ลุกขึ้นเถิดข้าไม่ได้อยากอายุยืนขนาดนั้น (yaoi)

ตอนที่ 24 : ไฟสงคราม(1) แก้ไขเนื้อหา 120%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,474
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 358 ครั้ง
    5 ธ.ค. 60









           ดวงจันทร์ขึ้นตรงหัว อากาศเย็นยะเยือกลง ด้านแนวหลังของค่ายช่างเงียบเหงาจนทหารแคว้นจ้าวฉกรรจ์สองนายชักรู้สึกวังเวง สหายผู้อื่นและพวกนายกองยศสูงต่างไปร่วมงานสังสรร ขณะที่พวกมันได้ดื่มกินแค่พออุ่นท้องก็ต้องรีบมาเข้าเวรเฝ้าหน้ากระโจมแม่ทัพตามนโยบายรักษาความปลอดภัยขององค์รัชทายาทผู้เหี้ยมโหดกว่าแต่ก่อนหลายเท่าตัว

          "สวรรค์ไม่ยุติธรรม พี่น้องทหารได้ดื่มกินอาหารเคร้าสุรานารี แต่พวกเรากลับต้องมานั่งตบยุงเฝ้าอยู่หน้ากระโจม" ทหารแคว้นจ้าวโอดครวญ สหายทหารของมันพยักหน้าให้ "เเต่พูดก็พูดเถิด เจ้าคิดเหมือนข้าหรือไม่ รัชทายาทเสด็จกลับจากเมืองหลวงครานี้ ไม่รู้ไปประสบอะไรมา ทรงเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน ร่างกายก็คล้ายผ่ายผอมลงไม่บึกบึนเท่าเก่า"

          สหายทหารแทบตบเข้าฉาด "ย่า! ข้าคิดว่าข้านึกไปเองผู้เดียว เมื่อก่อนรัชทายาทเคียงบ่าเคียงไหล่ทหารชายแดน โหดเหี้ยมกับศัตรูแต่เอื้อเฟื้ออย่างยิ นายท่านกองทัพกระดูกที่ติดตามก็ล้วนมีวาสนา แม้สีหน้าดุดันแต่ก็ชอบบริจาคทรัพย์แลเมตตาต่อเด็กๆยิ่ง" มันทำท่าป้องปากกระซิบทั้งที่คิดว่าบริเวณนี้ไม่มีผู้ใดนอกจากมันกับสหาย "นี่จู่ๆก็สั่งพักงานท่านนายกองของกองทัพกระดูกไม่มีกำหนด พอลงสู่สนามรบจะสตรีหรือเด็กล้วนลงมือไม่กระพริบตา ไม่ต้องพูดถึงเชลยบุรุษ ทรงตราใช้เหล็กจี้ไฟตราทาสจนได้กลิ่นเนื้อย่าง พวกเชลยกรีดร้องแทบขาดใจยังไม่หยุดมือ ข้าที่โตมาในโรงฆ่าสัตว์ยังต้องวิ่งไปสำรอกถึงสามรอบ ไม่ทราบองค์รัชทายาทไปเห็นวิธีเหล่านี้มาจากที่ใด!" มันทำท่าลูบกายที่สั่นสะท้าน พวกมันต่างสลับกันเอ่ยว่า 'น่าหวาดกลัวนัก' หรือ 'ช่างอำมหิตนัก' คนละหลายครั้ง

           แกร๊ก...

           เสียงเหยียบกิ่งไม้ทำให้ทหารสองนายสะดุ้งสุดตัว ปากที่ขยับหุบฉับ พวกมันรีบกลับมายืนท่าขึงขัง หางตาเหลือบมองรอบๆอย่างระแวง จนร่างค่อนข้างเตี้ยของทหารเฒ่ายศนายกองที่ใบหน้าแดงปลั่งเพราะน้ำเมาเดินโซเซผ่านความมืดออกมา

            ที่แท้ก็ทหารด้วยกัน...

            เหมือนความคิดของทั้งคู่แสดงออกหมดทางสีหน้า พวกมันหันมองหน้ากันถอนใจโล่งอกแล้วค่อยๆกลับมายืนอย่างผ่อนคลายตามเดิม โชคดีที่ไม่ใช่ผู้เป็นใหญ่ในค่าย ไม่เช่นนั้นพวกมันคงได้หัวหลุดจากบ่า

            ทหารเฒ่าเดินโซเซฮัมเพลงพอเห็นโรงนอนก็เดินดุ่มเข้าไป ไม่แม้หันจะหันมองทหารรุ่นลูกสักแวบหนึ่ง เป็นเวลาเดียวกับที่ทหารเวรยามทั้งคู่เริ่มเปิดปากคุยกันต่อ

