ลุกขึ้นเถิดข้าไม่ได้อยากอายุยืนขนาดนั้น (yaoi)

ตอนที่ 15 : ก่อนพิธีจะมาถึง 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 17,063
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 619 ครั้ง
    18 พ.ค. 60

   







     ตามธรรมเนียมก่อนมีพิธีสวมกวานผู้เข้าพิธีจะต้องเก็บตัวห้ามออกไปไหน ข้าที่เลือกจะทำตัวตามประเพณีไม่หนีแอบออกไปเหมือนที่ทำบ่อยๆจึงไม่ได้ไปไหนไกลเรือนเกินสิบก้าวมากว่าสัปดาห์แล้ว

     เพราะท่านพ่อท่านแม่รีบจัดเตรียมงานตั้งแต่อาทิตย์ก่อน ดังนั้นพอยิ่งใกล้ถึงวันจริง ทุกอย่างที่ควรวุ่นวายมากกลับเงียบสงบ ตระกูลเราญาติพี่น้องมีน้อยนัก นอกจากท่านอากับภรรยาทั้งสามที่ลงทุนเดินทางกลับมาจากแคว้นข้างเคียงก็ไม่มีใครอีกเพราะท่านอาก็ไม่มีทายาท ไม่ต้องพูดถึงญาติฝั่งท่านแม่ที่เป็นชนเผ่าเร่ร่อนในทะเลทราย ทุกวันนี้ส่งจดหมายยังยากที่จะได้รับการตอบ

     พวกแขกก็เช่นกัน ตามมารยาทพวกเขาจะไม่มาหากเจ้าบ้านไม่ได้เชิญหรือมีเรื่องด่วน และจะไม่มีจนกว่าจะถึงวันงาน ดังนั้นข้าที่ไม่ต้องขัดศรีฉวีวรรณให้สวยงามแบบสตรีจึงได้แต่หมกตัวเงียบๆที่เรือน ทำกิจวัตรซ้ำซาก กลางวันฝึกซ้อมวรยุทธ อ่านตำรา เล่นพิณ กลางคืนก็จุดตะเกียงวางแผนงานถึงดึกดื่น คนที่ลำบากจึงกลายเป็นเสี่ยวลี่กับจินหรงที่ต้องวิ่งรอกทำงานแทนข้า

     รัชทายาทน้อยยังแวะเวียนมาเล่นกับหมิงจื้อบ้าง แต่พอใกล้วันพิธีทางวังก็ไม่อนุญาติให้มาวุ่นวาย จวนสกุลหลินจึงสงบลงไปอีก

     ส่วนเจ้าหมาป่าผู้ชอบกินเต้าหู้ หลังจากลอบมาหาข้าเพื่อพูดจาแปลกๆในคืนนั้นก็ไม่มาให้เห็นหน้าอีกเลย...

     หึ สงสัยคนผมทองจะเบื่อเล่นเป็นลูกน้องผู้อื่นแล้วกระมัง

     ....นี่ข้าไม่ได้ตัดพ้อนะ อย่าเข้าไปผิด!

     ข้าไล่ความคิดยุ่งเหยิงออกจากหัว บรรจงดีดพิณไม้แกะสลักสีดำด้วยท่วงทำนองรุนแรงดุดันปานเสียงทหารกล้าย่ำเท้าออกศึกสงคราม เสียงจากเฉลียงทางเดินดังก้องไปทั่วจวน

      นี่เป็นการแสดงที่ข้าตั้งใจจะทำในพิธีสวมกวานที่จะเกิดขึ้นพรุ่งนี้ ตอนท่านแม่ได้ยินครั้งแรกนางถึงกับหน้าซีดรีบทักท้วงว่าแม้ข้าจะเป็นบุรุษก็จริง แต่ก็เป็นเพียงพ่อค้าผู้หนึ่ง อีกทั้งสถานการณ์บ้านเมืองไม่ใครสู้ดีเช่นนี้ การเล่นพิณตอกย้ำถึงสงครามในงานมงคลอาจทำให้แขกจากราชสำนักรู้สึกไม่ดีนัก ไม่ต้องพูดถึงตัวแทนของราชวงศ์ที่คาดว่าน่าจะมาร่วมงาน

      แต่นั่นแหล่ะคือสิ่งที่ข้าต้องการ! ขุนนางกังฉินเหล่านั้นสมควรรู้สึกนั่งไม่ติดกันบ้าง! ชีวิตก่อนตอนที่ข้ากับฮ่องเต้ปลอมตัวไปยังค่ายชายแดน ยามที่ได้ร่วมเป็นตายกับคนที่ตนั่น ภาพแม่ทัพนายกองที่ยืนหยัดสู้จนเลือดหยดสุดท้าย ภาพเพื่อนทหารที่ต้องจากบ้านมาไกลแสนไกลเพื่อรักใช้ชาติ ภาพครอบครัวที่แตกแยกพลัดพราก ทั้งหมดนั้นยังคงฝังลึกในความทรงจำ

     แล้วขุนนางที่เสนอหน้าให้ลูกสาวมาเหมาชุดและเครื่องประดับจากร้านพี่ใหญ่ไปแต่งองค์ทรงเครื่องเพื่อมาร่วมงานข้า อีกทั้งยังแอบเก็บส่วยแพงๆเข้ากระเป๋าตนเองอย่างอิ่มเปรม ยังมีอะไรให้ข้าเคารพกัน!

