Vanilla Cola

ตอนที่ 12 : ปลอบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 176
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 53 ครั้ง
    19 ม.ค. 62

      กำแพงปล่อยให้มิเกลปลดปล่อยในอ้อมกอดกับฝันร้ายได้ตามสบาย อุ่นน้ำตามิเกลให้แห้งด้วยแผ่นอกกว้างขวาง เท่าที่จะทำได้

      "ฮือๆ! ฮึก! ฮือๆ!!!"มิเกลสะอื้นตัวโยน

      "ไม่เอาน่ามิเกล นายอย่าร้องไห้นะ เดี๋ยวน้ำตาเปียกซิกแพคเราหมด เรายังไม่อยากเล่นสงกรานต์ ทั้งๆ ที่ยังไม่ถึงเทศกาลอะ"

นิ้วโป้งกำแพงค่อยๆ ปาดน้ำตาบนแก้มมิเกล พาดพิงไปถึงปาก เผลอสอดนิ้วเข้าไปล้อเล่นกับเหล็กดัดฟัน

      "ปากนายนุ่มว่ะ"กำแพงอมยิ้มเบาๆ

      "ปากนี่เคยจูบปากเรา ฮะๆ! จูบแรก!"

      ฟืด!

มิเกลหายใจทางปาก

      "นายคงเริ่มคัดจมูก หายใจลำบาก แล้วเซ่!"กำแพงเปลี่ยนตำแหน่งของมือย้ายจากปากมาที่เส้นผม

      "เราค่อยๆ ลูบผมนายเล่นดีกว่า ก่อนที่จะโดนนายงับนิ้ว ฮะๆ! น่าสนุกอะ"

กลิ่นผมของมิเกลหอมชวนให้ดม

      ฟืด!

กำแพงสูดกลิ่นผมของมิเกล ราวกับอัดอากาศบริสุทธิ์เข้าไปเต็มปอด ปล่อยลมหายใจออก เป่ารดเส้นผม นิ้วมืออดที่จะเขี่ยเส้นผมกระด้างจากการทำสีเล่นไม่ได้ เส้นผมสีดำสนิทเฉอะแฉะไปด้วยน้ำตา

      "มิเกลนายน่าสงสารว่ะ กว่าแผลของนายจะหาย...ร่างกายของนายถ้าเทียบกับร่างกายของเราแล้วนายดูอ่อนแอกว่า แต่จริงๆ นายเข้มแข็งเอาการ นายฮึดสู้มัน จนสามารถผ่านเรื่องเลวร้าย รอดกลับมาได้อย่างปลอดภัย อย่างไม่น่าเชื่อ เราคิดว่านายจะหายไป..."

      แปลบ!

      เฮ้ย! ทำไมเรารู้สึกใจหายวาบ มิเกลนายก็มีความสำคัญกับเรางั้นเหรอ มิเกลนายเคยหลงเข้ามาอยู่ในความฝันของเรากี่ครั้งกัน เราเคยเผลอจินตนาการถึงนายกี่หน

      "นายจะรู้หรือเปล่าว่า...เราแอบขึ้นมานอนกับนายบนเตียง"

      หมับ!

แขนเล็กปิ๋วของมิเกลกอดกระชับท่อนแขนเป้งของกำแพงแน่น และยังคงส่งเสียงสะอื้นฮึกๆ

      "นายร้องไห้กระซิกๆ กอดเราเอาไว้แน่นขนาดนี้...นายกลัวเราหายเหรอ"

      กำแพงเผลอกระซิบข้างหูมิเกล ค่อยๆ ไล้มือลูบแขนขาว จนขนเส้นบางลุกชันขึ้นมา เมื่อมือกำแพงไต่ไปตามท่อนแขน
      มิเกลยังคงหลับใหล ร่างกายสั่นไหวตามจังหวะการหายใจเข้าออก เหมือนแมวน้อยนอนหลับตัวกระเพื่อมตามแรงลมหายใจ
      กำแพงสอดแขนเข้าไปใต้แขนมิเกล เบียดแผ่นอกแนบแผ่นหลัง

