ลุกขึ้นเถิดข้าไม่ได้อยากอายุยืนขนาดนั้น (yaoi)

ตอนที่ 2 : จะสนมหรือพ่อค้าล้วนต้องเชี่ยวชาญการแสดง100% (แก้ชื่อตอน)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 23,385
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,143 ครั้ง
    19 ธ.ค. 59

        









        "เจ้าดูนั่นๆ เด็กหนุ่มสวมหน้ากากเหล็ก คงเป็นคุณชายรองแซ่หลินผู้ลือนามด้านเพลงกระบี่แห่งเมืองหลวง ข้าแปลกใจนักว่าเหตุใดเด็กหนุ่มมากฝีมือผู้นั้นจึงต้องสวมหน้ากากไว้ตลอดหนึ่งปีมานี้"

        "ข้าเคยได้ยินว่า เดิมทีคุณชายมีใบหน้างดงามนัก งามจนแม้แต่แม่นางคณิกาชั้นสูงแห่งหอบุปผาสวรรค์อันโด่งดังยังยอมถอยพ่ายแพ้ แต่ทว่าหลังป่วยหนักก็สวมหน้ากากปิดบังครึ่งหน้า ลือกันว่าโรคประหลาดนั้นทำให้ใบหน้าซีกบนเสียโฉมไป แต่ดูเถิด เพียงริมฝีปากและรูปหน้ายังงดงามถึงเพียงนี้ ในอดีตจะงามเพียงไร!"

        "พวกนายท่านคงเป็นคนต่างถิ่น ไม่เพียงใบหน้างดงามขอรับ แต่คุณชายรองยังเป็นคนมีจิตใจเมตตา! ที่นาบ้านข้าน้อยแล้งติดต่อกันหลายปี ผลผลิตแต่ละปีน้อยแสนน้อยจนต้องไปกู้ยืมสกุลจวง เดือนล่าสุดนี้พ่อบ้านสกุลจวงเห็นข้าไม่มีเงินมาจ่ายดอกจึงขู่จะยึดที่นาและเอาลูกๆข้าไปขายเป็นทาส แต่วันเดียวกันนั้น คุณชายกลับให้คนมาขอซื้อที่นาข้าเพียงครึ่งหนึ่งในราคาสูงเท่ากับที่เต็มผืนเพื่อให้ข้าเอาไปจ่ายหนี้ บอกข้าให้มาสมัครเป็นเสี่ยวเอ้อที่นี่ไม่พอ ยังรับลูกๆข้าเอาไว้เป็นคนในปกครอง น้ำใจคุณชายประเสริฐยิ่งนัก!"

        "ใช่ๆ นั่นคือนายน้อยรองของร้านข้าเอง เขาช่างเป็นบุรุษผู้สะอาดบริสุทธิ์ โอ้...ถึงใบหน้าเสียโฉมแต่รัศมีนั้นคนสามัญนับเป็นกระไรได้ ดูๆ คุณชายเดินผ่านมาทางนี้แล้ว! พวกท่านว่าร้านข้าสะอาดพอหรือยัง!"

        "เรียนท่านผู้ดูแลโรงเตี๊ยมสกุลหลิน ร้านท่านสะอาดน่าชมดีแล้วแล้วขอรับ  อะแฮ่มๆ พี่ชายจอมยุทธทั้งสอง เมื่อครู่ข้าได้ยินพวกท่านสนทนากันถึงคุณชายรอง ในฐานะบัณทิตข้าขอยืนยัน คุณชายรองหลินเป็นอัจฉริยะที่น่าเลื่อมใสยิ่ง! ด้วยอายุเพียงเท่านี้กลับสอบเทียบความรู้ที่สำนักบัณทิตหลวงได้ถึงขั้นห้า เท่ากับคนที่เรียนมาถึงห้าปี ทั้งยังแต่งหนังสือและบทกวีมากมายเป็นที่เลื่องลือในหมู่บัณทิต ผู้ใดได้เป็นคู่สามีภรรยาของเขานับเป็นวาสนายิ่งนัก!"

         "สหายใหม่ทั้งหลายไม่รู้อะไร ญาติข้าเป็นคนสนิทผู้นำตระกูลใหญ่ ที่แท้หมู่ชนชั้นสูงมีการติดต่อทาบทามคุณชายให้ทายาทผู้นำตระกูลต่างๆมานานแล้ว แต่คุณชายรองใช้การดวลหมากหรือทายปริศนาเพื่อทดสอบคู่ดูตัว หากทำไม่ได้ต้องล่าถอยไปแต่โดย ดี ที่ผ่านมาเพราะไร้ผู้มีวาสนา คุณชายจึงยังไร้คู่หมายเช่นคนอื่นถึงวันนี้อย่างไรเล่า!"

        "แต่พวกท่านๆ ข้าได้ยินว่าคุณชายรองอาจจะได้ถวายตัวให้ฮ่องเต้ไม่เกินสองขวบปีนี้นะเจ้าคะ!"

        "เพ่ย! เเม่นางน้อยท่านนี้อย่าเอ็ดไป เรื่องนี้ข้าก็ได้ยินเขาลือกัน แต่ความจริงเป็นเช่นไรก็สุดรู้ องค์ฮ่องเต้มิใช่ผู้ที่ชนชั้นเราแตะต้องได้ ขืนพูดมั่วซั่วไป หัวจะหลุดจากบ่า!"
       
        "กฏราชสำนักกล่าวไว้ชัดเจนว่าวังหลังไม่เปิดรับผู้ที่ร่างกายมีตำหนิ เพราะใบหน้าของคุณชายเป็นเช่นนั้น แต่งกับคนทั่วไปยังพอเป็นไปได้ แต่หากคิดเข้าวังคงมิอาจเป็นจริงแน่ อ่า...ช่างน่าเสียดายนัก!"