     สายข่าวที่ชายแดนแจ้งว่าพวกแคว้นฉินยกพลทหารกว่าครึ่งแสนเข้ามาใกล้ชายแดนมากขึ้นเรื่อยๆ  หากชาตินี้หากฮ่องเต้ไม่บังเอิญนึกแผนดีๆได้เหมือนตอนข้าเป็นกุนซือ แคว้นเยว่คงถูกผนวกรวมกับแคว้นฉินในไม่ช้า

     "นายท่าน...หน้ากากใหม่ท่านสั่งได้แล้วขอรับ เรื่องค่าตอบแทนท่านลุงฝูบอกว่าตั้งใจทำให้ท่านตอบแทนบุญคุณจึงไม่รับ" จินหรงเอ่ยอย่างนุมนวล ร่างในชุดดำสาวเท้าก้าวเข้ามาในเรือนพร้อมกล่องไม้เรียบหรูซึ่งตีตราร้านท่านลุงฝู สหายต่างวัยจากเผ่าทางเหนือที่ข้าเคยช่วยไว้ขณะที่พวกเราร่วมเดินทางในเส้นทางการค้าแล้วเกิดพายุหิมะจนทุกคนเเทบเอาชีวิตไม่รอด

    ข้าถอนนิ้วกระทันหันจนเสียงที่ดังกระหืมเงียบลงทันที จินหรงคุกเข่าวางกล่องลงแล้วเลื่อนมาตรงหน้าข้า เตรียมลุกจากไปราวกับจงใจหนีหน้า เหมือนหลังจากกลับจากเมืองจิงหยวน เงาของข้าจะดูเงียบขรึมกว่าที่เคย จริงอยู่ว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนพูดมากอยู่แล้ว แต่เหมือนตอนนี้จะทำปากตกหายเสียมากกว่า

      "เดี๋ยวก่อน!..."

      "มีอะไรขอรับ นายท่าน" ร่างสูงชะงักแล้วนั่งลงที่เดิม ข้าเลิกคิ้วกับท่าทางห่างเหินนั้น ออกปากสั่งเรียบๆ

      "เอามาให้แล้ว ก็ช่วยเปลี่ยนให้ข้าด้วย เผื่อไม่พอดีจะได้รีบแก้" ที่ข้าไม่อยากให้ท่านแม่เอาหน้ากากสีเงินไปทำความสะอาด เพราะข้าตั้งใจจะเปลี่ยนใช้อันใหม่อยู่แล้วนี่แหล่ะ
 
       "ข้าเป็นเเค่เงาของนายท่าน ทำเช่นนั้นคงไม่..." ร่างสูงในชุดดำทำท่าจะเอ่ยแย้ง แต่ข้ารีบตัดบทเสียก่อน

       "ช่วงก่อนเห็นเจ้าชอบทำตัวเป็นพ่อบ้านประจำตัวข้าอยู่แล้ว แค่ช่วนเปลี่ยนหน้ากากคงไม่ยากเกินไปใช่หรือไม่" ข้าพูดพลางยกมือขาวซีดให้อีกฝ่ายดู "ข้าเล่นพิณมาสองชั่วยาม มือมันไม่มีแรงน่ะ"
 
       ข้ารู้ว่าเพราะเหตุผลมันฟังไม่ขึ้น แต่จินหรงก็ยังเป็นจินหรง ร่างสูงเพียงพยักหน้าแล้วลุกหายเข้าไปในห้องก่อนกลับมาพร้อมฉากกั้น

        สายตาข้าคงมีคำถาม ชายหนุ่มจึงรายงานเบาๆ ขณะกางฉากกั้นล้อมรอบ "ข้าเกรงจะมีคนผ่านมาเห็นใบหน้าจริงของท่าน"

        ข้าพยักหน้าเบาๆเป็นเชิงเข้าใจ มองร่างสูงก้มหน้าก้มตาหยิบหน้ากากสีดำเงาลายพยัคฆ์กลืนตะวันออกมาจากกล้อง ลวดลายวิจิตรที่แฝงด้วยความดุดันชวนให้คนมองรู้สึกครั่นคร้าม จินหรงอ้อมมาด้านหลัง ปลดเชือกที่รั้งหน้ากากสีเงินลายพยัคฆ์เหยียบเมฆาให้ข้าแล้วค่อยๆสวมหน้ากากอันใหม่ให้ ปมเชือกผูดรัดช้าๆ

      ......หน้ากากเข้ากับใบหน้าพอดี

       ทุกอย่างเสร็จแล้วแต่จนเวลาผ่านไปร่วมหนึ่งก้านธูปพวกเรายังนั่งนิ่ง ไม่มีใครพูดสิ่งใดหรือขยับทำลายความเงียบนี้

     "จินหรง.." สุดท้ายก็เป็นข้าที่เริ่มก่อนอีกตามเคย

     "ขอรับนายท่าน?" คนด้านหลังครางรับ

     "เจ้าเป็นเงาของข้า..."

     "ขอรับ" ร่างสูงรับคำหนักแน่น ข้ากระตุกยิ้ม

     "...แล้วก็เป็นครอบครัวข้าด้วย" ข้าเปลี่ยนคำ

     "...ขอรับ" ครานี้เสียงนั้นแกว่งไป แต่ก็ยังมีความมั่นคงอยู่ ข้าหัวเราะในลำคอหันหลังไปเผชิญหน้ากับผู้ที่เป็นยิ่งกว่าสหายร่วมตาย แม้ใบหน้าคมที่คล้ายคลึงกับข้าจะถูกพันด้วยผ้าดำ แต่แววตาอ้างวางนั้นข้าเห็นมันได้ชัดเจน

      เป็นแววตาเดียวกับข้าตอนที่เห็นพี่ใหญ่เข้าพิธี
 
      ความรู้สึกกลัวที่จะต้องห่างไกล

      ในสังคมนี้ ช่องว่างระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ไม่น้อยเลย ถึงข้าจะไม่แน่ใจว่าทำไมจินหรงที่ถึงเป็นเงาของข้าถึงกังวลมากขนาดนี้ก็ตาม

       "จินหรง ความภักดีของเจ้าในฐานะเงาข้ารับรู้มันได้เสมอ แต่สำหรับข้าเจ้ายังก็เป็นครอบครัวด้วย ดังนั้นไม่ว่าในอนาคตเจ้าหรือข้าจะเปลี่ยนแปลงไปหรือมีใครสักคนเพิ่มขึ้นมาในชีวิต สายสัมพันธ์นี้ไม่มีวันตัดขาด เหมือนท่านพ่อกับท่านลุงที่เป็นเงาของท่าน" ข้ายิ้มกว้างขึ้น วางมือลงบนไหล่ที่เขม็งเกร็ง "ดังนั้นไม่มีอะไรที่เจ้าต้องกังวล "

