลวนซานของเจ้าอย่างไร อวี้เอ๋อร์เหตุใดเจ้าถึงลืมข้า ข้าผู้คู่หมั้นเจ้า! ระ หรือพวกบัดซบนั่นทำอันใดกับเจ้า!" เฟิงหลวนซานมองภาพตรงหน้าอย่างคาดไม่ถึง ดวงตาเริ่มเป็นสีแดงช้ำแต่ดวงใจคงชอกช้ำยิ่งกว่า ราชครูหนุ่มขยับกายหมายจะคว้าร่างคู่หมั้นมาเขย่าแรงๆให้หายสงสัย แต่ติดวรกายของชิงหยวนต้าเทียนที่ยืนอยู่

      หึ มิผิดจากที่คาดการณ์ นางจิ้งจอกเช่นนางต้องปั้นเรื่องได้เป็นแน่

    หาก 'พระสนมไป๋หยง' มาพลาดง่ายๆด้วยแผนการตื้นๆเช่นนี้ นางคงไม่สามารถหลอกข้าและผู้อื่นมาได้หลายปี

    ชีวิตก่อนหลังนางเข้าวัง นางเล่าว่าตนชื่อ 'แม่นางไป๋หยง' บุตรสาวคนเก็บสมุนไพร ด้วยกฏเหล็กของวังหลังคือ ห้ามมิให้บุรุษใดนอกจากฮ่องเต้เข้ามา ยกเว้นมีการประทานอนุญาติเป็นพิเศษ ทำให้หลังไป๋หยางอวี้หายตัวไป เฟิงหลวนซานจึงไม่เคยพบนางอีกเลย ผนวกกับนางสนมที่เข้าและออกจากวังปีหนึ่งมีนับครึ่งร้อย หากเปลี่ยนชื่อก็ยากที่บุรุษขุนนางจะสืบหา แม้ระยะห่างจะเป็นแค่กำแพงวังหลวงกันก็ตาม

    เฟิงหลวนซานเป็นพญาอินทรีปีกหัก ชอกช้ำอยู่นับปีจึงทำใจได้ว่าคนรักอาจสิ้นใจไปแล้ว นับแต่นั้นราชครูหนุ่มจึงสวมชุดขาวไว้อาลัยอยู่จนวันสุดท้ายที่พบกัน


     เอาเถิด อย่างไรข้าก็มีแผนสำรองรออยู่แล้ว...


    "นี่หูหนวกหรือไม่! พวกเจ้าปล่อยข้านะ เจ้ากล้าทำร้ายข้าได้อย่างไร! รู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร! ข้าเป็นสาวใช้คนสนิทของคุณหนูไป๋แห่งบ้านท่านมหาเสนาบดีเชียวนะ! ปล่อยสิ! ข้าบอกให้ปล่อย!" จินหรงที่พรางตัวเป็นทหารองครักษ์กับคนของเขาเดินออกจากพุ่มไม้ ใบหน้าคุ้นเคยถูกซ่อนใต้หน้ากากหนังมนุษย์ เหลือเพียงนายทหารหน้าตาบ้านๆผู้หนึ่ง ร่างสูงแสดงท่าทีรำคาญขณะที่ช่วยกับนายทหารอีกคนกึ่งลากกึ่งจูงสตรีร่างเล็กในชุดสาวใช้ท่าทางดุร้ายเข้ามา แก้มของสตรีพอสตรีนางนั้นบวมช้ำเป็นรอยตบ พอนางหันมาเห็นร่างไป๋หยางอวี้และฮ่องเต้ สีหน้าผยองก็พลันเปลี่ยนร้องห่มร้องไห้น่าเวทนา

   "นะ นายท่านทั้งหลายช่วยข้าด้วยเจ้าค่ะ คนเถื่อนเหล่านี้จับตัวข้าน้อยมา!"

    นายเป็นจักรพรรดินีการแสดง บ่าวย่อมเป็นขุนนางแห่งการแสดง ถึงจะหลุดโพล่งไปหลายอย่างแต่ก็ยังไม่เผยตัวตนนาย


    ช่างเหมาะสม(เพช)ยิ่งนัก


    "นะ นางเป็นใคร แล้วพวกท่านทำกับสตรีเช่นนั้นได้อย่างไร!?" ไป๋หยางอวี้ผงะตกใจจนมือสั่นที่พบคนของตน พอดึงสติได้พลันรีบร้องถามรับส่งกับคนสนิทอย่างดี โกยคะแนนความดีเข้าตัวอย่างรวดเร็ว สวมบทสตรีเปี่ยมคุณธรรมได้มั่นคง

    "นางคือสาวใช้คนสนิทเจ้า อย่ากล่าวว่าเจ้าจำนางไม่ได้!" เฟิงหลวงซานคำราม มือที่ถือกระบี่สั่นระริก ด้วยตาหม่นหมองแปรเป็นความไม่อยากเชื่อเเละหวาดระแวง

