Vanilla Cola

ตอนที่ 31 : ปฏิบัติการบ้าล่าคลิป

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 63
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 35 ครั้ง
    20 มิ.ย. 62

       สมาร์ทโฟนเครื่องใหม่ที่กำแพงซื้อให้ ส่งสัญญาณเตือนเมื่อมีข้อความพุ่งเข้าชน มิเกลตาค้าง มือสไลด์หน้าจอ มันเป็นข้อความจากอีเมล์ มิเกลหันซ้ายหันขวา คว้าเบย์แมกซ์ตุ๊กตาลิขสิทธิ์จากดิสนีย์มาขยี้ขยำ

        "ฮะ! ข้อความจากไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ ระ...เรื่องสั้นของเรา ในที่สุดพระเจ้าก็ให้โอกาส ขะ...ขอบิลด์อารมณ์ก่อนอ่านข้อความได้มั้ยเบย์แมกซ์"มิเกลหลับตาปี๋ ค่อยๆ เปิดตาขึ้นทีละข้าง ไล่อ่านข้อความเก่าจนกระทั่งถึงข้อความล่าสุด

        เมื่อไหร่จะเอาเงินมาแลกคลิป จะให้เวลาหายใจอีกแค่ไม่กี่อึดใจ คราวหน้าคลิปต่อไปจะเห็นกันจะจะ แจ่ม!

        "พระเจ้าครับ ผมคงไม่ได้รับโอกาสนั้น เรื่องสั้นอะไรนั่นลืมมันไปได้เลย"มิเกลทรุดตัวบนเก้าอี้ที่โต๊ะเขียนหนังสือ เอามือกุมขมับ ดีลีทต้นฉบับที่เคยส่งสำนักพิมพ์ออกจากสมองจนหมดจด หยิบไอ้เน่าหนังสือกึ่งสมุดบันทึก ที่มิเกลออกแบบปกเองขึ้นมาพลิกอ่านเนื้อหาเรื่องสั้นที่แทรกอยู่ในเล่ม มิเกลมักอ่านมันเมื่อโหยหาการเยียวยา

        "โว้ย! แต่ตอนนี้อยากจะบ้า! ขนาดอ่านไอ้เน่ายังไม่สามารถบรรเทาอารมณ์คลั่ง"มิเกลเปลี่ยนเป็นหยิบแผ่นกระดาษที่เคยพรินท์ไว้ออกมาจากปีกปกไอ้เน่า คลี่ออกดู แล้วสอดมันกลับเข้าไปในหน้ากระดาษแทนปีกปก นิ้วมือค่อยๆ จิ้มพิมพ์ข้อความตอบกลับ จากนั้นนั่งเอามือกุมขมับต่อ

        "ทำไมคุณปาร์คทำแบบนี้...คุณปาร์คทำแบบนี้ทำไม"มิเกลลุกพึ่บจากเก้าอี้ จนหมูทอดแมวไทยที่คลอเคลียชามนมอยู่ใต้โต๊ะตกใจ

        "เอาวะ! เราต้องไปเอาคลิปมาให้ได้ อะไรก็ตาม ทำมันทุกวิถีทาง ไม่ว่าจะขอร้องคุณปาร์คเรื่องที่เราไม่มีเงินมาแลกคลิป หรือไม่ก็ยื่นข้อเสนอใหม่ๆ เช่น เอาอย่างอื่นทดแทนเงินสดได้มั้ย"มิเกลเสยผมลวกๆ สวมเสื้อฮู้ดที่พาดกับพนักพิงเก้าอี้ คว้ากระเป๋าเป้ ดิ่งไปที่ประตูห้อง"เดินหน้าต่อไป มัวรออะไรล่ะ ลุยเลย!"

        พรืด!

มิเกลเซเมื่อโดนมือดีดึงฮู้ดดี้เอาไว้ พร้อมกับท่อนแขนรองรับร่างที่เตรียมล้ม

        "อื้อหือ นี่มันฉากเต้นรำในเทพนิยายชัดๆ เมื่อเจ้าหญิงสะดุดล้มเพราะดันเผลอเหยียบตาตุ่มเจ้าชาย แต่เจ้าชายยังคงคว้าร่างนางไว้ได้ทัน"

        "กำแพง!"มิเกลรีบเด้งออกจากงานเต้นรำ

        "นายทำห่ะอะไรวะ ถ้าเราเป็นอะไรไปเราจะโทษนาย โทษฐานที่นายทำให้เราเสียหลักล้มท่าสวย"มิเกลปรับท่ายืนที่เสียศูนย์ให้อยู่ในการทรงตัว ตบเสื้อฮู้ดให้เรียบจากรอยยับ
กำแพงเข้ามาสมทบด้วยการตบฝุ่นซ้ำๆ ลงไปบนเสื้อฮู้ดตัวเก่งของแฟนหนุ่มคิ้วท์บอยตัวน้อย"Purple Park มันลดแลกแจกกระหน่ำตอนนี้เลยเหรอ นายถึงได้รีบขนาดนั้น นายอย่าลืมเดะว่านายยังไม่ได้ล้างห้องน้ำ"

        "ล้างห้องน้ำมันเป็นหน้าที่นาย ฮะ! แล้วนายรู้ได้ยังไงว่าเรากำลังจะไปห้าง"

        "ก็ไส้ที่นายสอดไว้ นี่ไงหลักฐานเป็นสำคัญ"กำแพงชูแผ่นกระดาษที่ไหลออกมาจากการสอดในเล่ม
        "ไอ้นี่มันคงไม่ใช่แผนที่ลายแทงล่าขุมทรัพย์หรอกนะ เพราะมันเห็นกันจะจะว่ามันคือแผนที่บอกทางไปห้าง เฮ้อ!"กำแพงถอนหายใจหนึ่งเฮือก ดึงตัวมิเกลลงนั่งบนโซฟาด้วยกัน

        "นายจะแบกปัญหาเอาไว้คนเดียวทำไม ในเมื่อเรายังอยู่ทั้งคน"

กำแพงตบบ่าบางเบาๆ พร้อมโอบ"เมื่อยบ่า อย่าแบก"

        "มันก็บ่าของเรา"มิเกลปัดมือกำแพงออก

       "นายเลิกทำตัวเหมือนเชือกรองเท้าได้แล้ว ชอบเป็นเด็กมีปมเหรอ แบ่งปันปัญหาให้เราได้รับมั่งสิไอ้แสบ"

        แคว่ก!