       จินหรงนิ่งไปชั่วครู่ แล้วก็พยักหน้ารับ ถ้าข้าตาไม่ฝาด ดวงตาที่มักไม่ฉายภาพใดเหมือนมีน้ำตาคลอเล็กน้อย ก่อนจะกลับไปราบเรียบเช่นเดิม

        "...ข้าน้อยเข้าใจแล้ว จะจดจำไว้ขอรับ" ร่างสูงประสานมือรับคำ ข้าพ่นลมหายใจเบาๆ หันกลับไปวางนิ้วลงบนสายพิณเปล่างเสียงทุ้มหวานร้องเพลง

        ....เริ่มฝึกซ้อมเป็นครั้งสุดท้าย

       'ยามเมื่อน้ำตาหยดรินเป็นสาย'

       'ข้าเฝ้าวอนถามดวงตาดาราบนฟ้า'

       'เหตุใดหัวใจระทมทุกยิ่ง'

       'ข้าคุกเข่าลงร่ำไห้ ปล่อยน้ำตาซึมลงในทราย'

       'และแล้ววันคืนก็ผ่านไป...'

       'บทเพลงยามเมื่อน้ำตาหยุดไหล' เป็นเพลงที่ข้าแต่งขึ้นเพื่อถ่ายทอดความเจ็บปวดของตัวเอง อีกทั้งยังสามารถสื่อถึงนิยามฟ้าหลังฝนได้อย่างดี ข้าตั้งใจว่าหลังจากเล่นเพลงเกี่ยวกับสงคราม ข้าจะตบท้ายด้วยเพลงนี้ บรรยากาศที่น่าจะมาคุจะได้ผ่อนคลายลงบ้าง

        มันเป็นเพลงที่ไพเราะ แต่ก็ทำให้ข้านึกถึงจอกยาพิษพระราชทานในวันนั้น นึกถึงความเย็นเสียดกระดูกของพื้นตำหนักที่เคยงดงาม

        'ดอกไม้ดอกน้อยผลิบานที่หน้าบ้าน'

        'ข้ามองมัน แล้วได้ตรึกตรองโชคชะตา'

        'เพราะยามนี้ทุกแห่งหน แห้งแล้งมืดมน'

        'น้ำตาทุกหยดบนดินจึงมีค่า'

        'เพราะความทุกข์ของคน กลับต่อชีวิตเจ้าบุปผา'
 
        'น้ำตาหยุดริน....'
  
        "นายท่าน"  เสียงเรียกเบาๆจากด้านหลังพร้อมผ้าเช็ดหน้าสีขาว จินหรงไม่ได้ปลอบโยนหรือแม้แต่จะมองหน้าข้า 

         ใบหน้านิ่งเรียบที่ยามนี้มีน้ำตาสายเล็กๆไหลผ่านใต้หน้ากากสีดำ...

         "ขอบใจนะ" ข้ารับผ้าเช็ดหน้ามาถือไว้ พึมพำพลางปาดน้ำตาออกจากใบหน้า ก่อนจะส่งคืนให้เจ้าของ

         ไม่ว่าเมื่อไหร่เงาของข้าเป็นเช่นนี้เสมอ เขาทำเหมือนครั้งแรกที่พวกเราไปฝึกวรยุทธบนหุบเขามายา วันนั้นข้าหกล้มขณะวิ่งรอบหุบเขารอบที่สามสิบ จินหรงก็แค่ส่งผ้าเช็ดหน้าให้ข้าซับแผล แล้วยกข้าขี่หลังเดินเท้ากลับไปที่บ้านอาจารย์
 
          "จินหรงเจ้าช่วยไปเอาหมึกกับเข็มสักมาที" ข้ามองไปนอกจวนแล้วสั่งเบาๆ

          จินหรงรั้งรออยู่ชั่วครู่จนแน่ใจว่าข้าจะไม่เปลี่ยนใจ ร่างสูงจึงลุกหายไปครู่หนึ่งแล้วกลับมาพร้อมอุปกรณ์ เริ่มก้มหน้าก้มตาทำความสะอาดเข็มอย่างตั้งใจ คนของหมู่บ้านนักฆ่ามีฝีมือสักหาตัวจับยาก และเหมือนอีกคนจะชินกับท่าทางของข้าแล้วจึงไม่ได้ทักท้วงเหมือนครั้งแรกที่ข้าสั่งเช่นนี้เมื่อปีก่อน

          ตั้งแต่ตื่นขึ้นมาคราวนั้น ทุกครั้งที่ข้าเผลอนึกถึงอดีตจนความเศร้ากลั่นเป็นน้ำตา ข้าจะให้จินหรงสักลายดอกโบตั๋น เพื่อบอกตัวเองให้ทิ้งความรู้สึกนั้นไปเสีย....

          "...นายท่านจะให้ข้าสักให้ที่ไหนขอรับ" มือหยาบที่มักจับดาบวางลงบนไหล่

          นั่นสินะ คราวก่อนสักที่สะโพก เช่นนั้นคราวนี้...