        เสียงพูดคุยยกยอจริงบ้างลือบ้างของชาวเมืองในโรงเตี๊ยมลอยเข้ากระทบโสตประสาตข้าเป็นระยะ ข้ายิ้มนิดๆ ขณะที่ลอบกรอกตา ถ้าจะเล่าขนาดนี้ เขียนเป็นมหากาพย์ไปเลยดีหรือไม่

        "จะให้ข้าจัดการปิดข่าวหรือไม่ขอรับนายน้อย" องครักษ์เงาร่างสูงที่ติดตามข้าก้มลงถามเมื่อรู้สึกได้ถึงความหงุดหงิดนิดๆของข้า


        เมื่อก่อนข้าคงดีใจที่มีคนชื่นชมในความสามารถของข้า แต่หลังเข้าวังไปเจอสารพัดเล่ห์กลของฝ่ายใน ข้าก็เรียนรู้ว่า ยิ่งเจ้าได้รับการเชิดชูขึ้นสู่ที่แจ้งมากเท่าใด มันก็ไม่ต่างกับการถูกผลักจากที่ปลอดภัยไปสู่อันตรายมากเท่านั้น....


         หึ ถึงข้าจะตายเพราะถูก 'นาง' ที่ข้าไว้ใจทรยศ  แต่ข้าก็มิได้โง่งมหลงคำชมถึงเพียงนั้นหรอก มิเช่นนั้นข้าจะเอาตัวรอดมาตลอดหลายปีได้อย่างไร!


        "ช่างเถิดจินหรง เรายังมีงานที่ต้องจัดการอีกมาก" ข้าเอ่ยเบาๆ ก่อนจะเลี้ยวก้าวลัดเลาะไปตามซอกซอยย่านคนจนของเมืองหลวงต่างๆ ทะลุประตูบ้านนั้น ลอบออกประตูบ้านนี้ ที่แท้ชาวบ้านเหล่านี้ทั้งหมดเป็นคนของข้า พวกเขาคือชาวบ้านที่ถูกกดขี่จากขุนนางราชสำนักจนต้องทิ้งบ้านเดิมมารวมตัวกันที่นี้ หลังจากข้าตื่นจากชีวิตที่แล้วเมื่อปีก่อน ข้าจึงตัดสินใจช่วยเหลือพวกเขา ด้วยตั้งใจฝึกฝนเด็กๆให้โตขึ้นเป็นกองกำลังลับของข้าเอง 

         ข้าเปลี่ยนชุดผ้าไหมสีขาวเรียบหรูซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของคุณชายรองหลินหลี่เสวี่ยนของออก เส้นผมสีดำที่ถูกรวบมัดปล่อยสยาย มือของเสี่ยวลี่สาวใช้ตัวเล็กวัยสิบสองในคราบนางคณิกาฝึกหัดที่รออยู่ที่นี่ก่อนแล้ว ช่วยรวบถักเป็นเปียละเอียดประดับดอกไม้อย่างรวดเร็วด้วยวรยุทธขั้นสี่ของนาง ชุดคลุมงดงามแต่ติดจะรุ่มร่ามสีดำแดงถูกคุลมทับด้วยฝีมือจินหรง ข้าถอดหน้ากากสีเงินออกเปลี่ยนเป็นหน้ากากสีดำวาดลวดลายบุปผาแบบปิดเต็มหน้า เปลี่ยนสวมรองเท้าไม้ที่มีส้นสูงถึงหนึ่งคืบแทนรองเท้าผ้าคู่เดิม ก่อนพวกเราจะใช้วิชาท่องคลื่นโดดอย่างรวดเร็วไปยังย่านหนึ่งทางตะวันตกของเมืองหลวง ที่ๆคุณหนูในห้องหอไม่มีทางย่ำกรายให้เสื่อมเสีย และเป็นแหล่งหาความสำราญชั้นดีของเหล่าบุรุษ...
       
         ใช่...ข้ากำลังพูดถึงย่านโคมเขียว

         ข้าหยุดยืนในตรอกตรงข้ามตึกสามชั้น ซึ่งถูกแต่งอย่างวิจิตร แม้ในยามนี้จะเงียบเพราะยังมิใช่เวลาเปิดทำการของหอคณิกา แต่ก็ต้องยอมรับว่าตึกหลังนี้สูงเด่นที่สุด และมั่นใจได้ว่าคนในรัศมีไม่เกินร้อยลี้ต้องเห็นได้ชัดเจน

        หอคณิกาที่ลือชื่อที่สุดในเมืองหลวง ป้ายไม้เหนือประตูถูกเขียนด้วยอักษรสีทอง

        'หอบุปผาสวรรค์'

         ข้ายิ้มน้อยๆ มองอาชาสีดำเงาที่เทียมด้วยรถลากขนาดเล็กวิ่งเหยาะๆออกจากมุมมืดมาหาโดยไม่ต้องมีใครสั่งๆ นี่ย่อมเป็น 'ชิง' ม้าประจำตัวของข้าเมื่ออยู่ในรูปลักษณ์นี้ ข้าสูดลมหายใจ เชิดหน้าขึ้นมืดกุมประสานกันระดับสะโพก เป็นท่วงท่าสตรีพื้นฐานที่ชีวิตที่แล้วได้เห็นพวกสนมฝ่ายหญิงใช้กันจนชินตา จินหรงพรางตัวหายไปแล้วโดยไม่ต้องให้สั่ง ส่วนเสี่ยวลี่ก็ก้มศรีษะน้อยๆอย่างอ่อนหวาน
 