        "แซบพอมั้ย"

        "น้อยๆ หน่อยเหอะนาย ว่าแล้วยังไม่สะอึก"กำแพงเกาแกรกตรงรอยข่วนบนแผ่นหลัง

        "ทำไมนายชอบเปรียบเทียบเรากับเชือกรองเท้า เราไม่ชอบ"

        "ฟังเรื่องเล่าจากเราหน่อยมั้ย"กำแพงเล่าความหลัง

        "เราเคยโดนเพื่อนเหยียบเชือกรองเท้าจนล้มคว่ำตอนประถม โคตรอาย จากนั้นเชือกรองเท้าเลยโดนขมวดเป็นปม เช้าของอีกวัน เรานั่งแกะเชือกรองเท้าที่พันกันยุ่งจนนิ้วเจ็บ ยิ่งแก้ยิ่งพัน ยิ่งเกายิ่งคันยิ่งมันส์ยิ่งเกา"กำแพงหยุดหายใจ หันไปบรรเทาอาการคันด้วยการเการอยเล็บมิเกลที่ฝากไว้บนแผ่นหลัง

        "อือ แล้วไงต่อ"

        "ถ้าไม่รังเกียจเกาหลังให้เราก่อนสิ มันคันอะ เราเกาไม่ถนัด"

        แคว่กๆ! มิเกลลงมือเกาอย่างไม่เบามือ

       "อืม คาดว่าเซลล์ผิวหนังของเราคงติดเล็บนายไปแล้ว พอเหอะ"กำแพงเล่าต่อ

        "สายแล้ว เราต้องรีบไปโรงเรียน แต่ปมของเชือกรองเท้ายังไม่คลี่คลาย เราเลยนั่งร้องให้ปล่อยโฮแม่ง และก่อนที่อะไรๆ มันจะสายเกินไป พ่อลงนั่งข้างๆ เรา ยื่นมือมาช่วยปิดคดี"

กำแพงยิ้มให้พ่อในความทรงจำก่อนเล่าต่อ "อย่าทำตัวเป็นเชือกรองเท้าสิ เรียนผูกก็ต้องเรียนแก้ ถ้าแก้เองไม่ได้ก็ลองขอความช่วยเหลือ ไม่ใช่ทำตัวเป็นเด็กมีปม กำแพงอย่าลืมสิว่ายังมีพ่ออยู่ทั้งคน พ่อยังอยู่" หลังจากพ่อพูดจบ พ่อแกะและผูกเชือกรองเท้าให้เรา มันเป็นปมเชือกที่วิเศษ และที่พิเศษคือวันนั้นพ่อไปส่งเราที่โรงเรียน มันเป็นความทรงจำดีๆ ที่น่าขุดคุ้ย"

        "อือ นายก็มีความหลังกับเขามั่ง น่าอิฉานายจัง มีพ่อผูกเชือกรองเท้าให้ด้วย พ่อของเราเหรอ ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารองเท้าของเราไซส์อะไร"มิเกลเข้าสู่โหมดหม่นหมอง

        "ฮะๆ! นายมันไซส์มินิ แต่เท้านายไม่มินิเลย แล้วก็ตอนนี้นายมีเราไงที่รู้ไซส์นายเป็นอย่างดี"กำแพงดึงมิเกลมากอด เกยคางกับไหล่บาง เข้าสู่โหมดออเซาะ

        "เอาเป็นว่า นายกับเรามาช่วยกันคลี่ปมคลิปด้วยกันเหอะ"กำแพงยิ้มมุมปากให้ซอกคอมิเกล

        "นายอย่ามาซี้ซั้วทำซึ้ง ไม่สนิทอย่าติดซี้ ไม่งั้นมีหวังซี้แหงแก๋"มิเกลชี้หน้ากำแพงด้วยสายตา

        "มันใช่เวลาเหรอ เพราะก่อนอื่นอันดับแรกเลยคือเราต้องวางแผน"มิเกลเสียงเข้ม"เราเชื่อว่าที่ห้างนั่นมันมีอะไรมากกว่าห้างสรรพสินค้าธรรมดาๆ มีรอยเลือดหยดตามพื้นบริเวณรอบนอกห้าง ไม่เว้นแม้แต่ สโตร์ บันไดหนีไฟ ที่ล้วนเป็นโซนอันตรายและต้องสงสัยว่า ที่นั่นมีฆาตกรและการฆาตกรรม!"

        "หืม"

        "สโตร์ห้องหนึ่งในเขตหวงห้าม อืม มันอาจจะเก็บความลับบางอย่าง และเราคิดว่านายสามารถล้วงความลับออกมาได้"

        "หืม เขตหวงห้ามคือ"กำแพงเลิกคิ้ว

        "ภายในห้างก็เหมือนห้างสรรพสินค้าธรรมดาทั่วไป แต่ภายนอกค่อนข้างมีพื้นที่กว้างเลยจัดเป็นสวน มีต้นไม้ล้อมรอบ ฮอลลี่ฮ็อคกับคอสมอส พิงค์ ถูกปลูกในแปลงหน้าสโตร์นั่น มีคุณยายนั่งเฝ้าแปลงดอกไม้"มิเกลน้ำลายเหนียว เมื่อพูดถึงหญิงชราลึกลับ

        "นั่นละเขตหวงห้าม ที่นายต้องแอบเข้าไปในสโตร์นั่น แล้วถ่ายรูปทุกซอกมุม ส่วนเราจะไปเอาคลิปจากคุณปาร์ค อย่างคร่าวๆ นะ คือเราต้องแยกทางกันปฏิบัติการ แต่! นายต้องระวังตัวที่สุด เพราะงานนี้เราไม่อยากเห็นนายหลั่งเลือด"มิเกลหลับตาปี๋

        "งั้นให้เราหลั่งอย่างอื่น เอาเปล่า"

        "อือ ก็เสียวกันไป"มิเกลพาดหัวกับท่อนแขน มือบีบต้นขาแรงๆ สบตากำแพงด้วยหางตา

       "นายซักกางเกงยีนส์ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่อะ"

        "เราไม่มีคำตอบสำหรับคำถามนั้น แต่ตอนนี้เราเริ่มมีอารมณ์ จริงๆ"

        "เรารู้ นายชอบตอบไม่ตรงคำถาม"มิเกลฟุบลงไปสูดกลิ่นกางเกงยีนส์

        "ในเมื่อนายมีอารมณ์ เราก็พร้อมสนองความต้องการที่นายเสนอ งั้นเอาเป็นว่า นายเป็นคนวางแผน"มิเกลกลับเข้าที่ หลังพิงโซฟา หัวซบบ่ากำแพง

        "หืม นายเชื่อใจเรา"

        "ใช่ เพราะศักยภาพสมองของนายมันน่าเชื่อถือ"

        "เออ เราเป็นคนวางแผนก็ได้ แต่มีข้อแม้คือนายต้องตัวติดกับเรา เพราะถ้านายอยู่ห่างเรานายจะไม่ปลอดภัย"

        "นายนั่นละ ตัวอันตราย"

        "แต่นายก็เชื่อใจเรา เพราะงั้นเมื่อเราออกคำสั่งนายต้องทำตาม"

        "แล้วถ้าเราขัดคำสั่งนายล่ะ"

        "นายอาจจะโดนเราปล้ำ"

        "ไอ้หื่น"มิเกลทำปากยื่น

        "ดีมาก อย่างนั้นละ ยื่นปากมาให้เราจูบซะดีๆ ก่อนที่งานนี้จะมีปล้ำครับคุณเจ่อ"

        "หนอยหนอย เจ่อเพราะจัดฟันว่ะ"

        "แล้วเมื่อไหร่นายจะถอดเหล็กล่ะ คือเรากลัวเหล็กนายเกี่ยวไอ้นั่น"

