ลุกขึ้นเถิดข้าไม่ได้อยากอายุยืนขนาดนั้น (yaoi)

ตอนที่ 28 : ทรราชกับสายสัมพันธ์ที่ขาดสะบั้น แก้ไข100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,835
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 424 ครั้ง
    3 ต.ค. 61






“รองเสนาบดีกรมคลังถูกกุมตัวที่คุกหลวงแล้วขอรับ พรุ่งนี้จะมีการประหารที่ลานทิศตะวันตก ทั้งหมดนี้เป็นรายการทรัพย์สินที่ยึดได้ ขอเชิญท่านชายพิจารณา”

ข้าที่กำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนตั่งไม้สลักบุขนแกะนุ่มฟูพยักหน้ารับอย่างมิใส่ใจนัก ข้าทิ้งสายตาไปยังรอบกายที่มีนางกำนัลหน้าตาพริ้มเพราถึงหกนางกำลังปรนนิบัติรับใช้ด้วยความเขินอาย

บุรุษตัวใหญ่หน้าตาบอกบุญมิรับกับแม่นางน้อยๆที่กำลังเขินอาย เป็นท่านจะเลือกมองสิ่งใดกัน?

ใต้เท้ากรมตุลาการเอ่ยรายงานรายละเอียดทรัพย์สินต่างๆต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ดวงตาที่คล้ายมีไฟโทสะของยอดจอหงวนเมื่อสองปีก่อนที่ไต่เต้าขึ้นมารับตำแหน่งด้วยชื่อเสียงความยุติธรรมที่มองมายังข้ามิอาจทำให้ข้าเปลี่ยนกริยา

 ท่านชายหลินหลี่เสวียน ทรราชแห่งแคว้นเยว่ในวัยยี่สิบสี่ยิ่งทวีความหล่อเหลายิ่งกว่าเมื่อครั้งเป็นเพียงคุณชายรองร่างน้อยคนงามที่คนทั้งเมืองหลวงเอ็นดูเมื่อสิบปีก่อน แม้ใบหน้าครึ่งหนึ่งใต้หน้ากากลือว่าอัปลักษณ์ราวกับอสูรกายก็ไม่อาจทำลายท่วงท่าเสเพลแต่เปี่ยมเสน่ห์แห่งบุรุษลงได้ และด้วยฐานะบารมีแม้แต่สนมตำแหน่งน้อยๆในอดีตฮ่องเต้หลายนางยังยินดีละทิ้งเกียรติแห่งตน เมินเฉยคำขานนำหน้านามอีกฝ่ายที่ว่า ว่าที่พระชายาในชินอ๋องช่างหยิง ขอลาออกจากฐานันดรหวังทอดกายเป็นเพียงอนุภรรยา

แม้จะถูกท่านชายปฏิเสธอย่างมิใยดีก็ตาม

แนวกล้ามเนื้อจากการฝึกยุทธที่โผล่พ้นสาบเสื้อผ้าใหม่ชั้นดีที่มิใคร่เรียบร้อยนัก เมื่อรวมกับกลิ่นควันยาสูบจากกล่องยาสูบในมืออีกฝ่าย ทำให้เจ้ากรมหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงข้ามยิ่งรู้สึกไม่พอใจปนประดักปะเดิด

ตลอดเวลาเกือบสองปีมานี้ ทรราชหนุ่มกุมอำนาจไว้เบ็ดเสร็จ หากข่าวว่าแคว้นเยว่กำลังเข้าสู่กลียุค วังหลวงคงเป็นสถานที่ที่ดำมืดที่สุด เมื่อโอรสมังกรกลายเป็นเพียงหุ่นเชิด หนึ่งพยัคฆ์หนึ่งหงส์เถลิงอำนาจขึ้นครองความเป็นใหญ่ บุรุษงามตรงหน้าของเขาไม่ต่างจากมารพยัคฆ์จำแลงผู้ดื่มกินร่ำสุราต่างน้ำตั้งแต่เย็นจนรุ่งสาง สูบจัดจนทั่วตำหนักราวกับเตาเผา ขุนนางใดคิดคดต่อต้านจะถูกลงทัณฑ์อย่างเด็ดขาด คมมีดเพชฌฆาตได้ดื่มกินโลหิตของชนชั้นสูงทั้งเก่าใหม่มิเว้นวัน

แม้กับขุนนางเชื้อพระวงศ์อาจไม่ไว้หน้าแต่กับประชาชนทั้งในและนอกแคว้น รัฐบุรุษผู้นี้กลับทำหน้าที่ปกครองดูแลได้ยอดเยี่ยมราวกับเป็นผู้ลงเล่นในสนามการเมืองอย่างยาวนาน

