สัญญารักพัลวันของนังซิน ++ Oh ! My SyN ?!? ++

ตอนที่ 9 : น้ำใจ น้ำคำ และข้าวสวยร้อนๆ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 255
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 23 ครั้ง
    4 มิ.ย. 62


ร้านอาหารยามราตรีของย่านเมียงดงมีร้านอร่อยๆอยู่หลายร้านทีเดียว แต่เพราะเวลาไม่คอยท่า ผมจึงรีบจ้ำฝีเท้าอย่างรวดเร็ว ร้านอร่อยๆบางร้านก็ปิดราวสองทุ่มเสียด้วยสิ ผมคงก้าวเร็วไปหน่อย เลยมีเสียงวิ่งตามปนหอบแฮ่กของเจ้าแมวเหมียวจอมยุ่ง

“ นี่คุณ... เดินรอกันบ้างสิ! ขาฉันสั้นกว่านะ นี่แทบจะวิ่งตามอยู่แล้ว..” เสียงของยัยตัวแสบที่บ่นกระปอดกระแปดพลางหอบเบาๆ

“ นี่ ถ้าขืนต้วมเตี้ยมชักช้า..ผมทิ้งไว้กลางทางแน่ อย่าหาว่าไม่เตือนนะ” ผมหันไปขู่ใส่ ยัยเด็กคนนี้นี่ คนเขาจะเลี้ยงข้าวก็ยังจะบ่นอีก อะไรกันเนี่ย

“ ก็ถนนมันสวยนี่..เผลอหันไปมองนิดเดียว คุณก็ก้าวยาวๆจนฉันวิ่งตามแทบไม่ทัน” คนตรงหน้าแก้มแดงนิดๆ คงจะเหนื่อยจริงๆนั่นแหละ

แสงสีของเมืองหลวงใหญ่อย่างกรุงโซลยามค่ำคืนมันสวยงามเสมอ แสงไฟของตึกรามบ้านช่องและอากาศที่เริ่มเย็นขึ้นทีละนิดๆของฤดูหนาวที่นี่ ผมต้องถอนหายใจออกมา ความหนาวเย็นทำให้ลมหายใจที่พรูออกมากลายเป็นไอสีขาวจาง ๆ ผมควรอยู่ที่นี่พร้อมกับเธอคนนั้น แต่...ไม่มีแล้ว หันไปมองยัยลูกแมวตรงหน้า เสื้อที่สวมอยู่ก็ดูจะไม่หนาเท่าไหร่ สงสัยจะไม่ได้เตรียมเสื้อผ้ามามากละสิ

“ ชอบดูแสงไฟหรือ” เจ้าตัวพยักหน้าหงึกหงักเบาๆ ทำเอาผมถอนหายใจออกมา

“ งั้นก็ค่อยๆ ตามมาแล้วกัน..จะเดินช้าๆให้ ” สีหน้าของคนตรงหน้าดีใจอย่างชัดเจน อะไรจะดีใจปานนั้นยัยแมวเหมียว..อ้อ ไม่สิ ตอนนี้ดูไปดูมาก็ชักจะเหมือนเจ้ามูมู่เข้าไปทุกที  ช่างมันแล้วกัน ไอ้ร้านอาหารดังอะไรนั่น เดี๋ยวคงพอหาอะไรกินแถวนี้ได้อยู่หรอก

กล้องในมือของยัยตัวร้ายกดถ่ายรูปต่างๆไว้ด้วยความตื่นเต้น ผมเหลือบไปมองยัยเตี้ยนั่นนิดๆ เด็กจริงๆ นั่นแหละ แววตาเป็นประกายตื่นเต้นแบบนั้น ไม่รู้ว่าที่บ้านปล่อยให้มาเที่ยวคนเดียวได้ยังไง แต่จะว่าไปสมัยนี้เด็กก็กล้ามากกว่าเดิมเยอะ บางคนก็ท่องโลกกว้างคนเดียวได้ แต่อะไรก็ช่าง..นี่ไม่ใช่เรื่องของผมสักหน่อย ผมเงยหน้าขึ้นแล้วหลับตาลงสูดอากาศเย็นๆนั่นระหว่างรอคนที่มัวแต่ถ่ายรูปสนุกอยู่นั่น อากาศเย็นคืนนี้สบายดีเหมือนกัน