    "ฮือออ  ระ เรียนท่านหญิง ข้าน้อยเป็นสาวใช้ของคุณหนูไป๋เจ้าค่ะ คุณหนูหายตัวไปหลายวัน ข้าน้อยร้อนใจจะออกตามหา ตะ แต่หลงทางมาในป่า จนถูกคนเถื่อนจับตัวทั้งยังทำร้ายหาว่าเป็นโจรหญิงโฉด ฮึก ขะ ข้าน้อยมิรู้เรื่องนะเจ้าคะ!" วาจาใส่ไฟพ่นออกมาจากปากเล็กไม่หยุด นางหยุดท่าทางขัดขืนเปลี่ยนเป็นอ่อนแอราวกับกิ่งหลิวลู่ลม หากเป็นผู้อื่นคงเชื่อนางอย่างง่ายดาย

    ...แต่ยอดอัจฉริยะแห่งแคว้นเยว่กลับไม่ทำให้ข้าผิดหวัง

    "หึ ช้าก่อน เจ้ารู้ได้อย่างว่าอวี้เอ๋อร์มาเมืองชิงหยวน ในเมื่อเรื่องนี้มีเพียงข้ากับฮวะ....สายข่าวข้าที่รู้เรื่อง" ดวงตาที่ร้าวรานเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว  บรรยากาศ 'สองสตรีพบหน้า กลางวิกฤติเกิดมิตร รวมมือช่วยเหลือ' พลันมลายไป สาวใช้ที่ร้องห่มร้องไห้บัดนี้อ้าปากพะงาบๆ ราวกับปลาทองฮุบอากาศ

   "ขะ ข้า" สีหน้านางเลิ่กลั่กลนลาน เผลอหันไปมองนายตนมากจนผิดปกติ

    ข้ายิ้ม การจุดชนวนความสงสัยไว้ในมือคนฉาดและมีอำนาจเช่นเขา  ถึงจะมัวเมาในรักไปบ้าง แต่หากดวงตาหายมืดบอดแล้ว จากนี้เขาย่อมต้องดิ้นรนคลายความสงสัย และช่วยข้าขุดคุย 'เบื้องหลัง' ของนางอีกทาง

     ข้าเหลือบตามองสีหน้าฮ่องเต้ชักยามนี้แย่เกินทน พิษคงเริ่มกระจายตัวแล้ว จึงไม่อาจเอ่ยขัดการโต้เถียงคนรอบกายได้ ขืนดึงเวลาไว้มากเกินไป มิทันได้เอาคืนคงสวรรคตก่อนเวลาอันควรเป็นแน่

    ข้าขยับตัว จัดเสื้อผ้า สูดลมหายใจเรียกสมาธิก่อนจะผลุนผลันวิ่งเข้าไปทำทีเป็นเพิ่งมาถึง

    "ท่านเป็นใคร!" นายทหารที่ยืนคุมเชิงห่างหันมาเห็น กระบี่ยืนมาจอคอทันที ข้าตีสีหน้านิ่งสงบก่อนหันไปร้องเรียกราชครูหนุ่มที่กำลังยืนครุ่นคิด

    "ท่านราชครู รีบพาฝ่าบาทกลับเถิดขอรับ พระวรกายทรงสาหัสมากแล้ว!" เมื่อได้ยินเสียงข้า ร่างสูงพลันได้สติ รีบร้องสั่งให้คนจัดม้าพาฝ่าบาทกลับวังทันที รวมถึงให้คุมตัวสองนายบ่าวนักเลงงิ้วกลับเมืองหลวง

    ในที่สุดไป๋หยางอวี้ หรือ สนมไป๋หยงก็ได้กลับสู่เมืองหลวง แต่ครานี้มิใช่ในฐานะผู้มีพระคุณของฝ่าบาทหรือว่าที่สนม


     แต่เป็นในฐานะ ผู้ต้องสงสัยในการลอบสังหาร!


     ข้าควบเจ้าชิงรั้งท้ายขบวน ก้มตัวลูบแผงคอมันเบาๆ

     "ยามนี้น่าสำราญนัก เจ้าคิดเช่นนั้นหรือไม่" 

     แน่นอนว่า อาชาของข้าร้องรับอย่างยินดี...





