สัญญารักพัลวันของนังซิน ++ Oh ! My SyN ?!? ++

ตอนที่ 5 : คนแปลกหน้าที่น่าสนใจ...

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 272
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 26 ครั้ง
    4 มิ.ย. 62


เป็นสุภาพบุรุษแล้วต้องปวดใจ..จะเป็นไปทำไมกัน...

ย้อนกลับไป เมื่อ 6 ชั่วโมงที่แล้ว...

ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิวันนี้มีผู้คนมากมายเช่นทุกวัน ในสายตาคนอื่นที่อยู่รอบตัวตอนนี้ ชีวิตของผมดูดี มีคู่หมั้นน่ารักแสนดี มีหน้าที่การงาน และกำลังได้ไปเรียนต่อต่างประเทศ มีเพื่อนฝูงห้อมล้อมมารอส่งที่สนามบิน ทั้งแพทย์และพยาบาลของโรงพยาบาลที่ผมทำงานอยู่ที่ยังมาส่งผมอีกคณะใหญ่ เพื่อนบางคนก็แซวหนักๆเรื่องว่าที่ภรรยาคนสวยที่ยืนข้างๆผม จันทร์เจ้า...คู่หมั้นและเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ผมหลงรักมานานกว่า 10 ปี ยืนอยู่ตรงนั้นในชุดคอเต่าแขนยาวสีชมพูอ่อน และกางเกงยีนสีฟ้าตัวโปรดของเธอ

“ เฮ้...งานแต่งที่โน่นน่ะอย่าลืมส่งการ์ดเชิญมาด้วยนา เราอยากไปเที่ยวเกาหลีว่ะ” เสียงไอ้สาธิต เพื่อนสมัยเด็กของผมที่อุตส่าห์มาส่งถึงสนามบินกระเซ้าแรงๆ ก่อนจะบีบมือแน่นเป็นเชิงร่ำลา

“ หนึ่งปีนะเว้ยในฐานะนักเรียนทุน...ใช้เวลาให้คุ้มค่า แล้วอย่าลืมหนีบตัวเล็กกลับมาด้วยนะ” เจ้าหฤทธิ์เพื่อนสนิทอีกคนกระเซ้าแรงๆ ทำเอาผมต้องกุมมือจันทร์เจ้าไว้แน่นเป็นเชิงปลอบ เธออาจจะขัดเขินกับเพื่อนของผมที่ปากไวเสียเหลือเกิน ก่อนจะเสหัวเราะเบาๆและพยายามเปลี่ยนเรื่องสนทนา

“ ว่าแต่พวกแกเถอะ เราไปปีเดียวไม่นานเลย เดี๋ยวกลับมาก็ได้เจอกันอีก ไม่น่าเสียเวลามาส่งถึงที่นี่” ผมออกจะเกรงใจเพื่อนรักสองสามคนที่อุตส่าห์มาส่งถึงสนามบิน

“ โธ่..คุณหมออธิศร์ อดีตนิสิตแพทย์อันดับที่หนึ่งของรุ่นได้ทุนไปเรียนต่อทั้งที เราจะไม่มาร่วมยินดีนี่ก็แปลกไปล่ะ” ว่าแล้วเพื่อนตัวแสบทั้งหลายๆก็หัวเราะดังๆ ก่อนจะตบไหล่ผมแรงๆ

ใช่แล้วครับทุกคน ผม นพ. อธิศร์ รัตนวงศ์วาณิชย์ เป็นศัลย์แพทย์ด้านประสาทวิทยาที่กำลังจะข้ามน้ำข้ามทะเลไปเรียนต่อที่ประเทศเกาหลีใต้ในวันนี้ การเดินทางของผมน่าจะไม่เหงาเพราะมีคู่หมั้นอย่างน้องจันทร์ จันทร์เจ้า เดินไปทางไปกับผมด้วย แต่ในวันนี้แววตาของจันทร์เจ้าที่กำลังยืนอยู่ข้างๆผมกลับดูเหนื่อยล้าและฝืนยิ้มทั้งที่เก็บความรู้สึกร้าวรานต่างๆไว้มากมาย ...

