ลุกขึ้นเถิดข้าไม่ได้อยากอายุยืนขนาดนั้น (yaoi)

ตอนที่ 5 : โชคชะตาเวียนบรรจบ ได้พบพานอีกครั้ง 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 18,797
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 941 ครั้ง
    1 ม.ค. 60











       "เจิ้นจะออกล่าสัตว์ เจ้าว่าดีหรือไม่เสวียนเอ๋อร์" 

       ข้าที่กำลังคีบเนื้อเข้าปากถึงกับเลิกคิ้ว ก่อนลอบมองบุรุษผู้เอาแต่ใจตนเองไม่เสื่อมคลายอย่างชิงหยวนต้าเทียนด้วยความรู้สึกอ่อนใจติดเอือมระอา เป็นวันที่สามแล้วที่ข้าถูกเรียกเข้าวังมาด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องเช่น รวมโต๊ะเสวยกับฮ่องเต้และรัชทายาทช่างหยิง หรือ นั่งมองทั้งสองพระองค์เดินหมากล้อม ด้วยข้ออ้างที่ถูกยกออกมาใช้ก็คือ เพื่อมาเป็นล่าม...


        ทั้งๆที่ใครๆเขาก็รู้ว่ารัชทายาทผู้นั้นพูดภาษาเยว่ได้คล่องกว่าชาวเยว่แท้ๆเสียอีก ที่สำคัญยังรู้จักการใช้สำนวนจิกกัดแบบชนชั้นสูงเสียด้วยซ้ำ!


        "งานราชกิจก็ยังมีอีกมากมาย แต่ท่านยังสามารถแบ่งเวลาไปเข้าป่าล่าสัตว์ ที่แท้ฮ่องเต้แคว้นเยว่ทรงพระปรีชาถึงเพียงนี้ ถือว่าข้าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว" ไม่ทันไร รัชทายาทหนุ่มก็ส่งกระบี่วาจาเข้าจู่โจม ฮ่องเต้แค่นยิ้มตอบทั้งที่ขมับขึ้นเส้นเลือดปูดโปน ก่อนสงครามน้ำลายใต้หน้ากากมิตรของสองผู้มีศักดิ์จะเริ่มขึ้นอีกครั้ง ข้ากรอกตาใต้หน้ากาก


        เพราะแบบนี้อย่างไรเล่า ถ้าบอกว่าให้มาเป็นกรรมการห้ามมวยยังเหมาะสมยิ่งกว่า!


        "ฝ่าบาททั้งสอง กระหม่อมว่าทรงเสวยให้เรียบร้อยก่อนที่อาหารจะเย็นเถิดพะย่ะคะ" ข้าแทรกขึ้นนิ่งๆ สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อถูกดวงตาสองคู่หันมองมองพร้อมกัน แต่สุดท้ายศึกนี้ก็สงบลงเมื่อฮ่องเต้ยืนยันจะไปล่าสัตว์ในอีกห้าวันข้างหน้า ด้วยเหตุผลง่ายๆว่าต้องการจะออกแรงกาย ทั้งยังท้าทายรัชทายาทต่างแคว้นให้ไปแข่งขันกัน ช่างหยิงหยางหรงหันมาถามข้าว่าตกลงจะไปด้วยกรือไม่ พอข้าพยักหน้าผนวกกับเสียงท้าทายจากชิงหยวนต้าเทียน

        
        แน่นอนว่าคนถูกท้าย่อมตกปากรับคำในที่สุด!


        หลังจบมื้ออาหารข้าต้องเดินจากตำหนักรับรองไปส่งฮ่องเต้ที่เกี้ยว จู่ๆฝ่าบาทก็หยุดชะงัก

        "เสวียนเอ๋อร์ การล่าสัตว์ครั้งนี้เจ้าต้องตามเสด็จด้วยนะ" ร่างสูงยืนหันหลังข้าจึงเห็นสีหน้าพระองค์ไม่ถนัดนัก ข้าไม่อาจคาดเดาเป้าหมายของพระองค์ได้

        "...รับด้วยเกล้าพะย่ะค่ะ" ข้าเพียงตอบรับด้วยรอยยิ้ม ไม่คิดขัดอะไรให้เสียการณ์

        ฝ่าบาทหันมองมา ข้ายังคงก้มหน้านิ่ง เงยหน้าอีกทีฝ่าบาทก็เสด็จขึ้นเกี้ยวไปแล้ว ท่านจี้กงก้มศรีษะให้ข้าก่อนจะเดินนำขบวนฮ่องเต้จากไป

       ข้าหมุนตัวเดินกลับไป ใบหน้าติดจะยิ้มกลับเป็นนิ่งเฉย นิ้วซ้ายขยับคำนวนฟ้าดินอย่างรวดเร็ว


        ฤกษ์ยามถูกต้อง บุคคลถูกต้อง สถานที่ถูกต้อง


       "ได้เวลาลงมือแล้วสินะ..." ข้าพึมพำเบาๆ ขณะโหนตัวขึ้นบนหลังอาชาสีน้ำตาลมุ่งหน้ากลับจวน

      
        คืนนี้นายหญิงฮวาเหลียนคงต้องไปที่หอโคมสักหน่อย...
       