         "นายท่านเชิญเจ้าค่ะ"

          ข้าพยักหน้า จับชายชุดก้าวขึ้นนั่ง เสี่ยวลี่โดดขึ้นนั่งบนที่นั่งคนขับออกแรงกระตุกเบาๆ ข้าอมแผ่นเปลี่ยนเสียงที่ใช้ในคณะละครไว้ใต้ลิ้น ระหว่างที่เฟิงออกวิ่งไปยังหน้าหออย่างล้าๆ ราวกับพวกเราเพิ่งกลับจากการเดินทางด้วยมันมาตลอดหลายวัน

         ข้าและเสี่ยวลี่ลงจากรถม้า เดินไปลูบที่หน้าขามันเบาๆ เจ้าชิงร้องเบาๆอย่างชอบใจก่อนจะยอมถูกคนดูแลจูงไปทางคอกม้าอย่างรู้งาน
      
         "ลี่เอ๋อร์ เข้าไปกันเถอะ"

         "เจ้าค่ะนายท่าน"

         ประตูบานสูงเปิดออก กลิ่นบุปผาประหลาดที่ไม่ทราบที่มาลอยฟุ้ง หญิงงามนับร้อยยืนต่อแถวกันเป็นระเบียบ พวกนางคือคณิกาอันดับต้นผู้เชี่ยวชาญทั้งการชงชา วาดภาพ เดินหมาก ร้องรำ และดนตรีของเเคว้นเยว่ แม้หอนี้จะขายเพียงศิลปะและความรื่นรมย์แต่กลับโดนเด่นยิ่งกว่าคณิกาที่จับต้องได้เหล่านั้น พวกนางคือ 'หนึ่งร้อยบุปผาแห่งหอบุปผาสวรรค์' และอีกนัยนึง... คือกองกำลังสังหารอันดับต้นๆในแคว้นนี้ใต้การนำของข้า

         "ยินดีต้อนรับกลับเจ้าค่ะ นายท่านฮวาเหลียน" เสียงหวานราวกับแก้ประสานกันอย่างไพเราะ เรียกรอยยิ้มใต้หน้ากากจากข้าได้เป็นอย่างดี ร่างกายที่เริ่มเป็นหนุ่มถูกเสริมด้วยรองเท้าให้ข้าดูคล้ายสตรีวัยออกเรือนผู้หนึ่งที่ค่อนข้างสูงมากจนต้องทอดสายตาลงมองคนอื่นๆ เสียงเล็กหวานที่ไม่ใช่เสียงจริงดังจากปากข้า

         "ดีใจที่ได้กลับมาเช่นกันเด็กๆ ไปเตรียมตัวได้แล้ว คืนนี้...เรามีแขกพิเศษ"

          จบคำข้าหมุนตัวเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นบนสุดของหอซึ่งเป็นที่พำนักของนายหญิงฮวา เสี่ยวลี่ยวบกายเป็นเชิงส่งก่อนจะแยกตัวไปอีกทาง ข้าเปิดประตูกำลังจะก้าวเข้าห้อง แต่มือหนาของใครบางคนกลับฉุดดึงข้าเข้าไปเสียก่อน แถมยังถือวิสาสะคว้าเอวกอดข้าไว้ในอ้อมแขนกว้าง!
     
         "นายท่านที่รัก ข้าคิดถึงท่านจังขอรับ..."
    
         "มารดาเจ้าเถอะ! ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้เทียนฟง!"

         ข้าเบิกกว้าง เผลอสบถเสียงปกติออกมา สะบัดขืนตัวเต็มที ด้วยวรยุทธขั้นเก้าของข้าในตอนนี้ คนปกติแค่ถูกแตะเบาๆยังกระดูกแหลกตาย แต่ดูเหมือนนอกจากชายหนุ่มเหมือนตัวต้นเรื่องผู้นี้จะไม่อนาธรณ์ร้อนใจสะดุ้งสะเทือนสักนิดแล้ว แขนแกร่งใต้ชุดผ้าไหมสีครามยังรัดแน่นขึ้นจนข้ากัดฟันกรอด
 

          ใช่ ข้าผิดเอง! ข้าลืมไปว่าเจ้าบ้านี่มีร่างกายที่สามารถดูดซึมพลังยุทธได้ ต่อให้ข้าบรรลุขั้นสิบก็ไม่ระคายผิดมันหรอก!


          "ปล่อยนายท่านได้แล้ว อาฟง..." จินหรงที่เร้นกายอยู่กับข้าโดยตลอดปรากฏตัวขึ้นด้านหลัง แขนซีดใต้ชุดรัดรูปสีดำสอดล็อคคอสหายผู้เป็นถึงมือซ้ายของข้าอย่างแรง จนชายร่างยักษ์เจ้าของดวงตาสีเทาอ่อนและเรือนผมสีสว่างตัดสั้นผิดกับชาวเยว่ต้องยอมผละจากแต่โดยดี
    
          "ข้าเพียงแค่แสดงความคิดถึงต่อนายท่านเท่านั้นเอง ข้าถูกใช้ไปทำภารกิจตั้งแรมเดือนเชียวนะ" เทียนฟงลูบลำคอที่เริ่มแดงพลางบนอุบอิบ ส่วนจินหรงที่เห็นว่าไม่มีอะไรแล้วก็ส่ายศรีษะ กลับไปแฝงกายตามเดิม
    
         "แฮ่ม! ที่ข้าสั่ง ทำสำเร็จหรือไม่..." หลังจากตั้งสติได้ข้าก็กลับมาทำสีหน้าเยือกเย็นตามเดิม เทียนฟงจึงปรับท่าทางให้ดูเป็นงานเป็นการสมกับตำแหน่ง