“ เดินช้าอย่างนี้ เดี๋ยวร้านใหญ่ๆเขาก็ปิดกันหมดหรอก” ผมติงคนเดินช้า

“ ไม่ต้องพาไปร้านแพงๆ หรอกนะ มันเปลืองจะตายไป กินมื้อหนึ่งของร้านหรูก็แทบจะเป็น 2 มื้อของร้านปกติ ฉันกินง่าย คุณจะกินอะไร ฉันก็กินได้ทั้งนั้นล่ะ” เจ้าตัวพูดอย่างไม่ใส่ใจอะไร มัวแต่ถือกล้องแสนรักถ่ายโน่นนี่นั่นไปตามเรื่อง

เออ..อย่างนี้ค่อยเลี้ยงง่ายหน่อย ผมอึดอัดใจในคราวแรกเพราะไม่รู้ว่าแม่เจ้าประคุณจะรีเควสอะไรประหลาดๆอีกหรือเปล่า แต่ถ้าเลี้ยงง่ายแบบนี้ ค่อยคบกันได้หน่อย


เราสองคนเดินไปช้าๆ ผมเดินนำหน้าแล้วยัยแสบนั่นเดินตามมาข้างหลัง ทุ่มกว่าแล้วร้านรวงบางแห่งก็เริ่มปิดลง ผมพาเธอลัดเลาะไปตามเส้นถนนของย่านเมียงดง แถวนี้ร้านค้าร้านอาหารมีมาก แม้จะไม่หรูหรามากแต่ก็พอทานได้ และมีให้เลือกหลากหลาย ยิ่งช่วงปลายปีนักท่องเที่ยวมีมาก ทำให้ถนนเส้นนี้ค่อนข้างคึกคักพอสมควร  ร้านอาหารเกาหลีที่ผมเคยมาทานกับเพื่อนอยู่ตรงนั้น อาหารที่นี่ถือว่าค่อนข้างจะเป็นรสชาติของเกาหลีจริงๆ เพื่อนผมบอกว่าเหมือนอารมณ์แม่บ้านทำกินกันเองในครอบครัว ราคาไม่แพงและทุกคนส่วนใหญ่มักจะพอใจกับอาหารที่นี่ ถ้ายัยตัวแสบไม่บ่นอะไรก็ถือว่าดีไป

“ อร่อยจังเลย !” เสียงคนตรงหน้าอุทานขึ้นหลังจากได้ทานสตูเต้าหู้ของอาจุมม่า ผมอดขำๆกับท่าทางของเธอไม่ได้


ยัยเด็กนี่...ตลกดีเหมือนกัน เพราะเจ้าตัวหันไปพูดเกาหลีแบบกะท่อนกะแท่นกับเจ้าของร้านอย่างดีอกดีใจ ข้าวสวยร้อนๆสองสามถ้วยหมดไปอย่างรวดเร็ว ราเม็ง ไข่นึ่ง และกิมจิหมดเรียบด้วยฝีมือคนตรงหน้า ปกติจะเห็นแต่ผู้หญิงกลัวอ้วนเพราะทานข้าวเยอะ แต่ยัยคนนี้แปลกดี...ก้มหน้าก้มตากินอย่างเดียวไม่พูดมาก แถมยังไม่ถ่ายรูปเสียอีก

“ ไม่ถ่ายรูปสักหน่อยหรือ” ผมหัวเราะขำๆ กับท่าทางของเธอ

ดวงตากลมโตที่เงยขึ้นมามองนั้นกระพริบหน่อยๆ ปากนั่นยังเลอะกิมจิอยู่เลย ยัยเด็กบ้าเอ้ย...ถ้าเป็นยัยหนูเล็กน้องสาวผม คงโดนตีก้นไปแล้ว กินยังไงให้เลอะเทอะได้

“ ถ่ายไม่ทัน...มันหิว…” ว่าแล้วก็ก้มหน้าก้มตากินต่อไป

“ ขอข้าวอีกถ้วยค่ะ ! ”

หนูเล็กเอ้ยยย พี่อยากจะบอกเธอเหลือเกินว่า พี่เจอไอ้มูมู่ที่เกาหลีด้วยว่ะ !