            ทหารที่เป็นผู้ฟังในช่วงแรกว่าบ้าง "จะว่าไป พอท่านนายกองของทัพกระดูกถูกสั่งพักงานไม่นาน ท่านแม่ทัพทั่วป๋าก็ถูกส่งมาประจำการ ท่านแม่ทัพฝีมือเหนือชั้นยิ่ง มาได้สองปีก็ทำผลงานไว้มากมาย เกิดมาเพิ่งเคยพบแม่ทัพที่ใช้หอกได้รุนแรงเช่นนี้ เป็นม้าเร็วพันลี้ที่แท้จริง!" จากน้ำเสียง น้ำหนักท่านแม่ทัพคนใหม่ในใจของทหารผู้นี้คงมีไม่น้อย คงเพราะทหารราบมักใช้หอกธรรมดามากกว่ากระบี่หรือทวนที่ต้องผ่านการร่ำเรียนเป็นแบบแผนอย่างชนชั้นทหารม้าหรือแม่ทัพ ดังนั้นพอเห็นแม่ทัพของตนใช้อาวุธเดียวกัน ไม่ว่าท่านแม่ทัพจะทำสิ่งใด ใจมันจึงมักรู้สึกดีขึ้นสองส่วน

          เพื่อนทหารเห็นท่าทางปลาบปลื้มก็แสดงท่าทางตื่นเต้นเกินจริงเพื่อออรรถรส มันเชิดหน้ามองสหายอย่างคนรู้ดีกว่า "ช้าก่อนพี่ชาย! แต่ข้าได้ยินว่าองค์รัชทายาทเป็นผู้แนะนำท่านทั่วป๋าที่เป็นสหายชาวยุทธเข้ามารับราชการ ที่น่าแปลกคือบางคราพวกเขาพากันสนทนาในกระโจมสองต่อสองถึงรุ่งสาง พวกที่เข้าเวรบอกว่าทั้งคู่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกัน!"

          "เจ้าไปฟังข่าวลือมั่วซั่วมาหรือเปล่า!" คราวนี้ทหารผู้คลั่งไคล้แม่ทัพรีบด่าออกมา "ท่านแม่ทัพพักนี้แสดงออกชัดว่าชังพวกชายตัดแขนเสื้อ(ชายรักชาย)หรือพวกต้วนซิ่ว(ชายที่ออกกริยาตุ้งติ้งคล้ายสตรี)ยิ่ง แม้แต่ขันทีเฒ่าที่ติดตามมานานยังไล่ไปไกลหูไกลตา ยิ่งกับท่านแม่ทัพยิ่งเป็นไปไม่ได้!"

           "พวกเจ้าคุยอะไรกัน!" เสียงแหบดุที่ดังขึ้นทำให้สองทหารหน้าซีดเผือด พวกมันรีบคุกเข่าลงข้างหนึ่ง ไม่กล้าเงยหน้าสบตาจนร่างนั้นเดินมาใกล้พอจะมองเห็นรองเท้าได้จากมุมล่าง

          นายทหารเฒ่าขี้เมาเจ้าเดิมเดินมาตบไหล่ทหารหนุ่มผู้รู้เรื่องชาวบ้านดี ทั้งยังเอาเท้าวางบนขาข้างหนึ่งที่พับอยู่ "ดีๆ ข้าคือทหารเฒ่าผู้ออกรบมาสิบปี! ทำความเคารพข้าสิถูกต้องที่ซู้ดดดด เอิ๊ก!"

          พอรู้ว่าไม่ใช่พวกนายกอง ทหารที่ถูกหยามก็สะบัดตัวออกลุกขึ้นยืนทันที มันโมโหและรู้สึกหงุดหงิดตาเฒ่าตกถังเหล้านี่เสียเต็มประดา

         "ไอ้แก่นี่เมาแล้วไม่ไปนอนวะ!" มันผลักทหารเฒ่าเบาๆ ส่วนเพื่อนของมันก็ส่ายหน้าระอาความใจร้อนของเพื่อนแต่ก็ไม่ห้ามปราม แทนที่คนเมาจะสะทกสะท้าน ร่างแก่ๆกับเพียงเซไปแล้วหันมาผลักทหารรุ่นลูกกลับอย่างไม่ออมแรง พร้อมโวยวาย "ไอ้พวกเด็กเหลือ! ข้าคือฟู่ฉ่วยมือระเบิดของทัพสามพวกเจ้ากล้าดีอย่างไรมาทำข้าห๊า! ไอ้เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม มารดาไม่สั่งสอนหรือว่าให้เคารพผู้ใหญ่! ถุย!" ไม่พูดเปล่าถมน้ำลายใส่พื้นด้วยท่าทางหยาบคาย

          "หน็อย! ไอ้แก่นี้!" ทหารเลือดร้อนสองนายเลือดขึ้นหน้า ดวงตาทอประกายวาบ ปกติถ้าทะเลาะวิวาทต่อยตีผู้คนในค่าย พวกมันคงโดนลงโทษโบยจนหลังอานแต่เวลานี้ใครจะเป็นพยานว่าพวกมันทำ แม้แต่ตาเฒ่านี่ ไม่รู้สร่างเมาจะจำอะไรได้หรือไม่

          ดีเหมือนกัน คืนนี้จะได้อัดคนแก้เบื่อ

          คิดได้ดังนั้นพวกมันก็พิงหอกคู่กายกับกระโจมที่ไร้ผู้คน พร้อมใจกันย่างสามขุมเข้าใกล้ร่างเตี้ยกว่า บิดคอหักข้อนิ้วไปมายืดเส้นยืดสาย

         เหมือนร่างเมาๆจะรับรู้การคุกคามจากทหารตัวโตกว่าได้ มันลืมตาพร่าๆเพราะฤทธิ์น้ำเมา สอดส่ายหาทางหนี มันค่อยๆถอยไปเรื่อยๆพร้อมๆกันเอ่ยคำยั่วยุอย่างถือดี

         "พวกหมาหมู่ คิดจะรุมเหรอวะ!"

