Vanilla Cola

ตอนที่ 17 : สี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 155
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 78 ครั้ง
    1 มิ.ย. 62

"สีชมพูน้ำทะเล"กำแพงพึมพำ

"แสงสะท้อนของท้องฟ้าตอนเย็น ย้อมทะเลให้เป็นสีแห่งรัก"

      กำแพงยืนมองร่างน้อยนั่งเล่น มองคลื่นน้ำ ลมทะเลพัดผมมิเกลพันกันยุ่งเสียทรง แต่มิเกลกับทรงผมยุ่งเหยิงยังคงน่ารักน่าหยิกสำหรับกำแพง

      "เมี้ยว นายมันเหมือนลูกแมวซนๆ ที่ทำให้เราหัวหมุนวิ่งหาจนเมื่อย เราเล่นซ่อนหากับนายจนเหนื่อย น่าโดนทำโทษ นายมัน...น่าฟัด!"

กำแพงวิ่งมาทรุดตัวลงนั่งข้างๆ ร่างน้อยที่นั่งกอดเข่ามองทะเล จ้องหน้ามิเกลตาไม่กะพริบ ค่อยๆ คัดเลือกคำที่จะเริ่มต้นบทสนทนาเพื่อทำลายความเงียบกริบ

      "กำแพงนายอย่าจ้องเราแบบนั้น"มิเกลยิ้มให้ทะเล

       หือ ไม่น่าเชื่อ ที่เราคิดไว้คือนายจะเกลียดเรา จนมองหน้ากันไม่ติด แต่นายกลับพูดกับเราก่อนอย่างไม่รู้สึกอึดอัด มิเกลนายมันเดาทางยากอะ

      "ทำไม"

      "นายกำลังเอกซเรย์เรา"สายตามิเกลจ้องท้องทะเล มองลูกคลื่นไล่ระดับลูบไล้หาด

      "ซะงั้น นายรู้ได้ไง"

      "เหงื่อบนหน้าผากนายมันบอก"

      "เราวิ่งออกกำลังกายเหงื่อมันก็ต้องออกเดะ"กำแพงยกแขนขึ้นปาดเหงื่อบนหน้าผาก

      "นายมันอันตรายไว้ใจไม่ได้ อืม นายช่วยคิดทีว่าเราน่าจะพูดอะไรต่อดี"มิเกลยังมองทะเล ส่งยิ้มอ่อนโยนให้ดวงอาทิตย์

      "อืม ดวงอาทิตย์กลมๆ กำลังจะจมขอบฟ้า ก่อนที่ดวงอาทิตย์จะอำลา ยังอุตส่าห์หันมาบอกกับนายว่าลาก่อน...มิเกล"

      "บ้า"

      "จริงๆ นายไม่เห็นเหรอเมี้ยว ดวงอาทิตย์สีส้มยิ้มให้นาย"กำแพงยิ้มปากกว้าง

      "งดพูดอะไรที่พาดพิงถึงสีแสบๆ"

      "เฮ้ย! เราขอโทษ"จู่ๆ กำแพงก็ขอโทษมิเกลเอาดื้อๆ

      "เราขอโทษที่พูดถึงสีส้ม แล้วก็ขอโทษเรื่องเมื่อคืนด้วย"

      "นายหุบปากซะ!"

      "อ้าว คิดว่ามันออกนอกเรื่องไปแล้ว แต่มันก็กลับเข้าเรื่องอีกจนได้"

      "ก็นายนั่นละ!"

      "ก็เราบอกว่าเราขอโทษ!"

      "เฮ้ย! นายจะโวยวายทำไม แล้วก็...นายไม่ไปเรียนเหรอ"

มิเกลละสายตาจากทะเลมาแอบมองกำแพงแพล็บ จากนั้นย้ายสายตากลับไปจดจ่อกับทะเลต่อ

      เสื้อเชฟสีดำสวมทับกับกางเกงยีนส์สีดำตัวโคร่ง แล้วก็นั่น รองเท้าคอนเวิร์สคู่เน่าของเรา กำแพงนายอยู่ในชุดสีดำ เหมือนกับชุดกักคุรัน ผิวสีขาวของนายตัดกับสีชุด ความเป็นนักกีฬาของนาย ทำให้เลือดในตัวโชว์ออฟ อืม เลือดในตัวของนาย น่าจะหวาน และอุ่นลิ้น ถ้าเราเป็นแวมไพร์ คนแรกที่เราจะดูดเลือดต้องเป็นนาย

มิเกลเผลอลูบไล้สายตาไปทั่วร่างสูงโปร่ง สะดุดกึกกับรอยขีดข่วนสีแดงที่คอ รอยข่วนลากเป็นทางยาวบนผิวขาว