“ เดี๋ยวเราขอตัวก่อน จะต้องไปเช็คอินแล้ว” ผมฝืนยิ้มให้กับทุกคนพร้อมกับจูงมือน้องจันทร์เดินออกมาด้วยกัน เพื่อนๆหลายคนโบกมือทักทายเชิงร่ำลาแล้วก็ส่งยิ้มให้กับพวกเรา ทุกอย่างน่าจะไปด้วยดี หากผมทนฝืนเดินหน้าต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

การเป็นสุภาพบุรุษน่ะมันยากมาก..เกือบจะยากเกินไป ถ้าผมดันทุรัง..ก้าวต่อไป ชีวิตที่กรุงโซลก็คงเป็นความฝันที่สวยงามของผม...แต่คงไม่ใช่ความฝันที่สวยงามสำหรับเราทั้งคู่ สายตาของคู่หมั้นของผมในวันนี้ดูว่างเปล่ายามเธอเหม่อลอย แต่จันทร์เจ้าก็ยังฝืนแสร้งยิ้มให้กับผม..เหนื่อยบ้างไหมจันทร์...กับความพยายามที่จะรักพี่ชายคนนี้...

ความรักอยู่ไม่ได้ถ้าต้องทำร้ายคนที่เรารัก...แม่เคยพูดไว้นานแล้ว

ผมเข้าใจความรู้สึกที่ซ่อนเร้นของคนตรงหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ เพราะยิ่งใกล้วันเดินทางจันทร์เจ้ายิ่งเหม่อลอย ไม่ว่าจะบุญคุณหรือความผูกพันก็ตาม เธอคงกลัวว่าจะทำให้ผมเจ็บ

อย่ากลัว...จะทำพี่เจ็บได้ไหม...จันทร์เจ้า... อย่าทดแทนบุญคุณด้วยความรักเลย... มันทรมานเกินไปสำหรับเราทั้งคู่ นี่มันบ้าชัดๆ

ผมตัดสินใจครั้งสุดท้าย เดินออกจากทางเข้าจุด Check-in เบี่ยงออกไปอีกด้านหนึ่งที่คนน้อยกว่า แต่คนที่ตามหลังมาก็ยังคงเดินตามต้อยๆ... เหมือนน้องน้อยที่ผมเคยดูแลสมัยเยาว์วัยไม่ผิด

“ตามพี่มาสิ...จันทร์”  เด็กชายอธิศร์บอกเด็กหญิงจันทร์เจ้าอย่างนั้น และมันเป็นเช่นนั้นเสมอมา..

แต่วันนี้มันคงต้องจบลงแล้ว...ก่อนที่ผมจะไม่อาจรั้งตัวเองไว้ได้อีก ถึงวันที่ต้องปล่อยให้มันเป็นไป ความถูกต้อง..ที่ผุดขึ้นมาในใจผม มันกำลังทำหน้าที่ตุลาการที่เที่ยงธรรมที่สุด ทุกอย่างควรจะเป็นอย่างที่มันควรจะเป็นสินะ...

ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้ผมตัดสินใจโพล่งประโยคบอกลานั้นกลางสนามบินสุวรรณภูมิ

“ไปเถอะจันทร์ ไปตามหาหัวใจของตัวเอง”

ผมกลั้นใจเอ่ยคำร่ำลานั้นออกไป คนตรงหน้าสะดุ้งไหววูบ แต่ความยินดีนั้นฉายชัดในแววตาคู่นั้น หัวใจที่ถูกรั้งไว้ด้วยแหวนหมั้นและคำสัญญา...กำลังโบยบินไปอย่างเสรี

“พี่จะยังคงเป็นพี่ชายที่รักและเป็นห่วงน้องสาวคนนี้เสมอ...” นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่ผมบอกเธอ…เรื่องหัวใจบังคับอะไรกันไม่ได้อยู่แล้ว ผมไม่ผิดที่จะรัก...และเธอคนนั้นก็ไม่ผิดที่จะไม่รัก... เพียงแต่ทุกอย่างตอนนี้มันร้าวรานอยู่ข้างในจนไม่เหลือความรู้สึกใดๆมากกว่า เหลือเพียงความกลวงเปล่าที่อยู่ข้างในหัวใจผม

แล้ว...ผมก็ปล่อยหัวใจตัวเองไปตามทาง กระต่ายน้อยบนดวงจันทร์นั้นจากไปแล้ว….

