ลุกขึ้นเถิดข้าไม่ได้อยากอายุยืนขนาดนั้น (yaoi)

ตอนที่ 12 : ครอบครัว ความแค้น คำสาบาน 100% (แก้คำผิด)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 14,943
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 660 ครั้ง
    29 เม.ย. 60

  






       ตอนแรกข้าคิดว่าบรรยากาศตอนตามชิงหยวนต้าเทียนมาคุยกับรัชทายาทช่างหยิงจะเลวร้ายกว่านี้ แต่กลายเป็นว่าทันทีที่ข้าเข้าไป ร่างสูงที่ไม่เห็นหน้ามาหลายวันกลับพุ่งมาจับตัวข้าพลิกไปพลิกมาหาจุดสึกหรอ ไม่ว่าฮ่องเต้จะพูดอะไรก็แค่แล้วพยักหน้าส่งๆไปเท่านั้น เหมือนว่าคำพูดที่แสดงความรู้สึกผิดและอ้างเหตุผลนานา(อย่างที่ข้าแอบคิดว่าเสเเสร้ง)ไหลผ่านหูซ้ายทะลุหูขวาไปเสียอย่างนั้น คงเพราะรู้ทุกอย่างจากชินอ๋องน่าตายหมดแล้ว

       หลังที่ถูกจับหมุนจนตาลาย ข้าก็ถือโอกาสทูลเรื่องไป๋หยางอวี้กับกำหนดการกลับอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ช่างหยิงหยางหรงไม่ได้ติดใจ ร่างสูงแค่มองข้ามหัวข้าไปยังฮ่องเต้หูเบาที่กลายเป็นอากาศอย่างซ้ำยังยิ้มน่าขนลุกเอ่ยว่าได้มาอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ที่ต่างแคว้นก็ถือว่าเป็นการเปิดหูเปิดตาที่ดี
 
      ไม่รู้ว่าข้าควรจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี ที่เป้าหมายกลั่นแกล้งครานี้ของรัชทายาทไม่ใช่ข้า แต่เป็นฮ่องเต้ของแคว้นที่ข้าอาศัยอยู่ ไม่ว่าฝ่ายไหนก็เสี่ยงต่อเงาหัวข้าทั้งสิ้น

       เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก หลังการเดินทางติดต่อกันแบบไม่หยุดพักพวกเรากลับมาถึงเมืองหลวง ด้วยความกลัวข่าวล่าพยัคฆ์ที่ปล่อยไว้ไม่แนบเนียน องครักษ์ซื่อหม่าที่ยังพันผ้าทั่วตัวถึงขนาดฝืนสังขารไปคุมคนงานสร้างกรงใส่สัตว์ด้วยตนเอง หากดูภายนอกจะเห็นกรงล้อเลื่อนขนาดใหญ่ที่ถูกคลุมด้วยผ้าหนา แต่ที่แท้ภายใต้กรงกลับมีตู้นอนคล้ายรถม้าเล็กๆบรรจุร่างไป๋หยางอวี้ในสภาพหมดสติกับสาวใช้ที่บัดนี้ถูกทรมาณหาผู้อยู่เบื้องหลังนอนอยู่ ตอนข้ารู้ข้าหัวเราะฟันแทบหัก

       อยู่ในกรงก็สมกับนางดี ไม่ว่าจะพยัคฆ์หรือนางอสรพิษก็ล้วนเป็นสัตว์ร้ายทั้งสิ้น ฮ่าๆๆๆๆ

       ฮ่องเต้เห็นว่าเกือบทั้งสัปดาห์มานี้ทุกคนถูกเคี่ยวกรำด้วยความเครียดอย่างมาก จึงถือโอกาสปล่อยทั้งข้าและพวกขุนนางกลับบ้าน ตระกูลไหนที่บุตรชายต้องสังเวยชีวิต ก็พระราชทานเงินทำขวัญพร้อมกับจัดการปิดปาก แม้ไม่ทราบว่าด้วยวิธีใด แต่ก็ทำให้เรื่องเงียบสนิท

       แน่นอนว่าคนที่ดีใจที่สุดคงไม่พ้นข้าที่จะได้กลับจวนเสียที ข้าควบเจ้าเฟิงอย่างเริงร่า ในตามีเพียงภาพคนในครอบครัวที่ยืนรออยู่หน้าทางเข้า ทั้งท่านพ่อหลินไท่ช่าง ท่านแม่ที่เป็นฮูหยินใหญ่หลินหลิวฟ่าน พ่อบ้านเฉิน พี่ชายใหญ่หลินเหมียนลู่ แม้แต่น้องสาวคนเล็กอ่อนแอที่ต้องมีสาวใช้ประคองอย่างหลินซูมี่ก็อยู่ด้วย เรียกว่าเป็นวันที่ครอบครัวข้าพร้อมหน้าครั้งแรกในรอบหลายปี