      ฮะ! นั่นมันรอยเล็บของเรา เมื่อคืน

กำแพงแอบมองรอยเล็บของตัวเองบนแขนมิเกล

      อืม เล็บของเราคงเผลอไปข่วนแขนนายเข้า ตอนที่เราสยบนายให้หยุดเหวี่ยง เราต่างคนต่างมีรอยเล็บของกันและกัน

      "เฮ้ย!"รอยที่คอมิเกลทำให้กำแพงชะงักไปได้ชั่วขณะ 

เจ้าของต้นคอขาวค่อยๆ เขี่ยเส้นผมสีดำสนิทปกปิดรอยจ้ำ เมื่อรู้ตัวว่ามีสายตาจ้องมอง

      "นายมัวแต่เหม่ออะไร ทำไมไม่ตอบคำถาม"

      "มอง เฮ้ย! ไม่อะ วันนี้เราโดด"

      จริงๆ เราออกตามหานายต่างหากไอ้ปากไม่ตรงกับใจ

       "พูดออกมาได้เต็มปากเต็มคำว่าโดด อย่างนายเนี่ยนะโดดเรียน"
      
มิเกลจ้องเขม็ง กำแพงรีบเปลี่ยนเรื่องก่อนที่จะโดนมิเกลจับได้

      "มิเกลนายว่าน้ำทะเลเป็นสีอะไร"

      "สีฟ้า ตามนั้น ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่ แต่ยังไงสีฟ้ามันก็คู่กับน้ำทะเล...ทะเลสะท้อนเงาของท้องฟ้า มันคอยอยู่เคียงข้างกันตลอดเวลา"

      "ใช่ มันโรแมนติกมากในเชิงวรรณกรรม แต่ในเชิงวิทยาศาสตร์ น้ำทะเลดูดกลืนสีอื่นหมดยกเว้นสีฟ้า ที่สะท้อนออกมาให้เรามองเห็นเป็นสีฟ้าน้ำทะเล"

      "อือ มันคือภาพลวงตา"

มิเกลแอบลอบมองกำแพง หวุดหวิดเกือบหลบไม่ทัน เพราะไม่รู้ว่ากำแพงจะหันกลับมากะทันหัน

      "มิเกล"

      "ฮะ!"

      "นายว่าทฤษฎีเป็นสีอะไร"

      "อะไรของนาย ทฤษฎีก็ต้องเป็นสีชมพู แค่นี้ไม่รู้เหรอ"

      "เก่งนี่ นายคงชอบฟังเพลงทฤษฎีสีชมพูของแสตมป์สิ"

      "อือ เพลงเก่า"

      อือ เราชอบฟังเพลงเก่า อยากจะบอกกับนายแบบนั้น แต่กลัวโดนแซวว่าเชย

มิเกลแอบมองกำแพง ที่กำลังก้มหน้าก้มตา เขียนชื่อเพลงบนทรายด้วยนิ้ว

      "ใช่ มันเชยมากเลยถ้าใครรู้ว่าเราชอบฟังเพลงเก่า แต่เราชอบบบ"กำแพงลากเสียงยาว

      "ฮะ! นายชอบเหมือนกับเราเลย เฮ้ย!"มิเกลรีบเอามืออุดปากตัวเอง

      เราเผลอพูดออกมาจนได้

      "อะไรอะ"

      "เปล่าๆ"

มิเกลทำไม่รู้ไม่ชี้กลบเกลื่อน กำแพงกรีดนิ้วลงบนทรายสีขาว จนเป็นร่องลึกสีดำ ขีดเขียนชื่อเพลงที่ตัวเองชอบ

      "บ่อยครั้งที่เราได้ยินเพลงเก่าอยู่ในหนังใหม่ และบ่อยครั้งที่เราหยิบความทรงจำเดิมจากวันวานมาเติมเต็มวันนี้ เขย่าความทรงจำเก่าให้เข้ากับเรื่องราวใหม่ กลายเป็นความรู้สึกดี ไม่ว่าจะเป็นเพลงเก่าหรือเพลงใหม่ก็สร้างแรงบันดาลใจให้เราได้ ไม่ว่าจะเป็นเพลงในหรือเพลงนอก เราก็ฟังมันได้ทุกแนว เพราะว่าภาษาดนตรีไม่มีขีดจำกัด ไม่ขัดจินตนาการ อืม ตอนนี้ท้องฟ้าหมือนจะเป็นสีเดียวกับเพลงนั้นเลย ทฤษฎีสีชมพูเข้ากันดีกับดวงอาทิตย์สี... เอ่อ"กำแพงหยุดประโยคไว้ตรงคำว่าเอ่อ