        "ไอ้กำแพง!!!"มิเกลหวีดเสียงใส่รูหู

        "เฮ้ย! หูหนวกแล้ว!"กำแพงรีบเอานิ้วอุดหู

        "ถ้าขืนนายยังพูดไม่เข้าเรื่องอีก มันจะไม่ใช่แค่หูนายที่ได้รับบาดเจ็บ แต่เราจะงับหัวนายเหมือนมังงะที่นายเคยอ่าน และนี่คือภาพตัวอย่าง"มิเกลชูภาพวาดตัวเองกำลังงับหัวกำแพงในรูปแบบการ์ตูน SD

        "เอาเลยครับ เราอนุญาตให้งับอย่างอื่นด้วย"

        "อือ คุยกับนายก็เสียเวลาเปล่าๆ เอาเวลาไปเดินห้างแก้เซ็งดีกว่า"มิเกลลุกพึ่บจากโซฟา

        "อยากได้ลูกเสือก็ต้องเข้าถ้ำเสือ นายอย่าเพิ่งไปเดินห้าง"กำแพงดึงตัวมิเกลมาไว้บนตัก

        "ไม่นี่ เราไม่อยากได้ลูกเสือ แต่เราอยากได้คลิป แล้วยังไงต่ออีก แผนของนายอะว่ามา"

        "เราและนายจะแฝงตัวเข้าไปในฐานะพนักงานเสิร์ฟ เหมือนกับเราเป็นพนักงานของร้านอาหารในห้าง ส่วนนาย อืมมม..."นิ้วมือกำแพงเกาคางมิเกล

         "นายต้องแต่งตัววาบหวิว เพื่อล่อเหยื่อให้ติดกับ"กำแพงยิ้มมุมปาก

        "ชุดนอน!"

        "ฮะ!"มิเกลสตั๊นแพล็บ นึกถึงชุดนอนลายหัวกะโหลกโทนขาวดำตัวเก่งเป็นอันดับต้นๆ

        "อะไรก็ตาม มิเกลนายไม่ต้องกลัว เราจะคุ้มกันนายเอง"





        มิเกลมองความว่างเปล่าในจานและในแก้วน้ำดื่ม เมื่ออิ่มจากมื้ออาหาร ปาร์คต้อนรับการมาเยือนของมิเกลด้วยซีฟู้ด

        ฮะ! ทำไมเรารู้สึกมึนเบลอ หัวหมุนติ้ว เหมือนจะเป็นลม แถมตาพร่ามัว เหมือนไม่ได้ใส่แว่นตาอ่านหนังสือ

        มิเกลยกมือขึ้นขยี้ตา สลัดหัวไล่ความมึน แต่มันไม่มีผล ทั้งๆ ที่พยายามยันตัวขึ้นจากเก้าอี้ หนีสถานการณ์เลวร้าย แต่แล้วร่างกายก็ทรุดฮวบกับพื้น หมดสติ
        มิเกลในชุดนอนลายหัวกะโหลกเรียกร้องให้ปาร์คอยากสำรวจร่างกายภายใต้เนื้อผ้าบาง

        ปึด!

ปาร์คกระชากกระดุมเสื้อขาดผึง ค่อยๆ ดึงกางเกงนอนลง ปาร์คตาค้างกับ ขนาดของมิเกล ที่อยากตรวจสอบ แต่ก่อนที่มันจะสายเกินไป

         ปัง!

กำแพงกระโดดถีบบานประตู

        "เฮ้ย! อย่านะโว้ย! อย่ายุ่งกับของของกู!"


        "ชู่ว!!!"มิเกลจุ๊ปากเหมือนกำลังปราบเสียงรบกวนในห้องสมุด

        "นายอย่าละเมอเสียงดังสิ เรากำลังอ่านหนังสือ"มิเกลหันกลับไปจดจ่อกับหนังสือต่อ กำแพงยกมือขึ้นปาดเหงื่อบนหน้าผาก ถอนลมหายใจทิ้ง

        "นี่เราเผลอหลับไปแบบเหงื่อท่วมตัวได้ยังไง ใครปิดพัดลมว๊าาาา!"

        "จะใครล่ะ ถ้าไม่ใช่นาย ไอ้อินเวอร์เตอร์เบอร์ 5"มิเกลหันมาค้อนขวับ

        "ชักหิวละ มื้อนี้นายมีอะไรให้เรากินบำรุงสมองมั้ยอะ"กำแพงรีบเปลี่ยนเรื่องก่อนจะโดนค้อนทุบหัว

        "เรามีอาหารจีน สำหรับมื้อค่ำนี้"

        "ฮะ!"กำแพงตาลุกวาว

        "ผัดหมี่ซั่วกับต้มจับฉ่าย รอนายอยู่บนโต๊ะกินข้าว เชิญตามสบาย"

        "เอ่อ เราอิ่มเลยแล้วกันกับอาหารพรรค์นั้น"

        "พระเจ้าสอนว่าอะไรก็ตามที่เป็นอาหาร เมื่อกินเข้าไปจะไม่เป็นมลทิน แต่สิ่งที่พูดออกมาก่อนคิดต่างหากล่ะที่เป็นมลทิน คำพูดของนายเท่ากับทำร้ายจิตใจเราชะมัด"

กำแพงรีบซัดผัดหมี่ซั่วกับต้มจับฉ่ายจนหมดจด มิเกลทนฟังเสียงซดน้ำแกงไม่ไหวจนต้องเลิกอ่านหนังสือ ลุกพึ่บจากเก้าอี้ตรงมาที่กำแพงแล้วกระชากคอเสื้ออย่างข้องใจ

        "นายเล่นกินเลียบเลย แล้วเราจะกินอะไรล่ะ อย่างนี้เขาเรียกว่ากินไม่เผื่อหมา"มิเกลบีบปากกำแพง





        มิเกลในชุดนอน เสื้อเชิ้ตแขนสั้น กางเกงขายาว ลายหัวกะโหลกสีดำบนพื้นขาว
        กำแพงในยูนิฟอร์ม เชพ สีดำทั้งชุด ด้านหลังปักโลโก้ร้านอาหารไทย Vanilla Flavour ตัวอักษรภาษาอังกฤษ 
        ทั้งสองแอบซุ่มอยู่อย่างเงียบๆ คาดว่าจะไม่มีใครเห็นอย่างง่ายๆ นั่งหมอบหลังพุ่มไม้เตี้ยๆ ที่ล้อมห้างสรรพสินค้า Purple Park

        "นี่มันก้นบุหรี่ เพิ่งสูบสดๆ ร้อนๆ เลย มีผู้หญิงอยู่ที่นี่ มีคราบลิปสติกติดอยู่ที่ก้นบุหรี่ มีคราบ..."