       น้ำตาข้าเอ่อคลอเล็กน้อย ใบหน้าใต้หน้ากากโลหะเย็นชาที่มักเต็มไปด้วยรอยแค้นเผลอแสดงรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุข ทำให้ชายหนุ่มที่ลอบมองอยู่หัวใจเต้นรัว

      "ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้ากลับมาแล้ว" 

     ข้าโดดลงจากหลังม้าอย่างสง่างาม ประสานมือทักทายบิดามารดา จากนั้นเดินไปสวมกอดพี่ชายใหญ่ที่มักใช้เวลาส่วนมากเดินทางไปทั่วเพื่อจัดการกิจการต่างๆแทนท่านพ่อ ยิ่งเมื่อสองปีก่อนข้าแยกเรือนห่างออกมาก็หาเวลาพบหน้าได้น้อยลงทุกที

     พี่ใหญ่อายุยี่สิบเอ็ด ห่างกับข้าถึงห้าปี และห่างจากน้องเล็กราวสิบเอ็ดปี เขามีแววตาทรงเสน่ห์และวาจานุ่มนวลแต่แสบสันเจ้าแผนการ ลูกคิดหยกขาวที่ติดตัวไปทุกที่ผนวกกับรูปลักษณ์ที่เป็นชายหนุ่มหล่อเหลาสะอาดสะอ้าน ทำให้พี่ใหญ่ติดทำเนียบหนึ่งในสิบคุณชายรูปงามมากความสามารถแห่งเมืองหลวง มีฉายาว่า 'วาณิชหยกขาว' จากความทรงจำเก่า อีกราวๆสองปีท่านพ่อจะสละตำแหน่งผู้นำตระกูลให้พี่ใหญ่ พร้อมทั้งจัดงานมงคลให้พี่ใหญ่กับคู่หมั้นซึ่งเป็นบุตรีพ่อค้าต่างแคว้น และถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เวลานี้ท่านพี่กับท่านพี่สะใภ้น่าจะยังไม่ได้พบกัน

      "ไม่ได้พบกันหลายเดือน มีเรื่องเกิดขึ้นกับเจ้ามาทีเดียวนะน้องรอง" มือหน้าที่เริ่มหยาบจากการตรากตรำทำการค้าลูบบนศรีษะข้าเบาๆ ในสายตาพี่ใหญ่ไม่ว่าข้าจะเป็นใครมียศศักดิ์หรือไม่ ข้าก็ยังเป็นเด็กเล็กๆ

       "พี่รอง..." 

       คราวนี้เป็นเสียงอ่อนระโหยของน้องเล็ก ข้ารีบผละจากพี่ใหญ่มาหาน้องน้อยของบ้าน ส่งสายตาให้บ่าวคนสนิทของนางถอยออกไปแล้วย่อตัวให้ร่างที่สูงแค่อกขึ้นขี่หลัง มี่เอ๋อร์มีผิวสีน้ำผึ้งอย่างชนต่างแคว้น ใบหน้างดงามน่ารัก ผมสีดำยาวเป็นเงางามสมกับชื่อซูมี่(น้ำผึ้ง) น่าเสียดายที่ร่างกายวัยสิบหนาวอ่อนแอนัก ทั้งยังเสียมารดาไปแต่เด็ก ทุกวันนอกจากวาดภาพ อ่านนิยาย แต่งกลอน เรียนเย็บปักและดนตรีที่ไม่ต้องออกแรงมาก ก็ได้แต่ดื่มยาและนอนบนเตียงเท่านั้น ล่าสุดเพราะจู่ๆหิมะก็ตกหนัก นางถึงกับนอนอ่อนแรงลุกไม่ไหวเกือบสามสัปดาห์

       "น้องรองเจ้ากลับมาเหนื่อยๆ ให้ข้าเป็นคนอุ้มมี่เอ๋อร์ดีกว่านะ ทีแรกข้าจะไม่ให้นางมา แต่นางยืนยันจะมาหาเจ้าให้ได้" พี่เหมียนลู่ทำท่าจะมาดึงน้องจากหลังแต่ข้าเพียงส่ายศรีษะนิ่งๆ จึงยอมแพ้ ท่านพ่อท่านแม่ยิ้มบางๆ ก่อนท่านพ่อจะเป็นฝ่ายออกปากให้ทุกคนเข้าบ้านในที่สุด ชายวัยกลางคนไม่ได้ออกปากว่าอะไร ทั้งที่การถูกเนื้อต้องตัวกันอย่างสนิทสนมของชายหญิงในที่สาธารณะไม่ใช่สิ่งเหมาะสมนัก แม้เป็นพี่น้องร่วมบิดา

        เพราะสำหรับพ่อค้าอย่างหลินไท่ช่าง การที่ลูกๆของตนทั้งจากฮูหยินใหญ่และฮูหยินรองที่ล่วงลับรักใคร่กลมเกลียวกันเช่นนี้ คือพรอันมีค่าที่สุดของเขาแล้ว

