Vanilla Cola

ตอนที่ 25 : ที่ปรึกษา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 55
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 30 ครั้ง
    25 ก.พ. 62

เป็นคริสเตียนแอบไปสักยันต์ นายขอพระเจ้ายัง

มิเกลลบรูปภาพของตัวเอง ที่เปลือยท่อนบนพร้อมรอยสักลายฝังบนแผ่นอกออกจากเมสเซนเจอร์ที่กำแพงส่งถึง พึมพำกับตัวเอง

         "นายรู้จนได้ เราไปพลาดท่าเสียทีนายตอนไหนวะ ในเมื่อเมื่อคืนก็ระวังตัวเป็นอย่างดี"

         (stalker)

กำแพงส่งต่อข้อความ

        "เรื่องของเรา นายไม่รู้สักเรื่องจะได้มั้ย ความลับควรมีในโลกส่วนตัว"มิเกลงึมงำ พิมพ์ข้อความตอบกลับ

        สักยันต์อพาร์ทเมนท์นายสิ นี่มันลายกราฟฟิกเมดอินอิมวู

        นายรู้ เราอยู่คอนโดไม่ใช่อพาร์ทเมนท์ และเราสองคนเคยทำอะไรกันในห้องนั้น

        เรากับนายไม่มีวันจะได้กันอีก

มิเกลตอบกลับข้อความ แล้วลบข้อความทั้งหมดของกำแพงออกจาก Messenger หมดจด





        "พวกคุณเคยได้ยินคำถามฮิตติดหู ที่ผู้ใหญ่หลอกถามเด็กว่า โตขึ้นอยากเป็นอะไรใช่ไหม ครูก็คงไม่ต่างอะไรกับพวกผู้ใหญ่ของคุณ ที่แอบสอดรู้สอดเห็นอาชีพในฝันของพวกคุณ"

เสียงดินสอ 2B กรีดแผ่นกระดาษ A4 ที่มีหนังสือเรียนรองอยู่ มิเกลกำลังจดจ่อกับการวาดภาพเล่นในคาบเรียน

        "ทรงผมมันต้องแบบนี้ เหมือนกับฮิบาริในรีบอร์น"ภาพร่างการ์ตูนแนว SD ของมิเกลกำลังจะบังเกิดขึ้นในคาบวิชาค้นหาตัวตน

        "เมื่อคืนตอนที่สบตากำแพง หัวใจของเรามันเผลอเต้นแรงไม่ยั้ง ทั้งๆ ที่เราห้ามใจแล้ว"มิเกลกดปลายดินสอกับกระดาษ

        "เหมือนนายจะหลุดออกมาจากมังงะ นายเท่ว่ะ สูง 183 cm. หนัก 63 kg. กำลังดี น่าทะนุถนอม กำแพงผิวนายขาวเหมือนก้อนเมฆ อืม ก้อนเมฆของนายจะเป็นรูปทรงอะไร เราอยากเข้าไปในจินตนาการของนาย เราอยากเข้าไปในนั้น ไม่ใช่สิ นายต่างหากที่ต้องเป็นคนเข้ามา!"

        "ครินต์! คุณอยากเป็นศิลปินสินะ"

        "ฮะ! ครับครู"

        "คุณจะเรียนต่ออะไรเพื่องานในอนาคตของคุณ ตอบ!"

        "ศิลปกรรมครับ!"

        "แล้วทำไมคุณเลือกที่จะเรียนวรรณกรรม คุณคิดให้ดีๆ ก่อนตัดสินใจว่าจะเรียนต่ออะไร เพราะมันจะอยู่กับคุณไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่"

ครูเดินมาถึงโต๊ะ หยิบแผ่นกระดาษ A4 ที่มีกำแพงในคราบฮิบาริในรูปแบบ SD ชูขึ้นโชว์ มีเสียงหัวเราะตอบรับดังกระหึ่มห้อง

        "คุณตอบได้ไหมครินต์ เพราะอะไรคุณจึงเลือกมัน และทำไมมันจึงถูกคุณเลือก"ครูขยับขาแว่นตาจ้องหน้าผ่านเลนส์นูน

        "ผม...ผมไม่แน่ใจครับ ศิลปกรรมคงเป็นสิ่งที่ผมทำได้ดีในระดับหนึ่งครับ"

        "มันยังไม่ใช่คำตอบที่ตรงกับคำถาม"

