Vanilla Cola

ตอนที่ 27 : มันไม่ง่าย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 65
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 30 ครั้ง
    19 พ.ค. 62

        "มิเกล เราบอกแล้วว่า ถ้าเราจับนายได้จะจูบนายไม่ยั้งเลย"ความคิดในสมองของกำแพงส่งเสียงดังจนห้องขนาดยี่สิบหกตารางเมตรได้ยินประโยคนั่นชัดเจน

กำแพงคว้าร่างมิเกลมากอด จูบต่อเนื่อง เนิ่นนาน เหมือนผีเสื้อกระหายน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ สามารถดูดกลืนดอกไม้เข้าไปได้ทั้งดอก

        "น้ำแข็งขั้วโลกละลายแล้ว และเรากำลังเผชิญหน้ากับภาวะโลกร้อน"มิเกลพึมพำหลังจากที่กำแพงถอนจูบ

        "หิม- เลยสินาย"

        "อือ เหมือนหิมะจะละลาย"

        "มิเกลนายเชื่อมั้ยว่าเราทำได้"

        "หือ"

        "เราสามารถทำให้นายหนาว เราสามารถบรรเทาอาการหนาวของนาย และเราสามารถทำอะไรกับนายก็ได้ ยินดีด้วยที่นายยอมคบกับเรา"

        "อือ แต่ตอนนี้พอได้แล้ว เราเมาจูบนายละ"มิเกลดันหน้ากำแพงออก สายตาไปสะดุดกับเตียงคู่

        "มันไม่ใช่เตียงแคบ!"มิเกลขยี้ตา

        "หกฟุต"กำแพงกระซิบฝาก ก่อนเดินไปลงนั่งบนเตียง

        "เราจะได้ไม่ต้องหล่นจากเตียงเหมือนเมื่อคืน เพราะโดนใครบางคนเบียดโดยตั้งใจ"

         "เราไม่ได้เบียดนาย เราแค่...ถีบนายลงไป"

        "เฮ้ยนายกล้าทำรุนแรงกับเราขนาดนั้นเลย"

        "เปล่า เราแค่ถีบเบาๆ เอง"

        "ยังไงนายก็ต้องโดนทำโทษ"กำแพงทำท่าจะอุ้มมิเกลขึ้นเตียง

        "นายอย่าเข้ามานะโว้ย ไม่งั้นไอ้นี่ตาย"มิเกลจับหมูทอดเป็นตัวประกัน

        เมี้ยววว!

        "ฮะ ฮัดเช้ย!"

        "ฮะๆ รับยาแก้แพ้มั้ยครับ"กำแพงขยี้ผมสีดำสนิทจนขึ้นฟู

        "เฮ้ยๆ นายอย่ามายุ่งกับผมของเรา ที่เรามานี่เพราะมีเรื่องจะปรึกษา ไม่ได้มาให้นายเล่นหัว"มิเกลหนีไปนั่งที่โซฟา

        "อยากเล่นทั้งตัวมากกว่า"กำแพงทรุดลงนั่งบนโซฟาข้างๆ มิเกล

        "ถ้านายขืนนอกเรื่องอีก เราจะกลับตอนนี้เลย"มิเกลลุกพึ่บ

        "ก็ได้ๆ มีอะไรจะปรึกษาก็ว่ามาครับคุณเมี้ยว ผมยินดีรับฟังทุกเรื่องเลยครับ"

        "อือ แต่เรายังมีเรื่องข้องใจที่อยากจะถามนายก่อน ทำไมนายขอคบเรา นายชอบเราเหรอ นายเห็นเราเป็นตัวน้อยๆ ที่น่าทะนุถนอมตั้งแต่เมื่อไหร่ ทั้งๆ ที่เราเอาแต่ใจ เรียนไม่เก่ง สร้างแต่ปัญหา ไม่มีเหตุผล แถมตดเสียงดังฟังชัด ถ้ารู้ว่านายจะรู้สึกดีกับเราอย่างนี้ เราจะไม่มีทางตดให้นายได้ยินเป็นอันขาด"