         ทหารยามยิ้มเหี้ยม "อยากตายจริงๆใช่ไหมไอ้แก่!"

         พอเห็นว่าหลังตนเองจะไปติดกับโรงเก็บเสบียงที่อยู่ใกล้กัน ตาเฒ่ากรอกตาเจ้าเล่ห์ก่อนจะรีบพาร่างเมาๆวิ่งหลบไปด้านหลังกระโจม สองทหารเวรยามร้องเพ่ยแล้ววิ่งตามทันที

          ทหารหนึ่งส่งสัญญานให้อีกคนไปดักอักด้าน ตัวมันจะตามหลังตาเฒ่า คนเมาไม่มีทางวิ่งได้ไกล

          ทหารหนึ่งก้าวเร็วๆ พอเห็นเงาคนที่อีกมุมกระโจมก็ยิ้มกว้าง รีบคว้าคอเสื้อดึงไว้ง้างมือเตรียมสั่งสอน "ลองชิมหมัดข้าสักหน่อยไหมไอ้แก่!"

          "เดี๋ยวไอ้สมองหมู! นี่ข้าเอง!" เป็นทหารสองที่วิ่งมาดักอีกทางนั่นเอง ทหารหนึ่งตกใจรีบปล่อยมือ ทหารสองจึงกุมคอที่แดงจากฝีมือเพื่อนตนเองไอค่อกแคกแล้วตวาดด่า "มันวิ่งย้อนหนีข้าไปทางเจ้า! ข้าเลยไล่ตามไป ทำไมไม่จับมันจับข้าทำไมวะ!"

          ทหารหนึ่งที่เพิ่งคลายมือจากเพื่อนหน้าซีด มันรีบละล่ำละลัก "เจ้าว่ามันวิ่งมาทางข้าหรือ แต่ทางข้าไม่มีผู้ใดสวนมาเลยนะ ข้าไม่ตามเงามันไปจนคิดว่าเป็นเจ้า!"

          สองทหารมองหน้ากัน คำๆหนึ่งปรากฏขึ้นในหัว

          หรือว่าตาแก่นั่นจะเป็น...
          
          ร่างใหญ่แข็งทื่อ พวกมันยืนค้างนิ่งเงียบไปหนึ่งอึดใจ กวาดตามองรอบๆ พบว่าบริเวณนี้ค่อนข้างมืดและมีไอหมอกเย็นยะเยือก เสียงหัวเราะยานคางของทหารเฒ่าดังขึ้นพร้อมกับหัวเปื้อนเลือดที่ร่วงลงมากลางวง

         "ฮิๆๆๆๆๆไอ้พวกโง่"

         "ว้ากกกกก ผีหลอก!!!!"


         อันธพาลในคราบทหารกรีดร้อง คนหนึ่งเป็นลมสลบน้ำลายฟูมปาก อีกคนที่ขาแข็งไปข้างหนึ่งจึงต้องลากให้วิ่งหนีไปด้วยกันด้วยท่าทางอนาจยิ่ง

         หลังทำทหารเวรสติแตก ตาเฒ่าที่นอนราบอยู่บนหลังคาของกระโจมก็ลุกขึ้นนั่ง มันมือเหี่ยวๆสะบัด ลูบใบหน้าไม่กี่ทีไม่กี่ครั้งเศษแป้งที่เอามาตกแต่งก็หลุดออกเห็นผิวจริงที่กลับมาเต่งตึงเช่นเดิม

          จินหรงยกถุงน้ำขึ้นราดบนใบหน้าล้างคราบเครื่องสำอางค์ที่แต่งผิดเป็นตาเฒ่าด้วยสีหน้านิ่งสนิทติดจะชาชิน มือหนาถอดชุดเกราะอ่อนของเเคว้นจ้าวออกออก ไม่นานก็เดินกลับมาในชุดสีดำพรางทั้งตัวตามเดิม

         "เเมวน้อย นี่คือแผนสำรองที่เจ้าว่าหรือ" ชินอ๋องที่ยืนข้างข้าในมุมมืดไม่ไกลจากตรงนั้นเอ่ยถามด้วยสีหน้าหลายอารมณ์ ดูเหมือนจะไม่เชื่อสายตาว่าจินหรงผู้นิ่งเงียบเสมอผู้นั้นจะลงทุนเป็นลูกมือข้าทำอะไรที่ดูบ้าบอเช่นนี้

          ข้าที่แต่งหน้าแต่ตัวเป็นทหารเฒ่าคนเดียวกับจินหรงคลี่ยิ้มสดใสจนหนังปลอมบนหน้ายับย่น ขณะโยนรับตราแม่ทัพกับกระบี่ไปมาเป็นวงกลมบนอากาศราวกับเป็นของลูกบอลของเล่นแล้วดัดเสียงเป็นชายแก่ ที่หัวเราะหลอนประสาทเมื่อครู่

        "แน่นอน...เพราะว่ามันสนุกอย่างไรเล่า นี่ข้าได้ความคิดจากเรื่องฝาแฝดของรัชทายาทเชียวนะ !"

