Vanilla Cola

ตอนที่ 5 : จิ้งจกน้ำเม็กซิกัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 220
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 63 ครั้ง
    4 มิ.ย. 62

      วันนี้ที่สถาบันวานิลลามีงานออกร้านขายของ มิเกลนั่งประจำที่แผนกวรรณกรรม ขายหนังสือผลงานเขียนของนักศึกษาในแผนก
      กำแพงแอบมองมิเกลห่อปกหนังสืออย่างทะนุถนอม เผลอยิ้มกับความละมุนที่มิเกลมีให้กับหนังสือ

      "คาดว่าบูธเราจะขายหมดเกลี้ยงภายในพริบตา โดยเฉพาะผลงานกลอนเปล่าของเรา"มิเกลยิ้มกว้าง

      "กลัวอะ กลัวจะนั่งตบยุงเปาะแปะ"กำแพงกระเซ้า

      "นายหุบปากไปซะไอ้หื่น"มิเกลตาขวาง

      "เชียร์สลับที่กันนั่งเหอะ ไม่อยากนั่งใกล้กับไอ้...ขวางหูขวางตาชะมัด"
มิเกลสลับที่นั่งกับเชียร์ กำแพงขำคิก

      "พี่ครินต์คะ"

      "หืม"

มิเกลเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของเสียงเรียกชื่อจริง เธอเป็นสาวน้อยสวมแว่นตาหนาเตอะที่เพิ่งซื้อหนังสือไปหมาดๆ

      "น้องเมย์มีอะไรให้พี่รับใช้อีกครับ"

      "หนังสือเล่มที่เมย์เพิ่งซื้อไปเมื่อกี้ ตั้งแต่หน้าหนึ่งร้อยสี่สิบห้าถึงหนึ่งร้อยห้าสิบหก มันกลับหัว แล้วก็มีอยู่หน้านึงมีแต่คำผิดเกือบทั้งหน้า แต่เมย์ชอบกลอนเปล่าของพี่ครินต์นะ มันติสต์แตกดี"

      "สติแตกสิไม่ว่า"กำแพงงึมงำ

      "พี่ต้องขอโทษด้วยครับน้องเมย์ พิสูจน์อักษรคงทำงานหนักเกินไปจนตาลาย"มิเกลยิ้มแหย

      "เมย์เปลี่ยนเล่มได้มั้ยคะพี่ครินต์"

      "ยังไม่มีของ! ถ้าจะเปลี่ยนก็รอไปก่อน"เชมตอบคำถามแทนมิเกล

      "เอาเป็นว่าน้องเมย์ก็อ่านแบบญี่ปุ่นไปก่อนนะครับ คิดซะว่ากำลังอ่านมังงะ"มิเกลยิ้มกลบเกลื่อน ก่อนหันไปหาเชม

      "จริงๆ นายไม่มีใช่มั้ยไอ้เล่มที่มันไม่พิการอะ"

      "บนโลกใบนี้มีอะไรที่สมบูรณ์แบบมั่งวะ ไอ้งั่ง"

      "งั้นพี่ยินดีคืนเงินครับน้องเมย์"มิเกลหันกลับมายิ้มให้สาวน้อยรุ่นน้อง

      "ไอ้มิเกล! มึงเสือกไปแล้ว"เชมฮึ่มใส่

      "ซื้อแล้วไม่รับเปลี่ยนคืน ก็ช่วยๆ ซื้อหน่อยเหอะ คิดซะว่าเรียนแผนกเดียวกัน"

      "ถ้าน้องเมย์ไม่พอใจ พี่ยังยืนยันยินดีคืนเงิน"มิเกลควักเงินในกระเป๋าตัวเอง

      "นายเป็นคนดีเป็นบ้า!"กำแพงยื่นหน้ายื่นตา

      "ดีจนน่าหมั่นไส้"เชมเสียงเข้มใส่

      "เมย์เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าพี่เชมเลือกพูดจาดีๆ กับผู้หญิงที่หน้าตาสมบูรณ์แบบเท่านั้น แต่พี่เชมบอกเองว่า โลกใบนี้ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบนี่นา"

      "ใช่ มันไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบหรอกบนโลกใบนี้อะ แต่มันไม่เห็นเกี่ยวกันกับเรื่องนี้ ในการขายถ้าเราเอาเปรียบลูกค้า ก็จะไม่มีใครกล้าเข้าร้านอีก"มิเกลหันไปยิ้มให้น้องเมย์ เมินสายตาเอาเรื่องของเชม