และแม้นานวันชื่อเสียงคุณชายรองหยกพิสุทธิ์แห่งเมืองหลวงยิ่งพังทะลาย กระนั้นเจ้ากรมหนุ่มก็มิอาจปฏิเสธได้ว่าการคงอยู่ของชายหนุ่มพ่วงศักดิ์ว่าที่ชายาเอกของชินอ๋องแห่งจักรวรรดิทรงอำนาจคือสายป่านสุดท้ายที่เหนี่ยวรั้งแคว้นที่นับวันจะคลอนแคลนใกล้ล่มสลายให้คงอยู่

“...แจกันจากราชวงศ์ชางอีกสามใบ รวมมูลค่า เก้าหมื่นตำลึงทองขอรับ

เจ้ากรมหนุ่มครุ่นคิดขณะก้มหน้าก้มตากล่าวรายงานจนจบ แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นกลับพบว่าคนฟังกลับเอนตัวหลับสนิท หายใจฟี้ๆราวกับแมวขี้เกียจลงไปแล้ว

อารมณ์ที่พอจะคงที่ของตุลาการหนุ่มดิ่งลงเหวไปในบัดดล

เพียงเท่านี้ก็รู้ว่าคนมิได้ให้เกียรติเขาเลยสักนิด!

ไอ้ทรราชอัปลักษณ์ชั่วช้า!

จากสีหน้าราบเรียบที่พอจะพยายามมองด้านดีๆของอีกฝ่ายได้แปรเป็นสีหน้าอย่างคนที่เพิ่งกลืนก้อนโทสะลงไปจนเต็มท้อง ร่างในชุดขุนนางสีม่วงผุนผลันจากไปราวกับพายุ


...จึงไม่ทันเห็นข้าที่ค่อยลืมตาขึ้น

ท่าทางเสเพลต่ำช้าถูกสลัดทิ้ง ข้าผุดลุกขึ้นนั่ง จัดเสื้อผ้าแล้วลุกขึ้นจากตั่งหมุนกายกลับนั่งที่โต๊ะทำงาน ส่วนนางกำนัลที่แท้จริงล้วนแต่เป็นคนจากหมู่ตึกมือสังหารก็พากันเร้นกายไปทำงานอื่นๆต่อ

ข้าไล้มือลงบนโต๊ะไม้ขัดมัน ตำหนักที่ครั้งหนึ่งข้าเคยอาศัยเมื่อครั้งเป็นสนมในชาติก่อนถูกปรับปรุงอย่างสวยงามและกลายเป็นที่พักของข้าตลอดช่วงเวลาสองปี พื้นที่ที่เคยเป็นซากตำหนักมังกรของชิงหยวนต้าเทียนกำลังเตรียมก่อสร้างอารามหลวงขึ้นทับเพื่อไล่ความอัปมงคล ควันจากกำยานหอมกับควันกล่องยาสูบในมือข้าอบอวนทั่วห้อง  ข้าหลับตาลงเปิดปากให้ควันที่สูบเข้าไปไหลออก ทรุดกายลงนั่งเอนพิงพนักเก้าอี้โต๊ะช้าๆ

หลังการครองราชย์ของชิงหยวนต้าหลางฮ่องเต้ ทัพแคว้นจ้าวรุกคืบเข้ามาช้าๆ แต่เพราะสัญญาประทับตราพระราชลัญจกรที่ทางนั้นมอบให้ข้าทำให้อีกฝ่ายยังรอไม่บุกถึงเมืองหลวง อย่างไรก็ตามข้าถอนกำลังคนที่ให้อีกฝ่ายไว้กลับและตัดการติดต่อทุกทางทันทีที่รู้ว่าฮ่องเต้ฉูเกาหรานประกาศแต่งตั้งคุณหนูคนงามขึ้นเป็นกุ้ยเฟย ได้ข่าวว่าคนนั่งแทบไม่ติดบัลลังค์หลังขาดการติดต่อกับ คนทางนี้ ที่เร้นกายอยู่ข้างตัวข้า

ซึ่งความทุกข์ของฮ่องเต้แคว้นจ้าวไม่ใช่ธุระกงการอะไรของข้าที่ต้องสน เรียนผู้ต้องเรียนแก้เอาเองสิ!