      "มิเกล แค่เราลูบแขนนาย ความรู้สึกแปลกๆ ที่เราแอบมันเอาไว้ มันดันโผล่พรวดออกมาจนได้ ทั้งๆ ที่เราอุตส่าห์เอากระจกบานใสบานใหญ่มากั้นนายเอาไว้ เราแค่อยากแอบมองนายผ่านบานกระจกเท่านั้น แต่! มิเกลเรากลับทำให้นายขนลุก"กำแพงเริ่มรับรู้ถึงสัญญาณอันตรายโดยสัญชาตญาณ

      "เอ่อ...มิเกล เรารู้สึกว่านายกำลังทำให้ไอ้นั่นของเรา มันอยากจะลุกขึ้นมาเหมือนกัน"

กำแพงรีบจับมันไว้ก่อนที่มันจะตื่นขึ้นมากลางดึกในสถานการณ์น่าหวาดเสียว

      "มันต้องการห้องน้ำ ด่วน!"

กำแพงว่าแล้ว ก็รีบผละออกจากร่างน้อยๆ แต่แล้วมิเกลคว้าแขนกำแพงไว้

      หมับ!

มือมิเกล เหมือนหนวดหมึกยักษ์ มันหนึบหนับจับเหยื่ออยู่หมัด กำแพงค่อยๆ แกะมือมิเกลออก แต่มิเกลจับท่อนแขนใหญ่เอาไว้แน่น กำแพงรีบกระซิบบอกข้างหูเสียงเบา

      "มิเกล เราต้องรีบไปเข้าห้องน้ำด่วนพิเศษ"

      "อือ คุณย่าอย่าไป"

      "มิเกล"

      "ครับ คุณย่า"

      "มิเกลนายปล่อยเราก่อนนะ เราจะไปเข้าห้องน้ำ นายอย่าเพิ่งร้องไห้ ให้เราไปเข้าห้องน้ำก่อน เดี๋ยวเราจะกลับมาปลอบนายให้หยุดร้องไห้เลย"

      "ครับ คุณย่า"

มิเกลได้ยินเสียงคุณย่าชัดเจนในความฝัน กอดแขนนั้นไว้แน่นแนบตัว กลัวคุณย่าหายไป และไม่มีวันปล่อยให้กำแพงไปห้องน้ำ

      "มิเกลนายกำลังจะทำให้เรากลายร่างเป็นหมึกยักษ์"กำแพงพ่นหมึกออกมาจนได้ในที่สุด


เมื่อยามเช้ามาเยือน มิเกลพบกับสิ่งต้องสงสัยบนเตียง

      "เฮ้ย! เมื่อคืนเราฝันเปียก!"






      มิเกลพบสิ่งผิดปกติ ในวันที่พาตัวเองมาเรียนตามปกติของเช้าวันจันทร์ ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาในสถาบันวานิลลา หูมิเกลแว่วเสียงซุบซิบนินทาของสายตาแทบทุกคู่ที่จ้องมองมา 
      มิเกลเดินตรงดิ่งไปที่ห้องเรียน หยุดยืนอยู่หน้าประตูห้อง เงี่ยหูฟังเสียงสนทนาภาษาแซ่ด

      "วันนี้พวกมึงทั้งห้อง จะได้รับเกียรติจากพ่อกู ที่ดำรงตำแหน่งผอ.สถาบัน มาสอนแทนครูหลิว เพราะครูหลิวจะบินไปดาวอังคารโว้ย! ฮะๆ! ฮะ!"

เป็นอันว่าเสียงเอะอะโวยวาย ได้ยุติลง เมื่อมิเกลก้าวข้ามประตูห้องเรียน ทุกคนในห้องหันมามองภาพพจน์ของมิเกลที่ส่งกลิ่นหึ่งเป็นตาเดียว

      "เหม็นว่ะ!"เชมแขวะมิเกลด้วยหางตา จิกกัดด้วยปลายลิ้น

      "เหม็นหึ่งเหมือนหมาเน่า ลอยตุ๊บป่องๆ ในคลอง แถมหมาเน่าตัวนี้มันโดนข่มขืนข้างกองขยะ แล้วลากซากมันโยนทิ้งน้ำเน่า นี่คือที่มาที่มันตายห่ะ ฮ่าๆ!"