      หอบุปผาสวรรค์ยังคงเนืองแน่นไปด้วยเหล่าบุรุษและโฉมงาม ข้าในคราบนายหญิงฮวาเหลียนนั่งนิ่งอยู่มุมสงบบนโต๊ะพิเศษชั้นสอง เบื้องหลังมีเทียนฟงในชุดพรางรัดกุม และที่ใดที่หนึ่งใกล้ๆตัวข้า จินหรงคงซ่อนตัวอยู่

       เสี่ยวลี่เดินนำร่างสูงโปร่งของบุรุษรูปงามเข้ามา แต่ดูคล้ายจังหวะก้าวของบุรุษด้านหลังกลับยังคงนำนางอยู่เกือบครึ่งเก้า ใบหน้าที่มักสุขุมเสมอร้อนรน

       "เมื่อบ่ายแม่นางน้อยเสี่ยวนำจดหมายท่านมาให้ข้าที่จวน นี่ท่านทราบข่าวนางแล้วอย่างนั้นหรือ!?" ไม่พูดพล่ามทำเพลิง เฟิงหลวนซานนั่งลงตรงข้ามพร้อมเข้าประเด็นทันที ดวงตาคู่นั้นเป็นประกายกระจ่างถึงความยินดี เพราะก่อนหน้านี้ที่เขามาถาม ข้าบอกเพียงว่า ข้ารู้ว่าหยางไป๋อวี้คู่หมั้นของเขายังมีชีวิตอยู่แน่นอนเท่านั้น และยังไปได้ไม่ไกลจากเมืองหลวง

       จริงๆข้าจะบอกที่อยู่ของนางเลยก็ยอมได้ แต่เพราะข้ารู้ดี ถึงบอกไปก็เท่านั้น ตราบใดที่ร่างสูงยังออกตามหาอย่างเอิกเกริกอยู่เช่นนี้ ต่อให้พลิกแผ่นดินแยกมหาสมุทร หาจนชาติหน้าก็ไม่มีวันพบ

      "เป็นตามที่เรียนในจดหมายทุกประการเจ้าค่ะ" ข้าใช้แผ่นเปลี่ยนเสียงเอ่ยด้วยเสียงอ่อนหวาน ยกชาดอกเหมยขึ้นจิบอย่างไว้เชิง "รับสินน้ำใจท่านมาถึงเพียงนั้นแล้ว ข้าก็ต้องตอบแทนให้คุ้มค่า"

      "เช่นนั้นนางอยู่ไหน จงเร่งบอกมาเถิดแม่นาง เมื่อวานมีจดหมายข่มขู่เรียกค่าไถ่มายังจวนท่านว่าที่พ่อตา ข้ามิอาจนิ่งนอนใจได้อีก" ดวงตาคู่คมวาวโรจน์รอบกายปรากฏไอสังหาร ข้าแสร้งยกมือทาบอกอย่างหวาดหวั่นในไอปราณสังหารนั้น จนเทียนฟงต้องขยับมายืนบังแผ่ไอปราณขึ้นมาตอบโต้ แล้วกระกระแอ่มเตือน
 
      ราชครูหนุ่มชะงัก ร่างสูงกักเก็บพลังกลับไป ข้าเห็นว่ามือที่วางบนโต๊ะกำลังกำหมัดแน่นอย่างอดกลั้น


      ความรักหนอ ความรัก ทำให้ตาคนมืดบอดเสียจริง...


      "ขออภัยแม่นาง ข้ามิได้เจตนาจะข่มขู่ท่าน" ชายหนุ่มสูงค่อยๆประสานมืออย่างลุโทษ ข้าสะกิดให้เทียนฟงหลบก่อนจะส่ายหน้าให้เขา

      "คนรักตกอยู่ในอันตราย ท่านยอมร้อนรน ข้าน้อยเข้าใจท่านเจ้าค่ะ" ข้ากล่าว ก่อนจะเน้นเสียงหนักที่ประโยคหลัง "....ว่าที่ฮูหยินท่านอยู่ที่เมืองจิงหยวนค่ะ"

      "จะ เจ้าว่าเมืองอะไรนะ!?" ร่างสูงผงะไป สมองชาญฉลาดของบุรุษอัจฉริยะกำลังทำงานอย่างหนัก ใช่ ข้าจงใจทิ้งระเบิดลูกนี้ไว้เอง


      เพราะเมืองจิงหยวนคือเมืองขนาดกลางซึ่งติดกับป่าที่ฮ่องเต้จะเสด็จประพาสในอีกไม่กี่วันนี้อย่างไรเล่า!


      "หากมีคนข่มขู่ท่านจริง ข้าน้อยขอเตือนในฐานะมิตรเถิด หากท่านบู่มบ่ามตรวจค้น คนร้ายอาจจะทำร้ายแม่นางน้อยก็เป็นได้นะเจ้าคะ..." ข้าแสร้งเตือนอย่างชาวยุทธทั่วไปที่มักไม่รู้หรือไม่สนใจความเคลื่อนไหวของวังหลวง

       ทั้งที่จริงๆข้าและราชครูเช่นเขาเองต่างทราบดีว่า ก่อนที่ฮ่องเต้ประกาศว่าจะเสด็จไปที่ใด ทุกอย่างจะต้องถูกจัดการให้เรียบร้อยก่อนแล้วหลายวัน เพื่อให้เมืองทั้งเมืองดูงดงามสงบสุขราวกับฉากในโรงละคร สร้างความดีความชอบแก่เจ้าเมือง


        ยกเว้นความไม่เรียบร้อยหรืออุปสรรคในละครฉากนั้นมีผู้เขียนบทจงใจให้เกิดขึ้น เหมือนที่มันเคยเกิดขึ้นมาแล้วในชีวิตก่อนของข้า ซึ่งบังเอิญที่ข้าคือตัวละครนอกบทผู้ไม่ได้รับเชิญ ตัวบัดซบที่โผล่มาทำลายแผนของพวกมัน จนได้เป็นถึงพระสนมเอก


       ท้ายที่สุดแล้ว ตัวละครผู้ไม่ได้รับเชิญ ย่อมถูกกำจัดเข้าสักวัน ในอดีตข้าไม่เคยตระหนักถึงรายละเอียดเล็กน้อยเหล่านี้เลยสักนิด กว่าจะเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด ก็ตอนฟื้นขึ้นมาในชีวิตใหม่แล้ว

       ข้าบอกเขาไปเช่นนั้นเพราะแผนซ้อนแผนที่เตรียมไว้ต้องมีเขาร่วมส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนก็เพราะไม่อยากให้จุดจบของเขาเป็นเหมือนข้า หากท้ายที่สุด แผนการที่ข้าวางไว้ไม่บรรลุผลตามที่คำนวน


      ข้าไม่ได้อยากให้มีใครต้องประสบกับการเป็นแพะรับบาปจากแผนร้ายของผู้อื่นเช่นที่ข้าโดน...