         ฉูเกาหรานที่ยืนอยู่อีกมุมทำหน้าเหมือนเห็นข้าเป็นของสกปรก  ส่วนจินหรงก็เพียงมองสลับไปมานิ่งๆ แล้วเลือกเดินนิ่งๆไปตบบ่ารัชทายาทต่างแคว้นอย่างเห็นใจในฐานะสหายอย่างแท้จริง ไม่ได้รู้เลยว่าแรงสัมผัสหนักแบบบุรุษแท้ๆของตนทำให้คนตัวโตผิดมนุษย์มนารู้สึกอารมณ์ดีจนเห็นได้ชัดทางสีหน้าไม่เข้ากับบรรยากาศที่ยะเยือกเช่นนี้

         ข้ากรอกตารู้สึกรำคาญกับโลกส่วนตัวของสองคนนั้นแล้วมองของล้ำค่าในมือ แผนเดิมที่ฉูเกาหรานร่างขึ้นระหว่างที่ซุ่มดูคือ เขาจะบุกไปประชิดตัวน้องชายฝาแฝดของตนเองเพื่อเปลี่ยนตัวและลอบไปเอาตราควบคุมกองทัพกับกระบี่มาด้วย จากนั้นให้คนของข้าบางส่วนคุมตัวฉูเกาหรานคนน้องออกจากกระโจมเพื่อประกาศว่าเป็นกบฏปลอมตัวมา แล้วค่อยส่งกลับไปรับโทษที่เมืองหลวง วิธีนี้จริงอยู่ว่าไม่เพียงไม่เสียเลือดเนื้อทหารแคว้นจ้าวและคนของข้ามากนัก มันยังเป็นการตัดปัญหาที่ตนเหตุ...

         แต่มันเป็นแผนที่โคตะระจะหละหลวม! สมกับเป็นเชื้อพระวงศ์ที่เอะอะก็สั่งลูกน้องไปทำงานพวกโจรกรรมหรืออะไรพวกนี้แทนตลอดจริงๆ
       
          ตื่น!

         นี่ไม่ใช่นิยายประโลมโลกที่อะไรๆก็เข้าข้างพระเอก ลูกหนี้(?)ผู้นี้ยังคงคิดว่าน้องฝาแฝดลวงตนไปฆ่าได้ไกลขนาดนั้นเป็นหนุ่มน้อยบอบบางไร้เขี้ยวเล็บที่จะไม่มีมาตรการป้องกันตัวอีกหรือ แค่กระโจมแม่ทัพอาจจะไม่ยาก แต่ถ้าคิดเข้าถึงตัวรัชทายาทตัวปลอมก่อนคงวุ่นวายอีกมาก เพราะต้องฝ่าองครักษ์มือต้นของฉูเกาหรานตัวจริงอีกหลายชั้น

         ยิ่งตอนนี้ทหารในค่ายเริ่มมีใจสวามิภักดิ์เพราะกลัวกับแม่ทัพทั่วป๋าและรัชทายาทที่โหดเหี้ยมขึ้นราวกับปีศาจจนฝังหัวไปแล้ว หากเป็นเช่นนี้ ก่อนจะมีคนเชื่อว่าใครตัวจริงตัวปลอม แม่ทัพทั่วป๋าไท่ผู้ที่ฉูเกาหรานบอกว่าเป็นสหายเก่าที่ทรยศตนคงพาพวกทหารรุมปลงกระทืบจนสิ้นพระชมน์ก่อนเป็นเเน่ ต่อให้คนของข้าบุกเข้าไปช่วยก็เกรงจะต้องเสียเปรียบมากกว่าได้เปรียบ

           อ่า ถึงข้าที่ผ่านมาข้ามักจะสั่งจินหรง เทียนฟง และเสี่ยวลี่ให้ทำนู่นทำนี่แทน แต่สมัยที่ยังไม่มีอำนาจมากมาย ข้าก็ลงมือเองตลอดนะ ยิ่งแกล้งคนนี่งานถนัด จินหรงก็เพียงตามน้ำเท่านั้นเอง!
        
         สุดท้ายข้าจึงตกผลึกความคิดที่ว่า สู้มาเอากระบี่อาญาสิทธิ์ซึ่งทำจากแร่ทองชนิดพิเศษที่เรืองแสงได้ซึ่งฮ่องเต้จะประทานให้แม่ทัพใหญ่ของแคว้นเเทนตรา เช่นในปัจจุบันก็คือทั่วป๋าไท่มาไว้กับตัวก่อนดีกว่า เพราะข้อดีคือมันที่มีคำกล่าวว่า 'เห็นกระบี่เหมือเห็นองค์ฮ่องเต้'

           หากในมือเจ้ามีฮ่องเต้ ไม่ว่าเจ้าจะเป็นตัวจริงหรือปลอม ใครจะกล้าแตะต้องเจ้ากัน?

