ลุกขึ้นเถิดข้าไม่ได้อยากอายุยืนขนาดนั้น (yaoi)

ตอนที่ 17 : ท่านเป็นหมาป่า แล้วยังขี้โกงอีกหรือ 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 15,542
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 633 ครั้ง
    24 ก.ค. 60














             สิ้นสุดประโยค ทุกสายตาต่างจับจ้องมาที่ข้า ท่านพ่อถึงกับเซไปด้านหลัง ใบหน้าคมเปลี่ยนสีเป็นสลับแดงขาวด้วยอารมณ์หลากหลาย จนท่านแม่กับพี่ใหญ่ต้องรีบลุกมาประคองไว้ ข้าที่ทุบอกเบาๆจนอาการสำลักหายไปแล้วเหลือบมองคนโมเมด้วยสายตาว่างเปล่า แม้จะรู้สึกว่าอากาศใต้หน้ากากมันร้อนๆบ้างก็ตาม

             "เสวียนเอ๋อร์...จะไม่พูดกับเปิ่นหวางสักหน่อยหรือ" นั่น! ยังมีหน้ามาเรียกข้าเสียงหวานอีก! ที่ทำเป็นเคร่งขรึมนั่นท่านแสดงละครใช่หรือไม่

             "ถวายพระพรพะย่ะค่ะ" ข้าลุกขึ้นประสานมือเเล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

             "เท่านี้หรือ?" ดวงตาคู่คมมีนัยเจ้าเล่ห์ปนหยอกเย้า ถ้าอยู่กับส่วนตัวข้าคงสบถด่าไปแล้ว แต่อย่างนั้นลึกๆในใจข้าก็อดยินดีไม่ได้

             เหมือนเจ้าหมาป่าตัวร้ายที่ข้ารู้จักตลอดหนึ่งปีกลับมาแล้ว

             ข้าเอ่ยต่อด้วยท่าทีจริงจัง "ขอบพระทัยฝ้าบาทที่มาที่งานของกระหม่อม"

            "เสวียนเอ๋อร์..." ร่างสูงปรามเสียงต่ำทั้งที่แววตาอ่อนโยนเหมือนดุเด็ก ก่อนจะเอ่ยคำพูดชวนเข้าใจผิดต่ออย่างหน้าตาย "เปิ่นหวางจริงใจกับเจ้าตั้งแต่เเรกพบ ที่ผ่านมาเจ้ากล่าวตัดพ้อว่าข้าไม่จริงใจต่อเจ้า วันนี้ข้าจึงมาสู่ขอเจ้าจากบิดา เจ้าไม่คิดจะเชื่อใจเปิ่นหวางบ้างเลยหรือ แม้จะเป็นเวลาสั้นๆแต่ข้ามั่นคงต่อเจ้ามากนะ"

            ข้าถลึงตาใส่หมาป่าเจ้าเล่ห์ ใครมันตัดพ้อเจ้ากันกัน! ปากเตรียมจะขยับเอ่ยตอบโต้ แต่เสียงของท่านพ่อที่เหมือนว่าจะเป็นลมกับแทรกขึ้นก่อน

            "ฝะ ฝ่าบาท...กับเสวียนเอ๋อร์ ทะ ทำไม..." ข้าพ่อมองข้าสลับกับท่านอ๋องหนุ่มไปมา

             ก่อนที่สถานการณ์จะอิหลั่กอิเหลื่อมากไปกว่านี้ เด็กชายผู้นั่งมองคนนั้นคนนี้ทีอยู่บนเก้าอี้ประธานก็เอ่ยแทรกด้วยสุรเสียงเรียบๆ

             "เพิ่งได้พบตัวจริงของชินอ๋อง ในฐานะประธานของงาน เราขอขอบคุณที่ท่านมีใจปราถนาดีแก่ท่านอาจารย์ของเรา"

             ชินอ๋องหนุ่มเหลือบมองเด็กชายตัวกระเปี๊ยกที่จ้องมองพระองค์ด้วยแววตาอ่านยากครู่หนึ่ง ก่อนวรกายสูงจะเบียงไปหาอีกฝ่ายแล้วประสานมือค่อมศรีษะน้อยๆ พลางเอ่ยถวายพระพรด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยต่างกับตอนพูดกับข้าสิ้นเชิง

             "ขออภัยที่ข้าเสียมารยาท ขอรัชทายาทน้อยทรงพระเจริญ"

             ใบหน้าติดจะเชิ่ดๆของเด็กชายมีแววไม่พอใจเล็กๆ ก่อนจะเลือนหายไปในเวลารวดเร็ว ดวงตามังกรน้อยเหลือบมาทางข้า สมองเล็กๆที่ข้ารู้ดีว่าปรีชานักทำงานอยู่ไม่นาน เด็กชายก็ฉีกยิ้มแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งๆน่าเอ็นดูแต่เจือแววร้ายกาจ

            "ข้าได้ยินว่าท่านอาจารย์จะประลองความรู้กับผู้ที่จะเทียบเชิญหมั้น เห็นที่วันนี้ข้าคงมีบุญได้เห็นท่านอ๋องแห่งช่างหยิงแสดงฝีมือแล้ว"
           
            เจ้าถามอาจารย์เจ้าสักคำหรือยังว่ามีอารมณ์ประลองไหม?