     พวกเรากลับมารวมตัวที่เมืองจิงหยวน ข้านั่งอยู่บนหลังม้าขณะที่ทอดสายตามองตาแก่หยิ่งยโสที่ชอบดูแคลนพ่อค้าอย่างตระกูลเราเป็นชนชั้นล่างอย่างบันเทิง ทันทีที่มีประกาศว่าฮ่องเต้ถูกลอบสังการบรรดาขุนนางเต่าตะพาบต่างเหงื่อแตกหยดเป็นสายน้ำ โดยเฉพาะเจ้าเมืองจิงหยวนที่มีหน้าที่รับผิดชอบจัดการความเรียบร้อยโดยตรง ร่างท้วมสั่นซีดยิ่งกว่าคนบาดเจ็บอย่างฮ่องเต้เสียอีก

   ส่วนบิดาของสาวงามไป๋หยางอวี้ 'มหาเสนาบดีไป๋ฟูเหลียง' ผู้อาจมีส่วนร่วมกับเรื่องทั้งหมด ยามนี้ยังไม่มีผู้ใดเห็นแม้แต่เงาหัว เฟิงหลวนซานที่หมดความเกรงใจ(อดีต)ว่าที่พ่อตาสิ้น ขอประทานอนุญาติใช้ป้ายทองพระราชทานสั่งทหารออกประกาศตามตัวทั่วหล้า หากตาแก่ผู้นั้นหนีไปไม่ถึงสุดชายแดนก็คงไม่อาจหนีอาญาพ้น...

   ฮ่องเต้ถูกส่งตัวให้กับ 'เทพรักษากระเรียนขาว' หรือ'ลู่หมิงจื้อ' สหายรักแต่วัยเยาว์ของข้าที่พาองครักษ์ซื่อล่วงหน้ามาที่เมืองก่อน ข้าเตรียมจะชักม้าหลบไปที่กระโจม แต่คนของข้าที่เป็นผู้แทนไปเชิญหมิงจื้อมาที่นี่กลับเดินมากระซิบเสียก่อน

   "ท่านเทพรักษาให้นายท่านและท่านเทียนฟงรอที่กระโจม ไม่เกินสองชั่วยามจะมาสนธนาด้วยขอรับ" ข้าพยักหน้า ในหัววิ่งวุ่นนึกคำตอบดีๆที่จะให้กับสหาย  หมิงจื้อเป็นพวกเข้าสังคมยากไร้พรรคสังกัดไปมาไร้ร่องลอย ฝีมือทางการแพทย์และและวิชาพัดโลหิตสูงส่งยากหาผู้ต่อกร ฉายาเทพรักษากระเรียนขาวมาจากลายปักบนชุดที่เจ้าตัวชอบสวมใส่ ข้าให้จินหรงส่งหมายขอร้องให้เขามาพบข้าที่ค่าย เพราะคาดเดาได้ว่าจะต้องมีผู้คนบาดเจ็บไม่มากก็น้อย

    แต่นิสัยหนึ่งที่ทำให้ข้าหวั่นกลัวเขามากที่สุด ก็คือความรู้เท่าทันที่มีต่อข้า หมิงจื้อไม่เคยถามในสิ่งที่ข้าทำ หากเขาพิจดูแล้วว่ามิใช่เรื่องต่ำช้า แต่ท่าทางคล้ายไม่ใส่ใจที่มาพร้อมวาจาซักไซ้อ้อมๆอย่างวิชาชีพแพทย์ ก็ทำให้คนหลุดเผยความลับออกมานักต่อนัก

   ในชีวิตใหม่ข้ายังไม่มีโอกาสได้พบเขาเลยสักครั้ง เนื่องจากช่วงที่ข้าตื่นจากชีวิตที่แล้วเมื่อเกือบสองปีก่อน เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่หมิงจื้อเดินทางไปแคว้นตะวันออกไกลพอดี ทันทีที่ข้าทราบข่าวว่าเขากลับมายังสำนักหุบเขามายาที่พำนักหลัก ข้าจึงให้จินหรงติดต่อไป

   ว่าไปแล้ว เรื่องที่หมิงจื้อไปตะวันออกไกลกะทันหันก็เป็นอีกเรื่องราวที่เปลี่ยนแปลงไปจากชีวิตก่อนโดยสิ้นเชิง

   "ท่านหมิงจื้อคงซักท่านจนสะอาดแน่ขอรับ" จินหรงที่ยังสวมหน้ากากหนังมนุษย์อยู่ไม่ไกลพูดขึ้นลอยๆ

   ข้าถอนหายใจ ชักม้าเลี่ยงไปทางเรือนรับรองของต้นเองไม่สนใจเสียงนกกาของเหล่าบริวาร

   หากฝ่าบาทยังทรงประชวร ทั้งยังจับตัวมหาเสนาบดีไม่ได้ คลื่นใต้น้ำในราชสำนักจะผันผวนเช่นไรหนอ

   ข้าคิดเล่นๆไปเรื่อยขณะที่เจ้าเฟิงค่อยๆย่างเท้ามาถึงเขตเรือนรับรอง หลังจากขุนนางและบริวารต่างออกไปรับขบวนเสด็จ ทหารของราชครูก็เข้าตรวจค้นจนทั่ว มีท่านมือปราบและองครักษ์หลวงที่เคยติดต่อกับตระกูลเฉินมาประสานมือทักทายบ้างประปราย