       "ขอบคุณนายหญิงฮวาที่แนะนำ ข้าขอตัวก่อน" 

       ร่างสูงผสานมือก่อนลุกขึ้นผลุนผลันจากไป ข้าเชื่อว่าไม่เกินพรุ่งนี้ ราชครูผู้ไม่ชอบการล่าสัตว์ยิ่งกว่าอะไรจนปฏิเสธคำชวนของฮ่องเต้ทุกปี จะต้องส่งจดหมายไปแสดงตัวเข้าร่วมกับฝ่าบาทแน่นอน เทียนฟงผ่อนท่าทางเคร่งขรึม ดวงตาสีเทามองตามก่อนจะเอ่ยถามลอยๆ

       "นายท่านดูไม่ดีใจ"

        "ละครยังไม่เปิดฉาก จะให้ข้าดีใจไปก่อนได้อย่างไร" ข้าตอบกลางๆไม่ลงรายละเอียดใดๆ พลางมองถ้วยชาที่ถือไว้จนตกตะกอน เหมือนกับความแคลงใจที่ข้ามีต่อบุรุษต่างชาติข้างกาย

        นับตั้งแต่การพบคณะราชทูตช่างหยิง ข้ากดเก็บความสงสัยไว้ในใจอย่างอัดแน่น เพียงเพราะนี่ยังไม่ถึงเวลาพิสูจน์ความจริงใดๆในเรื่องนี้

        "เช่นนั้นข้าน้อยจะยืนข้างท่านจนกว่าการแสดงฉากนี้จะจบลง" ร่างสูงพูดขณะที่คุกเข่าลงเคียงข้างเก้าอี้ข้า มือหนาที่ให้ความรู้สึกหยาบกร้านเอื้อมมาจับมือข้าแผ่วเบา ดวงตาสีเทาสบมาอย่างจริงจังผิดเคย แม้จะมองไม่เห็นสีหน้าที่ถูกบดบังด้วยหน้ากากของข้าก็ตาม

        ข้าเงียบไปครู่หนึ่ง มองเขากลับด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก

       "ถ้าเจ้าว่าเช่นนั้น ข้าก็จะคอยดูเจ้า..." ข้าเอ่ยเบาๆ พลางลุกขึ้นดึงมือตนให้เลื่อนหลุด ข้าสั่งงานอื่นๆแก่เขาจนดึกดื่น

       ยามจื่อ ข้ารีบหลบออกมาโดยให้เสี่ยวลี่ปลอมตัวเป็นฮวาเหลียนแทนเหมือนที่ทำทุกครั้ง เมื่อข้าต้องการให้ฮวาเหลียนปรากฏตัวที่นี่ พร้อมๆกับที่คุณชายรองหลินหลี่เสวียนไปปรากฏตัวที่อื่น

       ข้ากลับมาที่จวน พูดคุยกับจินหรงถึงเรื่องราวต่างๆเพียงเล็กน้อย กำชับเขาให้ส่งจดหมายถึงสกายหมอเทวดาของข้า แล้วล้มตัวลงนอน 

        อ่า เป็นอีกคืนที่ข้าฝันถึงเรื่องราวเก่าๆ

        ข้าฝันถึงป่าไม้ที่ร่มรื่น ฝันถึงวันที่ข้าพบฮ่องเต้และ 'นาง' เป็นครั้งแรกเมื่อชีวิตก่อน วันที่เรื่องราวหลอกลวงทั้งหมดเริ่มต้นขึ้น

        ใช่แล้ว มันคืออีกห้าวันข้างหน้าในชีวิตใหม่นี้นั่นเอง... ในที่สุด ชะตาของพวกเราได้เวียนมาบรรจบกันอีกครั้งแล้ว





        หลังจากเข้าวังไปพูดคุยกับฮ่องเต้เพื่อเตรียมตัวสำหรับวันพรุ่งนี้ ข้าก็รีบขอแยกตัวกลับมาที่จวน ทีแรกฝ่าบาทบอกจะจัดที่พักให้ในวัง แน่นอนว่าข้าปฏิเสธอย่างไม่เสียเวลาคิด 


         ผู้ใดจะไปอยากพักอยู่ในที่ที่ตัวเองเคยตายนานๆกันเล่า?


        แสงจันทราสีนวลสาดมาทางประตูจวนที่ไม่ได้ปิดไว้ ข้าปล่อยให้แสงเทียนโดนลมพัดดับ พรมนิ้วเชื่องช้าบรรเลงพิณตัวโปรดเป็นท่วงทำนองอ่อนหวาน ข้างกายมีเอกสารรายงานผลประกอบการของกิจการต่างๆซึ่งถูกนำมาอ่านตรวจสอบซ้ำจนหมดสิ้น

        ข้าทบทวนเรื่องราวที่ตัวข้าในชีวิตที่แล้วตกหล่นไป แผนการทั้งหมดที่เหมือนจะสะสางได้รวดเร็วกว่าที่คิด ผลได้ผลเสียจากการมาของช่างหยิง สายตาประหลาดที่รัชทายาทผู้นั้นมองข้าตลอดหลายวันที่ผ่านมา แผนการค้าที่ข้าเกริ่นนำกับพระองค์ไปบางส่วน และรวมถึงบุรุษผู้คล้ายเทียนฟงผู้นั้นที่ข้ายังไม่มีโอกาสได้พบอีกเลย พอถึงตรงนี้ นิ้วที่ดีดพลันชะงัก ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายพลันเงียบงันเยือกเย็น

        "จินหรง..."