เชมเรียกเสียงหัวเราะครืนของคนทั้งห้องให้ดังขึ้นอีกครั้ง มิเกลไม่อยู่รับฟัง รีบก้าวฉับๆ ออกมานอกห้อง มีเสียงเชมไล่ตามหลังมาติดๆ 

      "เฮ้ย! ทีเดียวก็ท้องได้นะเว้ยไอ้หมาหัวเน่า เอ๊ะ! แต่นี่มันหลายทีนี่หว่า ฮ่าๆ! ฮ่า!"






      "เป็นเพราะคลิปของเราเลย เราถึงได้รับคอมเมนต์ท่วมท้นขนาดนี้ ไม่อยากจะนึกถึงยอดวิวเลยว่ามันจะมหึมาขนาดไหน"

      "ใช่ คลิปของนายถูกแชร์ตั้งไม่รู้กี่ครั้ง ตอนนี้นายดังไปทั่วทั้งสถาบันแล้ว ว่าแต่ว่า มิเกลนายโดนจริงเหรอ หรือว่ามันเป็นการตัดต่อ"

      "เฮ้ย! เอี๊ยม!"มิเกลวางช้อน หมดอารมณ์กินต่อ รีบเดินออกมาจากศูนย์อาหารของสถาบัน ทิ้งเอี๊ยมไว้ที่นั่น






      "โว้ย! มันเป็นมื้อกลางวันที่ต้องบิลด์อารมณ์ให้อยากอาหาร...เฮ้อ! กินไม่ลงเลยว่ะ"

มิเกลนั่งหง่าว เหมือนแมวง่วงอยู่บนขั้นบันไดของตึกเรียน มือกำแซนวิชทูน่า อีกมือจดจ่อปากกาไว้บนหน้ากระดาษของไอ้เน่า เอาแต่เหม่อลอย ออกอาการหดหู่ เหมือนคนเป็นโรคร้าย ที่รู้วันตาย

      "บรรทัดต่อไป ไม่รู้จะเขียนอะไร ไม่มีอารมณ์โว้ย!"มิเกลขยี้แซนวิชทูน่า ระบายความบ้า เลียนแบบกำแพง

      หมับ!

      "นี่สมุดบันทึก หรือหนังสือ ชื่อไอ้เน่าด้วย"ครูหลิวฉวยมันมาจากมือมิเกล ก่อนจะตั้งประโยคคำถามนั้น

      "ไหนขอครูดูซิ อย่างนี้เขาเรียกว่าเสียมารยาทใช่มั้ยคุณลูกศิษย์ ฉกไปหน้าตาเฉยก่อนขออนุญาต"

      "ฮะๆ!"มิเกลอ้าปากหัวเราะ อวดเหล็กดัดฟัน

      "แต่อย่างน้อย การเสียมารยาทของครูก็ทำให้คุณลูกศิษย์ยิ้มกว้างๆ เอาฟันหน้าห่างๆ ออกมาอวด"

      มิเกลหุบยิ้ม!

      "ลูกศิษย์ครูนี่เข้าสู่ภาวะอารมณ์แปรปรวนของวัยรุ่น แล้วสินะ"

มิเกลอมยิ้ม ยังไม่ลืมที่จะตอบคำถาม

      "มันคือหนังสือกึ่งสมุดครับครูหลิว ผมสามารถตั้งชื่อเองได้ แค่เขียนชื่อลงไปบนปก มันเป็นของขวัญวันเกิดครบรอบสิบหกปีที่คุณย่าให้ผม มันเป็นของรักของหวงของผมครับ"

      "อืม งั้นเหรอ แล้วที่มันเหลืองนี่ เพราะใช้กระดาษถนอมสายตา หรือว่าเหลือง เพราะมันเก๋าล่ะ"มือผอมพลิกหนังสือกึ่งสมุดไปมา พบกับภาพอู่ไช้ ชิสุผูกจุก ยืนยิ้มอวดลิ้นห้อยอยู่ปกหลัง

      "ปัจจุบัน คือวันนี้ แต่ไม่เคยลืมวันที่เป็นอดีต ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน มันยังคงเป็นความทรงจำใหม่ ที่ไม่มีวันเก่า เมื่อหยิบไอ้เน่าขึ้นมาอ่าน เหมือนมีคุณย่าอยู่ข้างๆ อ่านนิทานให้ฟังก่อนนอน...มิเกลรักคุณย่ามาก อยากกอด"ครูหลิวอ่านออกเสียงดังๆ

      "เป็นโปรยปกที่เก๋ เท่ ระเบิดบึ้ม!"