        "หืม อย่างกับคบกับเราแล้วนายจะไม่สามารถตด ท้องอืดแย่เดะ"

        "เปล่า ก็แค่เปลี่ยนเป็นตดแบบเบาๆ ลดเสียงเอคโค"

        "ฮะๆ! นี่ละที่เราชอบนาย ความแตกต่างของเรามันเข้ากันได้"

        "ไม่เห็นจะแตกต่างตรงไหน ในเมื่อเป็นผู้ชายเหมือนๆ กัน"

        "ส่วนสูงของเรากับนายไง แตกต่างตั้ง 15 cm"

        "หนอยหนอย ไอ้ดอทดอทดอท ปากเสีย"

        "เอาเหอะ ถึงมันจะมีส่วนสูงที่แตกต่าง แต่เราก็มิกซ์ให้แมช์กันได้ในแนวนอน"กำแพงซบไหล่แคบ แขนโอบร่างน้อยไว้ในอ้อมกอด

        "หืมมนาย ได้โอกาส"

        "ก็เราผลัดกันป่วย ผลัดกันดูแล เลยเหมือนเราจะขาดนายไม่ได้"

        "นายอย่ามาทำเป็นโรแมนซ์จนออกนอกหน้า"

        "อะไรก็ตาม เมื่อเราคบกันแล้ว เราก็แค่อยากให้นายบอกกับเราว่า เราเป็นคนดีของนายตลอด กอดแล้วอุ่น"

        "อือ เราว่านายน่าพึ่งพา แล้วก็น่ารำคาญด้วย ที่เรามาก็แค่อยากขอคำปรึกษา เอาเป็นว่ามาเข้าเรื่องเหอะ"

        "เรื่องอย่างว่า"

มิเกลลุกขึ้นยืน พร้อมกับประโยค"เราจะกลับละ"

กำแพงรีบคว้าแขนมิเกล แล้วกุมมือเอาไว้"โอเคๆ เราไม่แกล้งแล้ว ไม่งอนนะนาย"

มิเกลนั่งลงกับที่ ไม่เคยรู้สึกดีแบบนี้มาก่อน แต่ใบหน้ายังคงวางฟอร์ม

        "นายคิดว่าเราเหมาะกับอาชีพนักเขียนมั้ย ทั้งๆ ที่เราเลือกเรียนวรรณกรรม แต่เราเริ่มรู้สึกว่ามันไม่ใช่ นายพอจะเดาอนาคตให้เราได้มั้ยว่าเราจะเลือกเรียนอะไรดี ระหว่างวรรณกรรมกับจิตรกรรม"

        "ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าตอนนี้นายสับสนเป็นบ้า ประโยคบอกเล่าของนายมันฟ้องเราจนหมดจด โกโก้สักแก้วมั้ย เผื่ออะไรๆ มันจะดีขึ้น"

        "ก็ได้"มิเกลพยักหน้ารับ

        "เอ่อ เพิ่มครีมเทียมแล้วก็ไม่ใส่ยานอนหลับ"

กำแพงหันมายิ้มให้ มันเป็นยิ้มที่อุ่นกว่าโกโก้ร้อนที่กำแพงกำลังลงมือชง

        หวังว่าโกโก้อุ่นๆ ของนาย น่าจะช่วยเราได้ หวังว่าคำแนะนำของนายจะช่วยให้เราตัดสินใจง่ายขึ้น

มิเกลมองแผ่นหลัง ที่น่าวิ่งเข้าไปสวมกอดอย่างเปี่ยมความหวัง

        "มาแล้วโกโก้ร้อนเสิร์ฟตรงหน้าพร้อมพนักงานเสิร์ฟ รสชาติหวานละมุนอุ่นกำลังดี"กำแพงยื่นโกโก้ร้อนให้มิเกลลองชิม

        "เป็นไง นายดื่มแล้วอยากละลายใช่เปล่า"กำแพงยิ้มกวน

        "หวานเลี่ยนจนอยากจะอาเจียน"มิเกลตาหยี

        "และเราคิดว่าเราไม่เหมาะกับการเป็นนักเขียน"