           
            แต่สุดท้ายหลังจากมติของทุกฝ่าย โดยเฉพาะท่านพ่อและบรรดาคุณชายในงานต่างก็เห็นด้วยกับวิธีนี้ พี่ใหญ่บอกว่าสำหรับบุรุษเหล่านั้น ถึงตัวเองจะไม่ได้ ก็ต้องอยากทราบเป็นแน่ว่าคนที่กล้าออกปากจะแต่งกับข้ากลางงานเลี้ยงจะมีคุณสมบัติเลิศเลอเพียงใด
           
          พวกเราย้ายที่นั่งจากบริเวณลานกลางเรือนรับรองมาเป็นส่วนของสนามประลอง แม้การเคลื่อนย้ายจะดูฉุกละหุกแต่บรรดาบ่าวไพร่ก็สามารเนรมิตพื้นที่ตรงร่มดอกเหมยในสวนให้กลายเป็นพื้นที่จัดเลี้ยงต่อจากเมื่อเช้าได้อย่างรวดเร็ว ประจวบเหมาะกับอากาศปลายเหมันต์ที่เริ่มอบอุ่น ทำให้บรรดาแขกต่างมีสีหน้าพึงพอใจ

          "นี่นับเป็นการประลองครั้งที่สองในรอบสองปีของพวกเราใช่หรือไม่เสวียนเอ๋อร์" เจ้าหมาป่าที่ตีสีหน้านิ่งขรึมเอ่ยเบาๆ ขณะที่ยืนไพล่หลังอยู่เคียงข้างข้า ข้าลอบกรอกตาแล้วตอบด้วยน้ำเสียงแห้งแล้ง

          "พะย่ะค่ะ"

          "เช่นนั้นก็นับเป็นการระลึกความหลังของเราได้สินะ" ร่างสูงคลี่ยิ้มชวนมอง ขณะที่โน้มใบหน้าลงมาใกล้ ในสายตาของบรรดาแขก นี่ยอมเป็นภาพคู่รักกำลังง้องอนกันไม่ผิด

          ทั้งยังเป็นคู่รักหยวนหยางคู่สำคัญของประวัติศาสตร์ด้วย

          "ปกติการประลองจะเเบ่งเป็นสามขั้นตอน คือดนตรี การต่อสู้ และการดวลหมากหรือแต่งกลอน" ข้าเอ่ยเรียบๆ "ท่านสามารถเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งหรือมากกว่าหนึ่งอย่างขึ้นไปกะ.."
 
          "เปิ่นหวางจะประลองทั้งหมด" เทียนฟงเอ่ยขัด ใบหน้าที่ดูสุขุมเผยแววเจ้าเล่ห์ "ว่าที่สวามีจะให้พ่ายแพ้ว่าที่ชายาได้อย่างไร"

           ข้าทำเป็นไม่ได้ยินประโยคท้าย ผายมือไปตรงกลางลานที่มีเครื่องดนตรีหลายชนิดที่เดิมจะให้นักดนตรีเล่นขับกล่อมคนในงานประกอบการแสดงของข้า "ฝ่าบาทโปรดเลือกเครื่องดนตรีก่อน"

           ร่างสูงคลี่ยิ้มน้อยๆแล้วล้วงหยิบขลุ่ยสีดำออกมาจากแขนเสื้อ

           "ชินอ๋องเตรียมตัวมาดียิ่ง" ข้ากัดฟันชมเร็วๆ แล้วเดินไปยังแทนเล็กๆที่มีพิณตัวโปรดวางอยู่ มื่อนั่งลงแล้วจึงเงยหน้าขึ้นถามตามธรรมเนียม "ฝ่าบาทจะทรงบรรเลงก่อนหรือไม่พะย่ะค่ะ"

          ปกติหากผู้ที่มาเทียบเชิญข้ามียกสูงกว่าข้าจะให้พวกเขาลงมือก่อนเพื่อแสดงถึงความนอบน้อม แม้ชินอ๋องหนุ่มจะได้เปรียบอยู่แล้วที่รู้จักเกือบทุกอย่างเกี่ยวกับข้าก็ตาม

         "เปิ่นหวางขอมอบเกียรติแก่เสวียนเอ๋อร์ เปิ่นหวางให้เจ้าเป็นผู้เริ่มก่อน" ดวงตาคู่คมทอประกายหวาน เส้นผมสีอ่อนนุ่มมันราวน้ำตกทิ้งตัวลงขณะที่อีกฝ่ายก้มศรีษะให้ข้า เป็นภาพชวนตกตะลึงที่ยอดบุรุษจากแคว้นมหาอำนาจจะยกย่องว่าที่ชายาเอกซึ่งเป็นเพียงบุตรชายคนรองของตระกูลพ่อค้าเช่นนี้

         "ขอบพระทัยพะย่ะค่ะ..." ข้าเอ่ยพึมพำราวกับกระซิบ ขณะหลุบตามองเส้นเอ็นบนเครื่องดนตรี

         คงต้องโทษสายตาบุรุษผู้นั้นเอง ที่ทำให้ข้าไม่เป็นตัวของตนเอง และทำให้อากาศเย็นๆอุ่นขึ้นจนแก้มขาขึ้นสี

        มือขาวซีดลูบไปบนพิณไม้ ข้าหลับตาลง

         กริ๊ง....