พวกที่ชายแดนส่งข่าวมาแล้วว่ามหาราชาทรงกริ้วมากเรื่องการตายรัชทายาท ทางฝั่งท่านข่านสุลตาผู้มีศักดิ์เป็นเสด็จตาของท่านหญิงผู้เป็นชายาก็เช่นกัน ทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวโทษกันถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทางท่านมหาราชาและญาติฝั่งมารดาของจิวซาคิดว่าเขาตายเพราะอริที่คิดแค้นเผ่าของพระชายา ส่วนอีกฝั่งก็คิดว่าที่พระชายาและชาวเผ่าทั้งหมดต้องสังเวยชีวิตเพราะศัตรูของสวามีของหลานสาว สามอาณาจักรแห่งแดนทะเลทรายพร้อมเปิดศึกกันได้ทุกเมื่อ

องค์ชายจิวซาทรงปรีชาอย่างยิ่ง ทุกอย่างเป็นดังท่านว่าไม่ผิดเพี้ยน ข้าทราบดีว่าความคิดที่แตกรากในใจข้าต่ำช้า แต่ข้าก็ยังยอมรับว่าเป็นโชคดีที่ท่านอยู่ข้างเดียวกับข้าและได้จากไปแล้ว

เพราะหากต้องพบกันในสถานะอื่นหรือต้องเผชิญหน้ากันในภายหน้าเกรงว่าข้าคงไม่อาจสงบใจนอนตาหลับได้สักวัน

แม้จะอยากเร่งกลับไปหยุดเรื่องที่ทะเลทรายเพียงใด สถานการณ์ที่นี่ก็ไม่ใช่อะไรที่ข้าจะปลีกตัวไปได้ ตระกูลหวางของแม่ทัพหวางที่ชายแดน และตระกูลเฟิ่งของราชครูเฟิ่งหยูเฮ่อในเมืองหลวงกำลังลอบสะสมกำลังพล ข้าทำเป็นไม่รู้และไม่สั่งการอะไรทั้งสิ้น ที่ข้าทำทุกวันตั้งแต่ก้าวขึ้นมาในโลกสว่างนอกจากกินดื่มก็มีเพียงการตัดแต่บอนไซในสวนหย่อมของตำหนักเท่านั้น หากข้าจะออกไปช่วยว่าราชการ ข้าก็จะขึ้นรถม้าหรือขึ้นเกี้ยวแปดคนหามไปอย่างเอิกเกริก วางท่าโอหังใหญ่โตสุขสำราญในอำนาจยิ่ง

 ...แต่คนที่อยู่ใกล้ชิดข้าย่อมรู้ดีว่าความเครียดและความกังวลรุมเร้าข้ามากเพียงใด

 หากท่าทางเจ้าสำราญและการจัดงานรื่นเริงทุกค่ำคืนเป็นเพียงละครฉากหนึ่ง การสูบยาคงเป็นเรื่องจริงเพียงข้อเดียวที่ข้าทำ กล่องสูบสารเสพติดอ่อนๆนี้เป็นสิ่งที่ข้าไม่เคยจับมาก่อนไม่ว่าชีวิตก่อนหรือชีวิตนี้ก็ตามกลับกลายเป็นของประจำกายข้าแทนสมุดบัญชีไปเสียแล้ว มันช่วงให้ใจข้าสงบได้บ้างเมื่อทุกคืนข้ามักจะผวาตื่นกลางดึกเพราะฝันร้ายในชีวิตก่อนที่ตามหลอกหลอน กลิ่นสาปอับของคุก เสียงร้องขอความเมตตาของตัวเอง และความเหน็บหนาวทรมาณของความตาย

กระนั้นข้าก็ยังรอ ข้ากำลังอดทนรอ...เดิมพันครั้งนี้หมายถึงทุกสิ่งในชีวิตข้า

รอเวลาที่พวกมันจะเข้ามาติดกับ

ข้าจมอยู่ในความคิดของตนกระทั่งเสียงของบุคคลที่อยู่นอกห้องจะดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของเจ้าของเสียง

จินหรงที่ออกไปจัดการธุระให้ข้าตั้งแต่เมื่อยามเช้าก้าวเข้ามา ใบหน้าที่มักเรียบเฉยกลับปรากฏร่องรอยความกังวลใจ

"รายงานมา"

ข้าเอ่ยเสียงนิ่ง ขยับลุกจัดเสื้อผ้าแล้วรินชาดอกเหมยกุ้ยลงจอกให้ตนเองเงียบๆ

"คุณหนูหลินขอเข้าเฝ้าท่าน ยามนี้รออยู่ที่นอกตำหนักขอรับ"

มือที่กำลังยกจอกชาชะงัก นึกถึงใบหน้าซีดเซียวอ่อนแรงของน้องน้อยที่รักยิ่ง

"ให้นางเข้ามาที่ห้องรับรอง ข้าแต่งตัวแล้วจะรีบไป"

 

ยามนั้นข้าเผยรอยยิ้มเบาบาง ในสายตาคนนอก ยิ้มนี้ไม่คล้ายกับรอยยิ้มยินดี แต่ก็มิคล้ายรอยยิ้มเหยียดหยัน เป็นรอยยิ้มแสนอ่อนล้าที่ยากจะอ่านเจตนา ดวงตาสีเข้มแฝงความตกใจ และปวดร้าวลึก

 

น้องสาวข้า...