 
         "...แขน สักที่แขนซ้าย"

         "ขอรับนายท่าน รบกวนปลดเสื้อลงด้วยขอรับ"




          ผ่านไปราวสองชั่วยามกว่าๆ ลวดลายดอกโบตั๋นก็ปรากฏบนต้นแขน สีแดงเข้มตัดกับผิดขาวซีดขับเน้นลวดลายงดงาม พร้อมๆกับบรรยากาศที่เริ่มเปลี่ยนเป็นยามเย็น

         "ฝีมือเจ้าไม่ตกเลย" ข้าเอ่ยชมขณะมองกระจกที่อีกคนยกมาให้ส่องด้วยความพอใจ

         จินหรงยิ้มรับพลางทยอยนำอุปกรณ์เก็บลงกล่อง "นายท่านต้องระวังเรื่องความสะอาดให้มาก สามวันนี้อย่าเพิ่งฝึกซ้อมวรยุทธ" ชายหนุ่มเอ่ยกำชับเหมือนทุกครั้ง

         "อืม" ข้าผงกศรีษะ รอจนคนสนิทเอากล่องอุปกรณ์และฉากกั้นไปเก็บแล้ว ก็พูดต่อ "พรุ่งนี้มีใครมาบ้าง"

         "ทางฝั่งพระราชวังน่าจะมีท่านมหาขันทีจี้และองค์รัชทายาทชิงหยวนต้าหลาง คนจากสมาคมพ่อค้า หัวหน้าสาขาต่างๆของกิจการเครือสกุลหลิน หัวหน้าสำนักคุ้มภัยที่เราใช้บริการ ส่วนเผ่าที่เราทำการค้าด้วยจะส่งเป็นของรับขวัญมาแทนขอรับ..." จินหรงกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ ข้ากระตุกยิ้ม

         "เจ้าก็น่าจะรู้ว่าข้าหมายถึงแขกกลุ่มไหน..."
       
          จินหรงหลุบตาลงต่ำแล้วพูดต่อ "ทางฝั่งขุนนาง....พวกขุนนางชั้นมหาเสนาบดีน่าจะมากันหมด และคงพาภรรยาเอกกับบุตรสาวอนุภรรยามาด้วย"

        "เหอะ..." ข้าแค่นเสียง "คนพวกนั้นคงเห็นตระกูลเราเป็นบ่อเงินบ่อทอง ลูกภรรยาเอกจะให้แต่งกับเชื้อพระวงศ์ไม่ก็ให้เป็นสนม ส่วนลูกอนุก็ให้แต่งกับพ่อค้า คุณค่าของมนุษย์ในสายตาคนพวกนั้นก็ได้เท่านี้"

        จินหรงเงียบแต่คงเห็นด้วยไม่น้อยจึงไม่อยากพูดออกมาให้ข้ารู้สึกไม่ดี ข้าลุกขึ้นก้าวกลับไปในเรือน

        "จินหรง..."

        "ขอรับ" คนที่ช่วยยกพิณตามเข้ามาวางให้ขมวดคิ้ว

        "พรุ่งนี้ข้าอยากให้แขกน่ารำคาญมาที่งานน้อยหน่อย เจ้าช่วยไปดูลาดเลาทีว่าระหว่างทางมีอุปสรรคอะไรหรือไม่ ถ้าไม่..." ข้าแค่นยิ้มเย็น "...ก็ทำให้มีเสีย" 

         จินหรงหัวเราะออกมาก่อนรับคำเตรียมจะไปทำงานที่ได้รับคำสั่ง แต่รู้ตัวอีกที่ข้าพลันคว้าแขนเสื้อไว้แล้ว พอถูกมองข้าก็หลบตาถามเรียบๆ

         "แล้วทางช่างหยิง...เคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง"

         ดวงตาสีเข้มไหววูบขึ้นมาระรอกหนึ่งก่อนร่างสูงจะตอบเสียงเรียบ "ไม่มีอะไรผิดสังเกตขอรับ...ดูเหมือนหลังชินอ๋องเทียนฟงกลับไปรวมกลุ่มถาวรแล้ว ก็ไม่มีการเคลื่อนไหวอีกเลย"

         ข้านิ่งงันไปแล้วพยักหน้ารับเงียบๆ สุดท้ายจึงสะบัดมือให้เงาของตัวเองไปจัดการงานให้เรียบร้อย

         ข้าเองก็ต้องจัดการความรู้สึกแปลกๆที่เกิดขึ้นนี่เหมือนกัน

         ข้านั่งลงบนเก้าอี้ เมื่อไม่มีใครอยู่ข้าจึงเอนตัวลงกางแขนแผ่อย่างหมดสภาพ

         ใครจะไปนึกว่าคนผู้หนึ่งจะได้จัดวันเกิดอายุสิบหกถึงสองครั้ง....

         พรุ่งนี้แล้วสินะ... เมื่อสองปีก่อนคือวันที่ทุกอย่างเริ่มและจบลง เป็นวันเกิดปีที่ยี่สิบที่ถูกพระสวามีมอบความตายให้ เป็นวันที่รู้ความจริงว่าถูกเด็กสาวที่น่ารักทรยศ เป็นวันที่ข้าและครอบครัวต้องสูญเสียทุกสิ่ง

         ถึงจะบอกว่านี่คือชีวิตใหม่แล้ว เรื่องเหล่านั้นล้วนเป็นอนาคตที่ยังไม่เกิด แต่ข้าก็เป็นเพียงมนุษย์เดินดิน ครั้งหนึ่งความรักและความดีกลับย้อนมาทำลายข้าอย่างเจ็บแสบ ครอบครัวและความแค้นคือพลังที่ทำให้ข้าในตอนนี้ยังคงก้าวต่อไป ความเจ็บแค้นครั้งนี้ต้องได้รับการชำระ!

        ชิงหยวนต้าเทียน บุรุษที่เอาความรักมาบดบังความดีของข้า...
   
        ไป๋หยางอวี้ สตรีเเพศยาที่หลอกใช้ความไว้ใจของข้า...

        บัดนี้ยังมีช่างหยิงเทียนฟง...บุรุษประหลาดที่ก้าวเข้ามาปั่นหัวข้าให้สับสนวุ่นวาย แล้วจู่ๆนึกจะไปก็ไปเสียดื้อๆ

         แต่คนหลังนี่ข้าไม่ได้เกลียดนะ แค่...หมั่นไส้!