         ปลายนิ้วดีดลงบนพิณ เริ่มจากช้าแล้วกลายเป็นเร็ว จากอ่อนกลายเป็นเเข็ง ถักทอเป็นบทเพลงดุดันราวกลองศึก บรรยากาศเเปรเปลี่ยนเป็นหนักอึ้งด้วยปราณที่แผ่ออกมา เหล่าแม่ทัพและขุนนางตงฉินต่างรู้สึกว่าร่างกายสะท้านฮึกเหิมราวกับอยู่กลางสนามรบ ขณะที่ขุนนางกังฉินกับรู้สึกหนาวสั่นเย็นเยียบ
  
         ข้าแสยะยิ้ม ภาพความทรงจำในอดีตกับเพื่อนพ้องที่เสียสละเพื่อแผ่นดินนี้ผุดขึ้นเป็นสาย ดวงตาของข้าหม่นมัวด้วยแรงอาฆาต ยามเหลือบเห็นร่างกายที่ประโคมด้วยเพชรนิลจินดาของแขกบางคนในงานทั้งที่สงครามและภัยธรรมชาติกำลังเริ่มกัดกินพี่น้องประชาชนผู้ทุกข์ยากอยู่ที่ชายแดนนั่น

         นี่หรือคืออีกด้านของเเผ่นดินเยว่ที่ข้าเคยพยายามปกป้องด้วยชีวิต...

         ข้าเงยหน้าขึ้นมองชินอ๋องหนุ่มที่ถือขลุ่ยจรดริมฝีปากไว้โดยไม่มีทีท่าจะขึ้นเพลงอย่างสงสัย แต่ทันทีที่สบตา ท่วงทำนองหวานปนเศร้าก็ผสานคลอไปกับบทเพลงของข้า เสียงเเหลมบางของขลุ่ยที่แทรกกับเสียงพิณหนากังวาล บีบคั้นหัวใจราวกับเสียงสตรีที่ร่ำไห้ถึงคนรักในสงคราม

          เหล่าฮูหยินและคุณหนูน้อยต่างหลับตาลง ซาบซึ้งน้ำตาคลอไปกับท่วงทำนองที่สอดผสาน พวกนางอาจไม่คุ้นชินกับการเมืองหรือสงคราม แต่หากเป็นเรื่องความรักอาลัย คงไม่มีใครรับรู้ได้เท่าใจสตรีเช่นพวกนางอีกแล้ว

         มือข้าที่ส่งแรงลงบนพิณอาจด้านชาจนไม่รู้สึกอะไรอีก แต่ใจที่รุ่มร้อนของข้าสั่น คล้ายกับเสียงขลุ่ยนั้นคือเสียงของตัวข้าในอดีตที่ร่ำไห้อยู่ที่ใดสักแห่งในจิตใจตนเอง ด้านที่คงจะหวาดกลัวความแค้นและความโหดเหี้ยมของตัวข้าในตอนนี้ยิ่งกว่าใคร

         ชินอ๋องช่างหยิงเทียนฟง สมกับที่ท่านอยู่ข้างข้ามาได้นับปี ท่านรู้จุดอ่อนข้าดีนัก...

         ข้าหัวเราะน้อยๆ ค่อยๆลดจังหวะเพลงลงและขึ้นเพลงยามเมื่อน้ำตาหยุดไหล ครั้งนี้ข้าเปล่งเสียงร้องออกมาด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย

         "ดอกไม้ดอกน้อยผลิบานที่หน้าบ้าน..." ข้ากำลังจะขึ้นท่อนถัดไป แต่เทียนฟงที่ละจะขลุ่ยกลับเป็นฝ่ายเอ่ยร้องเพลงผสานตอบ

         "ยามกายอาบแสดงตะวัน ด้วยใจอ่อนล้า" น้ำเสียงทุ้มแต่อบอุ่นกับเนื้อเพลงที่เสริมขึ้นมา กลับทำให้ความเศร้าของบทเพลงคล้ายค่อยๆจางลง

         "ข้ามองมันแล้วตรึกตรองโชคชะตา"

         "ปล่อยวางช่วงเวลาที่ใจ...กังวล"


         "เพราะยามนี้ทุกแห่งหนแห้งแล้ง มืดมน" ข้าสูดหายใจ มือค่อยๆไล้สายเอ็น พรมนิ้วด้วยท่วงทำนองที่อ่อนโยนขึ้น

         "แต่ถึงใจมืดมนยังเปี่ยมศรัทธา"


         "น้ำตาทุกหยดบนดินจึงมีค่า" โดยไม่รู้ตัวข้าค่อยๆเผยรอยยิ้ม แล้วเราก็เอ่ยร้องท่อนสุดท้ายพร้อมกัน

         "เพราะความทุกข์คนได้ต่อชีวิตบุปผา.... น้ำตา หยุดริน..."