        "วันนี้กินข้าวด้วยกันนะ พ่ออยากคุยกับเจ้าหลายเรื่อง แม่เจ้าบ่นว่าตั้งแต่หายป่วยเจ้าก็เอาแต่ทำงานทั้งที่ยังอายุไม่ถึงสิบหกดีด้วยซ้ำ เหมียนลู่ก็อีกคน ทั้งที่อยู่จวนเดียวกัน แต่ผู้จัดการร้านสาขายังได้เจอหน้าเจ้ามากกว่าพ่อแม่เสียอีก" ว่าพลางแสงสีหน้าน่าสงสารเลียนแบบภรรยา

        "ท่านพี่เหตุใดจึงเอาแต่โทษน้องล่ะเจ้าคะ! ท่านก็คิดเหมือนข้านั่นแหล่ะ" สตรีวัยกลางคนที่ยังมีเค้าความงดงามหันไปค้อนสามีขวับใหญ่ ส่วนสามีก็รีบโอบประคองอย่างเอาอกเอาใจ เรียกเสียงหัวเราะจากทุกคนได้เป็นอย่างดี
 
        พอถูกท่านพ่อง้องอนเป็นพิธีแล้ว ท่านแม่ก็หันมาทางข้าและพี่ใหญ่อย่างอ่อนโยน "แม่ดีใจที่พวกลูกต่างขยันขันแข็ง หยิบจับกิจการอะไรก็ล้วนรุ่งเรือง แต่พวกเจ้าต่างก็โตเป็นหนุ่มแล้ว อีกไม่นานถ้าเหมียนลู่ขึ้นเป็นผู้นำตระกูลก็ต้องแต่งภรรยามีบุตรสืบสกุล ส่วนเสวียนเอ๋อร์ปีไม่ถึงเดือนเจ้าก็อายุสิบหก หากเจ้าไม่คิดจะแต่งออกแก่บุรุษก็อาจจะได้เวลาหมั้นหมายแก่หญิงสาว ถึงตอนนั้นข้ากับมี่เอ๋อร์คงไม่มีโอกาสได้คุยเล่นกับเจ้าบ่อยๆ "
   
       "ข้าขอโทษท่านพ่อท่านแม่ เอาเป็นว่าวันนี้ข้าจะไม่พูดเรื่องงานแล้วกัน"

       ข้าสบตามองผ่านหน้ากาก กับท่านพ่อท่านแม่และรับรู้ความรู้สึกนั้นอย่างแรงกล้า ชีวิตเก่าพอเข้าวังข้าก็เอาแต่ทุ่มเทกับการสู้รบท่ามกลางบุปผาสารพัดพิษ 
ทำให้ทุกคนตกอยู่ในอันตราย สองปีที่ย้อนเวลามานี้ก็วุ่นวายกับการสร้างรากฐานให้ตนเองและตระกูล 

        กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็แทบจะลืมเลือนไปเสียแล้ว ว่าครั้งสุดท้ายที่ข้าได้ฟังเสียงพิณของน้องเล็กและเอานางขึ้นขี่หลัง ครั้งสุดท้ายที่คุยเล่นกับท่านพี่และขี่ม้ากันในทุ่งกว้าง ครั้งสุดท้ายที่กินข้าวพร้อมหน้าบิดามารดาคือเมื่อใด

        ข้ามองประตูจวนที่มีหิมะเกาะ หูเพ่งสมาธิฟังเสียงพูดแผ่วๆของน้องเล็กที่ถามถึงการเดินทางอย่างใคร่รู้ ลืมเลือนบุรุษที่อยู่ด้านหลังทั้งสองคนไปสนิท

        จินหรงมองภาพครอบครัวที่ตนเองเห็นมาแต่เด็กอย่างอ่อนโยน ผิดกับน้ำเสียงนิ่งเรียบที่ใช้เอ่ยกับชายอีกคนที่อยู่บนรถม้าขนสัมภาระ
      
        "นายท่านไม่ยอมบอกกระหม่อมว่าฝ่าบาทเป็นใคร กระหม่อมก็พอจะเดาได้..." เทียนฟงยังคงไม่เปลี่ยนสีหน้า แต่กับสหายที่รู้จักกันมาถึงสองปี ก็รู้ว่าน่าจะฟังอยู่ "...แต่ถึงจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่จากไหน หากคิดแตะต้องนายท่าน ข้าจะทำลายให้ถึงที่สุด"

        หากให้เขาเลือกระหว่างนายท่านผู้เป็นดั่งคราวครัวกับสหาย คำตอบย่อมชัดเจน

        ตั้งแต่วันนั้นเมื่อหลายปีก่อน วันแรกที่ได้สบตากับเด็กชายผู้งดงามและแฝงไปด้วยความทระนงคล้ายกับน้องสาวฝาแฝดที่ตายจากไป จินหรงก็สาบานกับตนเองว่าชีวิตของเงาเช่นเขาจะมีไว้เพื่อนายท่าน

       แม้หนทางข้างหน้าจะแสนยากลำบาก แม้เส้นทางที่นายท่านเลือกเดินไปจะทำให้เขาต้องตายตกอย่างทรมาณ ต่อให้ต้องเป็นศัตรูกับคนทั้งโลก หรือแม้แต่ต้องหันคมดาบไปยังสหายคนแรกในชีวิตอย่างคนตรงหน้าก็ตาม...