        "ขอรับนายท่าน" ร่างสูงก้าวมาจากเงามืด ดวงตาคู่คมทอดมองมานิ่งๆ จะว่าไปตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่เขาเลิกเรียกข้าว่านายน้อยยามอยู่ลำพัง

        "เรื่องที่เราเตรียมการกันไว้ คงต้องรัดกุมขึ้นกันมากกว่าเดิม การมาของช่างหยิงอาจมีนัยแฝง ให้คนของเราระมัดระวังด้วย" เงาของข้าพยักหน้ารับ ฝีเทาเบาขยับจะออกไปทำตามคำสั่ง หากแต่ข้ายกมือรั้งไว้ ข้าเงียบไปครู่หนึ่ง "มีอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องนี้ข้าไม่ไว้ใจใครนอกจากเจ้า..."

        "ขอรับ" จินหรงคงรู้ว่านี่เป็นเรื่องใหญ่กว่าเรื่องแรก มือสังหารหนุ่มจึงหันกลับมารอฟังอย่างสงบ


        "จงจับตาดูเทียนฟง ข้าอยากรู้ว่าพรุ่งนี้ที่ข้าให้เขาไปด้วยในฐานะผู้ติดตาม เขาทำอันใดเกินคำสั่งหรือไม่..."


        ข้าพูดเสียงแผ่ว สะกดกลั้นความหวาดระแวงที่ประทุในใจอย่างเย็นชาที่สุด ข้ามองเห็นร่องรอยความแปลกใจและลำบากใจในดวงตาจินหรง ในฐานะคนๆหนึ่งเขาย่อมลำบากใจที่ผู้เป็นนายระแวงสหายผู้หนึ่งของเขา แต่ในฐานะเงาข้าเชื่อว่า...


       "ข้าจะจับตาดูเขาขอรับ..." เขาจะต้องเลือกปกป้องข้า...


       "ขอบใจเจ้ามาก ไปได้แล้ว"

        ร่างสูงโดดหายไปแล้ว ข้าลูบสายพิณในมือ เหม่อมองดวงจันทร์ที่วันนี้กระจ่างตากว่าวันใด

     
        แต่เมฆหมอกในใจกลับหนาทึบยิ่งนัก....

       
       
      



      ขบวนฮ่องเต้เดินทางได้หนึ่งวันก็ถึงเมืองจิงหยวน ชาวเมืองต่างออกมารอรับขบวนเสด็จเป็นแถวยาวจากชายป่าด้านนอกจนถึงหน้าจวนเจ้าเมือง ชายวัยกลางคนที่เป็นเจ้าเมืองสวมชุดเต็มยศออกมาต้อนรับด้วยท่าทางพินอบพิเทาเพราะงานนี้มีขุนนางใหญ่ๆและชนชั้นสูงมากันจำนวนมาก

       ข้าลงจากรถม้า โดยมีเทียนฟงในชุดผ้าไหมสีดำตามหลัง ร่างสูงพันผมสีสว่างและใบหน้านั้นด้วยผ้าโพกสีเดียวกับชุดไม่ให้โดดเด่น ถึงดวงตาสีเทาจะปิดได้ยากแต่หากไม่ได้สังเกตุจริงๆย่อมไม่อาจแยกความต่าง

      ข้าสวมหน้ากากเหล็กเหมือนทุกที และจงใจให้เขาปลอมตัวเป็นจินหรง ชายลึกลับที่มักติดตามคุณชายรองหลินหลี่เสวียน เพื่อให้จินหรงและคนอื่นๆสามารถเคลื่อนไหวได้สะดวก


       "นั่นคุณชายรองแซ่หลินนี่ เหตุใดบุตรพ่อค้าจึงถูกเชิญมาในงานนี้ได้กัน" ชนชั้นสูงหนุ่มท่านหนึ่งใช่พัดปิดปากขณะสนทนากับบุรุษอีกคน

       "ท่านเพิ่งกลับจากท่องเที่ยวทางใต้คงยังไม่ทราบ ก็เพราคุณชายรองหลินสามารถพูดภาษาช่างหยิงได้อย่างไรเล่า ฮ่องเต้เลยให้มาเป็นล่ามให้ตลอดเดือนที่ราชทูตพำนักที่นี่ ไม่เช่นนั้นถึงเป็นสกุลที่ร่ำรวย แต่หากมิใช่ชนชั้นสูง คงจะเข้ามาได้ยาก" น้ำเสียงดูถูกนิดๆจงใจกดเบาๆราวกับกลัวข้าจะได้ยิน ทั้งๆที่ข้าแค่แผ่พลังปราณเจือจางในอากาศ ต่อให้อยู่ใกล้ถึงร้อยลี้ข้าก็ทราบอยู่ดี

      ข้าเอามือไพล่หลังเดินผ่านพวกเขาไปยังกลุ่มของฝ่าบาทและท่านราชทูตอย่างสนิทสนม แสยะยิ้มเล็กน้อยเมื่อคล้ายได้ยินเสียงอะไรสักอย่างแตกเบื้องหลัง