    ยามนี้ใครบ้างไม่ทราบว่าคุณชายรองแซ่หลินยึดถือคุณธรรม ยอมสละม้าเร็วของตนช่วยชีวิตฮ่องเต้ ข่าวลือเหล่านี้ พวกจินหรงที่แฝงตัวในกองทัพช่วยพัดโหมกระพือให้ ครู่เดียวก็ลามเร็วยิ่งกว่าไฟป่า ทหารชั้นผู้น้อยต่างมองมาอย่างชื่นชม การขี่ม้าเล่นในยามที่เก้าอี้ขุนนางร้อนจนนั่งไม่ติดจึงไม่ได้ดูขัดตาเหล่าทหารในเวลานี้ ตลอดรายทางล้วนสะดวกสบายยิ่ง

    แม้วลี 'เพียงหนึ่งพ่อค้าแต่จิตใจแข็งกล้าราวจอมพยัคฆ์' ที่แพร่กันไปทั่วนี้ ข้าจะไม่ได้สั่งให้เขาพูด แต่กลับฟังติดหูอย่างประหลาด ดูท่าเงาของข้าจะมีฝีมือด้านบทกวีไม่น้อย

    ข้ามาถึงเรือนพักด้วยเวลารวดเร็ว ไม่ช้าเทียนฟงและจินหรงที่ถอดหน้ากากหนังมนุษย์กลับมาสวมผ้าปิดหน้าสีดำเช่นเดิมก็ตามมา ข้าเพียงออกปากสั่งง่ายๆว่านายท่านจะผลัดผ้าเจ้าจงไปต้มน้ำมาให้ข้าเสีย! เทียนฟงผู้เชื่อฟังก็รีบทะยานออกไปทันที 

   
    หลังข้าแสดงความสงสัยในตัวเขา เจ้าหมาป่าสวมกระดองเต่าดูท่าจะรู้จักเอาใจมากกว่าแต่ก่อนจริงๆ

     



       "เจ้าคิดว่าอย่างไร..." 

       ข้าพูดลอยๆ ขณะเดินไปหลังฉากกั้น ขยับมือปลดเสื้อคลุมและเครื่องประดับออก จินหรงหมุนตัวหันหลังให้อย่างมีมารยาท
    
       "ดูปกติจนเกินไปขอรับ" น้ำเสียงทุ้มเอ่ยนิ่งๆ "เจอคนหน้าเหมือนตนเองถึงเพียงนั้นกลับไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย..."

       ข้าพยักหน้า การพาเทียนฟงมาที่นี่เป็นแผนการของข้าแต่แรก ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นทางไหนข้าก็จะต้องจับผิดเขาได้

      หากเขามีท่าทีผิดปกติย่อมมีเหตุจากสองกรณี หนึ่งคือมีชนักปักหลังจริง สองคือความตกใจจากความบังเอิญซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา แต่นี่กลับนิ่งเหลือเกินราวกับรู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้ว

       "นายท่านจะจัดการอย่างไร" น้ำเสียงไม่มั่นคงของจินหรงทำให้ข้าเผลอกระตุกยิ้มมุมปาก

       "ดูต่อไป เป็นหมาป่าหุ้มกระดองเต่าแล้วอย่างไร แค่อย่าให้แว้งกัดเราได้ก็พอ" ข้าก็เดินออกมาจากหลังฉากในชุดชั้นใน ไม่ถึงครึ่งธูปเทียนฟงก็ก้าวเข้ามาในห้องพร้อมหาบน้ำร้อนสองถัง

       น้ำร้อนถูกเทลงในอ่างไม้หลังฉากกั้น ข้าปลดเสื้อผ้าออกเผยผิวกายเนียนเกลี้ยงกระทบแสงสว่างที่ลอดเข้ามาร่ำไร ก้าวลงแช่ในอ่างช้าๆ ที่จริงข้าอยากโปรยดอกไม้ จุดเทียนหอมฉลองชัยเสียด้วยซ้ำ แต่ดูจะไม่เหมาะในสถาณการณ์นี้เท่าไหร่

       ถึงอย่างไรสำหรับทุกคน ยามนี้พระสวามีหูเบาผู้นั้นยังอาการสาหัสอยู่นี่นะ...

       ข้าเหลือบตามองจินหรงยังคงยืนหลังนิ่ง ส่วนเทียนฟงยังคงจ้องแผ่นหลังที่มีรอยสักจิ้งจอกในดงโบตั๋นของข้าไม่วางตา พลางลอบกลืนน้ำลาย ข้าหันกลับมาแค่นยิ้มสวยแบบที่จินหรงกล่าวว่าน่าหวาดผวาที่สุดก่อนจะค่อยๆเลื่อนกายจุ่มศรีษะลงในน้ำอุ่น


       สรรพสิ่งรอบกายเงียบสงบใต้ผิวน้ำ ข้าได้ยินเพียงเสียงหัวใจของตนที่ยังเต้นเป็นจังหวะ แสดงถึงพลังชีวิต...