        "หืม แต่นายยังคงมีแรงบันดาลใจ"

        "ช่าย"มิเกลพยักหน้า

       "แรงบันดาลใจของนายคือเราใช่มั้ย"

        "ม่าย"มิเกลส่ายหน้า

       "โห นายใจร้าย ตอบแบบไม่รักษาน้ำใจเลย น้อยใจ"

       "ตัวโตอย่างกับหมีควาย ทำเป็นใจน้อยไปได้ ใช่ เราอาจจะมีแรงบันดาลใจ แต่เรายังไม่แน่ใจ"

        "เบสิคๆ นายชอบอะไร ก็เรียนในสิ่งที่ชอบ ไม่ตามก้นใคร นายต้องเชื่อใจตัวเอง จบมั้ย"

        "อือ ถ้ามันจะจบลงแค่ตรงนั้น เราคงไม่ต้องมาขอคำปรึกษาจากนายหรอก นายรู้มั้ยตอนนี้เรารู้สึกผิดหวังกับคำว่านักเขียน อาชีพที่เราเคยใฝ่ฝัน เพราะงานเขียนของเรามันเข้าขั้นห่วยจนเราอยากจะโละมันทิ้ง แต่ยิ่งโละ มันกลับยิ่งเพิ่มเติม สิ่งที่เราทำได้คือรับผิดชอบงานเขียนที่ค้างไว้ให้เสร็จ ก็เท่านั้น แล้วอย่างนี้ยังจะเรียกว่าแรงบันดาลใจเหรอ"

        "ทำไมนายรู้สึกอย่างนั้นล่ะ"กำแพงย่นคิ้ว

        "ไม่รู้  แต่จากที่ล้มลุกคลุกคลีอยู่กับการเขียน มันทำให้เราหมดความน่าเชื่อถือในตัวตน ทำให้เรารู้สึกไร้ความสามารถในผลงาน"

        "เอาจนได้นะนาย"

        "ช่ายยย! ก็การเป็นนักเขียนมันไม่ง่ายเหมือนกับที่เราเคยคาดหมาย เรามากเกินไปทุกครั้งที่เราดันทุรังเขียน แต่เรากลับไม่มีจินตนาการมากพอที่จะผลิตงานเขียนได้ทีละหลายๆ เรื่อง เหมือนกับที่นักเขียนทั่วไปเขาทำกัน...เพราะเราไม่ใช่นักเขียน"มิเกลตบท้ายประโยคโวยวายด้วยเสียงเซ็ง

        "เราเพิ่งรู้ว่าจินตนาการมันมีขีดจำกัดด้วย มิเกลนายทำได้"

        "เกลียดประโยคนั่นของนายชะมัด"

        "เฮ้! นายฟังเราก่อนสิ เรากำลังจะบอกกับนายว่า เราสามารถทำได้มากกว่านาย เราเคยทิ้งตัวละครไว้ให้เหงาเล่น แถมขยี้หน้ากระดาษ A4 ที่เราเขียนจนเละคามือ แล้วชั่งกิโลขายเพิ่มรายได้ แต่เรารู้ว่านายไม่มีทางทำอย่างนั้น เมื่อนายเขียนไม่ออก นายจะทำยังไง นายรู้"

        "Holy Spirit"

        "หืม"

        "เมื่อถึงที่สุดแห่งความตัน เราจะอธิษฐานขอพระเจ้าประทานพลังงานผ่านพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้เราสามารถเขียนโดยพลังงานแห่งพระวิญญาณ"

        "วิถีของนายอย่างมหึม"

        "อือ แล้วนายล่ะ"

        "เราเหรอ เราก็แค่ถอยกรูดออกมาหาที่ตั้งหลักเพื่อตั้งรับ"กำแพงยิ้มกว้างให้มิเกล

        "ถอยได้ แต่อย่าท้อ พ่อสอน"