      หึ คาดว่าคงเป็นเสียงใบหน้าของชนชั้นสูงผู้หยิ่งผยองเหล่านั้นกระมัง 


     "เจ้ามาพอดีเลยเสวียนเอ๋อร์" 

     ฮ่องเต้ที่กำลังคุยกับกลุ่มราชทูตและมหาเสนาบดีหันมาพร้อมตบไหล่ "ข้าอยากสนทนากับท่านราชทูตคนอื่นๆแต่องค์รัชทายาทไม่ยอมช่วยข้าเลย" ท้ายประโยคร่างสูงก้มลงเอ่ยเบาๆด้วยน้ำเสียงเหมือนเด็กขี้ฟ้องไม่มีผิด ข้าเหลือบเห็นช่างหยิงที่มองความใกล้ชิดของข้ากับอดีตสวามีด้วยสายตาอ่านยาก

      "ข้าเพียงคิดว่าคงไม่จำเป็น" จำเลยรีบแก้ตัวด้วยสีหน้ายิ้มๆ "ฮ่องเต้ของท่านมีผู้แปลสารที่เก่งกาจ เราเห็นใต้เท้าหลี่เดินมาแต่ไกลจึงไม่ได้ช่วยเหลือ ต้องขออภัย" ศรีษะที่ปกคลุมด้วยผมสีทรายผงกเบาๆราวกับรู้สึกผิดเสียเต็มประดา แต่ข้าอยู่ไกลร้อยลี้ก็รู้ว่าหามีความจริงใจไม่

     "เช่นนั้นก็นับเป็นความผิดกระหม่อมที่มาช้า" ข้าตัดบท หันไปทักทายท่านราชทูตอีกสามคนที่เพิ่งจะได้พบครั้งที่สองในวันนี้เป็นภาษาช่างหยิง "ข้าน้อยหลินหลี่เสวียนเป็นผู้แปลสารในองค์ฮ่องเต้ คราวก่อนค่อนข้างฉุกละหุกจึงมิได้แนะนำตัวอย่างเป็นทางการ ต้องขออภัย"

      "ข้าชื่อฟ่างหง ท่านพูดภาษาช่างหยิงได้งั้นหรือ" สตรีร่างระหงหนึ่งเดียวในกลุ่มที่อยู่ในชุดคล่องตัวคล้ายบุรุษหันมองข้าจนผมที่รวบไม้ง่ายๆคล้ายลักษณะหางม้าสะบัดไปมา ข้าหงกศรีษะรับ ใบหน้างดงามอย่างต่างแดนแสดงความสนใจเปิดเผย นางก้าวมาทางข้าอย่างรวดเร็ว พอมายืนเทียนกันใกล้ๆแล้ว...

      เฮ้อ น่าขายหน้านัก นางตัวสูงกว่าข้าเสียอีก

     "ข้าเกิดในตระกูลพ่อค้า จำเป็นต้องเรียนรู้ภาษาหลากหลายขอรับท่านหญิง ภาษาแคว้นใหญ่เช่นท่านก็เป็นหนึ่งในนั้น" ข้าเหลือบมองป้ายหยกที่ข้างเอวนาง ก่อนจะรีบตอบ จากข้อความบนป้ายสตรีท่านนี้มีศักดิ์เป็นขุนนางหญิงขั้นหนึ่ง

     "เจ้าดูเด็ก..." นางเลิกคิ้ว แต่ก็เหมือนจะไม่ได้ติดใจ "แต่ก็ดี ตั้งแต่มานี่ ข้าก็ไม่รู้จะคุยกับใครนอกจากรัชทายาท ส่วนพวกที่เหลือช่างไม่มีอารมณ์สุนทรีย์เสียเลย" นางเหลือบไปมองรัชทายาท กันจะเบาเสียงลงขณะเหลือบไปทางราชทูตชายอีกสองคน ข้ามองนางนินทาพวกเดียวกันเองอย่างสบายใจยิ่งด้วยอาการกระอักกระอ่วน

     ข้าเคยได้ยินมาบ้างว่า ที่ช่างหยิงนั้นให้สิทธิและความเท่าเทียมแก่สตรีมากมาย พวกนางสามารถออกปากขอหย่า รับอนุสามี ออกรบ และเป็นขุนนางในราชสำนักได้ตามความสามารถและความเหมาะสม สตรีช่างหยิงล้วนกล้าหาญ ตรงไปตรงมา เปิดเผย และมั่นใจในตนเอง

     ท่านหญิงผู้นี้ก็ดูจะเป็นเช่นนั้น

     ขณะที่นางกำลังชวนข้าคุยเรื่องต่างๆอย่างออกรส ข้าทำทีตั้งใจฟังและตอบคำบ้างตามสมควร ขณะที่กำลังแยกประสาทจับสังเกตคนข้างหลังอย่างเทียนฟง กับราชทูตดวงตาสีเทาอีกคนที่วันนี้ยอมเปิดใบหน้าออกจนหมดแต่ปิดปากเงียบมาตั้งแต่เเรก


      อย่างที่ข้าคิด พวกเขาดูเหมือนราวกับเป็นคนเดียว ผิดแค่ราชทูตผู้นั้นมีแผลเป็นเล็กที่คางเท่านั่น


    เทียนฟงทำตัวเป็นจินหรงได้อย่างแนบเนียบ ร่างสูงยืนนิ่งสงบแต่ร่างกายกับแผ่กลิ่นไออันตรายเต็มขั้น ทำให้ไม่มีชนชั้นสูงคนใดกล้าเดินผ่านมาทางนี้เลยแม้แต่คนเดียว เจ้าเมืองที่ตอนแรกจะเดินมาถวายพระพรฮ่องเต้ยังไม่กล้าเข้ามาตรงๆต้องเดินอ้อมขบวนรถม้ามาอีกทาง