       อ่า จำได้ว่าเมื่อชีวิตที่แล้วมีสนมนางหนึ่งถูกสั่งโบยอย่างหนักและถูกส่งเข้าตำหนักเย็นด่าทอว่าข้าคือปีศาจจิ้งจอกโหดเหี้ยม ยามนั้นข้าเพียงมองเมินเพราะนางเป็นฝ่ายทำร้ายองค์รัชทายาทน้อยในปกครองของข้าก่อน ข้าเพียงป้องกันตัวเท่านั้น และทั้งคนที่มอบบทลงโทษนั้นคือฝ่าบาทไม่ใช่ข้า

       หึ แต่ท่าทางนางจะพูดจริงนะ

       เพราะรสชาติของการกัดเข้าที่คอศัตรูเสียจมเขี้ยวนั้น ช่างสาแก่ใจข้าเหลือเกิน!



      ฟ้าเริ่มมืด ข้าสวมชุดคลุมขนหมาป่าสีขาวจิบชาอยู่ที่กระโจมพักนอกเรือนนอน แสงตะเกียงวูบไหวเล็กน้อย คนที่นัดไว้จึงปรากฏตัว

      เทพรักษาหนุ่มใช้สายตานิ่งๆมองสำรวจข้าแทบพรุนไปทั้งตัว ข้าตีสีหน้าระรื่น เสจิบชาอย่างไม่ทุกร้อน
 
      "หมิงจื้อมาแล้วหรือ เดินทางมาครั้งนี้ต้องลำบากเจ้าแล้ว ข้าเพิ่งได้ชาดีจากพ่อค้าเกาะรื่อเปิ่น* เจ้าน่าจะลองชิมดู" ข้าผายมือไปยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม หมิงจื้อทรุดตัวลงนั่ง หยิบถ้วยชาที่ยังมีไอควันขึ้นจิบ

     "...ชาดี" คนอายุมากกว่าข้าห้าปีพูดแค่นั้นแล้วเงียบไป เสียงหรีดไรจากที่ไกลเป็นสิ่งเดียวที่แทรกระหว่างบทสนทนา

     ร่างสูงจ้องมองข้าผ่านแสงสลัวของโคมไฟจนผ่านไปหนึ่งเค่อ คนที่มักจะใจเย็นเสมอกลับเป็นฝ่ายอดรนทนไม่ไหว

     "...เจ้ากำลังทำอะไรกันแน่"

     "ข้าทำในสิ่งที่ควรทำเท่านั้น" ข้าหลุบตาลงจ้องมองไอควันสีขาว

     "ข้ายังไม่เห็นเหตุผลที่ดีในการปล่อยเจ้าโดดลงบ่อโคลน ราชสำนักไม่ใช่สวนหลังเรือนที่เจ้าจะลงไปวิ่งเล่น" น้ำเสียงติดเข้มงวดเหมือนพี่ชายดุน้องชายผู้ซุกซนทำให้ข้าเผลอหลุดยิ้มบาง นอกจากจินหรง พี่หมิงจื้อก็เป็นทั้งสหายและพี่ชายร่วมสาบานที่ข้าไว้ใจและเคารพมากที่สุด น้ำใจจริงและความเอื้อเฟื้อของหมิงจื้อต่อข้านั้นแม้เวลาผันผ่านยาวนานระยะทางหมื่นลี้ก็มิเคยหดหาย เสียดายนักที่ในชีวิตที่แล้วไม่ทันได้ร่ำลาข้ากลับมาตายตกไปเสียก่อน

      "ข้าคิดดีแล้ว หมิงจื้ออย่าได้กังวล" ข้าหัวเราะน้อยๆ ยกป้านชาขึ้นรินอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยถาม "แล้วพระอาการฝ่าบาทเป็นเช่นไร"

      "ฮ่องเต้ได้รับพิษสี่เหมันต์มิถึงฆาตจากคมดาบมือสังหาร สี่เหมันต์เป็นพิษคุนไสยร้ายจากชนเผ่าทางเหนือ ผู้ที่ถูกพิษจะมีอากาศบอบช้ำภายในรุนแรง ไม่เกินสองชั่วยามพิษจะแทรกซึมในกระแสเลือดทำให้อาการทรุดหนัก กัดกร่อนพลังปราณจนชีพจรเจียนขาดสะบั้น..." ร่างสูงเอ่ย "แต่ตามชื่อของมัน สี่เหมันต์มิถึงฆาตจะแสดงอาการรุนแรงเพียงไม่นาน หากได้รับการรักษาชะลออาการเพียงเล็กน้อย ผู้ถูกพิษจะคล้ายมีร่างกายหายขาดทั้งยังแข็งแรงสมบูรณ์กว่าเดิมโดยไม่มีทางรู้เลยว่าที่แท้พิษยังคงอยู่โดยการกระตุ้นและดูดซับพลังชีพ เมื่อครบสี่ปีพลังชีพของผู้ถูกพิษจะหมดลงและสิ้นใจในที่สุด"