         "แคว้นจ้าวบุกประชิดทางตะวันออก ฮ่องเต้เริ่มอาสาทหารแล้ว ส่วนทางใต้ภัยแล้งคืบคลานมากอย่างที่ท่านคาดการณ์ขอรับ"
     
          "อืม..." ข้าพยักหน้า หลับตาลงอย่างครุ่นคิด เมื่อชีวิตที่แล้วในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ ตัวข้าที่อายุยังไม่ถึงสิบห้าดี ได้ยินท่านพ่อพูดเรื่องสงครามที่ใกล้ปะทุ และสั่งให้ร้านค้าตระกูลหลินเตรียมกักตุนสินค้า แต่เพราะข้าอยากช่วยทางการ จึงลอบแบ่งเสบียงบางส่วนที่เป็นของข้าส่งให้วังหลวงโดยไม่ออกนาม ฮ่องเต้หรือจะไม่ทราบ พระองค์สืบจนรู้ว่าเป็นข้า ข้าเลยถูกคนของพระองค์จับตามองห่างๆตั้งแต่นั้น ต่อมาข้าที่ตามสหายซึ่งเป็นหมอเทวดาไปที่ชายแดนตะวันออกได้พบฮ่องเต้ที่บาดเจ็บโดยบังเอิญและได้ช่วยพระองค์วางแผนการรบและขจัดภัยแล้งทางใต้ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นเส้นทางการเป็นพระสนมอันรุ่งโรจน์ของข้าในอีกปีให้หลัง


          เป็นจุดพลิกผันแรกสู่ความตายของข้าและจุดตกต่ำของสกุลหลินในฐานะครอบครัวของกบฏ.....


         "นายท่าน..." เทียนฟงที่เห็นนิ่งไปนาน เอ่ยเรียกเบาๆ ข้ารีบเงยหน้าขึ้น สั่งใจกดกลืนความร้อนที่เอ่อขอบตาให้ไหลกลับลงไป


         อย่าลืมตัวสิหลี่เสวียน! นี่ชีวิตใหม่เจ้า เจ้าไม่ใช่พระสนมเอกชายแซ่หลินผู้งดงามภักดีผู้นั้น เจ้ายังมิได้แต่งกับพระสวามีหูเบานั่น เจ้าไม่ใช่ว่าที่พระพันปี....

          
         ตอนนี้มีแค่เจ้า! คุณชายรองหลินหลี่เสวียนเท่านั้น!

    

         "เตรียมการให้พร้อม วันนี้พวกเขาจะมาที่นี่ เราจะรอช้าไม่ได้แล้ว" 






             นี่ก็ยามไฮ่แล้ว ย่านโคมพลันแปรจากเขตวังเวงเป็นครึกครื้น บุรุษมากหน้าหลายตาหลั่งไหลเข้ามาพร้อมหอบหิ้วเม็ดเงินจำนวนมากมามอบแก่ผู้ที่พวกเขาพึงใจ เสียงดนตรีและเงาวูบวาบจากการแสดงระบำเพลิงของหอบุปผาสววรค์เรียกเสียงปรบมือ
 
             ข้านั่งรออย่างใจเย็นอยู่ในห้อง นิ้วชี้ประดับแหวนทับทิมเคาะลงบนโต๊ะไม้ราคาแพงเป็นจังหวะ
 
            "นายท่านเจ้าคะ พวกเขามาแล้ว" เป็นเสี่ยวลี่เดินมาบอกข่าว นางยืนก้มตัวอยู่หน้าห้องอย่างสงบเสงียม ข้าพยักหน้า เมื่อลุกขึ้นจากเก้าอี้ไม้สลักลายต้นท้อเดินมายังประตู ร่างของเทียนฟงที่ออกไปสังเกตการณ์ก็ก้าวมายืนประกบข้างหลัง หน้ากากสีดำเรียบสวมทับใบหน้าที่มักอารมณ์ดีเป็นนิตย์จนหมดสิ้น
     
             ทันทีที่ข้าปรากฏกายที่บันได สรรพสิ่งรอบข้างก็พลันเงียบไม่เคลื่อนไหว ลูกค้าชนชั้นสูงต่างตกตะลึงในห้วงพะวังค์ แม้ไม่เห็นใบหน้า แต่จากคำเล่าลือที่แพร่ไป คงคาดเดาได้ว่าข้าคือนายท่านฮวาเหลียนแห่งหอบุปผาสวรรค์ สตรีลึกลับที่นำกลุ่มหญิงงามนิรนามนับร้อยมาตั้งหอคณิกาใจกลางย่านโคมแห่งนี้ สิ่งที่ยืนยันชัดคือกลิ่นบุปผาประหลาดที่ออกจากกายข้า เป็นกลิ่นเดียวกับกำยานที่ใช้จุดทั้งหมดในหอนี้
 
            ข้ายังคงเดินต่อไป ชีวิตที่แล้วเวลาออกตามเสด็จองค์ฮ่องเต้ไปต่างแคว้นหรือยามไปสนามรบ ข้ายังโดนคนจ้องยิ่งกว่านี้อีก เพียงแค่ลูกค้าไม่ถึงห้าร้อยคนจะต้องหวั่นใจอันใดได้

           โต๊ะที่ข้าเดินไปตั้งอยู่ในมุมที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัว ผู้ที่นั่งอยู่ประกอบไปด้วยชายหนุ่มรูปงามยิ่งถึงสามคน ทั้งสามสวมใส่ชุดเรียบง่ายคล้ายชาวยุทธ แต่ข้าที่อยู่ในตระกูลพ่อค้า มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นผ้าไหมชั้นดี ตรงหน้าพวกเขามีเวทีเล็กๆ ซึ่งนางคณิกากำลังบรรเลงพิณอยู่ ผู้ที่สามารถจ่ายเพื่อให้พวกนางมาบรรเลงเพื่อกลุ่มตนเป็นส่วนตัวย่อมมิใช่คนสามัญ