      "นายจะบอกว่าดวงอาทิตย์เป็นสีส้มเหรอ เราอยากจะบอกว่าสีชมพูเป็นน้องสาวของสีส้ม"

      "นั่นก็หมายความว่าเราพูดผิดหูนายอีกแล้วใช่มั้ย"กำแพงเหล่มองมิเกลที่เหม่อลอยมองทะเล

      ผิดคาด ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นึกว่าเราจะได้ยินคำว่าหุบปากจากนาย มิเกลนายนี่เข้าใจยาก อ่านทางไม่ออกจริงๆ เราอยากจะเข้าไปอยู่ในโลกส่วนตัวของนาย เหมือนกับที่เราอยากจะเข้าไปอยู่ในรอยขาดของยีนส์ ฝังตัวในผิวหนัง

      "เห็บหมา"มิเกลพูดขึ้นมาลอยๆ

      "เฮ้ย! นายรู้ได้ยังไง นายรู้ว่า เอ่อ หมามีเห็บ"

      "อือ เราคิดถึงเห็บหมาของอู่ไช้"มิเกลทำหน้าดูไม่ออกว่ากำลังรู้สึกอะไร แค่เหงา หรือสุดเศร้า

      "ถ้าเราเดินทางเข้าไปในโลกของอีกคนง่ายๆ เหมือนกับเพลงทฤษฎีสีชมพูก็ดีสิ แต่โลกส่วนตัวคงเป็นโลกที่เราเดินทางเข้าไปไม่ถึง ให้เดินทางรอบโลกยังง่ายกว่า"

      "นี่นายยังฟังเพลงทฤษฎีสีชมพูไม่จบอีกเหรอ อือ แต่ก็จริงของนาย ถ้าให้เราเดินทางเข้าไปในโลกส่วนตัวมันยาก ต่อให้คนนั้นเป็นแม่ของเรา ก็ยังยาก เราเข้าไปในโลกของแม่ไม่ได้เลย แต่สีส้มเข้าได้"มิเกลยิ้มมุมปาก

      "อย่างนี้ต้องเรียกว่าทฤษฎีสีส้ม"ประโยคของกำแพงทำเอามิเกลหุบยิ้ม

      "เอ่อ เราพูดอะไรผิดเหรอ"กำแพงเกาหัวแกรก

      "นายอย่ามาเสแสร้งถามทั้งๆ ที่รู้ว่าความจริงเป็นไง"

      "งั้นเอางี้ นายกับเรามาสร้างเรื่องสมมติกัน"

      "ยังไง"มิเกลสงสัย

      "สมมติว่าแม่ของนายเป็นดวงอาทิตย์ นายเกิดวันอะไร"

      "วันเสาร์"

      "เหรอ งั้นสมมติว่านายเป็นดาวเสาร์"

      "อือ"

      "สีส้มเกิดวันอะไร"

      "วันศุกร์"

      "สมมติว่าสีส้มเป็นดาวศุกร์"

      "นายสมมติอีกแล้ว"

      "ก็เราอยากให้นายคิดว่าเรื่องไม่ดีทั้งหมด มันไม่ใช่ความจริง มันเป็นเรื่องสมมติ หยุดขยายความกว้างของปากแผล"

      "ขอบใจ"มิเกลยิ้มให้ความหวังดีของกำแพง

      "ดาราจักร"

      "หืม นายจะสื่ออะไร"

       "เรื่องสมมติของเรา กาแล็กซี่ทางช้างเผือกกับดาวเคราะห์แปดดวง พุธ ศุกร์ โลก อังคาร พฤหัสบดี เสาร์ ยูเรนัส เนปจูน เรียงตามลำดับ ระยะห่างระหว่างดวงอาทิตย์ของดาวแต่ละดวงมันไม่เท่ากัน"

      กำแพงหยุดประโยค หันมามองปฏิกิริยาของคนข้างๆ 
      มิเกลกำลังไต่ขึ้นไปแตะขอบฟ้า ล่องลอยสู่อวกาศ สำรวจดวงจันทร์กับนีล อาร์มสตรอง นักบินอวกาศคนแรกของโลกที่เหยียบดวงจันทร์

      "สีส้มเป็นดาวศุกร์ อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์กว่านายที่เป็นดาวเสาร์ ก็เลยสนิทกับแม่มากกว่านาย"

      เสียงของกำแพงดังขึ้นขัดจังหวะจินตนาการ 
      การผจญภัยของมิเกลกับนีล อาร์มสตรองบนดวงจันทร์ เป็นอันว่าสิ้นสุด

      "เราไม่ใช่ดาวเสาร์ สำหรับแม่เหรอ แค่วงแหวนของดาวเสาร์ เรายังเป็นไม่ได้เลย"