       "เป็นเช่นนั้น..." ข้าขานเรียบเรื่อย จนหมิงจื้อต้องรีบเล่าต่อเมื่อเห็นสีหน้าข้าแปรเป็นนิ่งขรึม

       "แต่เจ้าอย่าได้กังวลไป ยามนี้ข้าได้ให้ยาแก้ไว้แล้วหากรักษาต่อเนื่องมีโอกาสหายขาด " ข้าพยักหน้ารับขณะยกจอกชาขึ้นจิบกลบเกลื่อนรอยยิ้มที่เผยออกอย่างเย็นชา จนประโยคต่อมาหลุดจากปากสีสด
             
      "ข้าคิดว่าผู้ที่ต้องการลอบสังหารคงใช้มันเพื่อแผนการที่สำรองไว้ หากไม่มีแพทย์มารักษาได้ทันการย่อมต้องถึงคราวสวรรคต แต่หากมี พิษจะยังส่งผลในอีกสามปีข้างหน้า อีกทั้งมันยังมีผลข้างเคียงทำให้ประสาทหลอน ขาดสติคล้ายคนเมาสุรา ยิ่งใกล้ครบสี่ปีจะอาการยิ่งหนักข้อขึ้น" ร่างสูงส่ายศรีษะเบาๆ พร้อมจิบชา "ความรัก อำนาจ เงินตรา สามสิ่งชักจูงหายนะ ราชสำนักช่างน่าเบื่อหน่ายยิ่งนัก" แพทย์อันดับหนึ่งสรุปเงียบๆ

      ข้าชะงักอึ้ง จำได้ลางๆว่าชีวิตก่อนฮ่องเต้ก็ถูกพิษชนิดนี้ แต่ข้าไม่เคยสนใจรายละเอียดเท่าใดนัก ยามนั้นข้าสนใจเพียงหาทางรักษาร่างสูงให้หาย

      เรื่องราวต่างๆล้วนมีที่มาที่ไป ชีวิตที่แล้วคนสนิทของฝ่าบาททั้งข้า แม่ทัพจิ่น องครักษ์ซื่อ ไม่สาปสูญหรือพิการก็ตายตกสิ้น พอนับเวลาจากที่ฮ่องเต้ถูกพิษจนถึงวันที่ข้าตายก็ผ่านเลยมาเหมันต์ปีที่สี่พอดี

      อาจเป็นการเข้าข้างตนเอง แต่อาจเป็นไปได้หรือไม่ว่าที่อดีตพระสวามีผู้นั้นเชื่อว่าข้าเป็นกบฏด้วยข้อกล่าวหาไร้สาระจะมาจากอาการหลงผิดจากพิษที่กัดกร่อนพระวรกาย...


      "เจ้า... เสวียน..."


      ...ถึงเรื่องที่พระองค์หลงรักไป๋อวี้หลานจนสั่งประหารสหายเช่นข้าจะเป็นจริงก็ตาม เหอะ!


       "จิ๊..." ข้าจิปาก ก้มหน้าสะบัดศรีษะไล่อารมณ์หงุดหงิดออกจากสมอง พยายามทบทวนเหตุการณ์ต่อ


      "เสวียนเอ๋อร์!"


       ฮ่องเต้จะอยู่หรือตาย ไม่ว่าทางใดผู้บงการย่อมได้ประโยชน์ ฮ่องเต้ขาดสติย่อมไม่เป็นที่วางใจของข้าราชสำนักและไม่อาจเป็นที่พึงพิงแก่ประชาชน ทั้งยังขาดคนสนิทผู้คอยค้ำจุน บัลลังค์แคว้นเยว่ย่อมคลอนแคลน...
    
        ม่านตาข้าขยาย เช่นนั้นเบื่องหลังคนร้ายก็อาจเป็น...!?