ก่อนจะออกจากร้านผมเดินไปจ่ายเงินก่อน อาจุมม่าเจ้าของร้านหัวเราะเบาๆและชวนคุยอย่างเป็นกันเอง แกคงนึกว่าผมเป็นคนเกาหลีเพราะพูดได้คล่องแคล่วละมั้ง ผมได้แต่ยิ้มๆไปทักทายไปตามมารยาท แต่ก็ต้องหุบยิ้มทันควันเมื่ออาจุมม่าเข้าใจว่าผมมากับคู่รัก

“ เด็กคนนั้นน่ารักมากนะ พวกเธอเป็นคู่ที่น่ารักมาก” สีหน้าแกยิ้มและพูดอย่างมั่นใจมาก ผมได้แต่หัวเราะเจื่อนๆเพราะถ้าบอกแกไปว่าไม่ใช่ แกอาจจะหน้าแตกก็ได้ ซึ่งเป็นการผิดมารยาทพอควร

เฮ้อ...อาจุมม่ามองยังไงเนี่ย ยัยเด็กแสบนั่นนะหรือคู่รักผม ถ้าอย่างนั้นพระอาทิตย์คงขึ้นทางทิศตะวันตกละครับ

แสบขนาดนั้น กินเก่งก็ปานนั้น เห็นจะรับประทานไม่ลง...

…………………………………………………………...

กว่าผมและยัยตัวแสบจะออกจากร้านก็ปาเข้าไปสองทุ่มครึ่ง อากาศที่นี่เริ่มเย็นแล้ว แต่ผู้คนยังคงเดินเล่นในย่านนี้กันอยู่เลย แสงไฟและกิจกรรมต่างๆยังคงคึกครื้น เราค่อยๆเดินกลับมาโรงแรม แต่ระหว่างทางยัยตัวร้ายนี่เอามือซุกกระเป๋ากางเกงเป็นระยะ เสื้อคงจะหนาไม่พอละสิ ใครใช้ให้เอาแค่เสื้อยีนธรรมดามาเล่า ผมถอนใจเบาๆก่อนจะถอดถุงมืออุ่นๆส่งให้

“ เอ้า ! ยัยกระเปี๊ยก..เดี๋ยวได้แข็งตายกันพอดี” ลมในช่วงฤดูหนาวของเกาหลีนี่ก็ร้ายกาจไม่ใช่เล่น ยิ่งเดินผ่านซอกตึกด้วยแล้วยิ่งไปกันใหญ่ ให้ตายเถอะ ผมไม่ได้อยากจะเป็นสุภาพบุรุษหรอกนะ แต่ทำไงได้..ตอนนี้ก็มีผมคนเดียวที่รู้จักยัยกระเปี๊ยกนี่

“ ไม่เป็นไร...เดี๋ยวก็ถึงโรงแรมแล้ว…” ยัยนั่นยังคงทำเป็นเก่ง ซุกคอย่นลงกับเสื้อยีนสีเข้มนั่น ทำอย่างกับว่าเสื้อนั่นจะช่วยให้หายหนาวได้อย่างงั้นแหละ ดูสั่นงั่กๆไปหมดแล้ว ผมได้แต่ส่ายหน้าเบาๆ อุตส่าห์ยื่นถุงมือให้ยังทำเป็นเก่งอีกแน่ะ...ตามใจ..ผมไม่ตื้อหรอกถ้าคนเขาไม่เอาน่ะ

“ ตกลงว่านี่เธอชื่ออะไรนะ ซิน ? อย่างนั้นหรือ” ผมชวนคุยเก็บข้อมูลไปเรื่อยๆ อย่างน้อยก็อาจจะทำให้ไม่หนาวละมั้ง

“ ใช่...เรียกฉันว่าซินก็ได้ จะเอาชื่อนามสกุลจริงไหมล่ะ” รายนั้นคล้ายจะค้อนผมเบาๆ ทำเอาผมหัวเราะหึๆ

“ ก็แค่อยากรู้จะได้รู้ว่าเรียกชื่อไหน ถึงจะหันหน้ามา ” จะไปรู้ชื่อจริงไปทำไม ก็ในเมื่ออีกสองสามวันก็จากกันแล้ว ไม่ทันได้จำหรอก

“ แล้วจะให้ฉันเรียกแบบไหน..คุณถึงจะหันมาล่ะ” แน่ะ.. มีย้อนเสียด้วย ยัยตัวแสบ

“ เรียกว่า พี่ธิศร์ ไปก่อนละกัน” เรียกง่ายๆ เพราะดูแล้วน่าจะอ่อนกว่ายัยหนูเล็ก น้องสาวตัวแสบของผมอยู่นิดหน่อย

“ แบบ ทิด ที่เพิ่งลาสึกนะเหรอ…”