บ้าจริงๆนะเรา ผมระบายลมหายใจออกแรงๆก่อนจะเดินตรงไปที่จุดเช็คอิน พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่มองหน้าใครทั้งนั้นเพราะตอนนี้ดวงตาทั้งคู่ของผมมันรื้นไปด้วยน้ำตา

“ ผู้โดยสารจองมาสองท่านนี่คะ แล้วอีกท่านหนึ่ง…” แอร์โฮสเตสสาวตรงหน้าถามผมเบาๆ

“ คนเดียวครับ...ผมเดินทางคนเดียว…” ผมฝืนยิ้มให้คนตรงหน้า ก่อนจะระบายลมหายใจออกเบาๆ...ใช่..เดินทางเพียงคนเดียว

เจ็บหน่อย..แต่มันคงจะหายเร็วขึ้นถ้าผมได้ทำงานหรือทำวิจัยที่โน่น เวลา 1 ปี น่าจะทำให้อะไรดีขึ้น

ผมเดินผ่านทุกอย่างมาอย่างมึนงง เท้าก้าวไปตามเส้นทาง แวะซื้อน้ำ ถ้าจะมีอะไรหล่นคงเป็นหัวใจที่หายไประหว่างทาง ผมเดินมาเรื่อยๆจนมาหยุดยืนรอที่ Gate นานเท่าไรก็ไม่รู้ เฝ้ามองดูเครื่องบินแต่ละลำที่ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างเงียบๆ ผมคงจะเผลอคิดอะไรต่อมิอะไรไปเรื่อยเปื่อย หากหางตาไม่เหลือบไปเห็นหมวกสีแดงใบนั้น สีแดงสดชนิดที่เตะตาคน สีแดงตัดกับผิวที่ขาวละเอียดของเจ้าตัวที่สวมมาส์กกันฝุ่นสีดำและลากกระเป๋าเดินทางใบย่อมเดินเข้ามาที่ Gate เดียวกัน

ผู้หญิงคนเดียวกับที่จ้องหน้าผมนิ่งๆอย่างตะลึงที่ร้านสะดวกซื้อนั่น….

ช่างเถอะ..ก็แค่บังเอิญเป็นคนแปลกหน้าเจอกันที่ร้านสะดวกซื้อ ไม่แปลกอะไรนัก เพราะเกาหลีเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตเสียด้วย ยิ่งช่วงปลายปีอย่างนี้มีแต่คนไปเที่ยวกันทั้งนั้น แต่มันคงเป็นฤดูหนาวที่ยาวนานสำหรับผม หลายอย่างที่เปลี่ยนแผนทุกอย่างในชีวิตอย่างที่ไม่คิดมาก่อน ผมได้แต่ถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะยกมือถือต่อสายบอกผู้เป็นแม่

“ ครับแม่...เขากำลังเรียก Boarding แล้ว......ถ้าผมถึงที่โน่นแล้วจะโทรหานะครับ.......รักแม่ครับ..”


และทันทีที่ขึ้นไปบนเครื่อง ผมปิดตัวเองจากโลกภายนอกทั้งหมดพร้อมกับหลับตาลงทันควัน แต่แล้วก็รู้สึกเหมือนมีคนมองอยู่ตลอดเวลา เลยแอบเหลือบตามองนิดหน่อยก็เห็นเจ้าของสายตานั่น ยัย“หนูน้อยหมวกแดง” ผมยาวประบ่าดวงตากลมโตนั่นยืนมองตาแป๋วตรงมาที่เขา บ้าชะมัด...ช่างทำให้รู้สึกอึดอัดใจพิกล นั่งใกล้กันเสียด้วยสิ ผมไม่คุ้นกับการถูกคนมองบ่อยขนาดนี้เลยจนอยากจะเข้าไปถามเสียจริงๆว่า

“ ผมไม่ใช่อาหาร ไม่ต้องมองขนาดนี้ก็ได้มั้งครับ...”

ตอนอยู่ในชุดกาวน์และรักษาคนไข้ที่โรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง คนไข้ส่วนใหญ่ของผมเป็นผู้สูงอายุจึงไม่ค่อยจะสนใจกับรูปลักษณ์ของผมนัก แถมบางคนยังไม่เชื่อผมเสียอีกเพราะคิดว่าหมอต้องดูแก่ถึงจะเก่ง กว่าจะทำให้เชื่อได้ก็นับว่าหืดขึ้นคอ แต่ถึงจะญาติคนไข้บ้าง หลานคนไข้บ้างที่มองผมแบบเชิงชู้สาว แต่ผมก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก ส่วนใหญ่เลิกงานผมก็ตรงกลับบ้านอยู่กับแม่ มีสังสรรค์บ้างก็เฉพาะกลุ่มเพื่อนสนิทที่นานๆทีจะนัดกันได้ ยิ่งหลังๆมานี้เพื่อนฝูงต่างมีครอบครัว ภรรเมียที่เคารพก็ไม่ค่อยปล่อยเพื่อนๆผมมาสังสรรค์ข้างนอกเท่าไหร่ เราก็เลยไม่ค่อยเจอกัน