       "หลินหลี่เสวียน!!" เสียงดังข้างหูพร้อมกับมือเรียวที่เขย่าไหล่ทำให้ข้าสะดุ้ง เงยหน้าก็พบใบหน้าคุ้นตาของเทพรักษาหนุ่มที่เดินมาถึงตัวตอนไหนมิทราบ แม้สีหน้าไม่แปรเปลี่ยนแต่ข้าก็รู้ว่าอีกฝ่ายมองสำรวจอย่างข้าอย่างเป็นกังวลนัก

       "เจ้าสบายดีหรือไม่ ข้าเรียกนานแล้วไม่ตอบ"

       "ข้าสบายดี เพียงรู้สึกอ่อนล้าเล็กน้อย..." ข้าดึงมืออีกฝ่ายออกผุดลุกขึ้น แม้สวมหน้ากากเงินอยู่ข้ากลับเผลอหวั่นกลัวสายตาสหายจนต้องยืนหันหลังให้

       "...ขออภัยที่ไม่อาจบอกสิ่งที่ทำอยู่แก่เจ้าได้ แต่หมิงจื้อไม่ต้องห่วง หากมีโอกาสข้าจะบอกเจ้าแน่"...สักวันหนึ่ง ข้าลอบถอนใจเบาๆ ไอควันลอยขึ้นในอากาศต้นเหมันต์ที่เริ่มเย็นลงทุกขณะ

       "ข้าขอตัวไปพะ..."

       "ใบหน้าเจ้า ข้าอยากรักษาให้หายขาด" เสียงอ่อนโยนดังขึ้นจากด้านหลัง ข้ายิ้มบางแม้รู้ว่าหมิงจื้อไม่มีวันเห็น สหายผู้พี่...ความปราถนาดีของท่านมิเคยแปรเปลี่ยนจากวันวาน

        น้องชายผู้นี้เป็นหนี้ท่านอีกครั้งแล้ว...

       "ไม่มีวันหายหรอกท่านพี่ บาดแผลนี้ให้มันเป็นเครื่องเตือนใจแก่ข้าเถิด" เตือนใจถึงชีวิตสนม ที่ข้าจะไม่มีวันหวนกลับไป

       "เจ้าหมายคะ..."

       "ข้าขอตัว" ข้าหันไปก้มศรีษะให้สหายเล็กน้อยเป็นเชิงลา ก่อนจะรีบเดินกลับไปยังที่พัก


        ข้าเดินมาเรื่อยๆ เตาถือ**ที่ติดตัวให้ความอบอุ่น แต่จิตข้ากลับเย็นยะเยือกมิคลาย

        ข้าอยากเล่าทุกเรื่องแก่หมิงจื้อ แต่การกันเขาออกไปจากทุกอย่างคงดีกว่า


        ไม่ทราบว่าข้าจะสับสนไปใย ในเมื่อข้าตัดสินใจได้ตั้งแต่วันที่ลืมตาขึ้นมาในชีวิตใหม่แล้ว...


        "ปล่อยไว้เช่นนี้ ดีแน่หรือขอรับ..." เสียงทุ้มเอ่ยเบาๆ จินหรงยืนกอดอกพิงกำแพงอยู่ในเงามืดซอกหนึ่งของตึกเรือนไม่ไกล ข้าหยุดยืนนิ่ง เอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม ดวงตายังทอดมองไปไกล


        "ให้เป็นเช่นนี้...ดีแล้ว"

       
        ....ว่าการกระทำของข้าจากนี้ ขอข้าเป็นผู้แบกรับมันเพียงผู้เดียว

      

       
        
    

     



............................50%
ช่วงก่อนไรท์ไปตจวครับ กลับกรุงเทพปุ๊ปก็ต่อด้วยสอบย่อย ไม่มีเวลาลงเลย จะพยายามทยอยอัพต่อนะครับ TT

.......................100%
ครบแล้ววว ขอบคุณทุกท่านที่เข้าใจและติดตามครับ!

*เกาะรื่อเปิ่น = ประเทศหมู่เกาะที่คล้ายญี่ปุ่นตามแผนที่ของมหาทวีปต้าไห่ อยู่ทางใต้ของแคว้นเยว่

**เตาถือ =เตาขนาดเล็กใส่ถ่านร้อน ชนชั้นสูงมักจะใช้ถือขณะไปไหนมาไหนเพื่อความอบอุ่น
   

  

   

  

   

 

    
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 751 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,158 ความคิดเห็น

  1. #2129 first_m16 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 เมษายน 2564 / 13:43
    ชาติที่แล้วอาจจะคิดเกินคำว่าสหายไปแล้ว
    #2,129
    0
  2. #2080 Nadia. (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2563 / 20:39
    เอ๊ะนายเอกเรามีแผลที่หน้าเหรอ ใข่เหรอ
    #2,080
    0
  3. #1996 nicharipaen04 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 1 มีนาคม 2563 / 21:18
    น้องงงงงงง
    #1,996
    0
  4. #1959 bophobia (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2562 / 00:52
    พระเอกท่านคือผู้ใด
    #1,959
    0
  5. #1764 PaulaPum (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 มกราคม 2562 / 20:41
    สนุกมากก
    #1,764
    0
  6. #1740 chocolato.p (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2561 / 20:41