 

ในที่สุด..เจ้าก็มา

 

 

 

"ท่านพี่..." ดรุณีแรกรุ่นวันสิบเจ็ดหนาวยังคงมีสาวรับใช้คนเดิมคอยประคอง นางค่อยๆก้าวเข้าโถงรับรองของตำหนักมาช้าๆ ข้ามองนางผ่านหน้ากากโลหะด้วยดวงตาหม่นแสง หลายปีนี้คล้ายว่ายาบำรุงหรือโอสถใดก็ไม่อาจช่วยฉุดรั้งอาการป่วยไข้ของนางลงได้ ผิวหนังที่ออกน้ำผึ้งดั่งมารดาชาวต่างแดนของนางคล้ายจะดูแห้งติดกระดูกจนเห็นเส้นเลือดขอด ร่างกายในชุดสีฟ้าอ่อนยิ่งทำให้นางราวกับจะปลิวลู่ลม

"เจ้าจะเดินเข้ามาเองทำไมกันเล่า ถ้าเจ้าบอกพี่ล่วงหน้าว่าจะมา พี่จะส่งคนไปรับ" ข้าก้าวเร็วๆไปโอบประคองนางด้วยตัวเอง สาวใช้ของนางค่อยๆขยับถอยให้ข้ายืนแทนที่อย่างรู้งาน

มือหยาบของข้างวางบนเนื้อผ้าไหมชั้นดีเหนือผิวกายนาง ข้าเผลอยืนนิ่งกับสัมผัสเย็นๆที่แผ่ออกมา
น้องสาวต่างมารดาคลี่ยิ้มอ่อนหวานให้ข้า "น้องนั่งรถม้ามาถึงหน้าตำหนัก เพียงเดินเข้ามาสั้นๆเท่านี้ ไม่นับลำบากเลย"

ข้ารีบส่ายศีรษะอย่างไม่ยินยอมแต่ไม่ได้ต่อเถียง พอส่งนางให้นั่งที่เก้าอี้ก็สั่งคนให้ไปนำขนมกุ้ยฮวาที่นางชื่นชอบมา

"ท่านพี่ดูสุขสบายยิ่ง หลายปีนี้น้องได้ฟังเพียงข่าวลือของท่าน น้องกับท่านแม่ใหญ่ไม่สบายใจยิ่ง" นางหยิบจอกชาขึ้นจิบ 

"พี่ของเจ้ามิได้สบายเท่าใดหรอก เพียงแต่ด้วยภาระแห่งหารเป็นราชครู พี่จึงต้องมาอยู่เพื่อค้ำจุนบัลลังค์ฝ่าบาท" ข้าถอนหายใจกลัดกลุ้ม ยามอยู่ต่อหน้านางข้าอยากปล่อยทิ้งภาพลักษณ์จอมปลอมทั้งปวง เป็นเพียงพี่ชายของน้องน้อยเท่านั้น

เมื่อมองจอกชาในมือนาง ข้าจึงนึกเรื่องสำคัญขึ้นได้ “จริงสิ ชาดอกไม้ที่เจ้าส่งมาให้พี่หมดเสียแล้ว หากพี่ไหว้วานเจ้าให้ส่งเข้ามาให้เพิ่ม เจ้าจะสะดวกหรือไม่”

นางคลี่ยิ้ม เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานเช่นเดิม “มิลำบาก น้องอ่อนแอมิอาจช่วยเหลือแบ่งเบาพี่ใหญ่พี่รองในเรื่องอื่น เพียงเตรียมชาให้ท่านพี่ที่เสียสละเพื่อแผ่นดินจะนับเป็นอะไรได้”

ข้าผุดลุกขึ้น สาวเท้าไปยังเก้าอี้ของนางโน้มกายลงลืบเส้นผมที่ไม่นุ่มลื่นนักเพราะผลข้างเคียงจากยาที่นางดื่มกินไปมากมายตลอดชีวิต 

ฝ่ามือเคลื่อนไปจนถึงช่วงลำคอ อ้อยอิ่งตรงท้ายทอย กดนวดให้นางช้าๆเหมือนที่หมิงจื้อเคยสอนให้ข้าทำให้นางครั้งที่พวกเรายังเป็นเด็ก

"น้องพี่...ชาที่เจ้าเอามา เจ้ารู้ไหมว่ามันพิเศษมากเหลือเกิน"

สัมผัสจากมือของข้ายังคงอ่อนโยนเกินไป นางจึงเพียงเอ่ยรับด้วยท่าทางอ่อนเดียงสา

"ท่านพี่หมายถึงเรื่องอะไร"