           ข้าก็วิเคราะห์เผื่อไปอย่างนั้น ที่จริงข้ารู้จักพวกเขาอยู่แล้ว ต่อให้ปลอมตนจนต่ำช้ายิ่งกว่านี้ ข้าก็ย่อมจำได้

          "ข้าน้อยฮวาเหลียนคารวะนายท่านทั้งสาม จะรังเกียจหรือไม่หากข้าจะขอนั่งร่วมวงสนธนาสักครู่" ข้าย่อกายพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานจากแผ่นใต้ลิ้น แต่รออยู่ครู่หนึ่งก็ยังเงียบ


           ข้าเหลือบตาขึ้น บรรดาแขกทั้งร้านยังคงจ้องมาอย่างใครรู้


           อ่า นี่คงเป็นสาเหตให้พวกเขาไม่ยอมพูดโต้ตอบข้า...


          ข้ายืดตัวขึ้น สะบัดมือด้วยสัญญาณลับเพียงสามครั้ง เหล่าบุปผาที่เดิมทำการแสดงด้วยท่วงท่าเรียบง่ายก็พลันเปลี่ยนลีลา จังหวะดนตรีประสานกันเป็นทำนองรวดเร็วรุนแรง หนึ่งในนั้นโดดลงจากชั้นสองพร้อมโหนผ้าขาว ขยับกายร่ายรำขณะเกาะเกี่ยวผืนผ้า ชุดแต่งหายเบาบางพริ้วไหว ราวกับเทพธิดาที่กำลังเหาะเหินกลางอากาศ พร้อมกับกลีบดอกไม้ที่ถูกโปรยลงมา สะกดทุกสายตาให้หันกลับไปชมการแสดงชุดที่ทุกคนตั้งตารอคอยตั้งแต่มีการโฆษณาไปเมื่อหัวค่ำ


          ข้ากรอกตา เรื่องความพอใจในสตรี ถึงอย่างไรบุรุษด้วยกันย่อมรู้ดี.... 
 

         "ท่านคือนายหญิงฮวาเหลียนแห่งหอบุปผาสวรรค์ เชิญนั่งขอรับ" ชายริมซ้ายสุดที่ดูอ่อนวัยกว่าใครในชุดสีฟ้าสดใสมีท่าทางกระตือรือล้น 

        "ได้พบตัวจริงของท่านนับเป็นเกียรติแก่พวกเรา ขออภัยที่เมื่อครู่เสียมารยาท" ดวงตาดอกท้อทอประกายระยิบระยับยามจ้องมอง ร่างสูงประสานหมัด ก่อนผายมือให้ 

          ข้ายิ้มนิดๆใต้หน้ากาก ผงกศรีษะเบาๆ แล้วค่อยๆขยับกายนั่งลงที่เก้าอี้อีกตัวซึ่งเทียนฟงเตรียมให้อย่างแช่มช้า ประหนึ่งเป็นสตรีชั้นสูงผู้หนึ่ง ทั้งๆที่อดครั่นเนื้อครั่นตัวไม่ได้

          ข้าเคยเป็นถึงพระสนมเอกก็จริง แต่ตอนนั้นฝ่าบาทมิได้บังคับให้สนมชายต้องปฏิบัติตัวเช่นสตรี ข้าเพิ่งมาหัดทำท่าทางแบบนี้ในชีวิตใหม่ และพบว่า... มันไม่ง่ายเลย


         "ข้าชื่อเฟิงอวิ๋น สองท่านนี้เป็นศิษย์พี่ของข้า ที่นั่งทำหน้าดุๆอยู่คือ ศิษย์ใหญ่จิ่นสือ ส่วนที่ถือจอกสุราคือศิษย์พี่รองหลวนซาน" ใบหน้าคมระบายด้วยรอยยิ้ม เขาโน้มตัวมาเล็กน้อยทำท่าคล้ายกระซิบ "พี่ใหญ่ไม่ชอบมาสถานเริงรมย์นัก วันๆเอาแต่ทำหน้าเครียด นี่ครั้งแรกที่เขานั่งอยู่นานเกินครึ่งก้านธูปโดยไม่หนีไปซะก่อน..."

          
           ข้าออกจะไม่ชินกับท่าทางเป็นมิตรของเขาอยู่บ้าง แต่เมื่อนึกถึงเรื่องราวของเขาจากชีวิตที่แล้ว ข้ากลับไม่แปลกใจเท่าไหร่

           'ชิงหยวนจวิ้นอ๋อง หรือ ชิงหยวนเฟิงอวิ๋น' อ๋องหนุ่มผู้สืบบรรดาศักดิ์มาจากพระบิดาซึ่งเป็นจวิ้นอ๋องคนก่อน มีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่งขององค์ฮ่องเต้ ในชีวิตที่แล้วข้าไม่เคยเจอตัวจริง เพียงทราบว่าอีกฝ่ายเป็นอ๋องที่ไม่ใคร่จะเหมือนอ๋องนัก ทั้งรักอิสระ มีสหายเป็นชาวยุทธมากมาย พอข้าเข้าวังได้สามปีเขาก็ประกาศยกตำแหน่งจวิ้นอ๋องให้น้องชาย แล้วพาพระชายาซึ่งเป็นชาวยุทธออกเดินทางทั่วหล้า 


          "ดีใจที่ได้ยินเช่นนั้นเจ้าค่ะ" ข้าก้มศรีษะเล็กน้อย
   
          "ได้ยินชื่อท่านมานาน ..." 
   