           "เสวียนเอ๋อร์..." ชินอ๋องก้าวมาประชิดตัว ข้าจึงส่งกระบี่อาญาสิทธิ์ให้ เทียนฟงถอนหายใจปลงๆแต่ก็ยอมรับไปเก็บให้อย่างรู้ใจ

           ข้ายิ้มบางๆ ก่อนจะหันไปหาผู้ร่วมแผ่นอีกสองคนที่รออยู่

          "เอาล่ะ เรามาพูดถึงแผนขั้นต่อไปกันดีกว่าพะย่ะค่ะ" 





            ...........................................................................





             งานเลี้ยงจบแล้วเมื่ออีกไม่ถึงสองชั่วยามจะรุ่งสาง เหล่าทหารที่อยู่ในสภาพเมามายต่างนอนระเกะระกะลืมเลือนความเย็นจากลมที่พัดแรง แม้แต่แม่ทัพทั่วป๋าที่มักวางมาดดุดันยังเท้าแขนหลับสนิทอยู่ที่ที่นั่งหัวโต๊ะ
          
            หมอกค่อยๆแผ่กระจายปกคลุมหนาขึ้นเรื่อย คล้ายว่าจะเป็นเพราะความชื้นในอากาศ ทว่าไม่นานหมอนั้นกับหนาแน่นจนคนเมาเริ่มสำลัก ต้องขยี้ตาแดงๆจากการนอนน้อยให้แดงกว่าเดิม กลิ่นของหมอกนั้นกลับเป็นกลิ่นเถ้าชวนแสบจมูก

            แม่ทัพทั่วป๋าลืมตาขึ้นแล้วต้องรีบกระพริบตาเมื่อรู้สึกถึงฝุ่นเล็กในหมอก ดวงตาดุดันกวาดมองหมอกที่จริงๆคือควันอย่างจับต้นชนปลายไม่ถูก ตอนนั้นเองทหารร่างหนาผู้หนึ่งก็ก้าวฝ่าหมอกควันขาวขุ่นเข้ามาทางที่ทั่วป๋าไท่อยู่ มืออีกข้างของมันที่ไม่ได้ถืออาวุธกุมผ้าชุบน้ำปิดปากและจมูก

            "รายงานมา!" แม่ทัพปีศาจคำรามแต่ยังเผลอนิ่วหน้าเล็กน้อยด้วยความปวดหัวจากพิษสุรา

            "คลังเสบียงกับกระโจมนอนทหารเกิดเพลิงไหม้พะย่ะค่ะ" เสียงทหารห้วนและห้าวกระด้าง แต่ทั่วป๋าไท่ก็ไม่ได้ใส่ใจ มันคำรามดังลั่นเรียกให้คนไปช่วยกันหาน้ำมาดับไฟ แต่ทหารส่วนใหญ่บริเวณนี้หากไม่อยู่ในสภาพเมามายก็สำลักควันจนแทบหมดสติ ส่วนพวกเชลยและสตรีบำเรอต่างหายไปไร้ร่องรอย คาดว่าคงถือช่วงชุลมุนหาทางหนี

           ทั่วป๋าไท่กุมศรีษะที่ปวดตุบๆ สองขาแกร่งพยายามยันตัวที่ซวนเซ พอเริ่มหายใจแรงอย่างโมโหก็ต้องสำลักควันออกมา ไม่ไกลเปลวสีแดงของตนเพลิงโชติช่วงขึ้นสูงเทียมฟ้า เพียงไม่นานไฟนั้นได้ลุกลามไปจนทั่วค่าย

           "ไอ้สวะ! ข้าสั่งแล้วไม่ได้ยินอีก ไปเอาน้ำมา!" มันหันหน้ากลับไปอ้ายทหารที่ยังยืนบื้ออยู่ ยกข้าขึ้นหมายจะกระทืบระบายอารมณ์ทว่าคมสีเงินกลับตวัดพาดลงบนลำคอจนมันชะงักเสียอาการ

           ทหารหนุ่มดึงถอดผ้าชุบน้ำที่ปิดหน้าออก ใบหน้าดุดันคุ้นเคยปรากฏขึ้น ฉูเกาหรานแค่นยิ้มเมื่อเห็นแววตระหนกของทั่วป๋าไท่

           จอมทรราชตัวจริง หวนคืนแล้ว

           ข้าโยนคบไฟในมืออีกข้างลงในถังน้ำด้านหลังโดยไม่ต้องหันมอง เสียงน้ำแตกกระจายก่อนจะค่อยๆเงียบจนได้ยินเสียงชี่จากไฟที่ถูกดับเบาๆ

            จากมุมนี้บนจุดควบคุมประตูหรือหอสังเกตุการณ์ริมกำแพงค่ายภาพเพลิงใหม้ใหญ่ในรั้วสูงไม่ต่างจากภาพถ่านไหม้ในเตาย่าง เสียงเชลยสงครามที่ออกันที่หน้าประตูทำให้ข้ารู้สึกดีขึ้น ข้าใช้เท้าเขี่ยทหารแคว้นจ้าวที่ถูกจี้จุดนอนหมดสติอยู่ด้วยสีหน้านิ่งเฉย ก้าวข้าไปหมุนรอกเปิดประตูค่าย ปลดปล่อยคนบริสุทธิ์ให้หลบหนี  ก่อนโดขึ้นไปยืนบนหลังคา 

            แล้วหลับตาลง...