      "ถ้ามีคนอย่างพี่ครินต์อยู่บนโลกใบนี้เยอะๆ ยังไงโลกก็ไม่หนัก"น้องเมย์หันไปยิ้มให้เชม






      "ไอ้มิเกลอยู่ไหน!"เชมเสียงเข้มใส่เชียร์ที่กำลังยุ่งอยู่กับการเก็บหนังสือลงลังกระดาษ

      "จัดหนังสืออยู่ในห้องมั้ง"เชียร์ตอบไม่ละสายตาจากกองหนังสือ

      "ทำไมต้องมีมั้ง"เชมกระชากแขนเชียร์ลากเข้าห้อง

      "โอ๊ย! เจ็บนะโว้ย!" เชียร์เสียงแหว

      "เดี๋ยวพวกมึงจะเจ็บกว่านี้อีก"หนึ่งในทีมเซปักตะกร้อที่มากับเชมพูดใส่หน้าเชียร์

      ครืด!

เสียงประตูเลื่อน สะกิดมิเกลให้เหลียวหลังมอง ละจากกองหนังสือที่กำลังจัดเรียง






      "ช่วยด้วย!"
 
เชียร์ร้องเสียงหลง หนึ่งในสมาชิกของทีมรีบเอามืออุดปาก แต่มันไม่อาจรอดพ้นรูหูของกำแพงไปได้

      "ที่กูต่อยมึงเพราะอะไรรู้มั้ย โทษฐานหมั่นไส้ไง"เชมถลึงตาใส่มิเกล

ทีมทั้งทีมยืนดู ส่งแรงใจ และส่งเสียงเชียร์ เมื่อเชมขึ้นคร่อมมิเกล แล้วต่อยไม่ยั้ง แต่ก่อนที่อะไรมันจะสายเกินไป

      ครืด!

ประตูห้องถูกเลื่อนเปิด

       "พวกคุณมึงทำอะไรกันวะครับ"

ทีมทั้งทีมหันมาขู่

      "แฮ่!"

      "หดเลยกู นี่มันหมาหมู่ชัดๆ! การรังแกคนที่อ่อนแอกว่า ไม่ใช่นิสัยของนักกีฬา พวกนายมันไม่ใช่ลูกผู้ชาย รังแกได้แม้กระทั่งผู้หญิง และเด็ก"

      "ไอ้บ้ากำแพง! นายว่าใครเป็นเด็ก"

      "ก็นายนั่นแหละไอ้แห้ง ปากแตกแล้วยังทำมาเป็นปากดีอีก"

      "กูว่าไม่ใช่เรื่องของมึง อย่าเสือกดีกว่าไอ้กำแพง"

ทุกคนแหวกทางให้ผู้ที่อยู่เบื้องหลัง เดินออกมาข้างหน้า

      "เชมเจ้าของทรงผมโมฮอค เปิดข้างมัดจุกละลายหัวใจสาวๆ คนดีสีสันของสถาบันเหรอ แบบนี้มันเรียกว่าตบตากรรมการชัดๆ!"กำแพงกระแทกเสียงใส่หน้าเชม

เชียร์ได้โอกาสรีบเข้าไปประคองมิเกลขึ้นนั่ง มิเกลยกมือขึ้นเช็ดเลือดมุมปาก

      "ปล่อยผู้หญิงกับเด็กไปซะ แล้วเรามาตัวต่อตัวกันดีกว่า"กำแพงมองหน้ากู๊ดจ๊อบรุ่นพี่ปีสุดท้าย

      "ก็ได้ๆ พวกกูยอมปล่อย ถือซะว่าสงสารลูกนกลูกกา แต่ว่ากูมีอะไรน่าเล่นกว่าต่อยกับมึง"กู๊ดจ๊อบแสยะยิ้ม

กำแพงพยักหน้าให้เชียร์พามิเกลออกไปข้างนอก ปิดประตูห้อง ทั้งทีมใช้เวลาเจรจากับกำแพงแค่ไม่กี่คำ กำแพงตกลงตามนั้น แล้วรีบตามออกมา