        ข้าเบ้ปากน้อยๆเมื่อนึกถึงบุรุษคนสุดท้ายที่กลายเป็นตัวแปรใหม่ในปัจจุบันแต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าคนๆนั้นไม่ใช่คนที่จะต่อกรหรือดึงมาแทรกในแผนการได้ในตอนนี้ก็ได้แต่ปล่อยวาง

        สุดท้ายข้าก็เพียงลุกไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ทานอาหารค่ำ รู้ตัวอีกทียามค่ำคืนก็มาถึงข้าดับเทียนเอนตัวลงบนที่นอน ค่อยๆหลับตาลงปล่อยให้สติเลือนหาย ด่ำดิ่งลงในความฝันอย่างไม่เคยเป็นมานาน



        ข้าลืมตาขึ้นพบว่าตัวเองยืนอยู่หน้าทางเดินในวังหลวงอันแสนคุ้นตา เบื้องหลังข้าคือ 'ตำหนักพยัคฆ์ลอยเลื่อน' อดีตเคยเป็นตำหนักขององค์ชายองค์โปรดในอดีตฮ่องเต้เมื่อหลายรัชสมัยที่ผ่านมา แต่ภายหลังจากองค์ชายผู้นั้นได้ทิวงคตลงด้วยโรคปัจจุบัน ตำหนักก็ถูกปล่อยทิ้งไว้ เมื่อสิ้นสุดรัชสมัยก็กลายเป็นตำหนักร้างไร้ผู้เหลียวแล เช่นเดียวกับตำหนักอื่นๆมากมายในวังหลวงอันกว้างใหญ่

        ภาพทุกอย่างรอบกายดูฟุ้งๆสมเป็นความฝัน ข้าเฝ้าดูรถม้าคันโตค่อยๆเคลื่อนผ่านมาช้าๆ เด็กหนุ่มในชุดสีขาวล้วนปักเลื่อมสีเงินเป็นลายโบตั๋นงดงามผลิยิ้มอย่างสดใสขณะนั่งรถม้าโอ่อ่าผ่านบานประตูเก่าซีดที่ปิดสนิท ในมือยังถือตำราขนมกรอบเล็กๆ

        จู่ๆสายลมต้นหน้าร้อนก็วูบพัดผ้าม่านหน้าต่างให้เปิดออก ดวงตาสีคู่สวยจึงเหลือบเห็นว่ามีดอกโบตั๋นดอกเล็กงอกเเซะข้างกำแพงที่เริ่มผุพัง ตอนนั้นเสียงนุ่มนวลจึงเอ่ยถามท่านองครักษ์ที่ฮ่องเต้หนุ่มส่งมารับตนจากจวน ซึ่งนั่งควบคุมรถอยู่ด้านนอก

        "พี่ชาย ไม่ทราบตำหนักนี้เป็นตำหนักใด เป็นของผู้ใดหรือ เหตุใดทรุดโทรมเช่นนี้"

        "ตำหนักพยัคฆ์ลอยเลื่อนเป็นตำหนักเก่าขององค์ชายเมื่อหลายรัชการมาแล้ว แต่หลังจากทรงทิวงคตและเขตนี้ถูกขยับขยายเป็นวังหลัง บัดนี้จึงถูกทิ้งร้าง"

          ศรีษะทุยผงกเบาๆ ตัดสินใจแล้วว่าหากได้เข้าวังมาเมื่อใดจะขอฝ่าบาทมาอาศัยอยู่ที่นี่ ข้ารู้ว่าเด็กหนุ่มคิดเช่นนั้น 

          เพราะนี่คืออดีตของเขาเอง อดีตเมื่อชีวิตก่อน...



        ภาพเบื้องหน้าเเปรเปลี่ยนไป ข้ายังเป็นผู้เฝ้าดูเช่นเดิม ครั้งนี้ตำหนักที่เคยเก่าร้างถูกตกแต่งใหม่จนงดงาม แม้จะมีคำเล่าลือถึงอดีตเข้าของตำหนักลอยมาเข้าหู 'สนมหนุ่ม' เป็นระยะ แต่ก็หาได้ทำให้ร่างโปร่งเกิดความกังวลใดไม่

       "ข้าเคยได้ยินว่าตำหนักนี้มีคำสาป เจ้าของเก่าคือองค์ชายที่อดีตฮ่องเต้สมัยก่อนโปรดปราณถึงที่สุดจนใครๆก็คิดว่าต้องได้เป็นฮ่องเต้คนต่อไป แต่จู่ๆก็ลมป่วยและทิวงคต ใครๆในสมัยนั้นพูดกันว่ามันเป็นคำสาปที่สนมผู้หนึ่งสาปไว้!" นางกำนัลรุ่นพี่เล่าอย่างใส่อารมณ์ จนนางกำนัลรุ่นน้องอีกสามสี่คนร้องวี๊ดวายอย่างตื่นตกใจ

        "สาปว่าอะไรเจ้าคะ แล้วสาปทำไม!?"

        "ว่ากันว่าสนมคนนั้นเกลียดองค์ชายที่ได้รับการโปรดปรานจนถึงกับยกตำหนักที่ฮวงจุ้ยดีที่สุดในวังให้แทนที่จะยกให้บุตรของนาง นางจึงสาปว่าผู้ใดที่ได้รับความเมตตามาอาศัยที่นี่จะต้องตกตายอย่างทรมาณ!" สาวใหญ่ว่าขณะทำท่าทางเกินจริงเหมือนนักเล่าเรื่อง

        "ว๊าย!!! แล้วพระสนมของเราจะโดนคำสาปไหมเนี่ย! ขนาดบารมีขององค์ชายยังไม่รอด" เสียงพูดคุยของนางกำนัลกลุ่มน้อยๆทำให้ เด็กหนุ่มที่เป็นเจ้าของตำหนักคนปัจจุบันก้าวออกมาจากมุมทางเดินพร้อมขันทีประจำตัว เหล่านางกำนัลตกใจจนหน้าซีด พวกนางรีบย่อตัวทำความเคารพอย่างพรึบพรับ แต่อดีตทายาทคหบดีไม่ถือสา ยังกล่าวล้อเล่นว่า