สะอึกพรวดทันควัน ! ปากหรืออะไรนั่น...ผมหันขวับไปหาคนข้างๆ

ชิ! อยากจะหาอะไรใกล้มือมาแพ่นหัวคนตรงหน้าจริงๆเลย ไอ้ที่เลี้ยงข้าวไปเนี่ย ไม่ได้นึกถึงบุญคุณข้าวแกงกันเลยใช่ไหม ยัยตัวแสบ...แค่ 30 นาทีก็หาเรื่องนายจ้างกันแล้ว ลูกจ้างแบบไหนกันเนี่ย…

“ อย่ากวนให้มาก สัญญาจ้างน่ะ...ยกเลิกได้ตลอดเวลานะ” ผมพูดเรียบๆ ด้วยสีหน้านิ่งๆแบบที่ยัยหนูเล็กบอกว่าอีกนิดก็ “ เตรียมกระทืบบาทตวาดอึง…” เท่านั้นเอง ยัยตัวป่วนก็เงียบกริบไปตลอดทาง ให้รู้ซะบ้างว่าอย่ามาแหย่เสือ

………………………………………………

ขาเดินกลับโรงแรมทำไมมันเร็วกว่าขามาก็ไม่รู้ อากาศอุ่นของล๊อบบี้โรงแรมช่วยให้คลายความหนาวได้นิดหน่อยจากด้านนอก ผมเดินไปที่เคาน์เตอร์รับคีย์การ์ดคืนมาจากเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ก่อนจะหันไปสั่งเครื่องดื่มอุ่นขึ้นไปบนห้องอีกหน่อย เจ้าตัวจ้อยที่เดินตามหลังมาทำหน้างุนงงก่อนจะหันมาถามผม

“ เมื่อกี้ คุณกินไม่อิ่มหรือ…” ยัยนี่ก็ยังดีแฮะ ถามเผื่อผมด้วย

“ เปล่า ผมสั่งเผื่อคุณ นมสดร้อนๆ น่าจะช่วยคลายหนาวได้...ก็เท่านั้นเอง” ผมพูดจบก็เดินตรงไปที่ลิฟต์ด้านข้าง แต่ไหงยัยตัวร้ายถึงได้ยืนนิ่งๆอย่างนั้นล่ะ ขาแข็งไปแล้วหรือยังไงกัน  

“เอ้า...รีบเดินมาสิ เดี๋ยวก็ปล่อยให้หนาวตรงนี้ทั้งคืนหรอก..” ผมสำทับอีกรอบก่อนจะกดลิฟต์รอคนตัวเล็ก

ร่างนั้นเดินตรงเข้ามา ผมเพิ่งสังเกตว่ารายนั้นจมูกแดงหน่อยๆ หรือว่าแพ้อากาศเย็นกันนะ แต่ทำไมคนแพ้อากาศเย็นถึงมาเที่ยวหน้าหนาวที่โซลด้วยล่ะ แปลกพิลึกจริง ผมส่ายหน้ากับความคิดตัวเองก่อนจะไม่สนใจอะไรต่อ

ถ้าจะว่าไป การมียัยตัวร้ายมาเป็นเพื่อนผมวันนี้ มันก็ดีเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นผมก็ไม่รู้ว่าสภาพจิตใจตอนนี้จะพาร่างตัวเองไปที่ไหน มันอาจจะเป็นผับกลางคืนและดนตรีสดแรงๆ สักที่ละมั้งในอารมณ์แบบนี้ แต่พอมียัยลูกแมว..เอ้ย..ลูกหมานี่อยู่ด้วย ผมเลยหอบยัยนี่ไปสถานที่อย่างนั้นไม่ได้เสียด้วยซิ เดี๋ยวเสียเด็กหมดพอดี สุดท้ายเลยต้องมาตายรังด้วยการจิบกาแฟอุ่นๆในห้องพักแทน นี่ตกลงมันดีหรือไม่ดีกันแน่เนี่ย

ทันทีที่เปิดประตูห้องเข้าไป ก็ต้องสะดุ้งเมื่อเสียงโทรศัพท์ใครสักคนกำลังกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งอยู่ข้างในนั้น อาจจะดังมาสักพักแล้วหรือเปล่าก็ไม่รู้ เสียงนั่นทำให้เจ้าของรีบถลาแทรกเข้าไปในห้องอย่างรวดเร็ว…

อ้าว....โทรศัพท์ยัยตัวร้ายหรือเนี่ย ป่านนี้คนที่บ้านคงตกอกตกใจกันหมดแล้ว

ทำไมลืมของสำคัญขนาดนี้ได้นะ…ผมขมวดคิ้วนิดหนึ่ง

ถ้าเป็นน้องเป็นนุ่งนี่จับตีก้นแน่เชียว !