        "หยุด! อย่าพูดต่อ อยากจะอ้วก"มิเกลเอามือปิดปากกำแพงแน่นสนิท

        "นายทำเป็นรู้ดี เคยสูบเหรอ"

        "ใช่ ช่ำชองเลยละ ของแบบนี้เป็นเรื่องธรรมดาของผู้ชาย"กำแพงส่งเสียงอู้อี้ผ่านมือมิเกล เห็นภาพตัวเองตอนแย่งบุหรี่จากปากจี๊ดมาสูบ กลับมาฉายซ้ำอีกครั้ง ซาวด์เอฟเฟกต์เป็นเสียงไอแค่กๆ ตอกย้ำความละอ่อน

        "แต่เราไม่เคยเห็นนายสูบบุหรี่"

        "ของแบบนี้ใครเขาสูบกันในห้องล่ะครับคุณหนูมิเกล ขืนเราทำอย่างนั้นก็โดนคุณหนูอย่างนายด่าหูดับ"

        "อือ รู้แล้ว ที่นายชอบออกไปที่ระเบียง เพราะไปสูบบุหรี่นี่เอง แต่..."แต่จากประสบการณ์ตรง เราเคยได้กลิ่นบุหรี่จากรุ่นพี่จ๊อบผ่านทางกลิ่นปาก กลิ่นบุหรี่ที่ติดมือพายุกับรสบุหรี่ตอนที่โดนขโมยจูบ แล้วก็กลิ่นบุหรี่ในลมหายใจของคุณปาร์คที่จูบหน้าผากเราตอนเผลอ อืม เราว่ากลิ่นบุหรี่มันเหม็นไปหน่อย แต่มันอาจจะอร่อยก็ได้ ถ้ามันเป็นกลิ่นบุหรี่ที่มาจากปากกำแพง

        "แต่เราก็ไม่เคยได้กลิ่นบุหรี่จากนาย เหมือนกับที่เราได้กลิ่นบุหรี่จากผู้ชายทั่วๆ ไป"มิเกลเผลอโพล่งออกมา

        เฮ้ย! นายไปได้กลิ่นบุหรี่นั่นมาจากผู้ชายคนไหนวะครับ แต่เราจะเอาเรื่องนายก็ไม่ได้ซะด้วย เดี๋ยวซวยโดนจับได้ว่าเราไม่สามารถสูบบุหรี่ ข้ามๆ!

        "นี่นายเริ่มมีเหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ตั้งแต่เมื่อไหร่ เปลี่ยนเรื่องๆ เสียเวลา ไร้สาระ"กำแพงรีบตัดบทฉับ

        "แต่..."

        "เมี้ยวครับ กรุณาอย่าสงสัย คือผมกำลังใช้สมองครับ"

        "อือ ก็ได้ ว่าแต่ว่าถ้าก้นบุหรี่เป็นของผู้หญิง ก็น่าจะเป็นลูกค้ามาหาที่สูบบุหรี่นอกห้าง ไม่ใช่พนักงานห้าง"

        "ทำไมนายรู้"

        "ที่ห้างรับแต่พนักงานชาย มีพนักงานหญิงคนเดียวเท่านั้นคือคุณยาย"

มิเกลพูดยังไม่ทันขาดคำ ก็ปรากฏเงาคนขึ้นตรงหน้า เงาสีดำสนิทเพราะมันย้อนแสงอาทิตย์ จนคนทั้งคู่ต้องยกมือขึ้นป้องใบหน้าปกป้องดวงตาจากแสงแดด 

        "ภาพหญิงชรายืนตัวแข็งทื่อเหมือนหยุดหายใจราวกับไร้ชีวิต โคตรติสท์"

        "นี่ละคุณยายคนสวนของที่นี่ ที่ใครๆ ก็บอกว่า คุณยายเป็นผีปอบ"มิเกลกระซิบข้างหูกำแพง แต่สายตายังจดจ่อต่อหญิงชราตรงหน้า

        "คุณยายแกเหมือนผีกระสือมากกว่า ดูผมเผ้าแกเดะ พันกันยุ่งเหยิง เพราะแกไม่มีมือหวีผม แต่ผีปอบก็ยังเข้าประเด็น อย่างนี้เราต้องหาที่ซ่อนตัวใหม่ละ เดี๋ยวได้ไส้ทะลัก แหม คุณยายทำเสียว"

        "เฮ้ย! คุณยายนายก็ไม่เว้นเหรอ"มิเกลต่อว่า

        "นายหมายถึง นายหึงคุณยาย"

        "อย่าบ้า เราหมายถึงนายก็เข้าใจผิดคุณยายเหรอ ที่ว่าคุณยายเป็นผี เดี๋ยวก็ให้คุณยายจัดการซะเลย"

        "ไม่กลัวอะ ผีกระสือทำอะไรเราไม่ได้ เพราะมันเป็นผีพิการ"

        "แล้วผีปอบล่ะ ทำอะไรนายได้มั้ย"

        "ผีปอบมันก็แค่ชอบกินไก่ดิบ"

        "งั้นเหรอ แต่เพื่อสุขภาพที่ดีน่าจะเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน งดกินของสุกๆ ดิบๆ เพื่อสุขภาพ อืม ไก่ทอดก็ไม่เลวนะ ว่างๆ เราชวนคุณยายไปกินแมคกันเหอะกำแพง"

        "นั่นเป็นนายมากกว่าที่อยากกิน นายนี่ไม่สงสารฟันปลอมของคุณยายเลย นายลองถามคุณยายก่อนมั้ยว่าแกอยากไปกับเราหรือเปล่า"กำแพงหันไปหาหญิงชรา

        "อ้าว เฮ้ย! คุณยาย...หายไปแล้ว"กำแพงตะกุกตะกัก"เอ่อ เราลืมไปเลยว่า เอ่อ ผีหายตัวได้"

มิเกลหันมองรอบตัว ไม่พบแม้แต่เงาของคุณยาย"ชะ ใช่สิ ผีไม่มีเงา"มิเกลปาดเหงื่อออกจากหน้าผาก ก้มมองหาเงาของคุณยายบนพื้น

        "เลือด!"มิเกลตาค้างเผลอโพล่งออกมาเสียงดัง เมื่อสายตาสบกับคราบแห้งกรังสีคล้ำช้ำเลือดช้ำหนองบนพื้นซีเมนต์นอกห้าง มือมิเกลคว้าหมับท่อนแขนกำแพงมาบีบแน่น เผลอจิกเล็บลงเนื้อ เพื่อข่มอาการหวาดกลัว

        "ชู่ว! จุ๊ๆ จุ๊ นายอย่าเสียงดัง เบาๆ จิกเบาๆ สิ เราเจ็บ ซี้ดดด!"กำแพงจุ๊ปากสลับกับซี้ดปาก

        "กำแพง...เลือดใคร...หรือว่าจะเป็น...เลือด"มิเกลยังคงขาดสติ

        "ฆาตกร...ฆ่าคน...หรืออาจจะเป็น...คุณยาย...ฆ่าไก่ ฮะ! มันไม่จริงใช่มั้ยที่คุณยายเป็นปอบ!"มิเกลหลับตาปี๋

        หมับ! มีมือลึกลับยื่นมาจับไหล่มิเกล

        "ว้าก! เลือดนั่นมันเป็นของฆาตกรฆ่าคน คุณยายฆ่าไก่ ฆาตกรฆ่าคน คุณยายฆ่าไก่"มิเกลท่องซ้ำไปซ้ำมา"ฆาตกรฆ่าไก่ คุณยายฆ่าคน ว้าก! กำแพง วิ่ง!"

        หมับ! ก่อนที่มิเกลจะออกตัววิ่ง มือลึกลับก็คว้าหมับจับที่ขา

        "ว้ากกก!!! ผีจับขา!!! I Believe in God! Jesus Loves You!"มิเกลหลับตาปี๋ ยังคงท่องต่อ"l Believe in God!!! I Love You!!!"