     เป็นจินหรงที่น่ากลัวกว่าจินหรงตัวจริงหลายเท่า


     ตอนนั้นเองดวงตาสีเทาที่มองตรงของเทียนฟงก็เหลือบมาสบตาข้า ข้าสะดุ้ง ก่อนรีบหันกลับมาฟังเรื่องผ้าไหมแคว้นตะวันตกที่ท่านหญิงฟ่างกำลังเล่าอย่างสนใจ

    
     หลังจากฟังเรื่องราวความสวยความงามเกี่ยวกับสตรีได้อีกหนึ่งก้านธูป ข้าก็พยักหน้าตบท้ายว่าว่าถ้ามีโอกาสจะไปชมดูงานฝีมือที่ช่างหยิงด้วยตนเองสักครั้ง

    คุยกับนางก็ไม่ได้แย่อะไร เพราะข้าเสนอขายสินค้าของร้านสกุลหลินไปหลายรายการเเล้วเช่นกัน

    ถึงแผ่นหลังยังอดร้อนๆหนาวไม่ได้เมื่อรู้ว่าถูกจ้องมองอยู่ก็ตามที

    "ข้าชอบท่านนะ ท่านรู้เรื่องเสื้อผ้าเครื่องประดับดีมาก ดียิ่งกว่าสตรีเสียอีก ทั้งยังเชี่ยวชาญการค้าขาย" นางเอื้อมมือมาตบไหล่ "หากท่านไม่มีคู่หมายแล้ว สนใจจะแต่งมาเป็นอนุสามีข้าหรือไม่ ข้าเพิ่งยี่สิบทั้งยังไม่รับสมรสพระราชทานหรือแต่งอนุ เจ้าจะเป็นคนแรก...ของข้า" มือเรียวเอื้อมมาแตะข้างแก้มข้าเบาๆ ดวงตาคู่งามจ้องมองมาอย่างมีเสน่ห์ คำว่าของข้าที่ตามท้ายนางทอดเสียงสั่นพร่า ข้ายังคงยืนนิ่ง ขณะที่สมองปั่นป่วน เหงื่อซึมขมับ


     ชีวิตที่แล้วต้องเป็นสนมฮ่องเต้ ชีวิตนี้ขุนนางหญิงต่างชาติขอไปเป็นอนุสามี สรุปชะตาข้าต้องเกิดมาเป็นอนุเขาทุกชาติเลยใช่หรือไม่!


     "ฟ่างหง!/ไม่ได้นะ!/ไม่ได้ขอรับ!"
  
     สามเสียงประสานกันของบุรุษสามคนเรียกเสียงหัวเราะสนุกสนานจากสตรีตรงหน้าทันที หันไปก็พบกับสายตาเอือมระอาจากรัชยาทช่างหยิงหยางหรง สายตาดุดันจากองค์ฮ่องเต้ และสายตาอาฆาตจากเทียนฟงเป็นลำดับ

     "ดูท่าคนของเจ้าและฝ่าบาททั้งสองจะซดน้ำส้มเสียแล้ว" นางก้มลงกระซิบ "เมื่อครู่ข้าเพียงหยอกเล่นนะ ข้าไม่คิดรับอนุตอนนี้หรอก" ปลายนิ้วนางเคาะจมูกข้าเบาๆ ก่อนจะหันไปมองรัชทายาทของตนอย่างล้อเลียน ข้าเพียงยกยิ้มแหยๆ

     ขบวนเสด็จทยอยเข้าพักที่จวนเจ้าเมืองและเรือนรับรองต่างๆในช่วงค่ำ ฝ่าบาทมีแผนจะออกไปล่าสัตว์ในวันรุ่งขึ้น ข้าแยกตัวมายังห้องพักนั่งหวีผมอยู่หน้ากระจก มองเงาต้นเองที่สะท้อนภาพใบหน้าที่สับสน

     ทั้งราชทูตผู้นั้นและเทียนฟงไม่มีท่าทีผิดปกติตลอดวัน แต่หากทั้งสองไม่เกี่ยวของกันจริง จะเป็นไปได้หรือที่คนสองคนจะเหมือนกันได้ถึงเพียงนั้น

     หน้าต่างไม้หน้าเปิดออก ข้าสูดลมหายใจ

    "นายท่านข้ามาแล้วขอรับ" พอหลุดจากสายตาคน เทียนฟงก็กลับเป็นหมาป่าตัวโตเช่นเคย ร่างสูงปลดผ้าพันศรีษะสาวเท้ามายืนข้างหลัง มือหนาดึงหวีไม้จากมือข้าก่อนจะค่อยๆหวีผมให้ข้าเองอย่างเบามือ

     ข้ามองคนที่พยายามทำตนราวกับสาวใช้ประจำตัวทางกระจก


    "เทียนฟง เจ้ามาอยู่กับข้านานเท่าไหร่แล้วนะ..."