       "ไอ้เน่า มันเป็นตัวแทนของคุณย่าครับ ที่ไอ้เน่ามันเก่า เพราะมันโดนผมกอดจนเน่า"มิเกลยิ้มกว้างให้ครูหลิว

       "อื้อหือ เหลืองเพราะมีคุณค่านี่เอง"

      มิเกลยิ้มให้ประโยคของครูหลิว ครูหลิวยิ้มให้ไอ้เน่า หนังสือกึ่งสมุด ล้วงปากกาในกระเป๋าเสื้อเชิ้ตขึ้นมาเขียนขยุกขยิกลงไปบนหน้ากระดาษของไอ้เน่า ก่อนส่งกลับคืนให้กับเจ้าของ
      มิเกลรับไปอ่าน แล้วหยิบปากกาขึ้นมาเขียนตอบโต้


      ครูหลิว : ไม่มีอะไรสายเกินไปหรอก ถ้ายังไม่ตาย ถ้ายังหายใจ มันยังแก้ไขได้

      มิเกล : แต่ถ้าตายแล้ว ก็ไม่ต้องกลับไปแก้ไขอะไรอีกครับ

      ครูหลิว : แล้วจะรีบตายทำไมล่ะ ในเมื่อยังมีคนที่รักเรารออยู่ที่บ้าน

      มิเกล : แล้วถ้าไม่มีใครรักเลยสักคน จะอยู่ไปเพื่ออะไรครับ

      ครูหลิว : มิเกลมีสิ่งที่ตัวเองรัก และอยากทำในอนาคตใช่มั้ย อยู่กับมัน แล้วทำสิ่งนั้น


      มิเกลเลิกโต้ตอบกับครูหลิวผ่านทางข้อความบนแผ่นกระดาษ หันมาคุยกันทางสายตาแทน
      ครูหลิวจ้องมิเกลผ่านเลนส์เว้า มิเกลมองเห็นเงาตัวเองแหว่งวิ่นสะท้อนบนแว่นตาครูหลิว

      "สายตาที่แม่มองผม มันเหมือนกับผมเป็นตัวอะไร...ผมเป็นสัตว์ประหลาด ที่ไม่ใช่ลูก"หยดน้ำตาเผลอร่วงผล็อย

      "มิเกล"

      "ครับ"

      "คิดซะว่าดวงตามีไว้มองอนาคตข้างหน้า น้ำตามีไว้บิลด์อารมณ์"

      "บิลด์อารมณ์"มิเกลยิ้มพร้อมสูดน้ำมูกพรืด

      "ช่วงชีวิตของแต่ละวัย ล้วนเสี่ยงต่อการถูกดึงเข้าไปสู่อีกมิติหนึ่ง แต่น่าเสียดายที่สุด นั่นก็คือ วัยรุ่น เพราะมันเป็นช่วงชีวิต ที่เปี่ยมไปด้วยพลังงาน ร่างกาย และสมอง สามารถสร้างสรรค์โลกใบนี้ได้เป็นอย่างดี ถ้าไม่ถูกดึงให้จมดิ่งลงลึกไปเสียก่อน Deep!
      การตัดสินใจของวัยรุ่น รวดเร็ว เด็ดเดี่ยวแบบแอบโดดเดี่ยว ไหนจะทางเลี้ยว ทางโค้ง กว่าจะเจอทางเบี่ยง ก็โดนสิ่งเร้าต่างๆ ให้ทาง จนเจอทางตัน
      ช่วงวัยรุ่นของครู ครูก็เคย มอเตอร์ไซค์แต่งท่อ แบบขี่ผ่านแล้วคนด่าพ่อ ซิ่งจนจูบกับปิคอัพ ได้แผลเหวอะจนหมอไม่รับเย็บต้องย้ายโรงพยาบาล ทั้งหมอศัลยกรรมและอีกสารพัดหมอมารุมเย็บแผลครูที่เตียงคนไข้ แต่ครูก็ยังไม่ตาย ครูยังกลับมาได้ เพราะงั้น เราควรเก็บมันไว้ก่อนที่จะถลำลึก อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจ Keep!"ครูหลิวยกแขนขึ้นดูเวลาบนหน้าปัดนาฬิกาข้อมือ