        "มิเกล!"กำแพงเขย่าตัวมิเกลแรงๆ เรียกสติ

        "เราเชื่อแล้วว่านายรักเรา แต่นายลืมตาขึ้นสิ"

มิเกลค่อยๆ ลืมตาขึ้นตามสั่ง

        "ตื่นยัง ที่รัก"กำแพงลูบผมสีดำโชกเหงื่อ เพื่อปลอบขวัญ

        "คุณยายเป็นคน"กำแพงลูบๆ คุณยายให้มิเกลดู

        "ไหนนายบอกคุณยายไม่ใช่ผีไง แล้วนายกลัวทำไม"

        "อือ คุณยายไม่ใช่ผี แต่เล่นโผล่มางี้...ชักไม่แน่ใจ"มิเกลก้มลงมองสบตาเด็กหญิงตัวจ้อยเจ้าของมือเล็กๆ ที่กำลังกอดขา

        ป้าบ!

        "โอ้ยยย! ซี้ดดด! อะไรวะ! จู่ๆ ก็โดนลอบทำร้าย"กำแพงโวยวาย มองตามเด็กหญิงที่หันมาแลบลิ้นใส่ก่อนวิ่งจากไป

        "นี่มันเด็กซนชัดๆ อย่าให้จับได้นะเฮ้ย จะซัดไม่ยั้ง ไม่รู้จักดาวซัลโวเก่าซะแล้ว"

        "ถ้าจะทำอะไรอีหล้าข้ามศพข้าไปก่อน ว่าแต่พวกเอ็งเหอะมาเฮ็ดอีหยังที่นี่"

        "หืมมม"กำแพงกับมิเกลออกอาการพูดไม่ออกบอกไม่ได้

        "ข้าถามว่าพวกเอ็งมาทำอะไรที่นี่ พวกเอ็งพอจะเข้าใจบ่"กำแพงพยักหน้ารับพร้อมกันกับมิเกล

        "นั่นอีหล้าหลานข้า มันซนตามประสาเด็ก พ่อแม่มันบ่มีเวลาสั่งสอน เฮ็ดงานหนัก หาเช้ากินค่ำ ข้าอยากอยู่กับมัน อยากอบรมสั่งสอนมัน แต่ข้าเฮ็ดบ่ได้ เดี๋ยวเลิกงานข้าก็ต้องไปส่งมันขึ้นรถไฟมื่อนี่ ข้าก็อยากกลับบ้านเหมือนกัน แต่ไปบ่ได้ ข้าคงต้องอยู่ที่นี่จนตายกันไปข้างนึง อ้อ ข้าลืมเลยมัวแต่เม้าท์มอย เอ็งเป็นไงมั่งล่ะไอ้หนูตัวสูง หน้าสไตล์ปิ้งย่างเกาหลี แค่นี้บ่เจ็บหรอก ไกลหัวใจ"

        "ถามมาได้ คุณยายลองมั่งมั้ยครับ เตะเข้าหน้าแข้งเต็มๆ"กำแพงฉุนกึก

        "แล้วก็ ผมขอหล่อแบบผัดกะเพราเผ็ดๆ ได้เปล่า เพราะผมแซบพอ"

        "อ๋อ เอ็งมันแซบนี่เอง หลานข้าถึงเกลียดขี้หน้า อีหล้ามันคงแพ้ความหล่อของเอ็ง เลยเตะป้าบเข้าให้"คุณยายละสายตาจากกำแพง

        "เอ๊ะ! ไอ้หนูนี่ตัวผอมกะหร่อง ผิวขาวซีดเหมือนคนอมโรค เค้าหน้าคุ้นๆ เหมือนเคยเห็นที่นี่"

        "ครับ! ผมเคยทำงานที่นี่ในตำแหน่งคลีนเนอร์"

        "งั้นเรอะ วันนี้วันหยุดของพวกเอ็งเลยมาเดินเที่ยวห้าง ทำงานอยู่แต่ในห้างจนเบื่อ ออกมาเดินชมนกชมไม้นอกห้างมั่งก็ดี เอ็งสองคนเป็นผัวเมียกันสิท่า เจนข้าถ้าผู้ชายเป็นแฟนกันฟ้าผ่า แต่เจนพวกเอ็งนี่เดินตากฝนชิลๆ"

        "ไม่ใช่ครับ พวกผมไม่ได้มาเดินห้าง คือผมมา...เอ่อ"มิเกลอึกอักอ้ำอึ้ง

        "ข้าไม่เชื่อหรอกว่าไม่ใช่ ไอ้หนูเอ็งหลอกข้าไม่ได้หรอก เมื่อตะกี้เอ็งยังบอก ไอเลิฟยู ไอเลิฟยู้ววว"

        "โหคุณยายเก่งภาษา แถมช่างสังเกต"กำแพงยกนิ้วให้

        "ผมไม่ได้หลอกคุณยายหรอกครับ ผมแค่จะบอกว่า ผมเคยทำงานที่นี่ แล้วก็..."มิเกลหยุดประโยคเมื่อหญิงชราไอแค่กๆ ก่อนพ่นของเหลวสีแดงพุ่งปรี๊ดออกจากปาก

        "เฮ้ย! เลือด คุณยายเลือดออก คนที่เป็นเจ้าของเลือดกองนั้นคือคุณยาย นั่นก็หมายความว่า คุณยายกำลังเป็นโรคร้าย"มิเกลหน้าเสีย

        "ไม่ใช่เลือดหรอกไอ้หนู ที่ข้าบ้วนออกจากปากมันคือน้ำหมาก"มือเหี่ยวย่นยกขึ้นเช็ดคราบน้ำหมากเลอะมุมปาก

        "ฮะ! หมาก ปริญ!"มิเกลตาค้างอ้าปากกว้าง

        "ไอ้หนูเอ็งตกใจอะไร มันแปลกเหรอที่ข้ากินหมาก ปริญ ในเมื่อเอ็งยังกินหล็กได้เลย"

        "ฮะๆ! คุณยายโคตรเฟี้ยว"กำแพงขำคิก

มิเกลรีบเอามือปิดปากตัวเอง หลังจากนั้นยืนมึนสักพัก"ถ้าอย่างนั้นที่นี่ก็ไม่มีฆาตกรอย่างที่เราสงสัย รอยเลือดนั่นมันเป็นแค่น้ำหมากของคุณยาย บ้าชะมัด"มิเกลงึมงำ มือดึงเสื้อกำแพง

        "หือ ที่รัก"กำแพงหันมาหา

        "นายกลับไปก่อน ที่นี่มันไม่มีอะไร เราแค่เข้าใจผิด"

        "ไอ้หนูเอ็งรู้ได้อย่างไรว่าที่นี่มันมิมีอะไร"สาววัยชราสวนขึ้นมาทันควัน

        "ที่ที่พวกเอ็งยืนอยู่นี่ ในเวลาทำการของห้าง คู่รักชอบมาจู๋จี๋จ้ำจี้ระหว่างพักเหนื่อยเมื่อยขาจากการลากสังขารเดินห้าง แล้วก็เป็นที่สิงสถิตของสิงห์อมควันทั้งหญิงและชาย แต่เมื่อได้เวลาห้างปิด ที่ตรงนี้มันก็เป็นแหล่งมั่วสุมชั้นดีของไอ้พวกสารเลว ไอ้พายุกับพวกของมัน ไหนจะไอ้หัวหน้าดีเลิศที่มันทำตัวตรงข้ามกับชื่อมัน ข้าละเพลียใจ"คุณยายส่ายหน้า