      "งะ งั้นเหรอ"กำแพงหน้าเหวอ

      "กำแพงเราว่ายิ่งคุยยิ่งเข้าประเด็นทำร้ายจิตใจเรา เปลี่ยนเรื่องคุยเหอะ"

      "แล้วระยะห่างระหว่างเราล่ะ!"กำแพงขยับตัวเข้าไปเบียดมิเกล

      "เฮ้ย! นายพูดเรื่องอะไรอะ แล้วก็ไม่ต้องเข้ามาใกล้ขนาดนี้ นายเว้นระยะห่างด้วย"

      "นายเป็นโรคขาดความอบอุ่นไม่ใช่เหรอ เราเกิดวันอาทิตย์ ให้เราเป็นดวงอาทิตย์ของนาย เอามั้ย"

      "อย่ามายุ่ง!"มิเกลดันตัวกำแพงออกจากระยะพ้นขีดอันตราย กำแพงรีบหัวเราะกลบเกลื่อน

      "ฮะๆ นายกลัวเราขนาดนั้นเลย"



      ดวงอาทิตย์สาดแสงส้มอมแดงห่มโลก ละเลงสีเล่นบนฟ้าทั้งผืน ย้อมสีให้ทุกสรรพสิ่ง ยามเย็นเจือจางแสงแดดร้อนให้ละมุนผิว 
      มิเกลนั่งอาบแดดอุ่นๆ บนพื้นทรายเล่น กำแพงกวาดตามองไปทั่วท้องฟ้า

      "สีแดงเป็นสีของดวงดาวที่มีอุณหภูมิเย็น แต่มันกลับเป็นสีของวรรณะอุ่น
      สีน้ำเงินเป็นสีของดวงดาวที่มีอุณหภูมิร้อน แต่มันกลับเป็นสีของวรรณะเย็น"

      "ก็มันเป็นแค่ภาพลวงตา นายไม่มีอะไรจะสงสัยแล้วเหรอไงถึงได้หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาคุย"

      "เปล่า ตอนนี้เราแค่มองเห็นเส้นขอบฟ้า แล้วให้ความรู้สึกนั้น"

มิเกลมองไปบนท้องฟ้า ในตอนนี้สีหม่นของความมืดมาแทนที่สีสว่าง ดวงอาทิตย์กลมดิกยืนโบกมืออำลาอยู่ตรงเส้นขอบฟ้า ช่วงเวลาของตอนเย็นผ่านพ้นเพียงชั่วพริบตา

      "อือ หวันมุ้งมิ้ง"

      "อะหยัง หวันมุ้งมิ้ง"

มิเกลลุกขึ้นยืน ปัดทรายออกจากยีนส์เดฟขาดเหวอะตรงเข่า

      "เราจะกลับบ้านละ"

กำแพงรีบดึงตัวมิเกลไว้ด้วยประโยคสั้นๆ

      "เดี๋ยวสิ! อยู่คุยกันก่อน"

      "ไม่เอา คุยสัพเพเหระ จิปาถะ ไปยาลใหญ่ วันนี้นายพูดมากกก"มิเกลลากเสียงยาว

      "เอาเหอะน่า เรามีหนังสือที่ขนมาจากเชียงใหม่ยังไม่ได้อ่านเลย นายสนใจจะเอาไปอ่านมั้ยล่ะ"

      "ฮะ! ไม่เห็นนายเคยบอก"มิเกลตาโต

      "ก็นายไม่เคยถาม"
 
กำแพงยิ้มให้ปฏิกิริยาของมิเกล ที่มีต่อหนังสือ มันได้ผล มิเกลฟุบลงนั่งอยู่กับที่

      "ทำไมนายชอบอ่านหนังสือ"

      "ก่อนจะเขียนหนังสือ ก็ต้องอ่านหนังสือ ถ้าจะเป็นนักเขียน ต้องเริ่มต้นจากการเป็นนักอ่าน นายก็เรียนวรรณกรรม เรื่องแค่นี้นายไม่รู้ หรือแกล้งถาม"

      "เราเรียนวรรณกรรม แต่เราไม่ชอบอ่านหนังสือ มีไรมั้ยอะ"

      "ถ้านายไม่อ่านหนังสือ นายไม่สามารถเขียนหนังสือ เมื่อเราอ่านหนังสือ เหมือนเราได้ผจญภัยไปกับนักเขียน เราได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน"

      "ถ้างั้น เราเขียนให้นายอ่านหนึ่งเรื่องเอามั้ย อืม เราจะใช้นามปากกาว่าอะไรดีล่ะ"

      "ไอ้หื่น เข้ากับนายที่สุด"

      "ซะงั้น"

กำแพงแก้เก้อด้วยนิ้วมือเกาหัวแกรก อาการแบบนี้ของกำแพงก็มีด้วย มิเกลอดที่จะแอบมองไม่ได้ อยากจะคิดอะไรเกี่ยวกับกำแพงต่อ แต่ยังไม่ทันได้คิด

      "ทำไมนายชอบอ่านการ์ตูนญี่ปุ่น!"