“ภรรเมียที่เคารพบอกว่า แทนที่จะเอาเงินลงขวดเหล้า มิสู้เอามาลงขวดนมดีฝ่า…”

“แล้วเอ็งตอบไปว่าไงวะ…” ผมขำๆใส่เพื่อนที่โทรมาโอดโอยกับผม

“จะว่าอะไรได้ล่ะ ขืนเถียงมีหวังโดนเนรเทศออกนอกราชอาณาจักรห้องนอนกันพอดี…” เจ้าตัวบ่นอุบอิบ

ชนเผ่าเกลียมัวนี่มีอยู่ทั่วโลกจริงๆ

อ้าว...นั่น ! ทำไมยัยหนูน้อยหมวกแดงถึงสะดุ้งเฮือกหน้าซีดและมือสั่นระริกขนาดนั้นล่ะ อาการแบบนั้นจะเป็นลมหรือเปล่า ? สัญชาตญาณการเป็นหมอทำให้ไม่สามารถมองข้ามอาการประหลาดๆของคนตรงหน้าไปได้ เกิดวูบบนเครื่องบินไปจะเป็นเรื่องใหญ่ได้ ร่างนั้นค่อยๆทรุดนั่งลงพร้อมกับหลับตานิ่ง ปากสั่นนิด ๆ หน้าซีดด้วย ไหวไหมเนี่ย...?

“ Excuse me, Are you Ok?”  สุดท้ายก็อดรนทนไม่ได้ ต้องถามออกไปตามประสาหมอ จังหวะการหายใจของเธอเร็วกว่าปกตินิดหน่อย เหมือนจะเป็นลมแต่ตัวไม่อ่อนปวกเปียก ดูท่าจะยังไม่เป็นอะไรมากละมัง

“ Don’ t worry, I’m a doctor. If you feel something wrong, you can tell me…”  

ดวงตากลมโตค่อยๆลืมตาขึ้นก่อนจะหันมามองผมอย่างงง ๆ หรือว่าจะฟังอังกฤษไม่ออกนะ เพราะได้ยินแว่ว ๆ ยัยหมวกแดงนี่พูดขอโทษเป็นภาษาเกาหลีนี่นา พอนึกจะถามสำทับอีกรอบเป็นภาษาเกาหลี “หนูน้อยหมวกแดง” ก็ตอบภาษาอังกฤษกลับมาเสียก่อน

“ Thank you , I’m ok” เสียงใสๆ นั่นตอบมาเบาๆ กิริยาตรงหน้า ทำให้เดาเอาว่าหญิงสาวคงกำลังยิ้มอยู่ภายใต้หน้ากากสีดำนั่น ดวงตานั่นวาวใส จะว่าไปก็เป็นผู้หญิงที่ดวงตาแปลกดี...สีน้ำตาลเข้มเหมือนคาราเมลไหม้แบบที่ไม่ค่อยเห็นจากผู้หญิงเอเชีย ท่าทางจะมีเชื้อสายตะวันตกนิดหน่อยละมัง  แต่ช่างเถอะ...มันก็แค่เรื่องปกติที่คนทั่วไปก็ทำกัน ถ้าไม่เป็นไรก็ถือว่าดีแล้ว

ผมยิ้มให้หนูน้อยหมวกแดงตรงหน้า ก่อนจะเบนสายตากลับไปมองนอกหน้าต่าง การได้ทอดสายตาออกไปไกลๆทำให้เห็นว่าโลกนี้กว้างใหญ่ยังมีอะไรให้ได้เรียนรู้ หนึ่งปีจากนี้ในกรุงโซล ผมจะกลับไปเป็นนักเรียนแพทย์อีกครั้ง ต้องขอบคุณอาจารย์ที่ปรึกษาที่สนับสนุนโอกาสให้ได้ทุนเรียนต่อที่นี่ การเรียนต่อเฉพาะทาง 1 ปี คงพอจะทำให้บางอย่างเลือนออกไปจากใจได้

...................................................