        "ครับ ผมมักตอบไม่ตรงคำถาม"มิเกลก้มหน้างุด

        "คุณจะแน่ใจหรือว่าศิลปะคือคู่ครองที่คุณเลือกแล้วว่าจะครองคู่อยู่กับมัน ถ้าคุณยังไม่แน่ใจ คุณอย่าเพิ่งเลือก เพราะถ้าคุณเลือกผิดก็เท่ากับคุณต้องแต่งงานกับคนที่คุณไม่ได้มีใจ คนที่คุณไม่ได้รักใคร่ คุณจะทนใช้ชีวิตคู่อยู่กับคนที่ไม่ใช่ทั้งชีวิตได้อย่างไร และเมื่อคุณหมดความอดทน สุดท้ายคุณก็ต้องแยกทาง คุณต้องพึงระลึกไว้เสมอว่า ชีวิตของพวกคุณคืองาน งานคือเงิน ถ้าคุณไม่ทำงานคุณก็ไม่มีเงิน เพราะฉะนั้นงานที่คุณทำ ควรจะคู่ควรกับความพึงพอใจของคุณ เพราะคุณต้องอยู่กับงานเกือบทั้งชีวิต"

เสียงหาวยาวๆ ประสานเสียง ขัดจังหวะขึ้นพอดีกับที่ครูหยุดประโยค

        "คุณสองคนคิดไว้หรือยังว่าจะเรียนต่ออะไรเพื่องานในอนาคตของคุณ"ครูเหลือบมองสองสาวเชียร์กับเวเฟอร์เจ้าของเสียงหาว จนทั้งสองมองหน้ากันแล้วหันไปยิ้มแหยให้ครู

        "หัวข้อรายงานเลือกเรียนต่ออะไรเพื่องานในอนาคต คือสิ่งที่พวกคุณแผนกวรรณกรรมต้องทำมาส่ง ครูจะตั้งตารองานในอนาคตของพวกคุณอย่างใจจดใจจ่อ"ครูหันมาฝากประโยคก่อนจาก

        "มันต้องเป็นอะไรที่ใช่ คุณจึงมั่นใจที่จะเลือก"





        "มิเกล"

        "หืม"

        "นายจะเรียนต่อศิลปะจริงเหรอ เราคงไปกับนายไม่ได้ เพราะเราไม่สามารถศิลปะ"

        "เฮ้ยเอี๊ยม บ้านเราก็อยู่ข้างบ้านนาย เราจะไปหานายตอนไหนก็ได้ ถ้านายไม่ย้ายบ้านหนีเรา"มิเกลจับหัวเอี๊ยมเขย่าเล่น สกินเฮดของเอี๊ยมให้ความรู้สึกมันส์มือ

        "แล้วนายไม่ทำหนังสือกับเราแล้วเหรอ"

        "ทำ หนังสืออะทำอยู่แล้ว ทำหนังสือการ์ตูนแบบญี่ปุ่นเลยเอามั้ย มังงะที่เราชอบอ่านกันไงล่ะ ฮะๆ!"มิเกลหุบยิ้ม

        คุณตอบได้ไหม เพราะอะไรคุณจึงเลือกมัน คุณควรคิดให้ดีๆ ก่อนตัดสินใจ

เสียงครูในคาบวิชาค้นหาตัวตนค่อยๆ ดังขี้นตอกย้ำเตือนสติ ประโยคของครูเป็นยากล่อมประสาทขนานดี มันทำให้มิเกลเคลิบเคลิ้ม และยังมีอีกหนึ่งเสียงของสีส้มดังขึ้นเป็นคลื่นแทรก 

มิเกลย้อนกลับไปสู่ความทรงจำของวันที่ไม่ได้ตั้งใจผลักสีส้มตกบันได

        เมื่อมิเกลเปิดประตูบ้าน แล้วหันไปดึงลูกบิดปิดประตู เป็นอันว่าการสนทนาสิ้นสุดลง สีส้มยกแก้วขึ้นซดน้ำหวานเสียงดังสวบ วางแก้วเปล่าลงบนโต๊ะกลาง เริ่มต้นบทสนทนาต่อกับแม่ มิเกลเดินทะลุผ่านบทสนทนาโดยไม่ทักทายใคร แค่เดินผ่านไป แต่ยังคงได้ยินเสียงพูดคุย เสียงของสีส้มดังขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกับอยากให้ประโยคที่พูดออกมาเดินไปส่งมิเกลถึงหน้าประตูห้อง

        "สีส้มอยากไปเรียนต่อต่างประเทศ สีส้มจะเป็นวิศกรครับแม่"

        "อะไรที่ต้องพยายามเกินความสามารถมันเสียเวลา ลูกต้องเรียนไปเครียดไป มีแต่อะไรยากๆ ชวนปวดหัว"

        "นั่นละครับ มันเป็นเรื่องง่ายสำหรับผม แม่ครับผมไม่สนอะไรที่ได้มาง่ายๆ  อย่างไอ้พวกวรรณกรรมอะไรนั่น เรียนจบมาแล้วจะทำอะไร เป็นนักเขียนไส้แห้ง หรือว่าเปิดร้านขายหนังสือมือสอง มีหวังเจ๊ง!"สีส้มมองการณ์ไกล