      "เข็มนาฬิกายังคงเดินต่อไป ไม่เคยสนความรู้สึกของใคร ช่างหัวมัน มิเกลไม่ต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพราะว่าฝากวันพรุ่งนี้ไว้กับพระเจ้าแล้ว"


ครูหนุ่มแนวเด็กเนิร์ดลุกขึ้นปัดฝุ่นออกจากกางเกงพอเป็นพิธี

      "ครูหลิวอย่าไปนานนะครับ ผมคิดถึง"มิเกลทำหน้าหมาหงอย

      "อย่าทำหน้าจ๋อยอย่างนั้นคุณลูกศิษย์ ครูไปไม่นานหรอก แค่ไม่กี่เดือน เดี๋ยวครูก็กลับมาแล้ว"

      "เปลี่ยนประโยคเป็นครูไปแค่วันนี้ เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็กลับมาแล้วได้มั้ยครับ"

      "แน่ะ มีต่อรอง"

ร่างผอมสูงของครูหลิว โน้มตัวลงมาเอามือขยุ้มเส้นผมมิเกลเล่น

      "บางครั้งวันเวลาก็สั้น บางคราววันเวลาก็ยาว บางครั้งวันเวลาก็ช้า บางคราววันเวลาก็เร็ว มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเข็มนาฬิกา แต่มันขึ้นอยู่กับความรู้สึกมากกว่า ความสุขจึงผ่านไปไวกว่าความเศร้า"

      "นั่นสิครับ  เวลาของความสุขผ่านไปเร็วในคาบเรียนวิชาศิลปะ ไม่ยาวนานเหมือนกับเวลาของคาบวิชาภาษาอังกฤษ กว่าจะหมดคาบ เฮ้อ!"มิเกลงึมงำๆ

      "ครูอยากเห็นมิเกลอยู่บนโลกใบนี้ ทำเวลากับสิ่งที่ตัวเองรักให้เต็มที่ ทำในสิ่งที่รัก รักในสิ่งที่ทำ ไม่จำเป็นต้องทำตามกระแสสังคม อยู่ในจุดยืนของเรา อยู่ตรงนั้น ตรงจุดยืนสุขสุด แต่ตอนนี้ครูต้องไปแล้ว ขืนอยู่ตรงนี้นานกว่านี้ เดี๋ยวครูจะไม่มีที่ยืน"



      "ครูหลิวออกเดินทางไกล ไปสู่สิ่งที่ตัวเองคลั่งไคล้ ไปทำในสิ่งที่ตัวเองหลงใหล ครูหลิวไปเรียนต่อเพิ่มเติมวรรณกรรมกับศิลปะ ที่ต่างประเทศ แล้วเราล่ะจะไปทางไหน"

มิเกลมองแผ่นหลังของร่างสูง 177 cm ค่อยๆ เดินห่างออกไป หายวับไปกับมุมตึก

      "เฮ้อ!!!"มิเกลถอนหายใจเฮือกใหญ่

      "เมื่อไหร่เราจะสูงเท่าครูหลิว นี่ขนาดโด๊ปนมทั้งวันทั้งคืนแล้วนะ เฮ้อ!"มิเกลถอนหายใจอีกเฮือก

      "อนาคตของเราจะเดินทางมาถึงเมื่อไหร่ วันนี้กว่าเราจะเดินทางไปถึงอนาคต เราอาจจะหลงทางก่อนถึงวันนั้นก็ได้
      สู้เราออกเดินทางสู่โลกใบใหม่เลยดีกว่า ออกเดินทางไกล ตอนนี้เลย!"










ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 53 ครั้ง

8 ความคิดเห็น