แค่เพียงครู่เดียวหลังจากแอร์โฮสเตสทยอยแจกอาหาร ก็ดูจะมีเหตุการณ์ชุลมุนถัดไปตรงเก้าอี้ข้างหน้า สามีภรรยาคู่หนึ่งกำลังถกเถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตาย สาเหตุของการโต้เถียงกันคือ กระเป๋าใส่เงินสดที่เตรียมมาดันหายไป ฝ่ายหนึ่งก็ว่าทำหล่น อีกฝ่ายก็ว่าอยู่ดีจนกระทั่งงีบหลับ งานนี้ทำเอาทุกคนที่นั่งใกล้ๆ ขยับตัวกันวุ่นวาย เพราะไม่มีใครอยากมีปัญหาตกเป็นผู้ต้องสงสัยหรอก

แต่คนที่ทำให้ผมประหลาดใจกลับเป็นแม่หนูน้อยหมวกแดงที่นั่งใกล้ๆ เพราะเธอหลับอยู่ก่อนจะมีเรื่องถกเถียง ครั้นพอตื่นขึ้นมากลับพูดอะไรแปลก

"....red-black aura...." ?

“ออร่าสีดำแดง” คำนี้ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว สำหรับคนที่ไม่ได้เป็นศัลย์แพทย์ด้านประสาทวิทยาอาจจะมองข้ามไป หรืออาจจะคิดว่าแม่คุณคนนี้เพ้อเจ้อ แต่เพราะผมเคยทำรายงานวิจัยเรื่องโรคที่หายากในสายประสาทวิทยา คำนี้ก็เลยติดอยู่ในใจ

หลังจากความวุ่นวายจบลง ความสงสัยใคร่รู้ทำให้ผมต้องคอยสังเกตคนข้างๆเพิ่มขึ้น ถ้ามองผ่านๆ หญิงสาวตรงหน้าก็ดูปกติดี พอเครื่องลงจอดที่ท่าอากาศยานอินชอน และผู้โดยสารทยอยเดินออกจากเครื่อง หญิงสาวใกล้ๆก็มีท่าทีพยายามเลี่ยงไม่สัมผัสกับใครถ้าไม่จำเป็น คล้ายกับว่าเธอเป็นคนหวงตัว จะแปลกก็ตรงที่ถ้าบังเอิญแตะโดนใครเมื่อไหร่ เจ้าตัวก็จะสะดุ้งนิดๆ ตานิ่ง ๆ ไปวูบหนึ่งคล้ายคุมตัวเองไม่ได้ ผมแอบมองเธออยู่พักใหญ่ พยายามนึก ๆ ไปก็คล้ายกับอาการที่เธอมองผมนิ่ง ๆ ตอนที่อยู่ร้านสะดวกซื้อนั่นเลยไม่มีผิด ตอนนั้นก็เกิดขึ้นหลังจากมือของเราสัมผัสกันโดยบังเอิญ

สัมผัส...สี...ออร่า....เฮ้...!

ถ้าใช่อาการ/ภาวะที่ผมคิดละก็ แปลว่าผมกำลังเจอเคสประหลาดที่หายากที่สุดในโลกยืนอยู่ตรงหน้า !  เชอร์ลอค โฮมส์ และวัตสัน ตื่นเต้นเวลาได้เจอคดีฆาตกรรมอย่างไร นิสัยชอบทำวิจัยของผมกำลังร่ำร้องเต้นรัวๆอยู่อย่างนั้นไม่ต่างกันเลย

“ คุณคะ คุณ …” เสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นข้างตัว เรียกสติผมกลับคืนมา

“ ครับ…?” ผมหันไปมองอย่างงง ๆ สตรีวัยราว 35-40 ปีที่ผมไม่รู้จัก สองคน กำลังส่งยิ้มให้ผมอยู่ตรงหน้า

“ คือ คุณมีโทรศัพท์ไหมคะ คือ พี่อยากจะขอยืมสักครู่หนึ่งค่ะ คือ พี่จะติดต่อคนให้มารับน่ะ แต่ไม่มีโทรศัพท์”

ผมยืนชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ลังเลเล็กน้อยแต่สตรีสองคนตรงหน้าดูกังวลใจมากๆ กะว่าจะปฏิเสธ แต่แล้วคนหนึ่งก็พูดขึ้น