        "จะเป็นอะไร จะเป็นยังไงมันก็ไม่ใช่เรื่องของนาย อย่ามายุ่ง!"มิเกลเผลอโต้ตอบกับสีส้มในความทรงจำของตัวเอง

        "สีส้มมันอยากเรียนวิศวะ เพราะมันชอบหรือว่ามันแค่อยากไปต่างประเทศกันแน่ จะไปรู้มันเหรอ! ตอนนี้คิดอะไรไม่ออก แล้วจะตอบตัวเองยังไง"มิเกลเถียงกับความคิดในสมองของตัวเอง

        "จะเขียนรายงานได้ยังไง ในเมื่อเรายังเข้าไม่ถึง อยากได้ใครสักคนเป็นที่ปรึกษา เฮ้ย! คิดออกแล้ว ครูหลิวเป็นคำตอบให้โจทย์ข้อนี้ได้"

มิเกลรีบพุ่งไปที่แผนกศิลปกรรม หยุดยืนดูเพื่อนร่วมสถาบันผลิตชิ้นงานศิลปะ

        "อืม ที่เราเลือกชมรมมังงะ เพราะเราชอบวาดภาพ หรือเราแค่ชอบอ่านการ์ตูนกันแน่"มิเกลเปิดหนังสือที่ถือติดมือมาด้วย วรรณกรรมเยาวชนที่ยังอ่านค้างไว้

        "ลืมไปเลยว่า ครูหลิวไปศึกษาเพิ่มเติมที่ต่างประเทศ"มิเกลงึมงำ

        "เฮ้ย! ลืมที่คั่นหนังสือไว้ที่ห้องกำแพง แล้วก็ เราอ่านถึงหน้าไหนล่ะ"มิเกลพลิกหนังสือในมือไปมา

        "อืม น่าจะอ่านถึงตอนที่...พิซซ่ายังคาปาก ชีสเยิ้มปลายนิ้ว เจลลื่นมือที่เรานวดแข้งให้กำแพง เฮ้ย! ไม่ใช่ตอนนั้น ข้ามๆ" 

มิเกลเปิดหน้าหนังสือในมือ ย้อนกลับไปถึงตอนที่คาดว่าน่าจะอ่านค้างไว้เมื่อคืน





        "ครูหลิวเคยบอกไว้ว่า ก้อนอิฐเมื่อก่อรวมกันมันจะกลายเป็นบ้าน อักษรตัวเล็กปิ๋วเรียงรายจนกลายเป็นหนังสือเล่มใหญ่ และเส้นแค่ไม่กี่เส้นวาดจนเป็นภาพ และแล้วเรากำลังวาดเส้นให้เป็นภาพ"มิเกลปัดซากยางลบออกจากกระดาษ

       "หืม เส้นไรของนายอะ ก๋วยเตี๋ยวเหรอ หรือบะหมี่ไข่"

        "ไข่นายอะเดะ นายนี่มันทำลายบรรยากาศ เราหมายถึงมังคุดที่เราวาด"

        "ไหนดูซิ"กำแพงรวบตัวมิเกลมากอด พาดคางไว้กับไหล่บาง

        "เฮ้ย! นายยื่นหน้าเข้ามาซะใกล้ สายตาสั้นเหรอ"

        "ก็มังคุดของนายมันน่ากิน น่ากินทั้งมังคุด น่ากินทั้งคนวาด"กำแพงกระซิบข้างหู

        "เหรอครับ งั้นวันไหนที่นายจะกินเรา วันนั้นเราจะไม่อาบน้ำ"

มิเกลพิงหลังฝากไว้กับแผ่นอกกำแพง ลงมือวาดภาพต่อ แผ่นอกกว้างๆ รองรับร่างน้อยๆ ได้เป็นอย่างดี

        อือ ใช่ แผ่นอกกว้างๆ ของนายช่วยรองรับเกือบทุกความรู้สึกของเราได้เป็นอย่างดี นายเท่านั้น ที่จะเป็นที่ปรึกษา เราต้องไปหานาย ตอนนี้เลย เราอยากขอคำปรึกษา อยากเห็นหน้านาย อยากได้กลิ่น...เฮ้ย เริ่มไม่เข้าท่าละ

มิเกลค่อยๆ หรี่เสียงความรู้สึกนึกคิดลง แล้วโพล่งออกมาเสียงดังฟังชัด

        "ม่ายยย! เมื่อคืนก็เกือบไปแล้ว ยังดีที่มีเฮอร์ชีส์ช่วยชีวิตเอาไว้"มิเกลส่ายหัว 

        แต่มันอาจจะไม่เลวร้ายอย่างที่เราคิดก็ได้ ถ้าเราแค่เอาแต่ตัวไป ไม่ต้องเอาหัวใจไปด้วย คุยได้ แต่ห้ามมองตา เชื่อเลยว่าไม่มีปัญหา ถ้าอาการหวั่นไหวไม่กำเริบ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 30 ครั้ง

8 ความคิดเห็น