           ย้อนไปเมื่อราวๆสองรุ่นก่อน ผู้นำตระกูลไป๋ในสมัยนั้นเป็นขุนนางยศเล็กๆในแคว้นจ้าว แต่ได้อ้างเรื่องที่ถูกเนรเทศพาครอบครัวอพยพมาพึ่งบารมีอดีตฮ่องเต้ ด้วยความจงรักภักดีตระกูลไป๋จึงไต่เต้าจนกลายมาเป็นหนึ่งในห้าตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลวงได้ในเวลาต่อมา ชีวิตก่อนเสนาบดีไป๋ผู้ล่วงลับนั้นเป็นขุนนางที่มีดีแค่ตำแหน่ง ไม่เพียงไม่มีผู้สนับสนุนเพราะแต่งฮูหยินเอกเพียงคนเดียวซึ่งเป็นสามัญชน พอฮูหยินเอกตาย บุตรสาวคนเดียวอย่างคุณหนูไป๋หยางอวี้ที่หมายหมั้นให้แต่งกับราชครูเฟิ่งซึ่งเริ่มมีอำนาจยังหายตัวไปอีก เสนาบดีเฒ่าก็แก่ชราลงเรื่อยๆกระนั้นก็ไม่คิดไต่เต่าหรือพยายามทำสิ่งใดเพื่ออำนาจและความมั่นคง ในสายตาผู้คนสกุลไป๋กำลังจบสิ้นลงช้าๆ
 
          จริงอยู่ เสนาบดีไป๋และตระกูลไป๋นั้นไม่ต้องการแสวงหาอำนาจ แต่ไม่ใช่เพราะมีใจใสสะอาด เพียงแต่เป้าหมายของพวกมันคือการบ่อนความมั่นคงแห่งแคว้นเยว่จากภายใน เปิดทางให้จ้าวโจมตีได้ง่ายดายขึ้น

         ชีวิตก่อนพวกมันทำสำเร็จ ไม่เพียงกำจัดสามเสาหลักอย่างข้า องค์รักษ์ซื่อ และท่านแม่ทัพได้ ไป๋หยางอวี้ยังได้ครองใจมังกร หากข้าเดาไม่ผิดหลังข้าตาย ชิงหยวนต้าเทียนคงกลายเป็นเพียงหุ่นเชิดจากยาพิษสี่เหมันต์ที่คนรักป้อนให้กับมือ สุดท้ายไม่ว่าจะเป็นฉูเกาหรานคงน้องหรือคนพี่ เมื่อสิ้นฮ่องเต้ชราหนึ่งในนั้นก็คงสามารถกลืนกินเยว่ได้ในไม่ช้า

         มาชีวิตนี้เพราะข้าขัดขวาง ไป๋หยางอวี้ถูกประหาร เสนาบดีไป๋ถูกฆ่าปิดปาก ส่วนทางแคว้นจ้าว
แม้ข้าไม่ได้ลงมือแต่ฮ่องเต้ชราแคว้นจ้าวซึ่งคงเป็นผู้ส่งเสนาบดีไป๋มาเป็นไส้ศึกก็ได้รับผลกรรมของตน ถูกลูกชังอย่างแฝดน้องของฉูเกาหรานย้อนกลับมาสังหาร หลังจากนี้เเม้ฉูเกาหรานจะจัดการเรื่องฝาแฝดตนเองและขึ้นเป็นฮ่องเต้ได้ ด้วยข้อตกลงที่ผูกมัด เขาก็ไม่อาจทำอันใดข้าได้และต้องเป็นเบี้ยล่างของข้าไปอีกหลายสิบปี

         กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมคืนสนอง...

         ข้ายกมือวางทับส่วนดวงตาของตนบนหน้ากากเหล็ก พยายามอดกลั้นมุมปากแต่มันกลับยกขึ้นอย่างห้ามไม่ได้ ข้าเงยหน้าปลดปล่อยเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง เสียงนั้นดังขึ้นเรื่อยๆและยาวนาน เสียงล่องลอยไปตามลมชวนให้ผู้คนรู้สึกหนาวสั่น

         บุตรชายของนักปราชญ์ผู้กลายเชลยศึกพยายามก้าวพาขาขวาที่หักผ่านประตูค่ายที่เป็นดั่งนรก ในอกย่อมรู้สึกหวาดกลัว แต่เพราะอยากเห็นว่าผู้ปลดปล่อยตนเป็นใคร จึงพยายามฝืนความสั่นเทาหันกลับไปแล้วเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่บวมเพราะถูกทหารชั่วทุบตีทำร้ายเพ่งมองให้ชัดที่สุด

         แม้จะเป็นยามราตรี แต่แสงจากเพลิงสว่างจนทำให้เขามองเห็น คนผู้นั้นอยู่บนหลังคา ยืนหันหลังให้เขา เส้นผมสีดำเหมือนกับอาภรณ์พลิ้วสยายไปตามลมราวกับขนกาที่โผบินในความมืด ผิวกายขาวสว่างจนเกือบซีดตัดอาภรณ์ เบื้องหลังคือกลุ่มควันที่คละคลุ้งราวกับปราการหมอก