      "ทำไมถึงยอมปล่อยมันไปง่ายๆ วะ"หนึ่งในสมาชิกของทีมถาม

      "มันอยากว่าพวกเราเป็นหมาหมู่อยู่กันเป็นฝูง ก็เลยปล่อยให้มันไปเจอกับหมาตัวเป็นๆ ไงล่ะ"เชมยิ้มมุมปาก

      "เออ มันต้องอย่างงี้เดะไอ้น้อง"กู๊ดจ๊อบตบไหล่เชม

      "แต่ถ้ามันไปร้องเรียนล่ะ"

      "ช่างมัน ให้มันร้องไป ร้องยังไงก็ไม่มีใครได้ยิน รุ่นพี่จ๊อบมึงก็รู้ว่าพ่อกูเป็นใคร"






      "มิเกลนายต้องบอกเรื่องนี้กับผอ."

      "ม่าย! พูดไปก็เท่านั้น พูดไปใครจะเชื่อเรา ในเมื่อเราไม่มีตัวตนในสายตาของใครทั้งนั้น แม้แต่ในสายตาแม่ของตัวเอง"มิเกลค่อยๆ เบาเสียงลง

      "ไม่ได้ นายต้องไปร้องเรียน"กำแพงเสียงแข็ง

      "ตะ แต่ตอนนี้ร้องไม่ออกอะ มะ หมาตัวเป็นๆ ยืนขวางทางอยู่"เชียร์ตัวสั่นหงึกๆ

      "เฮ้ย! วิ่ง"

      กำแพงคว้าข้อมือมิเกลกับเชียร์ วิ่งหนีสุดชีวิต มิเกลหมดแรง วิ่งไม่ทันก้าววิ่งของกำแพงที่ช่วงขายาวกว่า ค่อยๆ ปล่อยมือ กำแพงรีบคว้าข้อมือเอาไว้ไม่หันหลังกลับไปมอง กึ่งดึงกึ่งลาก 
      ทั้งสามคนวิ่งจากหน้าสถาบันมาจนถึงหลังสถาบัน กำแพงกระชากประตูรั้วเหล็กจนเปิดอ้า รีบพาตัวเองกับทุกคนเข้าไปข้างใน ปิดประตูรั้วมิดชิด หยุดยืนหอบแฮกตัวโยน

      "พวกเรารอดแล้ว"กำแพงระบายลมหายใจออกทางปาก

      "กรี๊ด!"เชียร์กรีดร้องสุดเสียง จนกำแพงตกใจ

      "เฮ้ย! เชียร์เป็นอะไร พวกเราปลอดภัยแล้ว"

      "มะ มิเกล"เชียร์ชี้ไปที่บึงใหญ่

      "ฮะ! ทำไมมิเกลไปอยู่ตรงนั้นล่ะ!"กำแพงอ้าปากค้าง

      "นายปล่อยมือจากเราตอนไหน หรือว่าเราปล่อยมือนายวะ"

มิเกลจนมุมที่บึงหลังสถาบัน ค่อยๆ ถอยหลังทีละก้าว สบตากับสุนัขจรจัดที่พร้อมจะกระโจนเข้าใส่ หลังจากที่มันถูกขังมาหลายวัน มันหิวโซจนคลั่ง น้ำลายเป็นฟองไหลย้อยหยดติ๋ง

      ตูม!

ร่างน้อยหงายหลังตกลงไปในบึงใหญ่ เมื่อโดนสุนัขจรจัดจู่โจม มิเกลลืมตาโพลง ภายใต้น้ำสีเหลืองอ๋อย มีรอยยิ้มแอบซ่อนอยู่ก้นบึง

      ฮะ! ซาลาแมนเดอร์

มิเกลสบตากับสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกใต้บึง จมูกหายใจเอาน้ำเข้าไปแทนที่อากาศ จนแสบจี๊ดขึ้นสมอง ร่างน้อยตะเกียกตะกายหนีตายใต้น้ำ แต่ยิ่งว่ายก็ยิ่งดำดิ่ง จนมิเกลปล่อยตัวเองให้จมลึกลงไปยังก้นบึงใหญ่

      ทำไมตัวเราเบาหวิว มันคงเบาเหมือนกับลูกโป่งที่เราทำหลุดมือตอนเด็ก เราทำได้แค่มองมันลอยเคว้งคว้างกลางอากาศ จนมันค่อยๆ ลอยสูงขึ้นไปไกลลิบ ไม่มีทางที่เราจะคว้าหยิบมันคืนมาได้ ฮะ! นี่เราตายแล้วเหรอ คุณย่าผมกำลังจะไปหา คุณย่ารอผมด้วยครับ! คุณย่า!