      "ฮะ!"

      "รู้นะว่านายคิดอะไรอยู่"

      "เฮ้ย! นายรู้ได้ยังไง"

      "ทำไมเราจะไม่รู้ล่ะ ในเมื่อเสื้อผ้าหน้าผมของนายมันฟ้อง นายอยากเป็นเด็กแนวแบบในการ์ตูนอะเดะ"

      "เราชอบความเป็นไปไม่ได้ ที่เป็นไปได้ในมังงะ แล้วก็ นายอย่ามายุ่งกับแนวของเรา"

กำแพงทำได้แค่อมยิ้ม เอานิ้วมือเขี่ยทรายเล่น 

      โดนหาว่ายุ่งอีกแล้ว มันใครกันแน่ ที่เป็นไอ้ตัวยุ่ง

      "เนื้อเรื่องในมังงะมันรวบรัดดี ดูไม่มีพิธีรีตองอะไร คำสวยกะทัดรัดในกรอบ มีรายละเอียดยุบยิบในภาพ เราชอบวาดการ์ตูน เลยเผลอซื้อมังงะครั้งละเป็นตั้ง เป็นนิสัยเสียที่เราหาทางซ่อมอยู่"มิเกลโชว์รอยยิ้มจัดฟัน กำแพงอมยิ้มให้เหล็กดัดฟัน

      ชักจะชอบรอยยิ้มของคนนิสัยเสียแล้วสิ คิดว่าเราน่าจะซ่อมนิสัยเสียให้นายได้นะ ซ่อมซะให้เข็ด

      "นายรู้มั้ยกำแพง เราอยากทำหนังสือสักเล่ม ที่กระดาษดีๆ ราคาถูกๆ"

      "มันก็ขาดทุนสิครับนั่น"กำแพงพาดคางวางกับเข่า จ้องคนข้างๆ อย่างตั้งใจมอง

      "กำไรของเราก็คือคนที่ได้อ่านหนังสือของเรา ได้อะไรดีๆ เอาตัวหนังสือไปต่อยอดความคิด ต่อให้มีคนอ่านแค่ไม่กี่คน ก็คุ้มแล้ว"

      "แล้วถ้าไม่มีใครอ่านหนังสือของนายเลยล่ะ"

มิเกลมองด้วยหางตา ปลายนิ้วเขียนหัวกะโหลกลงบนทราย กำแพงรีบพ่นคำขอโทษออกจากปาก ก่อนที่มิเกลจะลงมือเขียนภาพที่คาดคิด

      "เราเคยคิดว่าจะแอบเอาวัสดุก่อสร้างเกรดต่ำไปสร้างบ้านให้คนรวย ที่ขี้โกง คิดราคาเกินคุณภาพ กำไรที่เราได้จะเอาไปสร้างบ้านให้คนจน"

      "กำแพงนายนั่นแหละ ขี้โกง!  คุณย่าบอกว่าคนขี้โกงเป็นคนไม่ดี"

      "มันเป็นการปล้นคนรวยเพื่อช่วยคนจนต่างหาก มันไม่ดีตรงไหน ได้กำไรจากคนไม่ดี เอาไปช่วยคนดีๆ"

      "มันเป็นการเอาเปรียบชะมัด ถ้านายโดนโกงมั่งล่ะ นายจะบอกว่าดีเหรอ!"มิเกลขึ้นเสียง

      "ถ้านายไปอยู่ตรงนั้น ตรงที่มีผลประโยชน์ให้โกย การโกงก็กลายเป็นเรื่องธรรมดา มันไม่ทำให้รู้สึกเจ็บหรอก เพราะมันชา"

     "มันด้านมากกว่า!"

      เฮ้ย! นี่เราเผลอตวาดใส่หน้ากำแพง เพราะเรื่องไม่เป็นเรื่อง ที่เป็นเรื่อง

      "ขอโทษ"มิเกลพูดห้วน ก้มหน้ามองพื้นทราย

      "ถ้านายหายตัว เราจะหานายเจอที่ร้านหนังสือ ฮะๆ!"