        "เจ้าไม่ต้องห่วง เปิ่นหวางสาบานว่าจะไม่มีวันคิดร้ายกับเสวียนเอ๋อร์ และไม่ว่าเขาจะทำสิ่งใด หากเขาเลือกเปิ่นหวาง เปิ่นหวางจะผลักดันเขา ยกย่องเพียงเขา หรือแม้ไม่เลือก เปิ่นหวางจะต้องแน่ใจว่าเสวียนเอ๋อร์จะต้องมีความสุขที่สุด" ชินอ๋องต่างแคว้นเอ่ยเบาๆแต่หนักแน่น ในหัวยังมีแต่ภาพรอยยิ้มงดงามของหลินหลี่เสวียน

        จินหรงเพียงหงกศรีษะ รับรู้คำกล่าวนั้น แล้วชักม้าแยกตัวไปอีกทาง เหลือเพียงอนาคตที่ต้องเฝ้าดูกันต่อไป


        ทั้งสองต่างไม่รู้ว่าคำสาบานที่เอ่ยไว้ จะได้รับการพิสูจน์ในเวลาต่อมา...
        





        ครอบครัวพร้อมหน้า ทิ้งลาภยศไว้เบื้องหลัง เปี่ยมสุขทุกคราว
 
        จู่ๆบทกวีของนักปราชญ์ท่านหนึ่งก็ดังขึ้นในหัว ภาพครอบครัวที่กำลังนั่งล้อมวงกินข้าวกันทำให้ใบหน้าใต้หน้ากากเหล็กแย้มยิ้มยินดี

        "เสวียนเอ๋อร์ อีกไม่ถึงเดือนเจ้าก็จะสิบหกแล้ว คงได้เวลาสำหรับพิธีสวมกวาน" ท่านพ่อเปิดปากขึ้นหลังซดน้ำแกงเสร็จ ข้าพยักหน้ารับอย่างเรียบเฉยเพราะรู้ว่าแม้จะอยากหลีกหนีอย่างไร พิธีนี้ก็ต้องมาถึงในไม่ช้า ท่านพ่อท่านแม่มีสีหน้าพอใจ รีบหันไปคุยเรื่องเตรียมงานกับพ่อบ้านเฉินไม่หยุดปาก

        ในแผ่นดินเยว่มีธรรมเนียมโบราณที่ปฏิบัติกันรุ่นสู่รุ่น เมื่อสตรีอายุได้สิบห้าปี พวกนางจะเข้าพิธีปักปิ่นเพื่อแสดงตนว่าบัดนี้พวกนางคือหญิงสาวไม่ใช่เด็กสาวอีกต่อไป เช่นเดียวกับบุรุษ วัยที่เหมาะสมที่สุดคือวัยสิบหกปี  บุรุษจะต้องเข้าพิธีสวมกวานซึ่งเป็นเครื่องประดับของบุรุษที่โตจนสามารถมีครอบครัวได้แล้ว ส่วนเครื่องประดับน่ารักจำพวกกำไลที่ใส่ตอนเด็กจะถูกนำไปเก็บไว้ รอเอาไปใช้ในการขอหมั้นบุตรธิดาบ้านอื่นมาตกแต่งเป็นภรรยาเอกต่อไป

        จำได้ว่าชีวิตก่อนหลังข้าสวมกวานได้ไม่นานก็ได้ติดตามฮ่องเต้ไปรบที่ชายแดน ใครจะไปคิดว่าระหว่างสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน อีกฝ่ายจะโมเมยึดกำไลหมั้นของข้าที่ข้าพกติดตัวไปได้ กว่าจะรู้ตัวราชโองการแต่งตั้งสนมก็มาถึงหน้ากระโจม ด้วยข้ออ้างที่ว่าข้าได้ถวายกำไลหมั้นแก่พระองค์แล้ว

        คิดแล้วอยากจะด่าความโง่งมของตัวเองตอนนั้นยิ่งนัก ใครใช้ให้เจ้าเอาของสำคัญเช่นนั้นพกใส่เสื้อไปด้วยห้ะ!