"ชาดอกลำโพง ดื่มแต่น้อยบำรุงเลือด ดื่มมากกระตุ้นพิษหลอนประสาท..." ข้าพูดด้วยน้ำเสียงนาบช้าไม่รู้เลยว่าตอนนั้นรูม่านตาข้าหดแคบลงราวกับดวงตาของสัตว์ร้าย คล้ายกับพยัคฆ์ที่จ้องมองเหยือในอุ้งเท้าของตน

มีเอ๋อร์มีสีหน้าตกใจ แต่ครั้นจะขยับตัว ก็พบว่าจุดเคลื่อนไหวถูกสกัดไว้แล้ว 

ข้าสะกัดจุดนางและค่อยๆเลื่อนมือกดค้างอยู่เหนือจุดตายตรงข้อต่อระหว่างคอกับกะโหลก แต่ไม่ได้ขยับลงแรงไปมากกว่านั้น

ภาพที่บ่าวไพร่ที่ลอบมองห่างๆเห็นจึงเป็นภาพพี่น้องที่กำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนานเท่านั้น


ในที่สุด..เจ้าก็มา 

คนที่ไม่อาจอดทนใจกับการเถลิงอำนาจของข้าได้ 

ก่อนนี้ข้าหวังให้ผู้แรกที่มาถึงมิใช่เจ้า แต่กลับเป็นเจ้า

หลินซูมี่...น้องน้อยของพี่รอง ทำไมถึงเป็นเจ้า


"น้องพี่ ในบรรดาพวกเราพี่น้อง เจ้าเป็นผู้เดียวที่เกิดจากท่านแม่รอง" ข้าคลายมือจากตัวนาง ขยับห่างออกมาเล็กน้อย “พี่เห็นเจ้าที่แสนอ่อนแอป่วยไข้จนชินตา เห็นความอ่อนหวานควรแก่การถนอมไว้ของงเจ้าจนชินตา จนลืมนึกไปว่าเจ้าจะมิได้เศษเสี้ยวพรสวรรค์ด้านยาพิษสมุนไพรของท่านแม่รองบ้างเลยหรือ"

ปีนั้นที่ข้าเสียองค์ชายจิวซา หมิงจื้อตอบรับคำขอร้องของข้าในจดหมายที่แนบไปพร้อมตัวอย่างเลือดแม้ข้าจะรู้ว่าอีกฝ่ายหวาดหวั่นเพียงใด ลายมือเทพรักษาที่มักตรงเเละเรียบร้อยจึงสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัดเจน

หลังการรอคอยที่ยาวนานเกือบหนึ่งฤดูกาล หมิงจื้อจึงได้ส่งผลจากการทดลองของเลือดนั้น รวมถึงส่วนประกอบบางอย่างที่ข้าคาดไม่ถึงกลับมา...

พร้อมกับข้อสงสัยที่ค้างในใจข้าได้ปลดเปลื้องออก

สี่หมื่นเหมันต์มิถึงฆาตรที่อดีตฮ่องเต้ได้รับทำให้รอบกายคนมีกลิ่นเฉพาะตัวซึ่งเกิดจากส่วนผสมบางอย่าง

ในชีวิตก่อนตัวข้าที่ใกล้ชิดกับอดีตฮ่องเต้จนแม้เคยนอนในห้องเดียวกันไม่เคยรับรู้ บ่อเลือดขององค์ชายฉูเกาลิ่วเอ่อท่วมอยู่ตรงหน้าก็ไม่แม้แต่ฉุกคิดสงสัย

 

ครั้งหนึ่งข้าคิดว่ามันเป็นส่วนประกอบที่ข้ามิรู้จักจึงเสียเวลาหลายปีไล่ค้นหาที่มา

 

 แต่แท้จริงกลับตรงข้าม

 

มื่อท่านใกล้ชิดกับสิ่งใดมายาวนาน สิ่งที่ควรสังเกตกลับมิสังเกต สิ่งที่ควรแปลกใจกลับมิแปลกใจ ข้าเติบโตมาในจวนสกุลหลิน วัยเยาว์หมดกับการวิ่งเล่นเรียนรู้วิชาสมุนไพรในเรือนท่านแม่รอง

 

เรือนไม้หลังน้อยแสนสงบร่มเย็นอันรายล้อมด้วยต้นไม้ที่มีดอกสีอ่อนห้อยลงราวกับระฆังหยก ซึ่งบัดนี้ตกทอดเป็นของน้องสาวข้า

 

ถูกแล้วทั้งเรือนหลังนั้นเต็มไปด้วยดอกของต้นลำโพงที่กำลังบานสะพรั่ง

 