         อาจเพราะความรู้สึกว่าบุรุษนี้คือผู้มีพระคุณ เด็กชายวัยหกหนาวจึงมองเห็นว่าภาพนั้นช่างงดงามและน่าหวาดหวั่นราวกับมิใช่มนุษย์ แม้ในยามที่อีกฝ่ายหัวเราะราวกับคุมคลั่งดังก้องราวกับปีศาจ เขาก็ไม่อาจละสายตา

          ปีศาจ...สง่างามถึงเพียงนี้เชียวหรือ

         แม้อยากจะมองต่ออีกเพียงนิด แต่ก็รู้ดีว่ายามนี้เขายังไม่ปลอดภัย ร่างเล็กๆจึงรีบละสายตา หอบพาสังขารพิการของตน หนีไปให้ไกลที่สุด

         มีเพียงภาพนั้นที่ยังจารึกอยู่ในความทรงจำไม่รู้ลืม







         จากหนึ่งในสิบห้าชุดจากคัมภีย์หยินหยาง หนึ่งในมรดกล้ำค่าทางปรัชญาและประวัติศาสตร์แผ่นดินต้าไห่ มีส่วนหนึ่งได้บันทึกเรื่องราวของท่านมหาบัณทิตตงเต่อผู้ก่อตั้งสำนักปราชญ์ลัทธิหยินหยางครั้งเป็นอดีตเชลยศึกในสงครามจ้าวเยว่

         ว่ากันว่าตำราบางเล่มในหนังสือชุดนี้ท่านตงเต่อวัยเก้าสิบสองได้เขียนขึ้นเองในช่วงปีสุดท้ายก่อนสิ้นใจ โดยกล่าวถึงประเด็นที่น่าสนใจไว้ดังนี้

        'ในขาวมีดำ ในดำมีขาว คือหลักการสำคัญของข้าตงเต่อ แท้จริงเมื่อครั้งข้าเป็นเด็ก ถูกภัยสงครามเคี่ยวกรำ วันคืนในค่ายทหารอันทรงเกียรติในสายตาผู้คนคือวันคืนอันทุกข์ทรมาณ

         คืนหนึ่งเกิดเพลิงไหม้ ทุกหนแห่งเต็มไปด้วยหมอกควันขาวบิดม้วนเป็นเกลียววน คนชุดดำนับสิบฝ่าหมอกเข้ามา ปลดปล่อยข้าและเพื่อนผองออกจากที่คุมขัง เผาค่ายทหารจ้าวจนกลายเป็นเถ้า

         มีคนผู้หนึ่งเปิดประตูค่ายให้เรา เขาหัวเราะทั้งที่เบื้องล่างมีคนเจ็บคนตาย ในสายตาทหาร ท่านผู้นั้นอาจเป็นปีศาจร้ายอำมหิต แต่สำหรับเชลยเช่นข้า ท่านคือเทพมาโปรดคนตกทุกข์

        เช่นนั้นจงจำไว้อนุชนเอ๋ย อย่าตัดสินว่าสิ่งใดดี สิ่งใดไม่ดีเพียงเพราะคิดว่ามันเป็นเช่นนั้น โลกใบนี้สมดุลได้ด้วยดำขาว มืดสว่างเป็นของคู่กัน ทุกสิ่งมีสองด้าน อนุชนทั้งหลาย จงมองโลกอย่างเป็นกลางเถิด
'







.............................100%
ตอนนี้จะเห็นว่าอารมณ์เสวียนเอ๋อร์ดูดีดไปมานิดๆ คือจริงพล็อตตัวตนเสวียนเอ๋อร์มันค่อนข้างบิดเบี้ยวนิดๆนะ ที่คิดไว้คือตัวร้ายที่น่ารัก ดังนั้นก็จะมีด้านร้ายๆบ้าง หวังว่าคนอ่านจะชอบนะครับ ขอบคุณที่ติดตามครับ 

ตอนไฟสงครามจะแบ่งเป็นหลายส่วนนะครับ รออ่านกันนะ

.............................120%
เพิ่งเห็นว่าตัวเองเผลอลบเนื้อหาบางส่วนไประหว่างพิมพ์ลงเว็บครับ ทำให้เนื้อหาไม่สมูท เลยรีบเอากลับมาใส่ ขอโทษด้วยครับ
        
         

        
         

        
        
          

          

          

         


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 358 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,158 ความคิดเห็น

  1. #2053 Angzaa (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 6 เมษายน 2563 / 15:49

    ซุกซนแล้วยังแอบร้าย นะแมวน้อย
    #2,053
    0
  2. #2026 Night Blue Demon (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 2 เมษายน 2563 / 15:37
    ชอบมากๆครับ ชอบตอนเสวียนเอ๋อร์หัวเราะกับบทความมาก อ่านแล้วเข้าใจความรู้สึกเลย....
    #2,026
    0
  3. #2014 nicharipaen04 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 1 มีนาคม 2563 / 23:48
    น้องเป็นคนร้ายๆ
    #2,014
    0
  4. #2013 nicharipaen04 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 1 มีนาคม 2563 / 23:48
    น้องเป็นคนร้ายๅ
    #2,013
    0
  5. #1932 น่องขาหมู (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2562 / 16:29