        "ดูเสวียนเอ๋อร์ของพี่ไม่ยินดีกับงานนี้นะ" พี่เหมียนลู่ที่นั่งขวามือเอี่ยวตัวมากระซิบอย่างขบขัน เพราะตำแหน่งที่นั่งของเราสามพี่น้องติดกัน ท่านพ่อจึงไม่สังเกตุ

        "เมื่อก่อนตอนยังไม่สวมกวานคุณชายคุณหนูจากจวนต่างๆก็แวะมาท้าประลองปัญญาชิงตำแหน่งคู่หมั้นไม่เว้นวัน หากต่อไปต้องไปออกงานสังคม โดยเฉพาะงานจับคู่อย่างงานชมบุปผา เจ้าคงต้องเตรียมหาเรื่องหนีออกนอกแคว้นเป็นแน่"

        "ท่านพี่ล้อข้าเล่นอีกแล้ว" ข้ากระตุกยิ้มนิดๆ เสยกชาขึ้นจิบทั้งที่ในใจแอบเห็นพ้อง

       "แค่กๆ น้องเห็นด้วยกับพี่ใหญ่ พี่รองคงกลายเป็นหนึ่งในบุรุษงามแห่งเมืองหลวง ต่อไปก็จะมีความรักหวานชื่นกับใครสักคนที่พบกันในงานเลี้ยงที่ดอกไม้ผลิบาน.." ดรุณีน้อยอีกคนเอ่ยขึ้น มี่เอ๋อร์ที่นั่งซ้ายมือข้ายิ้มหวานอย่างเพ้อฝันแต่พอเห็นท่าทางนิ่งขรึมของข้า ใบหน้าติดซีดเซียวก็ค่อยๆม่อยลง

       "น่าเสียดายนะเจ้าคะ พี่รองในสายตาคุณหนูคุณชายบ้านอื่น แม้จะพรั่งพร้อมรูปทรัพย์ ความสามารถเป็นเอก กริยาว่าจาน่าหลงใหล ทว่าหัวใจกลับเย็นชาราวกับห่อหุ้มด้วยก้อนน้ำแข็งพันปี แม้สตรีล่มเมืองร่ำไห้วอนขอความรักก็เพียงจ้องมองไร้คำปลอบโยนใด" นางถอนใจ

       "ไม่รู้ว่าชาตินี้ท่านพี่จะได้เข้าพิธีสมรสหรือไม่ หรือข้าคงไม่มีวาสนาได้เล่นพิณงานมงคล แค่กๆ อึก..." ซูมี่ยกจอกชาขึ้นจิบแก้อาการคอแห้ง หลังพูดประโยคที่ยาวที่สุดในรอบหลายวัน ผนวกกับเจอสายตาข้าที่มองผ่านหน้ากาก

       ที่จริงเรื่องคนรักข้าเลิกสนใจมานานแล้วนะ แต่ที่ข้าแปลกใจคือ ในเมื่อบุคคลิกข้าเวลาพูดคุยกับคนอื่นเป็นเช่นนั้น แต่กับนางข้าไม่เคยทำ จะดุสักแอะยังไม่มี น้องสาวที่วันๆอยู่แต่บ้านไปฟังมาจากไหน?

       "เจ้าไปเอาเรื่องนิสัยพวกนั้นของพี่รองมาจากไหน" เป็นพี่ใหญ่ที่ถามแทน สีหน้าเต็มไปด้วยความสนุกสนานฉายแววใคร่รู้ออกนอกหน้า

       "แค่กๆ เดิมทีข้าก็ไม่รู้ แต่ช่วงที่พี่รองตามเสด็จไปล่าสัตว์ คุณหนูสามตระกูลกงให้สาวใช้ส่งจดหมายมาที่จวนทุกวัน ทีแรกท่านพ่อบ้านจะเอาไปทิ้งตามที่ท่านพี่สั่ง แต่น้องเจอเข้าจึงขอมาอ่านเล่นฆ่าเวลา ใครจะไปคิดว่าคุณหนูสามจวนเจ้ากรมกลาโหมที่ขึ้นชื่อเรื่องเอาแต่ใจ จะเขียนจดหมายขอความรักได้ซื่อตรงเช่นนี้" พูดจบก็ดึงซองสีชมพูอ่อนจากแขนเสื้อออกมา

        ข้าค้นความทรงจำช้าๆ คุณหนูตระกูลกงเป็นหนึ่งในสตรีที่มาท้าประลองดนตรีชิงตำแหน่งคู่หมั้นของข้าแล้วพ่ายแพ้ไปเมื่อสองสามเดือนก่อน ไม่รู้เพราะเหตุใดแต่ต่อมานางก็เพียรส่งจดหมายมาที่จวนอยู่เนื่องๆ เนื้อหาก็ประมาณตัดพ้อโกรธเคืองที่ข้าปฏิเสธ รำพันเรื่องความชอบที่นางมีต่อข้ากับวาสนาดลบันดาลอะไรทำนองนั้น

       เรื่องหน้าตาของนาง... ข้าไม่ใช่คนความจำสั้นหรอกนะ แต่ตอนนั้นในหัวข้ากำลังดื่มด่ำกับฝีมือดนตรีที่น่าสนใจของนางจึงไม่ทันได้พิจารณาใบหน้านางเท่าที่ควรนัก ที่พอนึกได้คือนางเป็นดรุณีน้อยที่งดงามและเป่าขลุ่ยได้ไพเราะผู้หนึ่ง