        "ข้าเลยโดนคุณปาร์คคุมเข้มให้จับตาดูพวกขบถทุกฝีก้าว"

        "พวกกบฏ คุณปาร์ครู้"

        "แม่นแล้ว รู้ทั้งรู้ แต่ทำได้แค่ให้ยายแก่อย่างข้าจับตาดู แล้วรอแค่หลักฐานมัดตัว พวกมันขยันพาเด็กคุณปาร์คไปปู้ยี่ปู้ยำทำมิดีมิร้ายตามมุมอับลับตาคน ไม่เว้นแม้แต่ในสโตร์ที่ข้านั่งเฝ้าระวัง ทั้งๆ ที่พวกมันก็รู้ว่าพนักงานเป็นของหวานของคุณปาร์ค อุ๊บส์! ข้าพูดมากไปแล้ว"

        "ผมก็พอจะรู้อะไรมาบ้างครับคุณยาย คุณปาร์คดาร์ก"

        "แม่น เพราะความดากของคุณปาร์ค ข้าเลยต้องกลายเป็นยายแก่สายโหด นั่งดากแฉะเฝ้าแปลงดอกไม้ จนผู้คนเข้าใจผิดคิดว่าข้าเป็นผีปอบ เสียภาพพจน์หมด แต่พวกมันก็ยังมิวายก่อเรื่อง ตอนคุณปาร์คไม่อยู่ ไอ้พวกสัตว์หิวโซกระหายเซ็กส์ มันพากันลากเหยื่อไปรุมโทรมที่บันไดหนีไฟ"คุณยายหยุดเล่า บ้วนน้ำหมากลงพื้นซีเมนต์ เช็ดคราบน้ำหมากที่มุมปากด้วยปลายนิ้ว

        "บอสเลยต้องออกโรงเอง สั่งข้ากับพรรคพวกคนสวน ที่นำทีมโดยไอ้ตั๋งไปช่วย ไอ้พวกนรกเอ๊ย เป็นไงล่ะโดนข้าเอาไม้หน้าสามฟาดกบาลจนหงายเงิบ"

        "บอสอีกแล้วเหรอ"มิเกลพึมพำ

        "ข้าว่าไอ้หนูที่โดนโทรมนั่นมันเหมือนเอ็งเปี๊ยบ แม่นแล้ว! เอ็งนี่แหละที่ข้าช่วยเอาไว้ ข้าจำไม่ผิดหรอก เพราะข้ากินบีคอมเพล็กซ์ มิน่าหน้าคุ้นๆ"

        "ฮะ! อะไรนะครับคุณยาย คุณยายช่วยผมไว้จริงๆ เหรอครับ"

        "แม่น ข้าช่วยเอ็งไว้จริงๆ ข้าไม่ใช่คนโกหกกะล่อนปลิ้นปล้อนเหมือนกับผัวเอ็ง"

        "อ้าว ซะงั้น คุณยายอย่ามากล่าวหากันเดะ มีหลักฐานมั้ย ผมจริงใจพอนะ"กำแพงทำหน้าจริงจัง

        "ตอนนั้น ผมรู้สึกว่าผมไม่รู้สึกตัว ทุกอย่างเป็นสีดำ มันมืดไปหมด จนผมคิดว่า ผมตายแล้ว"มิเกลกำท่อนแขนของคนที่ยืนเคียงข้าง แล้วบีบแรงๆ กำแพงหันมาสบตาร่างน้อยที่ยืนข้างเคียง บีบมือที่กำท่อนแขนของตัวเองเบาๆ

        "จะไม่มืดได้จั่งได๋ ก็ไอ้ตั๋งตัวใหญ่มันโตแต่ตัวน่ากลัวเหมือนแยงกี้ แต่บ่มีสมอง มันฟาดไม้ไปโดนหลอดไฟแตก ข้างี้กลัวสารปรอทแทบแย่"

        "โห รุ่นนี้แล้วยังจะกลัวอะไรล่ะอีกครับคุณยาย"กำแพงแขวะ

        "ขอบคุณครับคุณยายที่ช่วยผม"มิเกลยกมือไหว้หญิงชรา

        "ที่ผมรอดจากการโดนข่มขืนมาได้ก็เพราะคุณยาย"

        "จะเหลือเรอะ เมียเอ็งน่ะ โดนจับแก้ผ้าล่อนจ้อนขนาดนั้น"คุณยายยักคิ้วให้กำแพง

        "เอ่อ คุณยายครับ ผมแนะนำให้เช็ดน้ำหมากก่อนพูด"

คุณยายปรายตามองประโยคของกำแพง แล้วหันมาขยับปากเคี้ยวหมากต่อ

        "แต่ผมก็ยังมีชีวิตอยู่ ขอบคุณครับที่ช่วยชีวิตผม"มิเกลเสียงอ่อยปลอบใจตัวเอง ยกมือขึ้นไหว้คุณยายอีกครั้ง

        "ถ้าคุณยายมีอะไรให้ผมรับใช้ อะไรก็ตาม รีเควส ผมจะทำให้ทุกอย่าง เพราะผมเป็นหนี้ชีวิตคุณยาย"

        "แต่ยายแก่อย่างข้าเป็นหนี้ทั้งชีวิต ข้าบ่อยากได้อะไรเลย เอาไปก็เฮ็ดหยังบ่ได้ เพราะข้าต้องทำงานใช้หนี้คุณปาร์คอยู่ที่นี่จนตาย ข้าไม่อยากได้อะไรจริง จิ๊งงง"คุณยายส่ายหน้า ปฏิเสธความหวังดีเสียงสูง

        "แต่ก็นะ ยายแก่อย่างข้าก็แค่อยากเห็นหน้าตาแก่คนรักที่ต้องพลัดพรากสักครั้งก่อนตาย"คุณยายสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนส่งท่อนหนึ่งของเพลง'ตายก่อน'ของ'โทนี่ ผี'ออกมาจากปากพร้อมหมากที่เคี้ยว

        "...เราจะข้ามผ่านคืนวันที่เลวร้ายไปด้วยกัน ถึงตายไม่หวั่นจะดูแลเธอด้วยชีวิตฉัน หากพรุ่งนี้ฟ้ายอมให้สิทธิ์เลือกได้ว่าใครจะตายก่อน ฉันขอยอมเป็นคนคนนั้น...โอ้ววว"มิเกลกับกำแพงถึงกับอึ้งกับความล้ำของคุณยาย

        "ช่างเป็นเพลงที่ฟังแล้วฟิน แต่เอ๋ ถ้าข้าตายก่อน แล้วใครจะดูแลตาล่ะ งั้นต้องให้ตาตายก่อนสินะ"

        "เอ่อ คุณยายครับ มันซาบซึ้งมากจนผมกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ไหวจริงๆ"กำแพงแซว

        "งั้นข้าเปลี่ยนใจแล้ว ข้ามีเรื่องรบกวนเมียเอ็งดีกว่า ในเมื่อเอ็งอยากหาเรื่อง"คุณยายค้อนขวับกำแพงที่แสยะยิ้มรับ