“มันเป็นไม้หายากในแผ่นดินต้าไห่ มีแค่ลุ่มน้ำที่ทอดผ่านหุบเขาของเผ่าไตเท่านั้นที่ปลูกมันขึ้น พงศาวดารบันทึกไว้ว่าหลังการกวาดล้างในครั้งนั้นต้นลำโพงได้ถูกเผาจนมอดไหม้สูญพันธ์ไปพร้อมกับผู้ที่ทราบวิธีปลูกมัน พี่สงสัยมาตลอดว่ามันมาถึงในวังได้อย่างไร...” เสียงของข้าค่อยๆแผ่วลง จงกลายเป็นกลืนประโยคสุดท้ายหายไปในลำคอตนเอง

ที่แท้ผู้ที่รู้กลับอยู่ใกล้พี่แค่ใต้จมูก

“ท่านพี่ฉลาดสมกับที่คนๆนั้นเคยว่าไว้จริงๆ” น้ำเสียงของนางราบเรียบอย่างที่ข้ามิเคยได้ฟังมาก่อน “ถูกแล้วพี่ข้า น้องเป็นผู้ทำมันขึ้นเอง ทั้งพิษที่ทำให้ท่านประสาทหลอน และพิษสี่เหมันต์มิถึงฆาตรที่ไหลเวียนอยู่ในพระวรกายของอดีตฮ่องเต้ด้วย”

ข้าหลับตาลง ขบฟันเบาๆกุบความเจ็บที่แผ่ในใจตอกย้ำความจริงที่รับรู้ ข้าเลือกหมุนตัวเอามือไพล่หลัง ทอดสายตาไปยังสวนหิน ไม่อาจทนมองหน้านางได้

“เจ้าทำเพื่อเหตุใด” ทั้งที่ครอบครัวเรามีกันเพียงเท่านี้ ทั้งที่พี่ทำทั้งหมดนี้เพื่อความสุขของครอบครัวเรา

เสียงของนางยังคงราบเรียบ “ข้าทำเพื่อท่านแม่”

“ท่านแม่รองน่ะหรือ?” ข้าเอ่ยย้ำ เมื่อผินหน้ามองนาง น้องสาวต่างมารดาที่ข้ารักยิ่งยังคงรักษาสีหน้าราบเรียบไม่หวั่นไหว

“ท่านแม่ของข้า แค่ท่านแม่เจ้าค่ะ ที่จริงด้วยชาติกำเนิดนางมิสมควรเป็นเพียงภรรยารองของใครทั้งนั้น” นางยกยิ้มมุมปาก สรรพนามที่นางใช้เรียกข้ายังห่างเหินเหยียดหยัน “ท่านแม่ของข้าเคยเป็นหลานสาวเพียงคนเดียวของผู้นำเผ่าไต เผ่าผู้วิเศษที่เรืองอำนาจที่สุดในแดนใต้ ตอนนั้นเกิดศึกชิงบัลลังค์ องค์ชายรองแคว้นเยว่เมื่อสามรัชสมัยก่อนมืดแปดด้านด้วยรู้ว่าไม่อาจทานอำนาจของรัชทายาทได้ จึงตัดสินใจส่งคนไปเชิญท่านตาและชาวเผ่าไตมาเพื่อช่วยวางยาคุณไสยกำจัดรัชทายาทและฮองเฮาจนสำเร็จ เมื่อฮ่องเต้ผู้นั่นเถลิงราชย์ชาวเผ่าไตภายใต้การปกครองของท่านตาในยามนั้นจึงได้รับอวยยศ ได้รับเกีรยติ ได้รับชื่อเสียงเงินทองมากมาย...น้ำเสียงของนางสั่นเครือ เจือความแค้นและความเจ็บปวด โดยเฉพาะยามที่เค้นเสียงเอ่ยความถัดมา

แต่ท่านตาคงมิคาดว่าจะกลายเป็นจบนาฆ่าโคถึก จบศึกฆ่าขุนพลมี่เอ๋อร์แค่นเสียงรอดไรฟัน “ทันทีที่ชาวเผ่าไตเดินทางกลับคืนสู่หุบเขา กลับถูกกองทัพทหารเยว่ที่ดักรออยู่เข่นฆ่าสังหารสิ้น ฮ่องเต้ชั่วสั่งกรีฑาทัพนับหมื่นเหยียบย่ำหุบเขาจนกลายเป็นทะเลเลือดเพราะหวาดกลัวในพลังอำนาจของเรา...แค่ก” โทสะทำให้ร่างกายอ่อนแของนางแย่ลงนางไอโลหิตออกมา แต่ซูมี่ไม่คิดแยแส “ท่านแม่ที่ยามนั้นอายุได้เพียงสิบห้าปีหลบหนีการตามล่าจนตกหน้าผาบาดเจ็บสาหัส โชคดีที่นางรอดมาได้ แต่ร่างกายกลับมิสมบูรณ์แข็งแรงเช่นเดิม ท่านแม่ไม่อาจใช้ชื่อความเป็นชาวเผ่าไตที่เป็นความภาคภูมิใจ นางจำต้องหลบซ่อนตัว แม้แต่แต่งงานกับพ่อค้าธรรมดาก็เป็นเพียงฮูหยินรองเพราะเป็นเพียงชาวป่าชาวเขานอกด่าน ทั้งที่นางไม่ใช่เลย”