       ส่วนจดหมาย ทีแรกข้าก็อ่านมันอยู่บ้าง แต่พอชักมากเข้า ข้าก็สั่งให้พ่อบ้านเฉินเอาไปทิ้งเสีย จำได้ว่าฉบับล่าสุดนางถึงกับประกาศอำนาจบิดาว่าจะทำทุกทางให้ข้าแต่งกับนางให้ได้ทั้งที่ตัวเองเพิ่งอายุสิบห้าได้ไม่นาน ดูอย่างไรก็ไม่ต่างจากเด็กเอาแต่ใจผู้หนึ่ง

       "นางเขียนว่าอย่างไร" พี่เหมียนลู่เลิกคิ้ว ดึงเอาซองจดหมายจองมือน้องเล็ก ไม่สนสายตาห้ามปรามของข้าสักนิด        

        บทพี่ชายคนโตผู้เจ้าเล่ห์ของสกุลหลินจะดื้อเพ่งก็ไม่สนใครจริงๆ แต่เพราะบุคคลิกกล้าได้กล้าเสียเช่นนี้ พี่ใหญ่จึงมีอิทธิพลในวงการพ่อค้ามากมายว่าฐานะ 'คนจริง'

         "อิงเอ๋อร์ทราบข่าวว่าท่านกำลังจะกลับเมืองหลวง และจะเข้าพิธีสวมกวานในไม่ช้า ในวันพิธีข้าจะนำปิ่นของข้าไปให้ ข้าชมชอบท่านถึงเพียงนี้ ท่านจะต้องรับรักข้า...หึๆ ดียิ่งนักๆ"  พี่เหมียนลู่อ่านจดหมายได้ราวสามบรรทัดถึงกลับหลุดหัวเราะออกมา จนผู้อาสุโสทั้งสามหันมามองอย่างงุนงง

        เป็นท่านแม่ที่เอ่ยถามยิ้มๆ "มีเรื่องตลกอะไรหรือ"

        พี่เหมียนลู่พยายามกลั้นขำ เอ่ยกระท่อนกระแท่นพลางปาดน้ำตาที่ซึมหางตา "หึๆ เปล่าขอรับ ข้าแค่ตื่นเต้นกับงานสวมกวานของเสวียนเอ๋อร์"

       "แม้แต่เจ้าก็ตื่นเต้นสินะ บ้านเราไม่ได้จัดงานเช่นนี้มานานทีเดียว" ท่านพ่อพยักหน้ารับ หลังจากที่ทุกคนพร้อมใจกับไล่ข้าที่เพิ่งกลับมากับน้องเล็กที่ไม่หายป่วยดีไปพักผ่อนที่เรือน แผนงานก็ถูกผู้อาสุโสทั้งหลายร่างขึ้น


      
        แม้จะถูกไล่มาพักผ่อน แต่ร่างกายข้ากลับชินกับการคิดวางแผนการในช่วงเวลานี้เสียแล้ว ข้ายังนั่งจิบชาในห้องคนเดียว ท่ามกลางเชิงเทียนสลัว จินหรงข้าให้ไปจัดการงานอื่นๆอยู่ตั้งแต่เย็น ส่วนหมิงจื้อถูกขอร้องตั้งแต่ที่เมืองจิงหยวนให้แยกจากข้าไปช่วยดูอาการไป๋หยางอวี้ที่คุกหลวง ทำให้เรือนพักข้ายามดึกเหมือนร้างผู้คนแท้จริง เนื่องจากเป็นที่รู้กันในหมู่บ่าวไพร่ว่าห้ามเพ่นพ่านยามค่ำคืน

      แกร๊ก...

      เสียงเบาๆที่แทรกเข้ามาทางหน้าต่างที่เปิดอยู่ทำให้ข้าต้องเลิกคิ้ว คนที่ชอบลอบเข้ามากินเต้าหูผู้อื่นกลางดึก พักนี้มีอยู่คนเดียว

     "หม่อมฉันนึกว่าฝ่าบาทจะไปพักในวัง" ข้าเอ่ยขึ้นลอย ร่างที่อยู่นอกห้องชะงักเล็กน้อย แล้วเอ่ยตอบกลับมาอย่างเป็นธรรมชาติ

     "เปิ่นหวางทราบว่าจะถึงวันเกิดเจ้าจึงมาอวยพร"

      "วันเกิดของหม่อมฉันอีกราวหนึ่งถึงสองสัปดาห์ เกรงว่าฝ่าบาทจะมาอวยพรเร็วเกินไปแล้ว" ข้าเห็นร่างเงานั้นสั่นนิดๆ น้ำเสียงเหมือนกลั้นหัวเราะ

      "หึๆ เสวียนเอ๋อร์คิดจริงจังกับข้อแก้ตัวของเปิ่นหวางตั้งแต่เมื่อไหร่ เมื่อก่อนเปิ่นหวางพูดจาเกี้ยวพาบ่อยๆไม่เห็นจะใส่ใจอะไร หรือว่าเจ้าจะเริ่มมีใจแก่เปิ่นหวางแล้ว หืม..." รู้ตัวอีกที่เจ้าของเสียงก็มานั่งอยู่ข้างๆแล้ว คนผู้นี้เก็บงำประกายไว้มากกว่าที่ข้าคิด

       พอเห็นข้าไม่ตอบ ใบหน้าหมาป่าที่ติดจะหยอกล้อก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้น "ข้าทราบมาว่าในวันเกิดปีที่สิบหกของบุรุษชาวเยว่จะมีพิธีสวมกวาน เพื่อแสดงว่าบุรุษผู้นั้นสามารถสมรสได้"

       "เป็นเช่นนั้นพะย่ะค่ะ" ข้าตอบนิ่งๆ พยายามเพ่งสมาธิไปที่อื่น ไม่สนใจคนที่แทบจะสิ่งร่างตัวเองอยู่ในยามนี้

       "เช่นนั้นก็ดี..." 