    ชอบตอนสุดท้ายมากๆเลยค่ะ!!!!!!
    #1,932
    0
  6. #1709 trp1021 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2561 / 12:35
    ชอบบบบ
    #1,709
    0
  7. #1545 คิเซริ (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2561 / 23:11
    มีความจิตเบาๆ(?)
    #1,545
    0
  8. #1507 mickee2344 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2561 / 20:48
    ตอนแรกก็คิดว่าน่าจะร้ายแบบน่ารัก แต่ยิ่งอ่านก็ยิ่งรู้สึกว่าเสวียนเอ๋อร์ร้ายแบบร้ายจริงๆ ไม่ได้ร้ายปรุงแต่งเลยค่ะ555
    #1,507
    0
  9. #1500 pam223 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2561 / 02:55
    คือแบบ อ่านตอนนี้ละติดใจมาก ชอบตอนนี้มากกๆๆๆ อ่ะ ไม่รู้ทำไม มันแบบ รู้สึกว่าเข้าถึงอารมณ์ของตัวละครเลย ชอบบบ
    #1,500
    0
  10. #1470 fanggg- (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2561 / 10:50
    ขอบคุณจ้า
    #1,470
    0
  11. #1385 จ้าวแมวน้อย (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 19 มีนาคม 2561 / 01:47
    ชอบอ่ะ ขอบคุณนะคะ
    #1,385
    0
  12. #1367 PD' ropia (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 14 มีนาคม 2561 / 17:24
    ชอบตอนนี้เป็นพิเศษเลย
    #1,367
    0
  13. #1362 Think_out (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 14 มีนาคม 2561 / 01:56
    ชอบบทความ หยินหยางข้างล่าง ทำให้เรานึกภาพออก ได้ข้อคิดด้วย ขอบคุณนะคะ
    #1,362
    0
  14. #1344 พรธิชา กลิ่นเกษร (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 8 มีนาคม 2561 / 22:55
    รอออๆๆๆ
    #1,344
    0
  15. #1324 Sopimzize (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 10 มกราคม 2561 / 00:02
    ผ่านมาจนตอนนี้ฉินอ๋องก็ยังไม่ได้แม้แต่จูบจากน้องแมว 55555 จะบอกว่าชอบคาแรกเตอร์เสวี่ยนเอ๋อร์มากๆ เราชอบที่น้องสักด้วยอะ ดูแบดๆ ดูแบบไม่เคะจ๋ามากเกินไป ชอบมากๆค่ะ
    #1,324
    0
  16. #1318 [:Wynn:] (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 2 มกราคม 2561 / 19:50
    ชอบตอนท้ายจังค่ะ
    #1,318
    0
  17. #1312 tan~tan (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2560 / 21:29
    แมวน้อย
    #1,312
    0
  18. #1304 monday_67 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2560 / 15:48
    ต่อให้เสวียนเอ๋อร์ร้ายปานใดเเต่ในสายตาเราเสวียนเอ๋อร์คือเเมวน้อยซนๆอยู่ดี
    #1,304
    0
  19. #1303 9jellys (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2560 / 23:55
    อยากจะบอกว่าชอบมากค่ะ!
    เราชอบตัวเองที่มีอดีต มีความแค้น มีด้านมืดในจิตใจ ต่อให้โหดร้านกว่านี้ก็รับได้ค่ะ มันสมเหตุสมผลแล้วกับสิ่งที่โดนมาเมื่อชีวิตก่อน
    ชอบชินอ๋องด้วยค่ะ จริงๆเราชอบฉากที่ตัวเอกเราฝันร้ายถึงเหตุการณ์เมื่อชาติที่แล้ว แล้วมีชินอ๋องคอยกอดปลอบประโลม มันตื้อใจอกมากๆอ่ะ น้ำตาซึมเลยค่ะฉากนั้น 55555
    ขอรีเควสฉากสะเทือนใจของเสวียนเออร์ให้ชินอ๋องมาเห็นอีกสักหน่อยนะคะ อยากให้พระเอกเจ็บแค้นอยากเอาคืนอะไรแบบนี้บ้าง ._.
    เป็นกำลังใจและจะรออ่านตอนต่อไปเรื่อยๆนะคะ
    #1,303
    0
  20. #1302 •Vanellope• (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 / 20:42
    ชอบมากค่า อ่านรวดเดียว2วันเลยย
    #1,302
    0
  21. #1301 Ahe215 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 / 03:02
    อดีตเคยเป็นคนดีแต่กลับโดนทำร้าย อดีตกลายเป็นแรงผลักดันให้ชีวิตใหม่บิดเบี้ยวกลายเป็นตัวร้ายแต่เราก็ไม่คิดว่ามันเกินไปนะ
    #1,301
    0
  22. #1300 chageyamarkeii (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 / 17:05
    สุดยอด
    #1,300
    0
  23. #1299 Mermaidtears (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 / 15:28
    ชอบหยินหยางนี้เหลือเกิน
    #1,299
    0
  24. #1298 JINKUN12 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 / 13:25
    หมั่นไส้ -ฉู มาก ไม่อยากให้ได้คู่กับจินหรงเลย
    #1,298
    0
  25. #1297 94Pu[244] (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 / 13:04
    มันเว่อวัง
    #1,297
    0