ก่อนที่เปลือกตามิเกลจะปิดสนิท เหมือนติดอยู่ในความฝัน ฉับพลันมีมือยื่นเข้ามาให้ความช่วยเหลือ ปลดล็อคความตายเอาไว้ได้ทัน


        SALAMANDER







      เสื้อเชิ้ตสถาบันตัวบางเปียกชุ่มโชกแนบเนื้อ มองเห็นทะลุเข้าไปถึงข้างใน เม็ดสีชมพูระเรื่อบนแผ่นอกขาวแนบสนิทกับเนื้อผ้า ปากขาวซีดสั่นระริก

      "มิเกลนายอย่าตายนะ!"กำแพงเขย่าร่างน้อยๆ แรงๆ

      "ตื่น! มิเกลตื่น นายต้องตื่น!"

กำแพงจับมิเกลนอนหงาย เตรียมผายปอด แหงนศีรษะไปข้างหลัง นิ้วมือบีบจมูก อีกมือเชยคางเรียว กำแพงหายใจเข้าลึกๆ อ้าปากกว้าง ประกบปากลงไป เป่าลมเข้าไปในปากมิเกล

      จูบนี้นายต้องตื่น!
 
กำแพงประกบปากแน่นสนิท ก่อนถอนริมฝีปากออก มิเกลไอแคกๆ น้ำไหลทะลักออกมาจากปาก

      "เย้! มิเกลฟื้นแล้ว"เชียร์ลุ้นตัวโก่ง

      "ฮู่ว!"กำแพงถอนหายใจเฮือกใหญ่ หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาจิ้มจอโทรออกหาจี๊ด

      "ไอ้จี๊ด! มึงมาด่วน!"

      "ทำไมมึงถูกขังห้องน้ำ ขี้ไม่มีทิชชู่อีกเหรอ กูขอบอก กูไม่รู้ กูไม่เกี่ยว เรื่องของมึงคนเดียวไม่เกี่ยวกับกู"

      "มึงต้องรู้ มึงต้องเกี่ยว เพราะมันเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย กูรับมือคนเดียวไม่ได้"กำแพงแกล้งเสียงสั่น

      "มึงใจเย็นๆ ไอ้กำแพง รวบรวมสมาธิ สติมาปัญญาเกิด สติเตลิดก็ไม่เกิดปัญญา"

      "อาเมน!!! มึงรีบมาเหอะ ที่บึงหลังสถาบัน ด่วนเลยนะ!"กำแพงวางสาย

สักพักจี๊ดควบมอเตอร์ไซค์คันเก่งมาปรากฏตัวที่บึงหลังสถาบัน

      "กูเบื่อว่ะ ตำรวจมาตอนจบ"

      "ก็รถมันติด ว่าแต่เกิดเรื่องห่ะอะไรขึ้นวะ แล้วมึงให้กูมาทำไร"






      "ไอ้กำแพง มึงโทรหากูให้มาจับหมา มึงเห็นหน้ากูเหมือนพ่อมันเหรอ"

      "ทำไงได้วะ ก็หมามันกลัวมึงนี่หว่า"

      "เออๆ กูยอมรับก็ได้ แล้วมึงรอดจากพวกหมาหมู่มาได้ยังไง"จี๊ดสงสัย
กำแพงกระซิบบอกข้างหู จี๊ดเบิกตากว้าง

      "ล้มเซปักตระกร้อ!"

      "ชู่ว! เบาๆ"กำแพงเอามืออุดปากจี๊ด

      "แต่กูก็มีแผนของกูอยู่แล้วเมื่อถึงวันแข่ง มีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า"

      "ไอ้กำแพงมึงมันบ้า!"