      เสียงทุ้มเอ่ยเบาๆ ข้ารู้สึกสะกิดใจจึงหันไปมอง ก็พบว่าใบหน้าที่แสดงถึงความเป็นต่างชาติมีอารมณ์บางอย่างที่ข้าคาดเดาไม่ได้

        แต่เอาเถิด ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น ขอเพียงหลังจากผ่านพ้นวันพืธีไปแล้วข้ายังพ้นภัยจากชิงหยวนต้าเทียน ข้าก็พอใจแล้ว






      

        

     




....................50%
มาต่อแล้วครับ ตอนนี้จะเน้นพูดถึงความรู้สึกของแต่ละคนในเรื่องนะครับ ตอนหน้าจะเริ่มเข้าสู่เนื้อเรื่องในเมืองหลวงแล้ว กำหนดการอัพอาจจะแกว่งไปมา ดีใจที่ทุกคนยังอ่าน ใครมีอะไรไม่เข้าใจสามารถเม้นต์ติชมได้เลยนะครับ จะมาตอบเมื่อมีการอัพครั้งถัดไปนะครับ

ที่มีคนถามว่าตอนท่านหญิงฟ่างหงคุยกับเสวียนเอ๋อร์ว่าพูดภาษาอะไร นางใช้ภาษาช่างหยิงนะครับ แต่เสวียนเอ๋อร์เข้าใจ เลยคุยกับนางรู้เรื่องครับ ฟ่างฟงแทบไม่ได้คุยกับใครเลยเพราะชาวเยว่คนอื่นไม่เจ้าใจภาษาช่างหยิง ส่วนทูตด้วยกันนอกจากรัขทายาทก็เอาแต่เงียบ 55

......................100%
ครบแล้ววว เดือนละสองตอนพอดี อยากอ่านเม้นต์ทุกคนนะครับ รออยู่นะเออ 555

มีคนลงเรือถูกลำจริงๆ จุดพลุ 5555 พระเอกเรื่องนี้คืออ๋องเทียนฟงนั่นเอง #อ๋องฝรั่งผมทอง 5555 

มีรีดเดอร์มาเดาว่าหน้าจินหรงคล้ายกับเสวียนเอ๋อร์ใช่มั้ย ถือว่าค่อนข้างตรงฮะ จริงๆทั้งคู่มีส่วนหลายกันสองในสามส่วนเลย แต่จินหรงจะมีความดูสูงใหญ่เข้มกำยำกว่า 
       
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 660 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,167 ความคิดเห็น

  1. #2167 littlefoolmoon (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2564 / 01:20
    เอาเถอะ จะไปลงกับใครก็ลงแต่ยก้ว้นอดีตสามีหูเบาไว้คนแล้วกัน
    #2,167
    0
  2. #2154 ความกาวในตัวคุณ (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 21 เมษายน 2564 / 22:20
    ที่เราอ่านจนตอนนี้รู้สึกว่า

    จินหรง=พ่อลูก ,พี่หวงน้อง
    เทียนฟง=แนวพระรองต่อให้นายเอกไม่เลือกไม่เป็นไรแค่ขอให้มีความสุขก็พอ
    ฮ่องเต=ตัวประกอบที่พยายามโดนดึงมาเป็นตัวหลัก เราว่าเหมือนเป็นแค่ตัวที่ดำเนินเรื่องให้นายเอกเปลี่ยนตัวเองในชาตินี้เฉยๆ
    รัชทายาท=เป็นว่าที่แบ็คอัพที่ดี เหมือนแค่จะมาตอบแทนผู้มีพระคุณ