.....................................................................

สารจากไรท์

แหม...อย่าดุนักสิ คุณหมอศัลย์ ยัยซินก็โก๊ะแบบนี้ล่ะน้า เดี๋ยวคุณหมอก็ชินค่า ว่าแต่พอเขากำลังซาบซึ้งกับน้ำใจ ก็ดันคิดว่าเขาแพ้อากาศซะได้...ว่าแต่ไรท์กำลังทำให้ใครหิวข้าวบ้างหรือเปล่าคะ แสดงตัวด้วยค่า... ^^

ว่าแต่ตอนหน้า...มีบางคนไม่ได้นอนกันล่ะ หึๆ

ภาพประกอบในกรุงโซลทั้งหมดของบทนี้มาจาก unsplash.com เว็บไซท์แจกรูปฟรีไม่ติดลิขสิทธิ์ค่ะ :)

....................................................................

นวนิยายเรื่องนี้ขอสงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ ดัดแปลงหรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดในนวนิยายไปเผยแพร่ ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงาน หากฝ่าฝืนมีโทษบัญญัติไว้สูงสุดตามกฎหมายพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537


B
E
R
L
I
N
?
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 23 ครั้ง

181 ความคิดเห็น

  1. #113 Jakkaran55 (@Jakkaran55) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2562 / 19:34
    คุณหมอก็ใส่ใจเพื่อนมนุษย์ดีนะคะ
    #113
    1
    • #113-1 ณ เรือนแก้ว (Philous) (@Philous) (จากตอนที่ 9)
      21 สิงหาคม 2562 / 20:38
      เห็นหน้าดุๆ ปากร้าย ๆ มั่ง แต่จริง ๆ เป็นพี่ชายใจดีนะคนนี้
      #113-1
  2. #30 ณริสา 七夕 (@nfornan) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2562 / 21:16

    ปากร้ายกับสาวกวนมาเจอกัน น่ารักมากกกกกกค่ะ


    ชอบนิสัยกวนๆทั้งคู่นะคะ อยู่แล้วมีสีสันค่ะ555

    #30
    1
    • #30-1 ณ เรือนแก้ว (Philous) (@Philous) (จากตอนที่ 9)
      4 มิถุนายน 2562 / 21:52
      คนหนึ่งก็รั่วเกิ๊นน อีกคนก็ตึงกับชีวิตสุดๆค่ะ ตอนจบน่าจะมีพัฒนาการที่ดีขึ้นทั้งสองคน :)
      #30-1
  3. #29 Ciel En Rose (@jingin) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2562 / 13:17
    ซิน เทอลืมโทรศัพท์ได้ไงกัน ใครโทรมาเอ่ย แล้วคุณหมอจะรู้สึกเช่นไร555
    #29
    7
    • ความเห็นย่อยนี้ถูกลบแล้ว :(
    • #29-7 ณ เรือนแก้ว (Philous) (@Philous) (จากตอนที่ 9)
      4 มิถุนายน 2562 / 14:16
      งานนี้มีรายการสายไหม้ค่ะ แต่ว่าแต่คืนนี้คงมีคนไม่ได้นอนแน่ล่ะคะ่ 555 เฮ้อ..น่าสงสารจังเลย //ระบบdek-d มันรวน เลยกลายเป็นพิมพ์ซ้ำตั้ง 5 รอบ ขอโทษนะจ้ะน้องชม T_T
      #29-7
  4. #28 นับดาวจอมเพ้อ (@wachie130) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2562 / 07:58

    โถ พี่ธิศร์ กลายเป็นทิดสึกใหม่ไปเสียแล้ว


    ยัยซินหนอยัยซิน ช่างทำกันได้ 5555



    #28
    1
    • #28-1 ณ เรือนแก้ว (Philous) (@Philous) (จากตอนที่ 9)
      4 มิถุนายน 2562 / 08:20
      ยัยตัวร้ายก็แสบๆคันๆล่ะค่ะนับดาว 555 ท่าทางตาทิด คงต้องคิดใหม่ว่า ทำไมตรูช่างโชคร้ายอย่างนี้น้า...
      #28-1