    "สิ้นฤดูนี้ก็ครบปีพอดีขอรับ" ร่างสูงสบตาข้าในกระจก "เหตุใดจึงถามขึ้นมาเล่าขอรับ หรือว่านายท่านหวั่นไหวต่อข้าจึงอยากรำลึกอดีต" มือหยาบจับปลายผมยาวของข้าขึ้นจรดเบาๆตรงริมฝีปาก
   
     "เจ้าช่างมีจินตนาการยิ่งนัก น่าจะไปเป็นกวี" ข้าตอบอย่างเอือมระอา "งั้นรึ หนึ่งปี จะว่ายาวนานก็ยาวนานแต่จะว่าแสนสั้นก็แสนสั้น"

    ข้านึกถึงวันแรกที่พบกัน ข้าปลอมเป็นนักเดินทางเร่รอน เทียนฟงคือจอมยุทธพเนจรที่มีสีตาและสีผมประหลาด วันนั้นข้ามองเขาล้มยอดยุทธอันดับหนึ่งบนเวทีประลอง ข้าจึงท้าทายเขาว่าหากข้าชนะเข้าจะต้องมาเป็นคนของข้า ร่างสูงรับคำท้าสาบานฟ้าดินจะทำตามคำสัตย์

     ....และครั้งนั้น ข้าชนะเข้าหลังผ่านไปหนึ่งก้านธูป

     "ตอนนั้นเจ้าจงใจแพ้ข้าหรือไม่" ข้าเอ่ยขึ้นลอยๆ เทียนฟงเลิกคิ้วอย่างุนงง ข้าจึงกล่าวต่อไป "เมื่อสองปีก่อนที่เวทีประลอง เจ้าจงใจแพ้ข้าใช่หรือไม่" ข้าเพิ่งมานึกได้ไม่นานว่าร่างกายของเทียนฟงสามารถดูดซับพลังยุทธได้ หากไม่ใช้กำลังกายโจมตีโดยตรง การจะล้มเขาแทบเป็นไปไม่ได้เลย

    "ข้าพ่ายแพ้แก่ท่านจริง นายท่านของข้า" ร่างสูงยิ้มบาง มือปลาหมึกโอบรัดเอวข้า คางหนาวางลงบนไหล่

    "ท่านอย่าได้กังวล ข้าไม่มีวันทำร้ายท่าน" น้ำเสียงทอดอ่อนของร่างสูงพยายามขับกล่อมข้า 


     แต่เมื่อความไม่วางใจถูกจุดขึ้นแล้ว ยากจะดับลง


    "อย่าได้เอ่ยคำหากเจ้ามีเรื่องใด ปิดบังข้า" ข้าดึงแขนหาให้หลุดออก ลุกขึ้นยืนเอามือไพล่หลัง

    "นายท่านขะ..." ร่างสูงทำท่าจะกล่าวต่อ แต่มือข้ายกขึ้นหยุดไว้
   
    "เรื่องเจ้าข้าจะเก็บไว้ก่อน เรายังมีงานใหญ่ต้องดำเนินการอีกมาก" ข้าสะบัดมือดับเทียนในห้องจนทุกอย่างตกอยู่ในความมืด เงาร่างใครอีกคนขยับเข้ามา ข้าเอื้อมมือไปแตะใบหน้าเย็นๆของชายชุดดำที่ข้าเคารพดังพี่ชายเบาๆ

    "ทุกอย่างเป็นไปตามคาดการณ์ขอรับ" จินหรงทาบมือบนมือข้า ทอดสายตาลงมองข้าที่กำลังเเสยะยิ้มในความมืด

    "พวกเจ้าว่าข้าเป็นคนโหดเหี้ยมเกินไปหรือไม่" บางคราข้าก็อดคิดไม่ได้ ว่าจินหรงจะรู้สึกอย่างไร เมื่อนายน้อยผู้แสนดี กลับเติบโตกลายเป็นนายท่านที่มากเล่ห์และกุมอำนาจมืดภายในชั่วข้ามคืน

    "หากนายท่านไม่ลงมือ จะต้องมีคนเดือดร้อนเพราะคนเหล่านั้นอีกมาก ข้าไม่เคยสงสัยในการตัดสินใจของท่าน" เสียงเรียบนิ่งเอ่ยแผ่วเบา แต่ข้ากลับสัมผัสความจริงใจและความภักดีจากผู้เป็นเงาได้ชัดเจน

     ข้าผละจากเขา ปรับน้ำเสียงให้กร้าวขึ้น

    "เช่นนั้นแผนการที่เหลือ คงต้องฝากเจ้าแล้ว"

   



   

   
    
        

             




.................50%
คลานมาอีกเช่นเคย รออ่านเม้นต์ด้วยครับ ขอบคุณที่ติดตามครับ

ามจื่อ23.00 น. จนถึง 24.59 น. 
       
.................100%
ลงอีกครึ่งรับปีใหม่ครับ ^^
       
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 941 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,167 ความคิดเห็น

  1. #2095 010162 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2563 / 21:09
    โอเครู้แล้ว เทียนฟงคือใคร
    #2,095
    0
  2. #2090 Nice (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2563 / 20:08

    อ่านเพลินค่ะ สนุกจริงๆ

    #2,090
    0
  3. #2078 Nadia. (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2563 / 20:12
    เอาเป็นว่า ฉันลงเรือจินหรงผู้ภักดีและอยู่เคียงข้างน้องมาตลอดไม่ว่าจะชาติไหน แม้จะไม่ใช่พระเอกแต่หนูปักแล้ว!!!
    #2,078
    1
    • #2078-1 Shy (จากตอนที่ 5)
      21 พฤศจิกายน 2563 / 18:40
      เราจะลงเรือพร้อมกันค่ะ
      #2078-1
  4. #2046 Angzaa (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 เมษายน 2563 / 11:27

    ปมเยอะมาก 555
    #2,046
    0
  5. #1994 nicharipaen04 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 1 มีนาคม 2563 / 20:45
    แฝดใช่ป่ะ