        "คำสาปน่ะมีจริงหรือไม่ข้าก็ไม่รู้นะ" เด็กหนุ่มยกยิ้มสดใส "ไว้ถ้าคำสาปมันเล่นงานเราขึ้นมาจริงๆ อย่าลืมทูลฝ่าบาทให้พานักบวชมาปัดรังควานด้วยล่ะ"

          พวกนางกำนัลมีท่าทีสลด ขันทีประจำตัวข้าจึงไล่พวกนางไปที่อื่นอย่างขบขัน

         "น่าสนใจนะเสวียนเอ๋อร์ เจิ้นจะลองคิดดู" 

         จู่ๆร่างสูงในชุดมังกรทองของเจ้าแคว้นเยว่ก็ปรากฏตัวขึ้นจากอีกฟากของทางเดิน ท่าทางร่างสูงจะได้ยินทั้งหมดจึงเอ่ยปากแกล้งสนมน้อยอย่างเอ็นดู เช่นเดียวกับสายตาของขันทีจี้กงและท่านพ่อที่ที่ยืนด้านหลัง สนมหนุ่มแย้มยิ้มสดใสขณะวิ่งไปหาท่านพ่อที่นานทีจะมาเยี่ยมในวังสักครั้งด้วยความยินดี ไกลออกไปคือจินหรงที่นอนรับลมอยู่บนต้นไม้

         ข้ามองภาพนั้นจากมุมหนึ่งที่ไกลๆด้วยรอยยิ้มจางๆ แม้ส่วนหนึ่งจะแค้นบุรุษผู้นั้นเพียงไร ข้าก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าครั้งหนึ่งพวกเรายังมีความทรงจำที่ดีร่วมกันมากนัก...



         ฉับพลันข้าก็ได้กลิ่นควันไฟแล้วเสียงโลหะกระทบกันดังอื้ออึง!

         เมื่อลืมตาขึ้นมาคราวนี้ รอบกายกลับเป็นภาพตำหนักในยามค่ำคืนที่ถูกล้อมด้วยทหารหลวงจำนวนมาก คบไฟในมือถูกจุดสว่างสะท้อนกับคมกระบี่ ข้าอยู่ในห้องมองภาพสนมน้อยที่เติบโตเป็นสนมเอกหนุ่มนั่งนิ่งอยู่ในห้องหนังสือไม่คิดหลบหนี มือเรียวเพียงวางจอกชาลงบนโต๊ะมีม้วนราชโองการกล่าวโทษถึงความผิด ใบหน้านั้นนิ่งสงบมีเพียงดวงตาคู่นั้นที่หม่นแสงลง ข้ากำหมัดแน่น เพราะรู้ว่าอีกไม่นาน...

         ปั้ง!

         ประตูสลักถูกพังลง หัวหน้ามือปราบหลวงก้าวนำเข้ามา ใบหน้านั้นมีแววถมึงทึง ศาตราวุทธชี้มาที่ใบหน้างามอย่างดุดัน 

         "อดีตพระสนมเอกหลินหลี่เสวียน! เจ้าถูกจับข้อหาก่อกบฏ ฝ่าบาทมีรับสั่งให้ควบคุมตัวไปที่คุกหลวงรอการพระราชทานยาพิษในอีกสามวันนี้!" เมื่อเห็นว่าสนมเอกหนุ่มพื้นเพต่ำเตี้ยที่เขาแอบคิดมานานแล้วว่าช่างหยิงยโสเกินชาติตระกูลไม่แสดงสีหน้าสำนึกทั้งที่ทำผิดใหญ่หลวง ร่างใหญ่ก็ยิ่งไม่พอใจตะคอกซ้ำอย่างรุนแรง "ตอนนี้เจ้าถูกปลดแล้ว ยังดีฝ่าบาททรงเมตตาเจ้ามากจึงไม่สั่งประหารครอบครัพ่อค้าอย่างพวกเจ้าเก้าชั่วโครต ฉะนั้นอย่าคิดหลบหนีเป็นอันขาด หากไม่ต้องการให้โทษเบากลายเป็นหนัก!"

         "คนอย่างข้าไม่เคยหนี..."

         ไม่!!!!!!!

         ร่างโปร่งเพียงแค่ลุกขึ้นยืน ข้าร้องห้ามลืมตัวจะพุงไปจับแขนเรียวนั้นแต่ไม่อาจทำได้ ข้ามองแผ่นหลังอ้างว้างก้าวออกจากตำหนักช้าๆ ไม่ยินยอมให้มือปราบจับต้องตัว ชายหนุ่มเพียงแค่เดิน เดิน และเดินไปจนถึงรถม้าที่ส่งตัวเขาไปยังคุกหลวง ทั้งที่ความจริงแม้เขาในตอนนั้นมีวรยุทธต่ำแต่หากคิดหลบหนีเพียงเรียกจินหรงที่ซ่อนอยู่ย่อมทำไ
ด้ 

        ทว่าด้วยความเชื่อมั่นว่าตนเองไม่ผิดเขาจึงไม่คิดกระทำ...

        ค่ำคืนนั้นในคุกมืดมิด อดีตสนมผู้ยิ่งใหญ่นั่งขัดสมาธิพิงกำแพงที่เย็บเยียบ ตลอดสามวันต้องถูกผู้คุมที่รักแผ่นดินยิ่งชีพมองและด่าทางอ้อมอย่างโกรธแค้น น้ำและอาหารตกถึงท้องน้อยนิดที่สุดเมื่อเทียบกับนักโทษทั่วไป เสื้อผ้างดงามมีรอยเปราะเปื้อนทรุดโทรม

        ข้านั่งกอดเข่าอยู่ข้างๆร่างนั้น รับรู้ถึงความทุกข์นี้ไม่ต่างกัน ตอนนั้นเสียงแผ่วก็ดังขึ้น