           รอบกายเงียบสงัดก่อนที่เสียงปรมมือพร้อมเสียงกล่าวชื่นชมจะดังไปทั่วงาน ข้ายังคงนั่งมองพิณไม้นิ่งๆ จนเทียนฟงเดินเข้าแล้วย่อตัวลงตรงหน้าข้า เอาแผ่นหลังบังข้ากับผู้คนไว้

           มือข้างหนึ่งแตะที่แก้ม อีกข้างสอดปลายนิ้วลอดใต้หน้ากากแล้วค่อยๆเกลี่ยความชื้นใต้ขอบตาให้อย่างทะนุถนอม พลางเอ่ยกระซิบ...

          "อย่าได้เก็บความเศร้าไว้คนเดียว เสวียนเอ๋อร์ยังมีเทียนฟงอยู่นะ"

          อ่า อ๋องหมาป่า ท่านช่างขี้โกงนัก

          "เสวียนเอ๋อร์ เจ้าตัดสินเช่นไร!" ตอนนั้นเสียงพี่ใหญ่ตะโกนเเว่วมา คนในงานต่างเงียบกริบ

          ข้านิ่งไปชั่วอึดใจ แต่เมื่อสบตากับหมาป่าตัวโตในวันวานที่บัดนี้เป็นถึงชินอ๋อง ก็หลุดยิ้มมุมปากออกมา

           "ฝ่าบาททรงพระปรีชา หม่อมฉัน...ขอยอมแพ้พะย่ะค่ะ"



          คงไม่ต้องบอกใช่หรือไม่ว่าทั้งการประลองหมากล้อมแล้วดวลวรยุทธผลเป็นอย่างไร ถึงเมื่อปีก่อนข้าจะเคยชนะการประลองยุทธได้จนอีกฝ่ายต้องยอมมาทำงานให้ แต่นั่นเพราะอีกฝ่ายจงใจอ่อนข้อให้อยู่แล้ว ส่วนหมากล้อมหลังแข่งกับเพียงก้านธูปก็จบลงด้วยการเสมอ ผลการแข่งจึงเป็นเอกฉันท์

          แม้จะไม่เป็นทางการ แต่ข้าคือว่าที่ชายาของชินอ๋องต่างแคว้นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

          
          งานเลี้ยงดำเนินไปจนเย็น พอตกค่ำบรรดาแขกเหรื่อก็ทยอยกันกลับจนหมด หลายคนมีสีหน้าชื่นชมยินดี(ส่วนใหญ่เป็นพวกตระกูลแม่ทัพต่างๆ)ขณะที่หลายคนก็จากไปด้วยสีหน้าครุ่นคิดและรอยยิ้มที่ฝืดเฝือน คาดว่าพอถึงวันพรุ่งนี้ เรื่องราวของข้ากับชินอ๋องต่างแคว้นคงเป็นที่เล่าลือไปทั่วเมืองหลวง

         เนื่องจากเหน็ดเหนื่อยกันมาทั้งวัน ทุกคนในบ้านจึงตกลงว่าจะเพียงร่ำลากันง่ายๆแล้วแยกย้ายไปพัก

          ท่ามกลางแสดงโคมแดงที่พระดับประดาทั่วจวนข้ากวาดสายตามองทุกคนในครอบครัวอย่างเปี่ยมสุข พวกเขาผลัดกันเข้ามาโอบกอดและกล่าวแสดงความยินดีสั้นๆแต่เปี่ยมด้วยความจริงใจ ก่อนจะพากันเดินจากไป เมื่อคนอื่นๆไปหมดแล้วข้าจึงได้จังหวะจ้องมองแผ่นหลังบิดาที่จากไปเป็นคนสุดท้าย

          ท่านพ่อกลับดูมีสีหน้าเคร่งขรึมตั้งแต่ตอนที่ชินอ๋องปรากฏตัว แม้ตอนทานอาหารค่ำบุรุษหนุ่มชวนสนทนาสักกี่ประโยค ชายวัยกลางคนก็ตอบกลับเพียงครึ่งคำ ดวงตาอ่อนโยนคู่นั้นฉายแววหวาดกลัวอะไรบางอย่างที่ไม่มีใครเข้าใจ

          ข้าหวังเพียงว่าสักวัน ข้าจะรู้ในสิ่งที่ท่านพ่อปิดบังไว้

          ถอนใจ แล้วเดินกลับไปที่เรือนนอน ข้าจงใจเดินหลบทางเดินหลักไปทางสวนของจวนที่มีสะพานหินเล็กๆข้ามบ่อน้ำ

          "นายท่านไม่ตรงกลับเรือนเลยหรือขอรับ" จินหรงที่เดินตามเงียบๆเอ่ยกระซิบ ข้าเพียงส่ายหน้า ในมือกำกระดาษที่เทียนฟงให้ไว้ก่อนจะพาขบวนทูตจากไป ในกระดาษเขียนว่า

          'พบกันพลบค่ำ สะพานจวนโยงเกี่ยว ด้ายแดงพันผูก'