           ชายคนริมขวาซึ่งนั่งกอดอกนิ่งไม่พูดไม่จาเปิดปากพูดด้วยน้ำเสียงกระด้าง จิ่นสือ หรือที่ข้ารู้จักในนาม 'แม่ทัพใหญ่เขตบูรพาหวางจิ่นสือ' เป็นบุรุษร่างสูงสง่าในชุดสีดำ กายแข็งแกร่งแผ่กลิ่นไออันตราย ดวงตาและหัวคิ้วจ้องตรงมาอย่างน่าหวาดหวั่น ทั้งที่ไม่มีอาวุธในมือสักชิ้น แต่กลับทำให้คนที่ถูกจ้องรู้สึกเหมือนถูกหอกนับพันแทงร่าง แม้แต่คำพูดชื่นชม เด็กอมมือฟังยังรู้สึกได้ว่ามันสะท้อนจากปากไม่ถึงตา

           ผู้ที่เกิดในดาวพยัคฆ์ ย่อมต้องสมกับเป็นพยัคฆ์...

          ข้าลอบพิจารณาและสรุปข้อมูลในใจ มิได้มีรัศมีเจิดจ้าทรงอำนาจตามแบบของเชื้อพระวงศ์นั่น แต่ก็สมกับที่มีความเกี่ยวข้องกันกับอดีตพระสวามีงี่เง่าผู้นั้น...


           ก็เป็นถึงพระญาติสนิทนี่นะ


          "ข้าน้อยเป็นเพียงคนค้าขาย นึกไม่ถึงว่าจะมีใครรู้จัก" ข้าจงใจจ้องสบสายตาของร่างสูง หวางจิ่นสือเป็นพระญาติของพระมารดาผู้สวรรคตไปแล้วขององค์ฮ่องเต้ สกุลหวางเป็นผู้พิทักษ์แคว้นเยว่มาตั้งแต่ก่อตั้งแคว้น ทุกรัชสมัยล้วนปรากฏนามแม่ทัพคู่บัลลังค์เป็นเครือญาติสกุลหวาง 

           จะมีก็แต่ฮ่องเต้รัชสมัยก่อนเท่านั้น ที่เกิดมีใจรักมั่นแม่ทัพหญิงสกุลหวางจนถึงกับแต่งตั้งเป็นฮองเฮา ทั้งยังให้พระนางครองหวังหลังแต่เพียงผู้เดียว ไม่คิดมีสนมอื่นใดตลอดรัชสมัย

          แน่นอนว่าไม่มีผู้ใดกล้าคัดค้านมิให้วีรสตรีผู้สามารถตีแคว้นน้อยๆรอบข้างได้ถึงสามแคว้นเช่นนั้นครองมุงกุฎหงส์ทองหรอก!

           ข้าชื่นชมความกล้าหาญของฮองเฮา และชื่นชมชายผู้มีรักเดียวทั้งยังน้ำพระทัยกว้างขวางเช่นอดีตฮ่องเต้...

           น่าเสียดายที่พระโอรสเพียงหนึ่งเดียวของทั้งสองพระองค์นั้น...หูเบาราวกับปุยนุ่น!

          "สตรีเช่นท่านไม่อาจนับว่าเป็นคนค้าขายธรรมดา" จิ่นสือยกมือกอดอก "ไม่ต้องมากพิธีแล้ว ท่านน่าจะทราบว่าพวกข้าต้องการสิ่งใด

          "นายท่านช่างรีบร้อนนัก" ข้าแสร้งยกมืดขึ้นป้องปากหัวเราะ "ราคาที่ท่านต้องจ่ายนั้นมากทีเดียว ท่านแม่ทัพ สำหรับสิ่งที่ท่านอยากทราบจากข้า" ในเมื่อบอกมาขนาดนี้ ข้าจะแกล้งเล่นตัวอยู่ก็ใช่ที่ เพียงแค่ต่อรองดูท่าทีเท่านั้น

           "ราคาเท่าไหร่ก็ย่อมได้ หากสิ่งนั้นมิใช่สิ่งผิดหลักศีลธรรม..."

           แสดงว่าผิดกฎอาญาแผ่นดินได้เช่นนั้นสิ?

           ผู้ที่แจ้งแก่ข้าว่าชื่อหลวนซานวางจอกสุราลง บุรุษผู้นี้มีดวงตากระจ่างใสสงบนิ่ง รูปร่างสูงสง่าไม่ต่างจากแม่ทัพหวาง หากแต่ท่วงท่าขยับกายเฉียบคมแต่นุ่มนวลกว่า ชุดสีขาวที่เขาสวมใส่ยิ่งทำให้ร่างสูงดูคล้ายเป็นเทพเทวดาแปลงมามากกว่ามนุษย์เดินดิน

          หากข้าเป็นคุณหนูในห้องหอ คงต้องเผลอทิ้งผ้าเช็ดหน้าให้เกลื่อนพื้นทั้งที่ยังไม่รู้จักนามเป็นแน่


          น่าเสียดายที่ข้าไม่ใช่ และข้าก็ทราบดี ว่าแม้แต่คนเช่นนี้ก็ยังมีจุดอ่อน...


          "ข้าอยากทราบข่าวของแม่นางหยางไป๋อวี้ นางหายตัวไปจากจวนได้ครึ่งเดือนแล้ว..." ดวงตาลุ่มลึกปรากฏแววทดท้อ แน่ล่ะ หากคู่หมั้นหมายที่รักยิ่งหายไปใครจะไม่ร้อนใจ บุรุษที่มากด้วยสติปัญญาและอำนาจบารมีเช่นเขา มีหรือจะไม่สิ้นหนทาง หากไม่จวนตัวจริงๆเช่นครั้งนี้

         'เฟิงหลวนซาน' เขาคือราชครูขององค์รัชทายาทน้อย ถ้าเปรียบข้าคือดวงไฟแห่งความหวังของสกุลหลิน เขาก็เป็นแสงอาทิตย์อันช่วงโชติ!