กำแพงส่งเสียงหัวเราะ กลบเกลื่อนบรรยากาศเมื่อกี้ มิเกลเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มโชว์เหล็กดัดฟันให้กำแพง มันเป็นรอยยิ้มที่ไม่เลว

      "อือ ถ้าเราป่วยใจ เราจะเข้าไปแช่ตัวในร้านหนังสือ เข้าสู่โหมดจิตวิทยา หนังสือคือตัวช่วย"

     "นายคิดว่าหนังสือช่วยได้ แล้วนายไม่คิดจะช่วยตัวเองมั่งเหรอ"

      "ยังไง"มิเกลสงสัย

      "เราคิดว่าเซกส์จัดอยู่ในหมวดจิตวิทยาด้วย แต่เราไม่ชอบจินตนาการตัวหนังสือให้เป็นภาพ เราชอบของจริงมากกว่า"นิ้วมือกำแพงค่อยๆ แตะปลายนิ้วมิเกล เบียดตัวเข้ามาชิดจนตัวติดกัน

      "กำแพงนายใกล้ไปแล้ว ช่วยเว้นระยะห่างด้วย"มิเกลดันร่างสูงโปร่งออกไปให้พ้นตัว แต่ข้อมือมิเกลกลับโดนกำแพงคว้าเอาไว้ได้

      "เมื่อคืนเรารู้สึกว่านายยังจูบไม่เป็น เราจะสอนภาคทฤษฎีให้นาย"

      มิเกลโดนกำแพงจ้องหน้า มิเกลเผลอจ้องตากำแพง จนติดกับ

      "มันคือกับดัก"

      "หืม ก็นายยังจูบไม่เป็น"ปลายนิ้วกำแพงเกี่ยวคางมิเกล เลื่อนนิ้วโป้งขึ้นไปแตะริมฝีปาก ค่อยๆ กดนิ้วลงไปบนความอ่อนนุ่ม

      "นายเคยเหรอไง ทำเป็นมาสอนอะ"มิเกลแอบใจเต้นรัวๆ

      "อืม ไม่เคยมั้ง"

      ใช่ เรายังไม่เคยจูบใครจริงจัง แล้วก็จูบแรกของเราไม่ใช่เจดา เพราะนายชิงจูบเราซะก่อน

      "เราในฐานะผู้เชี่ยวชาญ เราจะสอนให้ ก่อนอื่นนายต้องหลับตา"มิเกลเผลอทำตามที่กำแพงบอกอย่างว่าง่าย

      "นายต้องแลบลิ้นออกมาด้วย"กำแพงประกบปาก สอดลิ้นอุ่นเข้าไปเล่นกับเหล็กดัดฟัน

      เฮ้ย! นี่นายจูบจริงนี่หว่า

มิเกลตาค้าง! จูบจริงของกำแพงยังคงดำเนินการต่อ จนมิเกลเริ่มออกอาการตัวสั่น กำแพงถอนริมฝีปากออก

      "ที่นายสั่นอะ หนาวเหรอ"กำแพงแกล้งแหย่

      "หรือว่าเสียว"

      "ไอ้บ้า! ไหนนายบอกว่าจะสอนภาคทฤษฎี นายมันชอบฉวยโอกาส นายมัน อ๊ะ!"กำแพงปิดปากมิเกลด้วยจูบ โอบร่างน้อยเอาไว้ในท่อนแขน แล้วถอนริมฝีปากออก สบตามิเกล

      "อุ่นขึ้นยัง"

      "เราไม่ได้หนาว"

      "ไม่เชื่อซะอย่าง นายสั่นออกนอกหน้าขนาดนั้น ยังมาปากแข็งอีก นายยังมีเรื่องที่ปิดบังความรู้สึกกับเราอีกมั้ยเมี้ยว"

      "ไม่มีโว้ย!"

      "นายเคยให้ใครจูบแบบนี้มั้ย บอกมาซะดีๆ"กำแพงคาดคั้น

มิเกลสะอึก ไม่มีสัญญาณตอบรับกับคำถามของกำแพง

      "ห้ามใครจูบนายแบบนี้รู้มั้ย"

กำแพงกอดมิเกล มิเกลไม่ตอบสนองกอดของกำแพง เพราะภาพของพายุในอดีตวนกลับมาที่ปัจจุบัน วันนั้น พายุเช็ดคราบช็อกโกแลตให้มิเกลด้วยปาก

      "เฮ้ย!"

ร่างสูงโปร่งโถมลงมาทั้งตัว ทับร่างที่กอดแนบแผ่นอกให้นอนราบไปกับพื้นทราย ทำลายภาพพายุหมดจด

      "ต้องให้เห็นภาพด้วย จบภาคทฤษฎี ต่อไปเข้าสู่ภาคปฏิบัติ"

      "เฮ้ย! กำแพง! นายอย่ามายุ่งกับเรา! อ๊ะ!"