         หัวใจกระตุกเล็กๆเมื่อนึกถึงข้อความ เผลอกำกระดาษแน่นขึ้นจนมือชื้นเหงื่อเล็กน้อย ข้าก้าวตรงไปเรื่อยๆ จนเห็นแผ่นหลังกว้างใหญ่ของบุรุษมังกรสองคนที่ยืนอยู่กลางสะพาน แสงเทียนและแสงจากโคมแดงที่ประดับอยู่ทั่วสวนสะท้อนกับเส้นผมสีอ่อนของพวกเขาให้บรรยากาศราวกับเป็นความฝัน

          "ถวายพระพรรัชทายาทช่างหยิงหยางหรง และชินอ๋องพะย่ะค่ะ ขอสองพระองค์ทรงพระเจริญ" ข้าคุกเข่าลงประสานมือ แม้แต่จินหรงรีบทำตามสีหน้าเรียบนิ่งแปรเปลี่ยนเนื่องจากไม่รับรู้เลยว่ามีผู้ใดยืนอยู่แต่แรก พลังของสองกษัตริย์แคว้นมหาอำนาจนั้นมิใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะต่อกรได้เลย

          "ไม่ต้องมากพิธี ใต้เท้าหละ...อืม ไม่สิ ต่อไปต้องเรียกน้องสะใภ้เสวียนใช่หรือไม่ พี่ข้า" องค์รัชทายาทที่หายหน้าไปนานผินพระพักต์กลับมา ใบหน้างดงามคลี่เป็นรอยยิ้มบริสุทธิ์ทรงอำนาจเช่นทุกคราว

           "หึๆ" ชินอ๋องหนุ่มหัวเราะในลำคอ พริบตาก็ก้าวมาประชิดตัวแล้วประคองข้าให้ยืนขึ้น

          "ขะ...ขอบพระทัยพะย่ะค่ะ" ข้าบิดกายออกจากอ้อมแขนแกร่งของหมาป่าผมสีทรายอย่างแนบเนียน แล้วหันไปถามผู้สูงศักดิ์อีกคนอย่างเรียบๆ "ฝ่าบาทมาถึงจวนกระหม่อม มีสิ่งใดให้กระหม่อมรับใช้พะย่ะค่ะ
        
          "ฮ่าๆ ท่านพี่คงเจองานหินเข้าเสียแล้ว" ร่างสูงขึ้นมาเฉยๆพึมพำ ก่อนจะกระแอ่มเบาๆปรับเสียงเจือรอยขบขันให้เป็นการเป็นงานขึ้น "อะแฮ่ม ข้ามาที่นี่เพื่อเป็นตัวแทนช่างหยิงพูดคุยเรื่องการหมั้นระหว่างเจ้ากับพระเชษฐาต่างมารดาของข้า"

           "พระเชษฐา?" ข้าทวนคำ จะว่าไปเมื่อครู่องค์หยางหรงก็เรียกเทียนฟงว่าพี่

           "อ่า เจ้าคงสับสน" เป็นเทียนฟงคลี่ยิ้มแล้วอธิบาย "อย่างที่เจ้ารู้ แคว้นช่างหยิงเลือกรัชทายาทจากสีดวงตา ดังนั้นแม้ใครจะเกิดก่อนเกิดหลังก็มีสิทธิที่จะเป็นรัชทายาทได้ องค์รัชทายาทหยางหรงเองจึงทรงเป็นน้องข้าอยู่สองชันษาด้วยกัน" ดวงตาสีเทาเปล่งประกายระยับ ขณะที่ปลายนิ้วยกเเตะเชยคางข้าอย่างเเนบเนียน "และข้าก็ยินดีที่มันเป็นเช่นนั้น เพราะหากข้าเป็นรัชทายาท เมื่อปีนั้นข้าคงไม่อาจพบเจ้า และได้ใช้เวลากับเจ้าเช่นนี้ เสวียนเอ๋อร์"

           หางเสียงทุ้มพร่าเอ่ยเน้นหนัก ด้วยประสาทหูชาวยุทธสำหรับข้ามันชัดดังเสียงเหมือนอีกฝ่ายมากระซิบข้างหู ข้าขมวดคิ้วแล้วรีบก้าวถอยหลัง ขนในกายลุกซู่ ยิ่งเมื่อสบตาเจ้าหมาป่าในร่างชินอ๋องมือไม้ก็คล้ายเกะกะเฉยๆ ข้าต้องหยิบพัดสีขาวที่เหน็บติวตัวมาขึ้นมาโบกพัดทั้งที่อากาศยามค่ำหนาวจนต้องสวมผ้าคลุมขนจิ้งจอกทับ
          
          "...กระหม่อมเพิ่งสวมกวาน ยังคิดว่าอายุน้อยเกินกว่าจะแต่งงาน" ข้าเอ่ยอย่างตรงไปตรงมาทั้งกับคนที่ข้าพยายามไม่สบตาและกับรัชทายาทผู้เป็นน้องของเขา ถึงข้าจะเริ่มยอมรับความตั้งใจของอ๋องเทียนฟง แต่หากแต่งกันไปใครจะรู้ว่าความพอใจนั้นจะยั่งยืนกันเล่า ยิ่งอีกฝ่ายก็เป็นบุรุษมียศศักดิ์ใหญ่โตนัก จะแต่งชายาสนมกำนัลเท่าไหร่ก็ย่อมได้ อีกทั้งแคว้นนั้นการสมรสระหว่างเพศเดียวกันอาจไม่เปิดกว้างเท่าเเคว้นเยว่ ไหนจะขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ นั่นย่อมหมายถึงแรงเสียดทานมหาศาลไม่ใช่หรือ