        "ไอ้หนูเอ็งพอจะช่วยข้าเรื่องหนึ่งได้บ่"คุณยายเลิกสนกำแพง หันมาหามิเกล

        "ครับ! คุณยาย"มิเกลกระตือรือร้นรอคำขอ

        "เอ็งพอจะมีสักร้อยสองร้อยไหม ข้าขอยืมเติมเงินมือถือหน่อย ข้าอยากคุยกับตา"

        "เอ่อ คือผมเพิ่งซื้อหนังสือการ์ตูนไปครับ แต่"มิเกลหันขวับหาเป้าหมาย

        "กำแพงเอาตังค์มายืมก่อนเด๊ะ!"มิเกลรีบค้นตัวกำแพง ล้วงกระเป๋าสตางค์ออกมาจากกระเป๋ากางเกงยีนส์

        "เฮ้ยๆ! นายอย่าล้วงเองตามใจชอบเดะ"

        "เราแค่ขอยืมเอง นายห้ามงก"

        "งกบ้าอะไร นายเล่นล้วงเป๋าเฉียดเป้า โด่! ให้ตายเหอะ!"กำแพงโวยวาย

        "ไอ้หนูเอ็งนี่ดีจริง ไม่งกเหมือนกับผัวเอ็งสักนิด ข้าชอบเอ็งจัง ม่ะแลกไลน์กัน"

        "สำหรับคุณยาย ผมพร้อมบริการเสมอ ไม่ว่าจะแบบเดริเวอรี่ หรือแบบทเวนตีโฟร์อาเวอส์ รับรองไม่มีเออเร่อครับผม"มิเกลยกมือขึ้นตะเบ๊ะ

        "แบบว่าพนักงานดีเด่น"กำแพงกระเซ้า มิเกลยิ้มโชว์เหล็กดัดฟัน

        "ไก่สดติดเหล็กอะ"

        "ไอ้บ้า ถ้าเราเป็นปอบ นายคิดได้ยังไงว่าเราจะกินไก่สด ในเมื่อนายน่ากินกว่าตั้งเยอะ"มิเกลทำหน้ากวนใส่ กำแพงไม่ยอมแพ้

        "งั้นเราเป็นกระสือ นายอย่าเผลอตากผ้าตอนกลางคืนแล้วกัน"กำแพงทำหน้าสยองขวัญ"เพราะเรากินไส้นายเสร็จ เราจะเอาปากมาเช็ดๆ ผ้าที่นายตากคาไว้ แบบว่าถูๆ ไถๆ"กำแพงถูหน้ากับชุดนอนตัวบาง"

        "อือ เชิญนายถูไถๆ เช็ดให้หนำใจทั้งคืนเลย เผื่อผ้าขี้ริ้วกับถุงเท้าที่เราตากทิ้งไว้มันจะทำให้หน้านายใส"

        "ขอเป็นกางเกงในด้วย ได้เปล่า"

        "หนอยหนอย ทะลึ่งมากเกินไปละ ขนาดเป็นผีมีแต่ไส้ยังหื่น อย่างนี้เราต้องเปลี่ยนร่างเป็นยมฑูต ดูดวิญญาณซะให้เข็ด"มิเกลกัดฟันกรอด หักนิ้วเตรียมพร้อม

        "ให้ดูดอย่างอื่นด้วยอ่ะ"

แคว่ก! มิเกลจัดการกำแพงขั้นเด็ดขาดด้วยรอยข่วน

        "โอ๊ย! กลัวแล้ว! เจ๊บ!"กำแพงโอดโอย

        "รอยเลือดซิบๆ จากแขนนายนี่ละของจริง ยิ่งกว่าน้ำหมากคุณยาย"มิเกลขยี้เล็บบนท่อนแขนกำแพง

        "เอ็งสองคนนี่รักกันดีวุ้ย! ทำข้าต่อมอิจฉาโต เห็นแล้วอดคิดถึงตาไม่ได้ ตั้งแต่ข้าออกมาอยู่นอกบ้านจนข้าพูดได้หลายสำเนียงเสียงภาษา แต่ข้าไม่เคยลืมบ้านนอก"ดวงตาคู่นั้นส่องประกายความหวังผ่านต้อ ก่อนถอนลมหายใจทิ้ง

        "เฮ้อ! ข้าไม่อยากคุยกับตานานผ่านมือถือ ข้ากลัวสมองเสื่อม เดี๋ยวจะพาลเป็นอัลไซเมอร์ ข้าอยากเจอกับตาตัวเป็นๆ อยากเห็น อยากฟัด ข้าอยากกลับบ้าน"น้ำเสียงเหงาเศร้าตบท้ายประโยค ทำเอามิเกลอินไปกับคุณยาย

        "อยากกลับบ้าน"มิเกลพึมพำพอให้ตัวเองได้ยิน แต่มันไม่มีทางรอดพ้นรูหูกำแพง

        "อย่าบอกนะว่า นายสงสารคุณยายจับใจ พร้อมจะทุ่มเทให้ทุกทาง"กำแพงกระซิบอยู่ข้างหู รู้ดีว่ามิเกลคิดอะไรอยู่

        "อย่างกับมียุงบินหึ่งตอมรูหู ทำไมนายชอบยุ่งเรื่องของคนอื่นชะมัด รำคาญ!"มิเกลตวาดกำแพง

        "มิเกลนายนั่นละ ไอ้ตัวยุ่ง!"

        "ข้าว่าเอ็งนั่นแหละ ชอบเสือกเรื่องชาวบ้าน"คุณยายยักคิ้วให้กำแพงอย่างท้าทาย

        "อ้าว! เฮ้ย! คุณยาย อยากมีเรื่องกับผมเหรอ"กำแพงถกแขนเสื้อ

        "กำแพงนายอย่าเสียมารยาท คุณยายช่วยชีวิตเราไว้นะ"มิเกลปราม

        "ช่วยด้วยการเอาไปทิ้งกองขยะเหรอครับคุณยาย"กำแพงถาม

        "ก็ข้าแก่แล้ว ข้าแบกไม่ไหว ไอ้พวกคนสวนที่มันมาช่วยแบก มันบอกแน่นิ่งงี้ สงสัยซี้แหงแก๋ ข้าก็ต้องเอาไอ้หนูนี่ไปทิ้ง ก่อนที่จะมีไผมาเข้าใจผิดคิดว่าข้าคือฆาตกร ข้าก็ติดคุกสิ"

        "หอ แอ มอ แหม อายุปูนนี้แล้ว คุณยายยังกลัวติดคุกอีกเหรอครับ คุณยายน่าจะกลัวหายไปจากโลกนี้มากกว่านะครับ"

        "กำแพง! นายพูดแรงไปแล้ว"

        "ช่างผัวเอ็งเถอะไอ้หนู ข้าไม่ถือมันหรอก ไอ้เด็กพ่อแม่สั่งสอนแล้วไม่จำ"

        "อ้าว ซะงั้น คุณยายพูดอย่างนี้ อยากมีเรื่องกับพ่อแม่ผมเหรอครับ"

        "กำแพง!"มิเกลเตรียมถล่มกำแพงด้วยปลายเล็บ กำแพงรีบเข้าสู่โหมดว่านอนสอนง่าย

        "เอะอะ อะไรก็ข่วนๆ"กำแพงงึมงำหน้าง้ำ

        "เออ เอ็งสองคนนี่ดีนะ เป็นผัวเมียกันมันก็ต้องงี้สิ ถึงจะอยู่กันยืด ผัวต้องกลัวเมีย"

        "ฮะ! เฮ้ย! คุณยายครับมันไม่ใช่อย่างนั้น"มิเกลหน้าแดง กำแพงขำคิก

        "ฮะๆ! ฮะ คุณยายนี่รู้ทัน ฮ่าๆ แสนรู้"

        "เฮ้ย กำแพง! นายเสียมารยาทกับคุณยายอีกแล้ว"

        "ช่างมันปะไร ข้าไม่สนหรอก เรื่องไร้สาระ จิ๊บๆ ข้าไปเฮ็ดงานต่อดีกว่า เสียเวลาเล่นกับหมา หมาเลียดาก"


        "อ้าว! จะรีบไปไหนล่ะครับคุณยาย! เก่งจริงกลับมาเดะ ผมต่อให้ก่อนเลย!"