    แซ่บๆมากกกก น้องเริ่ดมากกกก กรี๊ดกร๊าด เฉลียวฉลาดจัดการทุกอย่างได้เท่จนใจสั่นเลยรู้ก เป็นนายเอกก็เท่ได้เหมือนกัน แงงงง เด็ดเดี่ยวมากครับ //ปรบมือรัวๆ แต่ตะหงิดใจว่าฮ่องเต้มีสิทธิ์ได้เป็นพระเอกนี่สิ เพราะน้องดูเหมือนจะคิดถึง อดีตพราสวามี มากเกินไป

    #1,740
    0
  7. #1525 คิเซริ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2561 / 12:36
    หลี่เสวียนอ่าาาาา
    แง้~~~~
    YOY
    #1,525
    0
  8. #1494 feonixsh (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2561 / 20:53
    สนุกมากค่ะ
    #1,494
    0
  9. #1455 fanggg- (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2561 / 08:25
    บางทีการแบกทุกอย่างไว้คนเดียวมันเหนื่อยนะ
    #1,455
    0
  10. วันที่ 26 เมษายน 2561 / 11:33
    อู้วววว แล้วใครอยูรเบื้องหลังกันน
    #1,414
    0
  11. #1395 artiannie (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 เมษายน 2561 / 19:52
    ชอบภาษาของเรื่องนี้จริงๆ อ่านแล้วสอดคล้องกับแนวเรื่องอ่านแล้วอิน
    #1,395
    0
  12. #1377 จ้าวแมวน้อย (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 17 มีนาคม 2561 / 06:03
    ฮือออ น้องงงง
    #1,377
    0
  13. #1293 rain27kith (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2560 / 18:26
    สนทนา. นะ
    #1,293
    0
  14. #1247 Blue.September (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2560 / 16:36
    สนธนา ต้องเป็น สนทนา
    เห็นเขียนคำนี้ผิดหลายตอนค่ะ
    #1,247
    0
  15. #1165 MilkMilkW (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2560 / 20:55
    อาจเป็นไปได้ว่า ที่ในอตีดฮ่องเต้สั่งประหารเสวียนเอ๋อร์ เพราะรู้อยู่แล้วว่าตัวเองโดนพิษใกล้ตาย เลยสั่งประหารเสวียนเอ๋อร์ง่ายๆ เพราะจะได้ตายไปพร้อมกัน
    วิเคราะห์+เดา 55555
    #1,165
    0
  16. #929 Pa'yom (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2560 / 21:19
    อู้วว ว่าแล้วววเชียว
    #929
    0
  17. #893 tungminpe (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2560 / 13:04
    สนุกมากกกกกกก
    #893
    0
  18. #828 Mongmong (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 / 00:23
    จริงๆแล้วองชายรองต้องรักฮ่องเต่จริงๆด้วย ฮ่องเต้เองก็มีชีวิตใหม่แล้ว ต้องแก้ไขดีๆนะ เเม่จะไม่รู้ก็เหอะ
    #828
    0
  19. #699 KuppaKP (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2560 / 15:33
    ซับซ้อนไปหมเ
    #699
    0
  20. #659 Zebastian Michaelis (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2560 / 13:50
    สรุปมีแผลเป็นที่หน้าเหรอ? แล้วทำไมมีได้อ่ะ? นึกว่าเป็นแค่ข่าวลือ
    #659
    2
    • #659-1 pingkana2(จากตอนที่ 7)
      2 พฤษภาคม 2560 / 18:09
      ไม่มีครับ แต่ที่ต้องใส่หน้ากากเพื่อให้คนคิดว่ามี ส่วนแผลที่เสวียนเอ๋อร์พูดเป็นแค่การเปรียบเทียบถึงแผลใจของตัวเองครับ ^^
      #659-1
    • #659-2 แมวแสนเศร้า(จากตอนที่ 7)
      27 ตุลาคม 2560 / 21:36
      กราบงามๆ ตอนอ่านก็งงมาก ว่ามีรึป่าว กะจะถามด้วยมาเจอเม้นนี้ถึงรู้
      #659-2
  21. #657 ViVi_BiBi (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2560 / 11:14
    สรุปว่าม้าชื่อเฟิงหรือชิง
    #657
    0
  22. #611 Meatboll (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 / 14:14
    ดราม่าเฉย เสวียนสู้ๆนะ
    #611
    0
  23. #498 ningthanaporn (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 เมษายน 2560 / 00:37
    สนุกมาก
    #498
    0
  24. #459 bassjeedjad (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 มีนาคม 2560 / 00:33
    สงสารหมิงจื้อออออ ไม่ชอบฮ่องเต้เลย หลงผิดคนไปหรือเปล่า โง่งมสิ้นดี ที่เกลียดกว่าคือนางนั่นแหละ แบบโซบิสท์มาก
    #459
    0
  25. #372 คนเหงาเข้าใจไหม (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2560 / 11:24
    หายไปนานเลย คิดถึงงงง
    #372
    0