         ตระกูลเฟิงมีประวัติยาวนานในด้านที่มีทายาทเป็นนักปราชญ์ ขุนนางข้าราชการมากมาย ตลอดจนลูกหลานชนชั้นสูงในแคว้นนี้ล้วนต้องผ่านการเป็นศิษย์ของคนตระกูลเฟิง แม้แต่สำนักบัณทิตหลวง ก็อยู่ภายใต้การรับรองของสกุลเฟิงเช่นกัน

          "ท่านกำลังกล่าวถึงแม่นางน้อยหยางไป๋อวี้ ธิดามหาเสนาบดีกระทรวงการคลัง!" ข้าแกล้งขึ้นเสียงสูง "อ่า คุณหนูน้อยผู้หนึ่งจากจวนขุนนางหายไป มือปราบทั้งเมืองหลวงคงเร่งตามหาให้ทั่วแล้ว ใยท่านต้องดั้นด้นมาถามกับข้า ผู้เป็นเพียงเจ้าของหอคณิกาเล็กๆให้สิ้นเปลือง" ข้าส่ายหน้า เสยกถ้วยชาขึ้นมาเปิดหน้ากากขึ้นเพียงเล็กน้อยแล้วจิบอย่างสบายใจ

         "เพราะเรื่องนี้ดูมีเงื่อนงำเกินกว่าจะปล่อยให้มือปราบสืบหา" แม่ทัพหนุ่มแทรก "และข้าพอจะทราบว่าข่าวสารของหอบุปผาสวรรค์รวดเร็วนัก" ท่าทางขึงขังข่มขู่ว่ารู้จักความลับข้าของชายชาตินักรบเรียกรอยยิ้มบางๆใต้หน้ากาก

         "ท่านจงบอกข้อเสนอมาเถิด ด้วยเกียรติของข้า หากสิ่งนั้นไม่ผิดศีลธรรม ตัวข้าก็ยินดีจะยอมแลก"

         ข้าเหลือบมองอีกทาง ท่านราชครูเฟิงที่ยังคงจับจ้องมาอย่างแน่วแน่ ส่วนท่านอ๋องที่แสดงท่าทีเล่นๆเมื่อครูกลับเปลี่ยนท่าเป็นนั่งกำหมัดแน่น พลางจ้องศิษย์พี่รองอย่างเห็นใจ

         "เฮ้อ พวกท่านให้ค่าแก่มิตรภาพและความรักไว้มากนัก" ข้าถอนหายใจพลางลุกขึ้นยืน พวกเขาเหมือนข้าเมื่อชีวิตก่อนเสียจริงๆ 


          ความรัก มิตรภาพ ความไว้ใจ สามสิ่งล้วนทำให้คนฉลาดกว่าใครกลับกลายเป็นทารกไร้เดียงสา...


         "บุรุษผู้ทุ่มเทในรักเช่นท่าน ข้าน้อยฮวาเหลียนก็เห็นใจ ข่าวสารนั้นพอจะมีบ้าง แต่เพื่อแลกกับสิ่งที่ข้ารู้ ข้าจะขอท่านเพียงหนึ่งสิ่ง แต่ข้าได้บอกแล้ว ว่าราคาของมันสูงยิ่งนัก" ข้าเอียงหน้าพูดทิ้งท้าย


         "สูง...เช่นเดียวกับคุณค่าความรักและมิตรภาพของท่านทั้งหลาย"


         "ข้ายินดี!" ชายหนุ่มชุดขาวรับคำหนักแน่น

         "เช่นนั้นก็ดีเจ้าค่ะ!" ข้าเชิดหน้าขึ้น ที่จริงส่วนลึกในใจข้ากำลังกู่ร้องยินดี "ข้าต้องการให้ท่านเขียนจดหมายรับรองบุคคลโดยเว้นว่างชื่อที่จะรับรองไว้พร้อมประทับตราประจำตัวท่าน แล้วพรุ่งนี้มาพบข้าที่นี่ยามเฉิน ข้าจะบอกทุกอย่างที่ทราบแก่ท่าน" ข้าสะบัดกายหมุนตัว ยกมือให้เทียนฟงที่ยืนนิ่งไม่มีบทอยู่นานช่วยพยุง

          "ข้าเหนื่อยแล้ว อยากขึ้นไปพักผ่อน" ข้าจงใจทิ้งน้ำหนักไปเล็กน้อย เจ้าตัวชอบขโมยกินน้ำเต้าหูผู้อื่นอย่างเทียนฟงมีหรือจะพลาดโอกาสนี้ ร่างหนาขยับมาโอบประคองเอวข้า กระซิบข้างหูเบาๆด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า

          "นายท่านช่างชอบกลั่นแกล้งผู้คนนัก ข้าถึงได้หลงใหลชมชอบท่านกว่าใคร..."

          "รีบ-ไป-ได้-แล้ว" ข้าเอ่ยด้วยเสียงลอดไรฟัน ถ้าข้าไม่ติดว่าต้องแสร้งเป็นผู้ไร้วรยุทธ ข้าจะใช้วิชาตัวเบากลับขึ้นห้องเอง ไม่ต้องมานั่งตีบทนายหญิงผู้บอบบางให้เจ้าตัวหื่นกามนี่พยุงหรอก! 