        หญิงชราไม่หันกลับมามองความท้าทายของกำแพง เดินจากไปหน้าตาเฉย
        มิเกลปล่อยตัวเองจมลงสู่ห้วงความทรงจำ ค่อยๆ หลับตา เริ่มต้นต่อจิ๊กซอว์ภาพเหตุการณ์ในวันนั้น มันคืออดีตอันเลวร้าย ยากจะลืมเลือน แต่มิเกลจดจำจุดไคลแมกซ์ของมันไม่ได้

        "สรุปคือ เราโดนรุมข่มขืนมั้ยวะ!"มิเกลเอามือกุมขมับ มีกำแพงคอยดูอาการอยู่ข้างๆ

        "เพราะเราโดนกรอกเหล้า แอลกอฮอล์ทำให้เรามึนเบลอ กำแพง! เราจำมันไม่ได้นายอย่าโทษเรานะ"มิเกลหลับตาปี๋

        "มิเกล นายลืมตาขึ้นแล้วหันมามองนี่ เรายืนอยู่ตรงนี้ คนที่เป็นห่วงนาย"

        "เฮ้ย!"ประโยคของกำแพงดึงให้มิเกลลืมตาขึ้น นึกอะไรขึ้นมาได้อย่างกะทันหัน

        เราลืมเป็นห่วงแมค เพราะเรามัวแต่ดีใจที่คุณยายช่วยชีวิตเอาไว้ จนลืมอีกชีวิต

มิเกลยืนตัวแข็ง กำแพงเขย่ามิเกลเบาๆ พอให้รู้สึกตัวด้วยเสียงกระซิบเรียกชื่อข้างหู

        "มิเกล"กำแพงวางคางไว้บนไหล่บาง ฝ่ามือลูบเส้นผม สวมกอดมิเกลแนบแผ่นอก"นายเป็นอะไร หือ"

        "เปล่า ไม่มีอะไร เราแค่..."

        "นายเชื่อเราเหอะ นายไม่ได้โดนข่มขืนหรอก เพราะนายครางเสียงดังมาก แต่ในคลิปนั่นเราไม่ได้ยินเสียงครางของนาย"

        พลั่ก!

มิเกลกระทุ้งกล้ามเนื้อหน้าท้องของกำแพงด้วยศอก

        "โอ๊ย!"

        "ซิกแพคนายมันอ่อนหัดชะมัด"

        "แมวขี้อ้อน แปลงร่างเป็นแมวคลั่ง อา...มิเกล ซิกแพคของเรามันทำให้นายเครซี่ได้ขนาดนั้นเลย"

        "หุบปากของนายซะไอ้หื่น ในบรรยายกาศหวาดผวาอย่างนี้ นายยังจะมาพูดเล่นอีกเหรอ"

มิเกลเขม่นร่างสูงโปร่งด้วยสายตา แต่ตัวชาไม่สามารถขยับเขยื้อนไปไหน เพราะอ้อมกอดที่ได้รับมันเต็มไปด้วยไออุ่นที่มีแผ่นอกกว้างของกำแพงเป็นผู้ผลิต

        "นายมันก็แค่สั่งให้เราหุบปาก แต่เรามีวิธีทำให้นายหุบปาก"กำแพงหยุดพล่าม ฉกฉวยจูบจากมิเกล ชิมรสหวานที่ริมฝีปาก แล้วล้วงลึกลงไปล้อเล่นกับลิ้น ก่อนถอนจูบ

        "ตอนเรามีอะไรกัน เราชอบจูบกันอย่างดูดดื่มแบบนี้ใช่เปล่า"มิเกลไม่มีคำตอบสำหรับคำถาม ทำได้แค่ปล่อยตัวปล่อยใจในอ้อมแขนกำแพง

        "มิเกลยังไงนายก็ยังเป็น Sissy ของเราอยู่วันยังค่ำละ"

        ใช่สิ เรามันอ่อนเลยโดนรังแกง่ายๆ ถ้าเราเก่งเท่านาย ใครล่ะจะกล้าหือ หรือนายจะหือ อ๊ะ!"กำแพงปิดปากมิเกลด้วยจูบ มิเกลทำได้แค่สำลักความหวาน

         "แค่ก! กำแพง! จูบของนายมันหวานแสบคอ"

         "หืม"

         "นายทำให้เราสำลักความบ้าจากนาย ในสถานการณ์แย่ๆ แต่นายสามารถทำได้"

         "มันไม่เห็นจะมีอะไรแย่เลย ไม่ว่าอะไรก็ตาม เรื่องที่นายโดนข่มขืนนั่น นายจะโดนหรือไม่โดนก็ช่างมัน แค่นายรอดมาได้ มายืนให้เรากอด แค่นี้ก็พอแล้วสำหรับเรา”

         ฮะ!

มิเกลค้าง นิ้วมือค่อยๆ เขี่ยรอยเล็บบนท่อนแขนกำแพง

         "นายเจ็บมั้ย"มิเกลเสียงอ่อย

         "ฮะๆ ถามมาได้ว่าเจ็บมั้ย นายลองมั่งมั้ยล่ะ"

         "เรา...ขอโทษ"

         "ไม่ยกโทษให้ และเราขอเอาคืนอย่างสาสม จะทำให้นายเจ็บกว่าเราหลายเท่า"

         "ก็ได้ แต่ก่อนนายจะเอาคืน ปฏิบัติการของเราต้องเสร็จ"

         "และหลังจากนั้น นายก็จะเสร็จเรา"

         "ไอ้หื่นเอ๊ย"มิเกลปากว่าหน้าแดง

         "นายนี่มันปากว่าตาขยิบ ชัดๆ!"กำแพงแซว

         "เอาเหอะ ทำภารกิจเสร็จเมื่อไหร่ เราค่อยทำนาย รู้หรอกน่าว่าอยากให้ทำ โอ๊ย! เจ๊บบบ!"กำแพงโอดโอย เมื่อมิเกลจิกซ้ำลงบนท่อนแขนตรงรอยเล็บเดิม




Note : เก็บงานไม่เรียบ
และผมยังคงความไม่มีบทบรรยายเสมอต้นเสมอปลาย
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 35 ครั้ง

8 ความคิดเห็น