          ข้าเคยผ่านช่วงเวลาที่ทุกข์ที่สุดเพราะความรักและไว้ใจ หากข้าจะเริ่มต้นใหม่ ข้าก็หวังจะแน่ใจว่าคนผู้นั้นจะรักและซื่อสัตย์ต่อข้าตราบชีวิตหาไม่ และไม่ปล่อยมือข้าในวันที่เลวร้ายที่สุด

          "ถ้าเสวียนเอ๋อร์ไม่พร้อม เปิ่นหวางก็จะไม่เร่งรัดเจ้า" น้ำเสียงเจือแววผิดหวังยังคงร่าเริง มือหนาล้วงขลุ่ยสีดำที่ใช้เมื่อกลางวันออกมาแล้วยื่นให้ข้า ผู้ให้เหมือนมองทะลุหน้ากากได้ว่าข้ากำลังแปลกใจ จึงได้กล่าวอธิบาย

          "เชื้อพระวงศ์ช่างหยิงจะมีของประจำกายไว้หมั้นหมายชายาเอก ขลุ่ยนี้เป็นของเสด็จแม่ของเปิ่นหวาง ตั้งแต่พระนางจากไป เปิ่นหวางก็พกติดตัวมาตลอด..." มือหนาดึงมือข้าออกมาแล้วคลี่ออกให้รับไว้ "...เปิ่นหวางขอมอบมันให้เจ้า"

          "...ของสำคัญต่อจิตใจ ให้หม่อมฉันจะดีหรือพะย่ะค่ะ" ข้าพึมพำเบาๆขณะมองขลุ่ยงดงามที่ทำจากไข่มุกดำและหยก ด้านข้างสลักด้วยทองคำว่า 'เทียนฮวา' ซึ่งคงเป็นพระนามของพระมารดาของร่างสูง ด้วยน้ำหนักของมันที่เบาและรสสัมผัสนุ่มนวลราวกับสตรีในความรู้สึกก็ไม่ทราบ ข้ากลับถือมันไว้อย่างทะนุถนอม โดยไม่รู้ตัว

           "นี่นับเป็นของหมั้น เปิ่นหวางอยากฝากให้เจ้าช่วยดูแลต่อจากนี้" ใบหน้าคมคลี่ยิ้มกว้าง "เปิ่นหวางเองก็ยังมีภาระที่ต้องกลับไปจัดการที่ช่างหยิง ที่ยังรั้งอยู่ในเรือนเจ้าถึง ก็เพราะอยากเอ่ยเรื่องนี้..."

          ข้าขมวดคิ้ว มองร่างสูงก้าวมาใกล้กว่าเดิม มือหนาสะบัดเบาๆม่านพลังสีเงินก็โอบคลุมร่างเราทั้งสี่ไว้ หากใครเดินผ่านก็ไม่อาจมองเห็นหรือได้ยินเสียงใดได้

          สิ่งที่จะเอ่ยนั้นคงสำคัญมากเป็นแน่

          ชินอ๋องกุมมือข้าที่ยังถือขลุ่ยขึ้นแนบอก ดวงตาคู่คมสบมองมามีแววกังวล พอข้าเหลือบมองรัชทายาทเป็นเชิงถาม มังกรหนุ่มก็ทรงเสพระเนตรหลบไปเสียอย่างนั้น ข้าจึงต้องหันกลับมารอฟังจากคนตรงหน้าอย่างเดิม

          ชินอ๋องถอนใจหนักๆ แล้วเอ่ยคำเคร่งขรึม "ดินแดนนี้กำลังจะมีสงคราม องค์จักรพรรดิทรงมีราชโองการด่วน...ให้ขบวนทูตรีบเดินทางกลับภายในสามวัน"

          กำหนดกลับ...สามวัน

          จู่ๆอากาศรอบกายกลับพลันหนาวเหน็บจนหน้าชา ข้าเผลอสะบัดมือออกจากการเกาะกุม ร่างกายซวนเซถอยห่าง แต่ร่างสูงกลับไวกว่า อาศัยช่วงที่สมองข้ายังงุนงง อ้อมแขนหนาโอบรั้งร่างข้าไว้ทั้งตัว พร้อมกันกับน้ำเสียงทุ้มขี้เล่นที่เเปรเปลี่ยนเป็นร้อนรน

         "เสวียนเอ๋อร์ๆ เจ้าเสือน้อยของเทียนฟง อย่าเพิ่งเข้าใจผิด" ร่างสูงพึมพำขณะที่ลูบหัวข้าอย่างปลอบประโลม "ที่เปิ่นหวางมาสู่ขอเจ้าวันนี้ มิใช่เป็นการล้อเล่นสนุกสนาน องค์จักรพรรดิมังกรมีพระราชโองการมาตั้งแต่ตอนที่กลับจากงานล่าสัตว์ แต่เป็นเปิ่นหวางเองที่เอาแต่ใจ ขอร้องให้องค์รัชทายาทรั้งอยู่จนถึงวันสำคัญของเจ้า " ปลายนิ้วแกร่งปัดปอยผมที่ระใบหน้าให้