      "เอาเหอะน่า วันนั้นมันยังมาไม่ถึง รอให้ถึงวันแข่งก่อน ค่อยว่ากันอีกที"กำแพงหันไปหาเชียร์

      "เชียร์เป็นไรเปล่า เจ็บตรงไหนมั้ย"

      "ไม่เป็นไรหรอก คิดซะว่าวิ่งหนีหมา เหมือนในหนังเรื่องผีชีวะเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจ ไปดูแลมิเกลเหอะพี่กำแพง"

      "งั้นเชียร์กลับกับพี่จี๊ดเลยนะ"กำแพงยิ้ม

      "โอเคจ้า"เชียร์พยักหน้า

      "ไอ้จี๊ดกูฝากไปส่งเชียร์ถึงบ้านด้วย"กำแพงฝากฝัง

      "เออๆ เดี๋ยวกูไปส่งให้เอง แล้วมึงอะไหวมั้ย"

      "ไหวโว้ย แค่นี้ไม่มีปัญหา มึงรีบไปเหอะเดี๋ยวมืด"กำแพงประคองร่างน้อยสะลึมสะลือไร้สติไว้ในอ้อมแขน






      มิเกลยืนล้างตัวเปิดประตูห้องน้ำทิ้งไว้ กำแพงเตะตากับแผ่นหลังขาว เท้าเผลอก้าวเข้าไปในห้องน้ำ พร้อมยื่นมือออกไปปลอบโยน

      อย่าดีกว่า! 

      กำแพงได้ยินเสียงในใจกระซิบบอกให้ยั้งมือเอาไว้ ปล่อยให้ฝอยน้ำจากฝักบัวปลอบโยนมิเกลนั่นละดีแล้ว 
      กำแพงดึงมือกลับมา หักนิ้วดังกร๊อบแกร๊บ เท้าเดินออกมาจากตรงนั้น แต่ใจยังจดจ่อ

      "กูก็ไม่ค่อยจะมีภูมิคุ้มกันโรคหวั่นไหวกับโรคใจอ่อนซะด้วยเดะ"กำแพงงึมงำ

มิเกลยังคงสะอื้นตัวโยน ในที่สุดกำแพงทนเสียงสะอื้นไม่ไหว ต้องหันขวับกลับไปหา

      "ไม่เอาน่ามิเกล นายเป็นหวัดคัดจมูก น้ำมูกยืด จามฟุดฟิด ก็แค่คืนเดียวเท่านั้น ที่นายจะนอนน้ำมูกไหลย้อยเหมือนน้ำลาย อดทน เดี๋ยวมันก็ผ่านพ้น ม่ะ มาซบที่ไหล่พี่นี่ คิดซะว่าเป็นไหล่พี่ชาย ซบได้แต่นายห้ามเช็ดน้ำมูก"

มิเกลโผเข้าหากำแพงอย่างว่าง่าย ร้องไห้ปล่อยโฮสะอื้นฮึก

      "นายอย่าร้องไห้ นิ่งซะนะคนดีของเรา"กำแพงจั๊กจี้กับประโยคของตัวเอง แต่มิเกลก็หยุดร้องไห้เงียบสั่งได้

      "เออ ว่าง่ายดีแฮะ"

      "ฮึก ก็เรา ฮึก อยากเป็นคนดี ฮึก! ของนาย"มิเกลตอบเสียงคลอสะอื้น ทำเอากำแพงสะอึกกับประโยคนั่น

      มิเกลนายอย่าบอกนะว่า นายเริ่มหวั่นไหวกับเรา อ้อมกอดของเราคงอุ่นไม่ใช่เล่น ใช่มั้ย

      "ทุกครั้งที่คุณย่าปลอบโยน ฮึก ด้วยประโยคนี้ ฮึก มันได้ผลทุกที นิ่งน่าคนดีของย่า เราเงียบกริบ ฮึก เพราะเราอยากเป็นคนดีของคุณย่า ฮึก! เราคิดถึงคุณย่า ฮือๆ!"มิเกลปล่อยโฮในอ้อมกอดกำแพง

      อ้าว! ซะงั้น อุตส่าห์หลงคิดว่าอ้อมกอดของเราน่าลูบไล้ชวนหวั่นไหว ที่ไหนได้แค่คำพูดของเรามันคล้ายกับคำพูดของคุณย่า