กำแพงไม่เปิดโอกาสให้มิเกลพูดพล่าม ชิงปิดปากด้วยจูบ ก่อนที่มิเกลจะผลิตคำพูดออกมา ค่อยๆ สอดมือเข้าไปใต้เสื้อ ไล้มือไปมาบนแผ่นอก อีกมือปลดล็อคกระดุมเสื้อออกทีละเม็ด ผิวหนังมิเกลถูกเคลือบด้วยเม็ดทรายขาว เหมือนกับโดนเคลือบด้วยน้ำตาลไอซิ่ง

      "นายน่ากินว่ะ"กำแพงเล่นลิ้นกับแผ่นอกขาว

      "ร่องรอยของเมื่อคืน รอยหื่นของเรายังชัดเจนบนแผ่นอกนาย เราชอบอะ"

กว่ามิเกลจะรู้สึกตัว มือของกำแพงก็สัมผัสกับส่วนนั้น

      "เฮ้ย!"มิเกลรีบดึงตัวเองกลับมา

      "อย่าทำ! อย่ามายุ่ง!"

      "มิเกลนายอย่าดื้อกับเรา"

      "นายจะติดโรค"

      "ถ้าติดก็ตั้งแต่เมื่อคืนละ ครั้งแรกของเรา ไม่ใช่ครั้งนี้"

      "ครั้งแรกของเราเหรอ! นายหุบปากซะ!"

      "เราขอสั่งให้นายหยุดออกคำสั่ง"กำแพงปิดทับคำสั่งด้วยปาก มิเกลทำได้แค่ดิ้นพราด

      "เป็นไงจูบสั่งสอน โทษฐานที่นายมาสั่งให้เราหุบปาก คืนนี้เราจะไม่ปล่อยนายไปง่ายๆ เหมือนเมื่อคืน จะเพิ่มเติมทุกครั้งเท่าที่เราต้องการ ยาวๆ ไป"

      "กำแพงหยุด! อย่าแกล้งเรา นายสะใจเหรอที่แกล้งเรา"

มิเกลผลักไสจูบ เม้มปากแน่น กำแพงไม่ฟังเสียง ยังคงวุ่นวายกับร่างกายของมิเกลต่อ

      "กำแพง! ไม่! พอ! พอแล้ว!"

จูบของกำแพงมันกลืนกินมิเกลเข้าไปหมดทั้งตัว มิเกลดิ้นไม่หลุด ถอนตัวจากจูบนั้นไม่ขึ้น

      "กำแพงนายทำให้เราตัวชาไปหมด นายมันบ้า"

นิ้วมือปลดกระดุมทีละเม็ด สอดปลายนิ้วเข้าไปดึงยีนส์เดฟออกจากตัวมิเกล จูบทุกซอกมุม ไล้ลิ้น เล็มทรายที่เคลือบบนผิวหนัง ชิมความหวานของร่างเปลือยเปล่าที่นอนแนบกับพื้นทรายขาวละเอียด

      "มิเกล ผืนทรายสีขาว เราจะใช้มันเป็นเตียงนุ่ม สำหรับฉาก NC"

      Enjoy The Sea






      กำแพงลากนิ้วมือไปมาบนตัวทั่วร่าง ก่อนวางนิ้วบนริมฝีปากนุ่ม สอดนิ้วมือลงไปในปากสัมผัสเหล็กดัดฟันเล่น ดึงนิ้วออก ค่อยๆ สอดลิ้นลงไปแทนที่ จูบนี้หวานหนักหน่วง

      "มิเกลนายทำให้ใจเราเต้นตึกตัก เราตื่นเต้นกับร่างกายของนาย ทั้งๆ ที่เราไม่มีอะไรแตกต่าง เรามีเหมือนกันทุกอย่าง แต่นายมัน...กลิ่นของนายมันหวาน"

      มิเกลสอดมือเข้าไปในยีนส์ตัวโคร่ง ทำทุกอย่างที่ทำได้กับก้นไซส์ XL กำแพงดูดแผ่นอกขาวฝากรอยแดง ค่อยๆ ลากลิ้นเรื่อยลงมาจนถึงเป้าหมาย ยกขามิเกลขึ้นพาดไหล่กว้าง มิเกลลากเท้าไปมาบนตัวกำแพง จิกเล็บเท้าลงแผ่นหลังอย่างบ้าคลั่ง เมื่อกำแพงจมหายตรงหว่างขา 
      กำแพงค่อยๆ กลืนกินส่วนนั้นของมิเกลเข้าไปทั้งตัว

      "ฮะ! กำแพง อย่า!"มิเกลน้ำตาซึม

      "มิเกล เราชอบมัน"

      กำแพงดูดกินความหวาน เหมือนกับผีเสื้อกระหายดอกไม้ เลื่อนลิ้นไต่ระดับขึ้นไปล้อเล่นกับเหล็กดัดฟันในปาก ได้กลิ่นวานิลลา เลื่อนลิ้นลงมาเลียแผ่นอก แล้วลากลิ้นไปมาทั่วร่างเปลือย เหมือนกับระลอกคลื่นลูบไล้ชายหาด
      ลิ้นซนเลียเล่นบนตัว ไปจนถึงร่องก้น ก่อกวนช่องทางน่ารัก ค่อยๆ สอดนิ้วเข้าไปเดินเล่นในนั้นทีละนิ้ว มิเกลอารมณ์พุ่งพล่าน เมื่อนิ้วกับลิ้นของกำแพงทำงานเข้ากันดี

      "ฮะ! อาาา..."