         คราวนี้องค์รัชทายาทที่ยืนไร้ตัวตนอยู่นานจึงเอ่ยปากขึ้นอย่างสุขุม "เจ้าเองก็มีฉากหลังในยุทธภพ คงทราบดีแล้วดีว่าคลื่นใต้น้ำในเจ็ดแคว้นกำลังเริ่มเคลื่อนไหว การมาของทูตในครานี้ไม่เพียงมาเพื่อสานสัมพันธ์กับเยว่ แต่เรายังมาเพื่อหยั่งท่าทีของฮ่องเต้ชินหยวนต้าเทียนและเป็นธุระรับตัวชินอ๋องคนสำคัญของแคว้น พรสวรรค์ของเสด็จพี่เทียนฟงคือกำลังสำคัญแห่งช่างหยิง" ร่างสูงขยับยิ้มขำ"ทีแรกข้าคิดจะรั้งอยู่ไม่เกินสองสัปดาห์ แต่พระเชษฐาผู้ชอบหนีงานกลับดื้อดึงขึ้นกว่าเดิมจนทัดทานไม่ได้ เพื่อรอขอหมั้นในวันเกิดของเจ้า"

          ข้อมูลใหม่ที่เพิ่งทราบทำเอาข้าไปต่อไม่ถูก พอเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของอ้อมแขนเหล็ก ก็พบเพียงสุนัขหางตกหูลู่ตัวหนึ่ง หากเป็นเมื่อก่อนข้าคงยันคางอีกฝ่ายออกไปอย่างรำคาญ แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใด หลังๆมานี้ข้ากลับเพียงแค่ถอนหายใจแล้วปล่อยเลยตามเลย

           โมเมมาเรียกข้าว่าเสือน้อย ท่านที่ทำหน้าเศร้าแบบนั้นมันก็หมาป่าขี้โกงเช่นกัน

           ข้าจะโกรธท่านลงได้อย่างไร!

           "...กระหม่อมเข้าใจแล้ว" ข้าเอ่ยเรียบๆ หลังจากทบทวนทุกอย่างอีกครั้ง สิ่งที่พวกเขาทำก็เหมาะสมแล้ว ข้าผลักอกแกร่งเบาๆ ซึ่งคนที่กินเต้าหู้จนอิ่มก็ยอมผละอย่างง่ายดาย ข้ามองสายเลือดมังกรทั้งสองแล้วเอ่ยเบาๆ "คงอีกนานทีเดียวกว่าจะได้พบกัน"

          "เปิ่นหวางอยากใจเจ้าคิดว่านั่นเป็นช่วงเวลาพิสูจน์ใจ" ดวงตาที่มักเจ้าเล่ห์ฉายแววซื่อตรงจนข้าต้องมองค้าง "เปิ่นหวางรู้ว่าเจ้าเกลียดชังคำสัญญา เช่นนั้นจนกว่าจะได้พบกัน การหมั้นหมายของข้าจะปกป้องจากผู้หวังร้ายที่จะเเตตะต้องเจ้าแต่จะไม่ผูดมัดหัวใจเจ้า หากเสวียนเอ๋อร์คิดจะมอบใจให้ผู้อื่นเมื่อใด เจ้าสามารถส่งขลุ่ยเลานี้คืนมาได้ทุกเวลา..."

         ร่างสูงเว้นจังหวะ ดวงตาสีเทาทอดมองของลำค่าในมือเราทั้งคู่ น้ำเสียงเจือรอยเว้าวอนเอ่ยเบา "เพียงแต่จงรู้ว่าเปิ่นหวางจะไม่มีวันเปลี่ยนใจ และหวังดีต่อเสวียนเอ๋อร์เสมอ"

          ปกป้องแต่ไม่ผูดมัด

          อิสระที่เปี่ยมด้วยความใย

          หรือบุรุษผู้นี้เองคือบางสิ่งที่ข้าตามหา เเละเฝ้าฝันเมื่อมองออกไปนอกกำแพงวังกว้าง

          อ่า ข้าเผลอยิ้มอีกแล้ว...

          "ขอบพระทัย...พะย่ะค่ะ"
          

         
         
       









....................100%
ในที่สุดก็ครบแล้วววว ดีใจจังเลยยย 555 ตอนต่อไปจะพยายามรีบมานะครับ นี่เพิ่งสอบเสร็จก็อัพเลย
         
           

        


         

      

          
        

            
 
        
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 633 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,163 ความคิดเห็น

  1. #2105 Pierce (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 17 มีนาคม 2564 / 20:37