ข้าขมวดคิ้ว เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ยามนั้นฮ่องเต้เมื่อสามรัชสมัยก่อนเป็นทรราช เขาก่อกบฏชิงบัลค์พี่ชายซึ่งเป็นรัชทายาทที่ดีงามและได้รับการแต่งตั้งถูกต้องตามกฎมณเทียรบาล ชาวเผ่าไตเอง อดีตได้ชื่อว่าเป็นมารหมอผี เข่นฆ่าผู้บริสุทธ์ไปไม่น้อย” ที่แท้ไม่มีสัจจะในหมู่โจรเป็นเช่นนี้เอง ในใจข้าก็ยอมรับว่าสิ่งที่ฮ่องเต้พระองค์นั้นทำต่ำช้าเกินไป แต่นั่นก็ล้วนเป็นเรื่องราวของอดีตอันห่างไกลไปเสียแล้ว ใครถูกใครผิดมิใช่เรื่องที่คนรุ่นหลังอย่างเราจะไปคิดแทนหรือตัดสิน

“ไม่ เราไม่ผิด! พวกเยว่ต่างหากที่ต่ำช้า!” แต่ดูเหมือนทายาทคนสุดท้ายของเผ่าไตจะไม่ได้คิดเช่นนั้น เพราะดวงตาของน้องน้อยแดงก่ำอย่างบ้าคลั่ง การตะโกนครั้งแรกด้วยแรงแค้นของนางทำให้นางต้องหอบหายใจ “แฮ่ก...ท่านแม่พกเมล็ดดอกลำโพงไว้ติดตัวเสมอ นางพามันกลับมายังแผ่นดินศัตรูพร้อมตนเองเมื่อแต่งงานกับท่านพ่อ ปลูกมันไว้บนผืนดินเยว่ หวังว่าสักวันจะมีโอกาสสังหารลูกหลานของฮ่องเต้ชั่วนั่นที่ดันตายเร็วเกินไปด้วยสิ่งนี้ และทำให้แผ่นดินโสสมนี้ย่อยยับ น่าเสียดายที่นางสิ้นใจก่อนถึงเวลานั้น ทิ้งไว้เพียงบันทึกที่บอกเล่าและสั่งสอนวิชาลับทุกอย่างแก่ข้า หลายปีที่ท่านไปนอกแคว้นข้าจึงขายมัน” ดวงตาของนางตวัดมายังข้า “ก่อนนี้ข้ามอบยาให้กับคนผู้นั้นเพื่อกำจัดอดีตฮ่องเต้ชิงหยวนต้าเทียน ให้มันกลายเป็นฮ่องเต้วิปลาสเข่นฆ่าคนรอบตัวให้สิ้น แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปร ตัวท่านกลับกลายเป็นความหวังสุดท้ายของชาวเยว่ เป็นเสาค้ำจุนแคว้นสกปรกที่ข้าเกลียด”

 

“ข้าจึงมิลังเล...ที่จะกำจัดท่าน”

 

หากคำพูดเป็นกระบี่ กระบี่นี้คงแทงความลงในความทรงจำที่งดงามของข้าอย่างมิปราณี





.....................................................................แก้ไข100%

มาต่อแล้วครับ เข้ามหาลัยมางานยุ่งตลอดเลย เพิ่งสอบมิดเทอมเสร็จเลยได้กลับมาลง

ขอโทษที่มาช้า และขอบคุณทุกคนที่ยังติดตามนะครับ




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 424 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,163 ความคิดเห็น

  1. #2018 nicharipaen04 (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 2 มีนาคม 2563 / 00:12
    พีค