        "พ่อนายเท่ชะมัด อย่างกับเบย์แมกซ์ หรือว่าเราจะเปลี่ยนอาชีพเป็นฮีโร่"

        "ถ้านายอยากเท่อย่างพ่อเรา นายก็หัดปล่อยวางมั่ง ปล่อยให้อนาคตเป็นเรื่องของพรุ่งนี้ นายลืมแล้วเหรอว่า วันพรุ่งนี้เป็นของพระเจ้า"

        "ใช่ วันพรุ่งนี้เป็นของพระเจ้า แต่วันนี้เราไม่สามารถเขียน และเราไม่ใช่นักเขียน เพราะเราเป็นนักแหกกฎ เราไม่สามารถติดอยู่ในภาคทฤษฎี เราทำได้ดีแค่ภาคปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง แต่ถ้าเรื่องสั้นที่เราเคยส่งสำนักพิมพ์ผ่านการพิจารณา เราอาจจะเปลี่ยนใจจากจิตรกรรมก็ได้  อืม...แต่ถ้าไม่มีการตอบกลับ เราคงต้องไปจากวรรณกรรม"

        "หืม นายจะจากไปได้ยังไง ในเมื่อตอนนี้นายเรียนแผนกวรรณกรรม"

        "อืม แก้เนมมั้ง"มิเกลยิ้มมุมปากให้กำแพง

        "ถ้าตอนนี้เราอยู่ที่ญี่ปุ่นกับพ่อ นักเขียนการ์ตูนจะเป็นอาชีพของเรา"

        "ถ้านายมังงะ เราก็อนิเมชั่นแล้วละ นายอย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจว่านายมาผิดทาง อย่าเพิ่งรีบร้อนเปลี่ยนเส้นทาง ไม่งั้นนายมีหวังได้เรียนซ้ำ"

        "ใครจะไปโง่ทำงั้น"

ประโยคของมิเกลทำเอากำแพงสำลักโกโก้

        "แค่กๆ!"

        "นายเป็นไรเปล่า"มิเกลเอามือลูบหลังกำแพง

        "เปล่าๆ เราก็แค่อยากจะบอกกับนายว่า วันนี้นายค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไปก็ได้นี่ นายรู้ ที่ครูหลิวเคยสอน นายค่อยๆ วางอิฐทีละก้อน บ้านหลังใหญ่ เริ่มต้นจากอิฐก้อนเล็ก จากโครงสร้างกลายเป็นความสำเร็จ ก้อนอิฐจะกลายเป็นบ้าน เมื่อวันนั้นมันมาถึง..."ภาพบ้านในความทรงจำของกำแพงชัดเจนนอกกรอบหน้าต่างหัอง มิเกลเผลอจ้องมองนอกกรอบหน้าต่างตามกำแพง





        กำแพงกำเศษตะปูที่เหลือจากงานรับเหมาก่อสร้างของพ่อไว้ในมือ ตาเป็นประกาย เมื่อบ้านจากเศษวัสดุก่อสร้างที่เก็บมาเล่นกับอิฐสร้างเสร็จกับมือ

        "พี่อิฐครับ ผมขอทาสีบ้าน"

        "พี่เป็นคนทาสีเองดีกว่า เดี๋ยวตัวนายเลอะ"

        "ผมไม่ยอม ผมจะช่วยพี่อิฐทาด้วย"กำแพงหันไปถามเจ้าของมือที่กำลังลูบผม

        "พ่อครับ ทาสีอะไรดีครับ"กำแพงยิ้มกว้าง

        "เมื่อผมโตขึ้น ผมจะสร้างบ้านให้พ่อ ให้พี่อิฐ เอาบ้านหลังใหญ่ที่สุด เพราะมันคือบ้านของเรา!"

        "กำแพง"เสียงเรียกแผ่วเบาข้างหูทำอะไรกำแพงไม่ได้ ทำเอามิเกลลุกพึ่บขึ้นยืน เมื่อเห็นกำแพงมีอาการแปลกๆ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 30 ครั้ง

8 ความคิดเห็น