    ความเมะลูกหมานี้....
    #1,994
    0
  6. #1985 E'eve (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2562 / 15:10
    เทียนงเหมือนน้องหมาตัวใหญ่ๆเลยอ่ะะะะะะ งื้ออออออ
    #1,985
    2
    • #1985-1 E'eve(จากตอนที่ 5)
      21 ธันวาคม 2562 / 15:10
      เทียงฟง* พอ
      #1985-1
    • #1985-2 Night Blue Demon(จากตอนที่ 5)
      1 เมษายน 2563 / 16:42
      หมาป่านะ//กระซิบ
      #1985-2
  7. #1965 กอลลิล่าแพนแพน (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2562 / 21:37
    แฝดแหละ ดูอกก
    #1,965
    0
  8. #1738 chocolato.p (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2561 / 20:19

    เทียนฟงนี่ซัมติงรึปะ

    #1,738
    0
  9. #1714 9494 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2561 / 16:17
    อ่ะ เดา นางคือนังคู่หมั้นของคนนั้นอ่ะ ชื่ออะไรสักอย่าง แล้วพระเอกเราว่าไม่ใช่เทียนฟง องค์รัชทายาทชัวร์ ชะมะ // ลงเรือรัชทายาทเงียบๆคนเดียว ฮรึก;-;
    #1,714
    8
    • #1714-6 NO-BL-NO-LIFE(จากตอนที่ 5)
      8 ธันวาคม 2562 / 18:52
      ลงด้วย!//โดดลงเรือ
      #1714-6
    • #1714-8 shy (จากตอนที่ 5)
      21 พฤศจิกายน 2563 / 18:43
      ไปโลด!!//วิ่งเข้าเรือ
      #1714-8
  10. #1686 trp1021 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2561 / 01:03

    นั่นไง เทียนฟงมีประเด็นตั้งแต่ชาติก่อนนางไม่อยู่ข้างกายเสวียนเอ๋อร์แน่ๆ ฟันธงงง 555555

    #1,686
    0
  11. #1596 KmowmaybeCH (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 27 กันยายน 2561 / 16:50
    กินให้หมดค่ะฮือ ฟินตอนท้าย
    #1,596
    0
  12. #1573 artiannie (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2561 / 13:28
    ชอบสำนวนเรื่องนี้นะคะ ภาษาดีมากเลยค่ะ
    #1,573
    0
  13. #1523 คิเซริ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2561 / 11:56
    หลี่เสวียนอยู่กับใครก็น่าจิ้นไปหมดเลย
    555555
    มีความเคะราชินีมากกกกก
    ชอบง่าาาาา
    ><
    #1,523
    0
  14. #1513 Ap_Fortune (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2561 / 18:00
    ปูมาขนาดนี้แล้วต้องพระเอกละอ่ะ
    #1,513
    0
  15. #1453 fanggg- (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2561 / 08:09
    เทียนฟงดูจะหลงน้องมากๆเลยนะ (เรียกน้องเพราะเอ็นดู ฮื่อ~)
    #1,453
    0
  16. วันที่ 26 เมษายน 2561 / 11:06
    ลุ้นนนน เทียนฟงอย่าทรยศน้องน้าา//
    #1,412
    0
  17. #1392 artiannie (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 3 เมษายน 2561 / 21:35
    โอ๊ยยยลุ้นๆ
    #1,392
    0
  18. #1376 จ้าวแมวน้อย (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 มีนาคม 2561 / 05:33
    เนี่ย มันควรจะเป็นฮาเร็ม!!!
    #1,376
    0
  19. #1334 หลานเทียน (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 มกราคม 2561 / 13:45
    เทียนฟง จินหรง รัชทายาท เราลงทุกเรือเลยยยย
    #1,334
    0
  20. #1321 Sopimzize (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 9 มกราคม 2561 / 18:16
    ลงเรือใครก็ได้ที่ไม่ใช่ฮ่องเต้ค่ะ55555
    #1,321
    0
  21. #1284 Fifa30152 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2560 / 13:58
    ลง 2 ลำเลยค่ะ เทียนฟง! กับ จินหรง!
    #1,284
    0
  22. #1185 DKdabble (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2560 / 23:10
    ลงเรือท่านเทียนฟงค่ะ!
    #1,185
    0
  23. #1093 มิรามารินทร์ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 3 กันยายน 2560 / 06:25
    จินหรงนายคือผู้ชายคนเดียวที่น่าไว้ใจที่สุดแล้วในเรื่องนี้ /// นึเปล่าฟะ!!
    #1,093
    0
  24. #1019 LiinarVeaf_698 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2560 / 22:16
    จับจินหรงทำสามีเถอะ
    #1,019
    0
  25. #887 tungminpe (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2560 / 12:12
    จำอะไรต่อไปๆๆๆๆ
    #887
    0
  26. #563 palpal (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 เมษายน 2560 / 14:11
    ฟ่างหงตอนที่ชวนไปเป็นอนุสามีพูดภาษาอะไรคะ มันดูย้อนๆกะตอนบนๆที่บอกว่าไม่ได้คุยกะใครเลยนอกจากรัชทายาท
    #563
    3
    • #563-2 Meatboll(จากตอนที่ 5)
      1 พฤษภาคม 2560 / 13:39
      ลืมปากไว้ที่บ้าน55555
      #563-2
    • #563-3 cocozyrup(จากตอนที่ 5)
      11 พฤศจิกายน 2560 / 12:23
      เราคิดเหมือนกันเลยค่ะ เพราะตอนที่เอ่ยปากชวนฟ่างหงน่าจะพูดภาษาตัวเองอยู่ ซึ่งคนที่ฟังออกน่าจะมีแต่คนช่างหยิง และเสวียนเอ๋อร์ (+เทียนฟง แต่ก็จะเป็นการปูว่าเทียนฟงฟังภาษาออก) ในความรู้สึกจึงคิดว่าคนที่เอ่ยควรจะมีแต่รัชทายาทน่ะค่ะ
      #563-3