    ขี้โกงอ่ะ ไม่ชอบใจเลย ขี้โกงมากๆ

    #2,105
    0
  2. #2065 black00 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 13 เมษายน 2563 / 02:15
    จาร้อง กินใจขนาด
    #2,065
    0
  3. #2006 nicharipaen04 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 1 มีนาคม 2563 / 22:54
    ใจบางจ้า
    #2,006
    0
  4. #1978 wiliwrrnnnthkal (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2562 / 03:46
    ใจสั้น100ริกเตอร์
    #1,978
    0
  5. #1949 jkooktaev (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2562 / 00:11
    ดีขนาดนี้จะไม่ให้รักได้ไงหล่ะ จริงมั้ยเสวียนเอ๋อร์..?? ซึ้งมากแบบ.. แล้วคือจริงใจด้วยอ่ะ มีความชัดเจนในความรู้สึก ฮื่อออ พระเอกใช่ไหมไหนบอกมา เทียนฟง
    #1,949
    0
  6. #1857 นักอ่านผู้ผ่านทางมา (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 12 เมษายน 2562 / 17:36

    ใจบาง ระทวยแล้วพี่จ๋า

    #1,857
    0
  7. #1843 realtoey (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 2 เมษายน 2562 / 09:57
    แงงงง ใจสั่นแล้ววววววว
    #1,843
    0
  8. #1769 PaulaPum (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 12 มกราคม 2562 / 14:00
    ชินอ๋องน่ารักกกก
    #1,769
    0
  9. #1750 chocolato.p (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2561 / 22:08

    หูยยยย ชินอ๋องดีงามจัง

    #1,750
    0
  10. #1728 Midories (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2561 / 00:30
    คุณค่าที่คุณคู่ควรจริงๆ
    #1,728
    0
  11. #1699 trp1021 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2561 / 03:56

    ประโยคชินอ่องนีา ทำเอาเจ็บเลย

    #1,699
    0
  12. #1676 yuki (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2561 / 16:39

    ชายาของพี่ชายน่าจะเป็นพี่สะใภ้มากกว่าน้องสะใภ้นะ

    #1,676
    0
  13. #1651 _Daonuea_ (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2561 / 12:55
    ฮืออออ เทียนฟงดีงามมากกก
    #1,651
    0
  14. #1641 Hudchaw (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2561 / 12:39
    ละมุน แงงงงงง สามสี่ตอนมานี้ร้องไห้อะแงง
    #1,641
    0
  15. #1633 dewwiizodiac (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2561 / 23:17
    หวานละมุนมากกกกก
    #1,633
    0
  16. #1544 The friendly (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2561 / 17:12
    เราน่าจะอ่านไม่ละเอียด ตอนที่เสวียนเอ๋อร์รู้ว่าเทียนฟงคือชินอ๋องคือตอนไหนนะ แล้วก็ชอบความเด็ดขาดของเทียนฟงมากกก มีความชัดเจนน
    #1,544
    0
  17. #1535 คิเซริ (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2561 / 18:59
    ช็อตนี้กูตายค่ะ55555
    หล่อไปอี๊กกกกกก
    #1,535
    0
  18. #1506 pqrst (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2561 / 20:28
    แง พระเอกจะหายไปกี่ตอนเนี่ย
    #1,506
    0
  19. #1464 fanggg- (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2561 / 09:34
    แง ตอนนี้น้ำตาซึมเลย
    #1,464
    0
  20. #1084 Mbk Mbk (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2560 / 21:21
    อืมๆ...เคยเลี้ยงแต่บางแก้วไม่เคยเลี้ยงหมาป่าอยากลองเลี้ยงจัง!
    #1,084
    0
  21. #1081 Rain The Frist (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2560 / 18:23
    ภาษาสวยงามจนรู้สึกหวานเชื่อมไปถึงหัวใจ
    #1,081
    0
  22. #1078 porpies2 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2560 / 14:18
    ขอบคุณค่าา
    #1,078
    0
  23. #1052 ศิริรัตน์ ไชยรัตน์ (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2560 / 21:48
    รอน้าาาาา
    #1,052
    0
  24. #1051 Azraelist (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2560 / 01:56
    กลับมาเจอกันเร็วๆน้าาอยากเจอฉากจูบจากเรื่องนี้แล้ว55555 วันต่อมาเสวียนเอ๋อร์จะโดนฮ่องเต้เรียกพบมั้ยเนี่ยย//เทียนฟงนายเท่มาก ตอนนี้อยากรู้มากว่าความสามารถของเทียนฟงคืออะไรคงไม่ได้มีแค่ซับพลังยุทธ์หรอกเนอะและในที่สุดหมาป่าจอมลักเต้าหู้ก็กลับมา ไม่เจอเทียนฟงลักเต้าหู้มาซักพักเลย
    #1,051
    0
  25. #1049 Think_out (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2560 / 23:26
    เพิ่งมาตามอ่านดองไว้นาน 555 สนุกมากๆเลย เราชอบอ่านนิยายจีนด้วยแหละ ตอนแรกคิดว่า ฮ่องเต้จะได้เป็นพระเอก แต่ก็เชียร์เทียนไงไว้พอมีบอกว่าเทียนฟงเป็นพนะเอกจริงจังก็ดีใจ 55555 ปีหน้าเข้ามหาวิทยาลัยเหมือนกัน แต่ก็ยังไม่ได้แตะหนังสือเลยเหว่ยยยย 55555 เป็นเด็กนิสัยไม่ดีเลยนะเนี่ย 55
    #1,049
    0