      "เอ่อ เรายังไม่อยากเป็นคุณปู่ของนาย"กำแพงงึมงำ

      "หืม"มิเกลผละออกจากอ้อมกอดกำแพง

      "ขอโทษ!"มิเกลพูดห้วน หันไปอาบน้ำต่อ






      ร่างน้อยเดินออกจากห้องน้ำด้วยเสื้อยืดตัวย้วยของกำแพง มือดึงเชือกกางเกงบอลเพิ่มความกระชับ เก็บเสื้อผ้าตัวเองกับกระเป๋าเป้เปียกโชก ยัดลงถุงพลาสติกใบใหญ่ กำแพงชงโกโก้ร้อนวางไว้บนโต๊ะอาหารตัวเล็ก

      "นายกินซะหน่อย รองท้องไปก่อน เดี๋ยวเราขับรถไปส่ง แล้วค่อยแวะซื้อข้าวกล่อง"

      "ไม่ต้องหรอก เราไม่หิว แค่นี้เราก็ทำให้นายลำบากจะแย่อยู่แล้ว"

      "แล้วคุณย่าจะดีใจเหรอที่นายไม่กินข้าว"

มิเกลรีบเดินไปลงนั่งบนเก้าอี้ หยิบโกโก้ร้อนขึ้นจิบ กำแพงลากเก้าอี้จากโต๊ะเขียนหนังสือไปนั่งข้างๆ

      "บางสิ่งบางอย่างนายต้องเฉยๆ ทำเป็นมองไม่เห็นมั่ง นายมันดีเกินไป"

      "อือใช่ โลกใบนี้คนดีอยู่ไม่ได้ ถ้าจะอยู่ได้ต้องเป็นคนไม่ดี"มิเกลเผลอพูดประโยคประชด

      "มิเกลนายรู้เปล่า นายมันขาวโจ๊ะโฟ๊ะ จนกลายเป็นเงาสะท้อนบนสีดำ หรือตรงกันข้ามก็คือ ถ้านายทำตัวให้กลมกลืนไม่ได้ นายก็จะกลายเป็นแกะดำท่ามกลางฝูงหมาป่าหิวโซ ง่ายต่อการเป็นเหยื่อโดนขย้ำ"

      "หืม อะไรของนายอะ ขาวโจ๊ะโฟ๊ะ"มิเกลสูดน้ำมูกพรืด เผลออมยิ้ม

      "นั่นไงยิ้มแล้ว"กำแพงเขย่าหัวมิเกลเบาๆ

      "อย่ามายุ่งกับหัวเรา"มิเกลหน้างอ

      "นายอย่าทำหน้าอย่างนั้นเดะ ไม่ว่าอะไรก็ตาม นายต้องยิ้มเข้าไว้ ยิ้มให้เหมือนกับซาลาแมนเดอร์"

มิเกลมองผู้ชายตรงหน้า ที่ทำสีผมสีโคล่า ลุคเท่เหมือนฮิบาริในรีบอร์น อมยิ้มเหมือนซาลาแมนเดอร์ให้ดู

      "นายยิ้มได้น่าเกลียดชะมัด"

      "น่ารักใช่มั้ยล่ะ เรารู้นายปากไม่ตรงกับใจ"กำแพงยักไหล่






      แสงดาวบนท้องฟ้าโดนแสงไฟของค่ำคืนแอบซ่อนเอาไว้มิดชิด มิเกลนั่งเงียบมองท้องทะเลอาบด้วยแสงสีริมทางผ่านหน้าต่างรถ

      "ยังเจ็บแผลอยู่มั้ย"กำแพงทำลายความเงียบด้วยประโยคคำถาม มิเกลส่ายหัวแทนคำตอบ

กำแพงขับช้าๆ เลี้ยวเข้ามาในตรอกซอย ที่มีระยะทางสั้นๆ จอดรถตรงหน้าบ้านสองชั้น บนเนื้อที่หนึ่งร้อยตารางวา ที่หน้าบ้านเปิดเป็นร้านขายของชำเล็กๆ มีขนมขบเคี้ยวกับสารพัดเครื่องดื่มในตู้แช่ตั้งแถวยืนรอต้อนรับ กำแพงดับเครื่องยนต์ แล้วลงจากรถพามิเกลไปส่งถึงหน้าประตูบ้าน

      "โฮ่ง!"สุนัขพันธุ์เล็กวิ่งออกมาต้อนรับพร้อมกับเสียงเห่าดังบาดหู

      "อู่ไช้!"มิเกลวิ่งเข้าใส่ชิสุมัดจุกคู่ใจ

      "โฮ่ง!"อู่ไช้หันไปเห่าใส่กำแพง

      "ฮะๆ! นายโดนอู่ไช้เห่า นายต้องพิจารณาตัวเองแล้วนะ อู่ไช้อะชอบเล่นกับคนแปลกหน้า มันชอบเลียคนแปลกหน้า แต่มันชอบเห่าคนในบ้าน"