    คนใกล้ตัวน่ากลัวสุด
    #2,018
    0
  2. #1934 น่องขาหมู (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2562 / 17:37
    โดนแต่คนรอบตัวหักหลัง
    ฮืออออ สงสารน้องแงงง เหนื่อยมั้ย คนอ่านนะลุ้นเหนื่อยมากกก
    #1,934
    0
  3. #1895 kumaaye (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2562 / 22:56
    ทำไมหักมุมขนาดนี้ โฮร เจ็บแทนหลี่เสวียนเลย😭 เรื่องนี้มีปมน้องฆ่าพี่เยอะจริงๆ
    #1,895
    0
  4. #1882 Omma1991 (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 28 เมษายน 2562 / 09:14
    ฮืออออออ ปมเยอะมากกกกก สงสารทุกคนเลย ต่างคนต่างมีความแคนของตัวเอง ผ่านอะไรก็มาเยอะ
    #1,882
    0
  5. #1789 M.D. MayDay (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 21 มีนาคม 2562 / 00:25
    มารอออ
    #1,789
    0
  6. #1754 AwkorMZ (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2561 / 05:03
    จุกไปอีก....
    #1,754
    0
  7. #1711 trp1021 (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2561 / 13:29
    แบบ อห นับจากนี้ ดูท่าการเชื่อใจครอบครัวก็ต้องเปลี่ยนเป็นการทิ้งระยะแน่ๆ
    #1,711
    0
  8. #1638 moonnyy (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2561 / 16:41
    หักมุมมากๆ
    #1,638
    0
  9. #1635 PINP_Cute (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2561 / 18:50
    มันหน่วงมาก มันหักมุมอ่ะฮืออออออ
    #1,635
    0
  10. #1634 dewwiizodiac (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2561 / 10:51
    หักมุมสุดๆ
    #1,634
    0
  11. #1629 Azraelist (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2561 / 18:53
    ซูมี่ จากน้ำผึ้งแสนหวานกลายเป็นน้ำผึ้งอาบยาพิษเสียแล้ว และยังคิดฆ่าพี่ชายตัวเองอีก
    #1,629
    0
  12. #1626 จ้าวแมวน้อย (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2561 / 02:03
    เสียดายความเอ็นดู สงสารลูกเหลียนทำดีไม่มีคนรับรู้ ยังมาโดนน้องตัวเองหักหลังอีก แงงงงง พี่จะปลอบใจเจ้าเอง
    #1,626
    0
  13. #1620 94Pu[244] (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2561 / 12:22
    จำตัวละครมิได้...แต่สนุกมาก
    #1,620
    0
  14. #1618 Mirror_Dear (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2561 / 22:59
    เฮ้อ...มนุษย์นี่มันช่าง..
    #1,618
    0
  15. #1617 Mermaidtears (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2561 / 22:31

    คคนใกล้ตัวคือสิ่งน่ากลัว นี่คือสัจธรรม!! เอ๊ะยังไง

    #1,617
    0
  16. #1616 • • • นฤปนาท • •  (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2561 / 16:12

    รอตอนต่อไปนะคะ

    #1,616
    0
  17. #1614 sakiiko (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2561 / 13:09
    รอต่อค่า
    #1,614
    0
  18. #1613 เต่าน้อยอารมณ์ดี (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2561 / 11:44
    ตัวเองยังเด็กแท้ๆ พูดเหมือนรู้ดีทุกอย่าง ถ้าความจริงที่แท้ปรากฏจริงๆตีแสกหน้าคงกระอักเลือดตายอ่ะ รับรู้ว่ามันไม่ใช่แค่นี่แน่ๆ5555
    #1,613
    0
  19. #1609 FahSida (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2561 / 00:50
    เฮ้อ...ถึงจะแค้น แต่ก็เป็นความแค้นของคนรุ่นเก่า เกิดยังเกิดไม่ทันเลย อาจมีหลายเรื่องที่ยังไม่รู้จริงก็ได้ แต่คุณน้องสาวดันเลือกความแค้นที่ตัวเองไม่ได้ประสบ รับรู้ความจริงกับตัว มากกว่าครอบครัวที่อยู่เคียงข้างซะงั้น
    #1,609
    0
  20. #1608 fanggg- (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2561 / 00:04
    อูยย คนใกล้ตัวเนี่ยแหละ มีอิทธิพลกับเราที่สุด ถ้าหักหลังกันก็เจ็บมากๆ ถ้าคอยสนับสนุนก็ดีมากๆ เช่นกัน
    #1,608
    0
  21. #1606 BTkorn08 (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2561 / 23:50
    หักมุมมากๆพีคสุดดดดด
    #1,606
    0
  22. #1605 Konrafah (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2561 / 23:18
    อื้อหือออออ เข้มข้นมากกก
    #1,605
    0
  23. #1604 Nicefox (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2561 / 22:42
    ความแค้นบังตา เลือดเดียวกันก็ฆ่าได้

    แล้วสุดท้ายชนะแล้วเหลืออะไร. ตายไปพร้อมความแค้นที่สะสางแล้ว. คงได้เจอกันในปรโลกอีกรอบอยู่ดี

    อินๆๆ. 5555
    #1,604
    0
  24. #1603 panchompoos (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2561 / 22:12
    ขอบคุณค่ะ
    #1,603
    0
  25. #1602 Worada Ray (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2561 / 21:47
    ขอบคุณ
    #1,602
    0