        "ข้าตั้งใจรอเงียบๆไม่ต่อต้าน หวังว่าพระองค์จะรู้ว่าข้าไม่ผิด ข้าทำถูกแล้วใช่ไหม?" เราทำถูกแล้ว แต่คนโง่บัดซบผู้นั้นที่ไม่เชื่อเรา...ข้าตอบ

        "ความจงรักภักดีความซื่อสัตย์ของข้า ตลอดหลายปีมานี้ย่อมพิสูจน์ได้ ฝ่าบาทจะต้องเชื่อข้าสิ..." เลิกหวังลมๆแล้งๆ! คนผู้นั้นเอาความรักมาเป็นเครื่องนำทาง ตำแหน่งของเราเกะกะเส้นทางนั้นเกินไป ต่อให้ดีกว่านี้พันเท่า เราก็ดีไม่พอ...ข้าแย้งแม้รู้ว่าร่างนั้นไม่มีวันได้ยิน

       
 ข้ามองตัวเองในตอนนั้นคู้ตัวลงกับกองฟางที่ปูนอนแล้วเริ่มร่ำไห้เงียบๆอย่างน่าเวทนา...



       
ภาพตัดมาอีกครั้ง ครานี้เป็นพื้นตำหนักคุ้นตา แต่ข้าไม่ใช้ผู้เฝ้าดูอีกต่อไป 

        เป็นข้าเองที่สวมชุดสีขาวเปราะเปื้อน กำลังคุกเข่าพังพาบเบื้องหน้าชิงหยวนต้าเทียน ร่างกายข้าอ่อนแรงนัก เป็นความรู้สึกที่ข้าไม่ได้สัมผัสมานานหลังบรรลุปราณขั้นสิบ รอบบริเวณเงียบสงบขณะที่ด้านนอกมีเสียงวุ่นวายเพราะการต่อสู้ของทหารจำนวนมากกับบุรุษนิรนามเพียงหนึ่งคน
    
        จินหรงบัดนี้ไม่ได้ปิดบังใบหน้าอีกต่อไป ชายหนุ่มมีโลหิตเปราะเปื้อนทั่วร่างโดยเฉพาะใบหน้าและลำตัว ใต้อาภรณ์สีดำเต็มไปด้วยลูกธนูแทงทะลุและบาดแผลฉกรรจ์ แต่ร่างนั้นยังกวัดแกว่งอาวุธต่อสู้กับทหารมือปราบจำนวนมากที่โจมตีอยู่ทุกทาง

          "นายท่าน!!! อดทนไว้ขะ..."

          ฉั๊ว!!

          ทวนสีดำสนิทจากหัวหน้ามือปราบแทงมิดเข้าที่ลำตัว ร่างสูงของผู้เป็นดั่งครอบครัวข้าทรุดตัวลง จมหายไปในกลุ่มคน

          ทั้งที่ในความทรงจำข้าตอนนั้นมีสติลางเลือนเพราะขาดน้ำ แต่พอเป็นความฝันทุกอย่างกลับชัดเจน โดยเฉพาะคำพูดสุดท้ายของผู้สูงศักดิ์

          "เจิ้นผิดหวังในตัวเจ้านัก เสวียนเอ๋อร์..."

          ไอ้คนสารเลว!!!!

          ข้าไม่รู้ตัวว่าน้ำตามากมายไหลมาจากไหน ร่างกายพยายามดิ้นรนกระสับกระส่ายหนีไปจากที่นั่น แต่ข้าไม่อาจบังคับตนเองในตอนนั้นไม่ให้ยกจอกยาพิษขึ้นได้ ในหัวมีแต่ใบหน้าของคนพวกนั้นลอยไปมาเหมือนเย้ยหยัน


           ทว่าตอนนั้นเอง.... นอกความฝัน มือหนาของใครบางคนทาบลงบนศรีษะข้า พร้อมๆอ้อมแขนอบอุ่นกว้างขวางโอบดึงข้าเอาไว้ยกขึ้นวางบนตัก จนมือข้าที่มารู้ภายหลังว่ากำทึ้งจนได้เลือดหลุดออกจากผ้าปูที่นอนที่ฉีกขาด ร่างหนาโยกตัวไปมาเหมือนกล่อมเด็ก เสียงทุ้มกระซิบเบาๆที่ข้างหูจะค่อยๆสลายฝันร้ายนั้นลง

         "ไม่ต้องกลัวแล้วเสวียนเอ๋อร์...นับแต่วันพรุ่งนี้ เปิ่นหวางจะไม่ให้ใครแตะต้องเจ้าได้อีก"


          
          

   

           
   


...............50%
มาต่อแล้วครับ ^^
ทุกคนอย่าเพิ่งคิดว่าเมื่อไหร่จะถึงพิธีนะ คือเนื้อเรื่องมันมีดีเทลหลายอย่างมากครับ ตอนแรกว่าจะให้ตอนนี้เป็นฉากพิธี แต่คิดไปคิดมาค่อยๆเขียนรายละเอียดต่างๆตามแผนเดิมดีกว่า ช้าน้อยแต่ก็ครบถ้วนเนอะ

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามครับ 
        



.................100%
ร้อยเปอร์เเล้วววว จริงๆอยากบอกว่าร้อยห้าสิบด้วยซ้ำเพราะตอนมันยาวกว่าที่คิด 55555 จริงๆถ้าหั่นออกสามารถแยกตอนนี้ได้เป็นตอนย่อยสองตอนด้วยซ้ำแต่กลัวคนอาจจะเบื่อกันเลยอั้นไว้รวดเดียวเลยดีกว่า 5555

มีรีดเดอร์ทักกันมาเยอะมากเรื่องความคล้ายของนิยายเรื่องนี้กับอีกเรื่อง ผมเข้าใจและยอมรับได้นะครับ แต่หวังว่าทุกคนจะเปิดใจอ่านไปถึงตอนต่อไป ในเมื่อการตัดสินใจของตัวเอกสองเรื่องต่างกัน วิธีคิดของคนแต่งก็ต่างกัน ดังนั้นแม้ว่าพื้นเพของตัวละครจะเหมือนแค่ไหน สุดท้ายเนื้อเรื่องก็ต่างกันอยู่ดี สังเกตุว่าพ่อค้าเขาจะมีความร้ายๆหน่อย 555 