      ฮะ! คนในบ้าน

      "อู่ไช้ได้กลิ่นอะไรของไอ้หื่นบอกมานะ"มิเกลกระซิบถามข้างหู อู่ไช้ไม่ตอบคำถาม ทำได้แค่ดมมิเกล แล้วทำจมูกฟุดฟิด แลบลิ้นเลียนิ้วหัวแม่โป้งเท้าแผล็บๆ

      "เฮ้ย! จั๊กจี้ อู่ไช้ไม่เล่น ฮะๆ!"

กลิ่นของมิเกลติดตัวกำแพง จนกลายเป็นคนในบ้านของอู่ไช้ กลิ่นของกำแพงติดตัวมิเกล จนกลายเป็นคนแปลกหน้าของอู่ไช้ มิเกลกับกำแพงคลุกคลีกันทีเผลอ จนต่างคนต่างมีกลิ่นของกันและกัน


      อืม แต่อย่างน้อย วันนี้เราก็ได้เห็นรอยยิ้มนายแล้ว ไอ้เมี้ยว แมวตัวน้อย

กำแพงแอบยิ้ม เผลอเอ็นดูมิเกลโดยไม่รู้ตัว






      "อู่ไช้"

      "อู่ไช้!"มิเกลเรียกชื่อซ้ำ มือขยำถุงอาหารสุนัขพันธุ์เล็กรสตับเล่น

      "อู่ไช้ ไปไหนเนี่ย เรียกก็แล้ว ฉีกซองก็แล้ว กลิ่นอาหารหมามันไม่ยั่วยวนใจเลยเหรอไง"มิเกลเทอาหารสุนัขลงชาม

      "อู่ไช้หายไปไหนวะ"มิเกลหันซ้ายหันขวา

      "อู่ไช้มันหนีออกจากบ้านไปแล้ว"สีส้มพูดขึ้นมาลอยๆ

      "ฮะ! ให้ตายเหอะ หมาหนีออกจากบ้าน"มิเกลกระชากคอเสื้อสีส้ม กัดฟันกรอด

      "นายเอาอู่ไช้ไปไว้ไหน"มิเกลเสียงเข้ม

      "เห็บหมาน่ารำคาญ เข้าใจมั้ย"สีส้มกระซิบกระซาบ

      "แม่! พี่เกลแกล้งผม!"สีส้มตะโกนฟ้อง






      คาบเรียนสุดท้ายของวันหมดเวลาลงแล้ว แต่มิเกลยังคงนั่งเหม่ออยู่ในห้องเรียน จนลืมไปว่าเป็นเวลาเรียนของภาคพิเศษ กำแพงเดินเข้ามาในห้อง หย่อนก้นลงเก้าอี้ตัวข้างๆ

      "ทำไมนายยังไม่กลับ"กำแพงทักทายด้วยประโยคคำถาม

      "จะกลับแล้วเนี่ย"มิเกลลุกพึ่บจากเก้าอี้

      "เดี๋ยวเดะ เรามีของฝาก"กำแพงคว้าแขนมิเกลดึงให้ลงนั่งที่เดิม

      "อ่ะ พอดีวันนี้แวะซื้ออาหารแมวให้หมูทอด เลยซื้อไอ้นี่มาฝากนายด้วย"กำแพงวางซองอาหารสุนัขไว้บนโต๊ะ

      "ขอบใจ แต่มันไม่จำเป็นแล้ว"

      "ทำไมล่ะ"กำแพงสงสัย

      "อู่ไช้ไม่อยู่แล้ว"มิเกลตอบเสียงเซ็ง

      "แล้วอู่ไช้ของนายไปไหนล่ะ"

      "อู่ไช้หนีออกจากบ้านไปแล้ว"

มิเกลลุกจากเก้าอี้ คว้ากระเป๋าเป้ แล้วเดินออกจากห้องไป ทิ้งซองอาหารสุนัขไว้บนโต๊ะ










ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 63 ครั้ง

8 ความคิดเห็น

  1. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(