    สำหรับเรายังไม่มีใครปช่อยออร่าพระเอกแต่ถ้าต้องเลือกก็เชียร์เทียนฟง
    (เอาจริงๆเราขึ้นเรือผี เทียนฟงxจินหรงแหละ 555)
    #2,154
    0
  3. #2002 nicharipaen04 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 1 มีนาคม 2563 / 22:21
    และใช่จริงๆ...
    #2,002
    0
  4. #2001 nicharipaen04 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 1 มีนาคม 2563 / 22:20
    หรือว่าพระเอกคือ.... เทียนฟง
    #2,001
    0
  5. #1986 E'eve (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2562 / 19:57
    ...เดินขึ้นเรือจินหรงเงียบๆ
    #1,986
    0
  6. #1960 bophobia (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2562 / 01:59
    รอดจากต้าเทียนใช่ว่าจะรอดจากเทียนฟง เอิ๊กๆ
    #1,960
    0
  7. #1945 jkooktaev (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2562 / 23:04
    อื้มมมม กังวลเรื่องฮ่องเต้แล้ว อย่าลืมท่านอ๋องด้วยนะ รายนี้ยิ่งออกตัวแรงอีกแบบ มันกรุ้มกริ่ม จุ๊บจิ๊บ มุบมิบ กุ๊บกิ๊บ ~~ //คนลงเรือท่านอ๋องก็จะฟินเช่นนี้แลเจ้าค่ะ~
    #1,945
    0
  8. #1910 NPWYF00 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2562 / 22:16
    ชินอ๋องเทียนฟงจริงๆ55555พระเอกมาแล้วววว
    #1,910
    0
  9. #1782 SuNNyyy_123 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 / 15:18

    บ้าจริง ทีมองค์รัชทายาทนะคะ มาทำคะแนนเร๊ววววว

    #1,782
    1
    • #1782-1 vampir(จากตอนที่ 12)
      30 เมษายน 2562 / 17:39
      ใช่ ลงเรือรัชทายาทเเล้วต่อให้ไม่สมหวังเราก็จะสู้

      เนอะลูกเรือรัชทายาท

      สู้ เว้ย
      #1782-1
  10. #1745 chocolato.p (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2561 / 21:27

    ในพิธีจะมีเหตุการณ์ตื่นเต้นอะไรมั้ย รู้สังหรณ์ใจ

    #1,745
    0
  11. #1723 Ren (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2561 / 03:25
    เราว่าควรใช้คำว่ากระหม่อมแทนหม่อมฉันรึเปล่า รู้สึกว่าหม่อมฉันจะเป็นคำแทนตัวของผู้หญิงนะคะ
    #1,723
    0
  12. #1694 trp1021 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2561 / 02:45

    อย่าพลิกเป็นฮ่องเต้ก็พอ ยังไม่อยากปิดเครื่อง 555555555

    #1,694
    0
  13. #1530 คิเซริ (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2561 / 17:19
    แค่พระเอกเรื่องนี้ไม่ใช่ฮ่องเต้นั่น เราก็สบายใจละ5555
    #1,530
    1
    • #1530-1 HANAKO(จากตอนที่ 12)
      16 ตุลาคม 2561 / 23:26
      อ่านความเห็นนี้แล้วเราลั่นมาก 555555 เห็นด้วยถึงที่สุดดด
      #1530-1
  14. #1515 Ap_Fortune (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2561 / 21:22
    เรือข้าได้ล่มไปแล้ววววววว
    #1,515
    0
  15. #1460 fanggg- (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2561 / 09:00
    แต่งกันเลยจ้า กองอวยมาแล้ว
    #1,460
    0
  16. วันที่ 26 เมษายน 2561 / 12:46
    #ทีมชินอ๋อง ทำไมชั้นต้องเขินเขาด้วยล่ะนเรี่ย
    #1,417
    0
  17. #1381 จ้าวแมวน้อย (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 17 มีนาคม 2561 / 07:26
    เทียนฟงก็เทียนฟง รักคนนี้อยู่แต่เทใจให้ฮาเร็ม5555555 เสียดายยย
    #1,381
    0
  18. #1309 tan~tan (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2560 / 19:46
    #ทีมชินอ๋อง
    #1,309
    0
  19. #1189 DKdabble (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2560 / 00:59
    พิธีสวมกวานของเสวียน เสวียนควรห่วงว่าจะรอดจากชินอ๋องมั้ยดีกว่า555555555
    #1,189
    1
    • #1189-1 DKdabble(จากตอนที่ 12)
      14 ตุลาคม 2560 / 01:00
      ชอบก็ให้พ่อมาขอนะเทียนฟงงงงง
      #1189-1
  20. #1013 ksahamitr2003 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2560 / 08:38
    ดีจังๆๆอ่านแล้วเพลินๆๆได้สาระ สนุกคะ
    #1,013
    0
  21. #973 angle-wing (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2560 / 02:33
    ในที่สุดก็เปิดตัวพระเอกอย่างเป็นทางการ
    #973
    0
  22. #916 tungminpe (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2560 / 18:51
    เสน่ห์แรงเหลือเกินนนนน
    #916
    0
  23. #868 Mina_Chu+Chu (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2560 / 22:25
    อ๋องเทียนฟง คนไหนหว่าาาา ไม่ได้มาอ่านนาน โว้วว พี่จินหรงยังไงๆเรือเราจะไม่ช่มเดินบนน้ำได้ค่ะ อิอิ
    #868
    0
  24. #855 sp-in-k (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2560 / 16:25
    ถูกใจพระเอกนะ <3
    #855
    0
  25. #831 Mongmong (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 / 01:06
    เทียนฟงแอบน่ากลัวนะ อาจนำภัยมาให้แม้อาจไม่ได้ตั้งใจ
    #831
    0