มิเกลเคลิ้มปล่อยเสียงคราง ยิ่งทำให้กำแพงได้ใจ กำแพงค่อยๆ มุดเข้าไปในตัวมิเกลช้าๆ

      "นายกลัวเหรอ ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้น ทำเหมือนเมื่อคืน"

      "ฮื่อ...กำแพง...อย่า"

      มิเกลห้ามปราม แต่น้ำเสียงเชื้อเชิญให้เข้ามาได้ กำแพงเบียดตัวเข้าไปจมลึกในร่างมิเกล ค่อยๆ ขยับตามจังหวะขึ้นลงของคลื่นทะเล
      คลื่นม้วนตัว ขยับเข้าฝั่ง แตกฟองเละ เมื่อกระแทกหาด ละเลงฟองสีขาวขุ่นข้นบนพื้นทราย
      เสียงครางของทั้งสองคนปะปนกับเสียงคลื่น ร่องรอยบนผืนทรายสีขาวยับย่น เหมือนผ้าปูที่นอนบนเตียง

      "มิเกล เราอยากป่นนายให้เป็นผง เหมือนกับเม็ดทราย"

มิเกลปล่อยอารมณ์เตลิด เหมือนฝุ่นทราย ที่ถูกลมพัดปลิวไปไกล

      แค่ก!

      อย่า! กำแพง เราสำลักน้ำทะเล



      ทำไมหัวหมุนติ้ว ทั้งๆ ที่เราไม่ได้เมา เราไม่ได้ดื่ม กำแพงนายรู้มั้ย เรามองเห็นภาพรอยเท้าที่เหยียบย่ำหัวใจเรา เดินจากไป แต่ยังคงทิ้งรอยไว้บนพื้นทราย รอยเท้านั่นมันเป็นรอยเท้าของน้ำ ผู้หญิงที่เราเคยรัก
      มือที่ลากไปมาบนทราย มือที่ลากไปมาบนร่างกายของเรา มันเป็นมือของนาย! มันอาจทิ้งรอยเอาไว้ก็ได้ นายอาจจะซ้ำรอยเดิมตรงหัวใจของเรา ครั้งแล้ว ครั้งเล่า แต่ในเมื่อเราห้ามความต้องการไม่ได้ เราก็ต้องปล่อยมันไปใช่มั้ย
      ทั้งๆ ที่เรารู้ถึงผลลัพธ์ แต่เราก็ปล่อยนายตามสบาย อยากทำอะไรก็ได้ เพราะเราชอบให้นายทำเหรอ
      แต่ที่แย่กว่านั้น กำแพงนายไม่ใช่ผู้หญิง นี่เรากำลังหวั่นไหวกับผู้ชายด้วยกัน แถมเผลอตัวมีเซ็กส์กับนาย ต่อไปถ้าเราเผลอใจไปรักนายล่ะ

      "มิเกล...เรารักนาย"

ประโยคของกำแพงขัดจังหวะขึ้นมา มิเกลสั่งการมือที่โอบคอกำแพง ให้จิกเล็บลงเนื้อ เพื่อเตือนสติตัวเอง

      "หุบปากพล่อยๆ ของนายซะ! นายมันก็แค่มีเซ็กส์พร่ำเพรื่อ มันไม่ใช่ความรัก นายไม่รู้เหรอ"มิเกลเน้นเสียงเข้มข้างหูกำแพง

      กำแพงนายต้องรู้ ที่สุดของความรู้สึกแย่ เมื่อนายเดินจากไป แล้วทำให้เราเจ็บเหมือนกับที่เราเคยโดนเหยียบหัวใจ ถ้ามันเป็นอย่างนั้น เราต้องเหยียบเบรก



สีชมพูน้ำทะเลเปลี่ยนแปลง เมื่อท้องฟ้าตอนพลบค่ำเปลี่ยนแสง เวลาโพล้เพล้กลายเป็นเวลาของการพลัดพราก มืดเมื่อแสงหมด ดวงอาทิตย์ลาโลกซ่อนสีไว้หลังดวงจันทร์ บรรยากาศเปลี่ยนสี










ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 78 ครั้ง

8 ความคิดเห็น