          "ขอรับๆ ทราบแล้วนายท่าน" เทียนฟงกระซิบตอบแล้วหัวเราะเบาๆ ร่างสูงดีดตัวทีเดียวก็พาร่างข้าหายไปจากตรงนั้นราวกับไม่เคยมีใครอยู่เลย

          ถึงจะหงุดหงิดไปบ้าง แต่ข้าที่ยังคงถูกโอบ ก็เผลอลอบยิ้มมุมปาก...

          แสร้งอ่อนแอเล็กน้อย แต่ถ้าผลลัพธ์คุ้มค่าก็ถือว่าคุ้มกัน



          หากข้า คุณชายรองหลินหลี่เสวียนดีดลูกคิดแล้ว..ข้าย่อมต้องได้กำไร!
       



     
          
          

         
                 
       

 







.............................................................................
ตอนที่ 1 มาชิมลาง

............................75%
ค่อยๆมานะครับ

............................100%
เปลี่ยนชื่อตอนนะครับ 
ยามไฮ่ = 21.00น. - 22.59น.
ยามเฉิน = 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.143K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,166 ความคิดเห็น

  1. #2166 littlefoolmoon (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2564 / 00:12
    ไอคิว2ล้าน มีความรักปุ๊ปเหลือไอคิว2ส่วนล้าน
    #2,166
    0
  2. #2125 first_m16 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 เมษายน 2564 / 12:56
    สำหรับบางคนความรักก็ทำให้โง่ขึ้น
    #2,125
    0
  3. #2085 tk.7719 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2563 / 18:04
    อยากรู้ว่าใครคือพระเอก น้องจะคู่กับใคร!!!!
    #2,085
    0
  4. #2075 Nadia. (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2563 / 19:20
    ใครพระเอก!!!
    #2,075
    0
  5. #2045 Angzaa (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 เมษายน 2563 / 07:34

    ลุ้นตามว่าน้องจะทำอะไร
    #2,045
    0
  6. #1991 nicharipaen04 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 มีนาคม 2563 / 17:56
    วางแผนอะไรเอ่ยยยย

    แหนะ
    #1,991
    0
  7. #1982 alaffy (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2562 / 18:34
    เฮ้ยยย ดีอ่ะ
    #1,982
    0
  8. #1980 normal curve (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 / 22:13
    โอ้ว้าว
    #1,980
    0
  9. #1942 PPSnook (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2562 / 12:21
    น้องวางแผนอะไร
    #1,942
    0
  10. #1801 Khunpik (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 มีนาคม 2562 / 08:18

    ชอบบบบบบ


    #1,801
    0
  11. #1792 ภิมนารา (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 มีนาคม 2562 / 01:13
    รู้สึกว่ามันเกินจริงเกินไป ครึ่งปีสามารถทำได้ขนาดนี้เลยหรอ มันดูไม่สมเหตุสมผลเลย แต่เนื้อหาสนุกดีค่ะพอให้อภัย ถึงคิดถึงตรงนี้ทีไรจะทำให้ตงิดใจในการอ่านทุกทีก็เถอะค่ะ เลยรู้สึกอ่านได้ไม่สนุกเต็มร้อยเท่าไหร่
    #1,792
    0
  12. #1735 chocolato.p (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2561 / 19:46

    วางแผนทำอะไรอยู่จ๊ะ

    #1,735
    0
  13. #1720 rattanasrilay (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2561 / 19:21
    สนุกมากค่ะ ชอบนายเอกมากกกก
    มีคำผิดนิดนึงค่ะ

    สนทนา

    กระตือรือร้น
    #1,720
    0
  14. #1719 mirror image (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2561 / 06:44
    ครึ่งปีได้ขนาดนี้เชียว ว้าววววว
    #1,719
    0
  15. #1708 9494 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2561 / 12:07
    ใครพระเอกวะ 5555555
    #1,708
    0
  16. #1681 trp1021 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2561 / 00:11

    ตอนเข้าวัง เทียนฟงหายไปไหน?

    #1,681
    0
  17. #1572 --Seichan-- (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2561 / 11:35
    yaehhhhhhh
    #1,572
    0
  18. #1571 TamanegiJa (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2561 / 10:30
    กฎ* ศีรษะ*
    #1,571
    3
    • #1571-2 TamanegiJa(จากตอนที่ 2)
      19 สิงหาคม 2561 / 10:35
      สนทนา*
      #1571-2
    • #1571-3 TamanegiJa(จากตอนที่ 2)
      19 สิงหาคม 2561 / 10:37
      สาเหตุ* กระตือรือร้น*
      #1571-3
  19. #1520 คิเซริ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2561 / 10:57
    เป็นนายเอกที่คิดการณ์ใหญ่มาก
    ชอบบบบบบ
    ><
    #1,520
    0
  20. #1493 feonixsh (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2561 / 19:39
    น่าติดตาม สนุกมากกกกกค่ะ
    #1,493
    0
  21. #1450 fanggg- (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2561 / 07:46
    สนุกมากเลยค่ะ ขอบคุณนะคะ :)
    #1,450
    0
  22. #1432 NGSH94 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2561 / 02:30
    ภาษาดี ชอบ
    #1,432
    0
  23. #1422 deseqert (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 เมษายน 2561 / 16:06
    เนื้อเรื่องและภาษา การบรรยายดีมากค่ะ แต่ยังมีคำผิดอยู่บ้างน้า;—-;
    #1,422
    0
  24. วันที่ 26 เมษายน 2561 / 10:26
    ชอบมากเด้อออ รออยู่น้า
    #1,409
    0
  25. #1393 กะเทย. (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 เมษายน 2561 / 12:17
    ชอบอ่ะ ฮือ
    #1,393
    0