สรุปผลแฮชแท็กนะครับ ส่วนตัวผมชอบ #เสวียนเอ๋อคนโฉด จากคุณ อุ้มดิน (@pum000) และ #ย้อนเวลาเปลี่ยนสามี กับ #หมอนกผู้ไม่นก โดยคุณ คุณหญิง Ma-E (hana-yuki)มากๆ น่ารักดีครับ โดยเฉพาะหมอนก โผล่มาซีนเดียวเอาแท็กไปกินเฉยเลย555555 ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมสนุกด้วยนะครับ

ปล. เนื่องจากไรด์เปิดเทอมแล้ว ต่อไปนี้อาจจะอัพช้ากว่าเดิม แต่จะพยายามอัพให้ต่อเนื่องที่สุดนะครับ คิดว่าในอนาคตถ้าแต่งจบจะลองรีไรท์ส่งให้สนพ.พิจารณา หวังว่าถึงตอนนั้นทุกคนจะช่วยสนับสนุนนิยายเรื่องนี้ต่อไปนะครับ ^^



   
      
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 619 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,158 ความคิดเห็น

  1. #2135 first_m16 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 19 เมษายน 2564 / 14:35

    จินหรง
    #2,135
    0
  2. #2089 þ姆êl (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2563 / 20:36
    งือออออโอ๋เอ๋ๆ
    #2,089
    0
  3. #2050 Angzaa (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 5 เมษายน 2563 / 16:36
    ท่านอ๋องมาหาน้องแล้ววว
    #2,050
    0
  4. #2025 Night Blue Demon (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 1 เมษายน 2563 / 19:31
    ชินอ๋องเทียนฟงทวงบัลลังก์!!!!!///โบกป้ายไฟ///
    #2,025
    0
  5. #2004 nicharipaen04 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 1 มีนาคม 2563 / 22:40
    ร้องไห้แล้ว กอดๆนะ
    #2,004
    0
  6. #1947 jkooktaev (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2562 / 23:41
    เสวียนเอ๋อร์ แงงงงงงง้~
    ท่านอ๋องถึงท่านจะมาแค่นิดเดียวแต่ได้ฟิลมาก จินหรง~ทำไมนายดีอย่างงี้อ่า รู้มั้ยมันเลือกลงเรือยากน้า.. //ส่วนอิฮ่องเต้นั้น.. เหอะๆๆ ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาบรรยายเลย
    #1,947
    0
  7. #1930 tangmo_univers (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2562 / 16:57
    อิเต้งี่เง่า!!!
    #1,930
    0
  8. #1887 Pissuda627 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 29 เมษายน 2562 / 10:07
    อ่านแล้วรู้สึกเจ็บปวดไปกับน้อง //เช็ดน้ำตา
    #1,887
    0
  9. #1848 axaum (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 2 เมษายน 2562 / 22:14

    เทียนฟงงงงงงงง ปกป้องน้องด้วยยยย โถถถถถ สงสาร โอ้ยยยยยยยย นังฮ่องเต้!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

    #1,848
    0
  10. #1759 ดดด (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 5 มกราคม 2562 / 00:20

    โสดดดดดดด

    #1,759
    0
  11. #1748 chocolato.p (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2561 / 21:52

    ฮืออออ พอฝันแบบนี้แล้วโคตรสงสารเสวียนเอ๋อร์ ไม่น่ามาเจออะไรแบบนี้เลย

    #1,748
    0
  12. #1697 trp1021 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2561 / 03:25

    รอดูชินอ๋องงง

    #1,697
    0
  13. #1675 ละอองไอหมอก (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2561 / 10:56

    เห็นสะกดผิดหลายทีแล้ว เราเลยอดไม่ได้ค่ะ 5555 ศีรษะ เขียนแบบนี้นะ สระอี อยู่บน ศ


    และอนุญาต ไม่มีสระอิค่ะ

    #1,675
    0
  14. #1649 _Daonuea_ (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2561 / 11:52
    สงสารน้องงงง
    #1,649
    0
  15. #1533 คิเซริ (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2561 / 18:17
    ฮ่องเต้นั่นช่างน่าตายนัก
    ฮืออออออ
    หลี่เสวียนของป้าาาาาา
    YOY
    #1,533
    0
  16. #1462 fanggg- (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2561 / 09:21
    แง สงสารน้องเสวียน
    #1,462
    0
  17. วันที่ 26 เมษายน 2561 / 13:51
    ฮือ ทำไมฮ่องเต้โง่ยิ่งนัก.
    #1,419
    0
  18. #1274 ang_9potion (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 / 23:26
    สงสัยชินอ๋องมัวเตรียมตัวมาขอวันงาน
    #1,274
    0
  19. #1192 DKdabble (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2560 / 01:37
    ตอนแรกก็คิดว่าคล้ายเลยล่ะค่ะ ก็เลยลองอ่านดู ปรากฏว่าเนื้อเรื่องจริงๆไม่เหมือนเลยค่ะ คนล่ะแบบเลย ฮาา
    #1,192
    0
  20. #1073 paengy (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2560 / 21:29
    ชอบเรื่องนี้ ไม่คล้ายหรอกค่ะ สนุกคนละแบบ
    #1,073
    0
  21. #968 kwa_rkh (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2560 / 23:52
    เจ็บปวด
    #968
    0
  22. #965 M.D. MayDay (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2560 / 14:19
    มารแค่ะ
    #965
    0
  23. #952 RhongTood (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2560 / 15:24
    เสียความรู้สึกแทนว่ะ
    #952
    0
  24. #921 tungminpe (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2560 / 19:21
    น่าเศร้าชิบ...
    #921
    0
  25. #864 Whatever it is (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2560 / 22:35
    อ่านแล้วแค้นแทนเลยอะ จินหรงของเค้า T_T
    #864
    0