“ คือ...พี่เห็นคุณใช้โทรศัพท์ที่ Gate สนามบินก่อนมาที่นี่ค่ะ เลยอยากจะขอรบกวนได้ไหมคะ พวกพี่เดือดร้อนจริงๆค่ะ นี่ก็ถ้าติดต่อเพื่อนให้มารับไม่ได้ละแย่ทีเดียว”

แม้ว่ามันจะดูแปลก ๆ อยู่บ้าง แต่แม่อันตราบอกว่า เมตตานั้นให้ผลดีเสมอ กับทั้งตัวเองและผู้อื่น

“ได้ครับ สักครู่นะ…ขอเบอร์ด้วย เดี๋ยวผมกดให้” กดเบอร์เรียบร้อย ผมก็ยื่นโทรศัพท์ในมือให้สตรีสองคนตรงหน้า ที่มีท่าทีดีใจมากก่อนจะขอบคุณผมไม่ขาดปากหลังจากวางสาย ผมก็ยิ้มให้เฉยๆเพราะก็เป็นเรื่องธรรมดา คนไทยเหมือนกันช่วยกันได้ก็ช่วยกันไป

.............................................................

แต่ใครจะไปรู้ว่าช่วยคนแล้วจะยุ่งขนาดนี้ ทันทีที่เดินเข้าจุดตรวจ ตม. ผู้หญิงสองคนนั้นเริ่มโวยวายทันทีเมื่อเจ้าหน้าที่เชิญไปสอบถามเพิ่ม มันจะไม่ยุ่งเลย ถ้าหนึ่งในสองคนนั้นไม่ชี้มาที่ผม

งานเข้าแล้วสิเรา… ผมมีสีหน้ากระอักกระอ่วนใจกับเรื่องราวตรงหน้า พลางถอนหายใจยาว แต่ก็ยังพยายามทำใจเย็นอยู่ เดี๋ยวอธิบายเจ้าหน้าที่ไปให้หมดพร้อมยื่นเอกสารราชการก็คงผ่านไปได้ แต่ไม่ทันจะคว้าของในกระเป๋าเสื้อ จู่ๆก็มีดวงตากลมโตคู่หนึ่งและหมวกสีแดงแปร๊ดก็พรวดเข้ามายืนข้างๆผม แตะท่อนแขนผมเล็กน้อยเชิงทักทาย แถมส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ให้เสียด้วยสิ

ยัยหนูน้อยหมวกแดง… !

“อย่าเพิ่งเอ็ดไป...คุณเขียวมะนาว” ก่อนที่เธอจะหันไปคลี่ยิ้มหวานส่งภาษาเกาหลีรัวๆกับคุณลุงตม.ที่กำลังทำหน้ายักษ์อยู่ตรงหน้า

น่ารักดีแฮะ...แต่ท่าทางจะแสบไม่เบา เห็นท่าทางแก่นแก้วอย่างนี้แล้วคิดถึงยัยหนูเล็กชะมัด ยัยน้องสาวตัวแสบของผม

คนใจดีที่พยายามเข้ามาช่วยผม ยืนส่งภาษาเกาหลีตะกุกตะกักนิดๆ กับคุณตม. ผมก็ทำเฉยๆ ยืนฟังไปเรื่อยๆ ไล่เรียงจนจับได้ความว่าสองคนนั้นอ้างว่ามาด้วยกันกับผม ผมได้แต่ถอนหายใจเบาๆกับความวุ่นวายตรงหน้า สุดท้ายเมื่อผู้หวังดีตัวน้อยหันมา ผมเลยตัดสินใจอธิบายทุกอย่างให้เจ้าหน้าที่ฟังด้วยตัวเองดีกว่า

“죄송합니다 너 오해했어....- ขอโทษครับ คุณคงเข้าใจผิดแล้วล่ะครับ…” จากนั้นผมก็แนะนำตัวอย่างรวดเร็วพร้อมกับอธิบายว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นได้อย่างไร พร้อมยืนยันว่าผมไม่เกี่ยวข้องกับสองคนนั้นจริงๆ โดยยื่นเอกสารการเข้าเรียนต่อแพทย์เฉพาะทาง และใบตอบรับจากมหาวิทยาลัยในกรุงโซลเป็นหลักฐานให้เจ้าหน้าที่คนนั้นดู

ท่าทางของเจ้าหน้าที่ดูอ่อนลงเมื่อเห็นเอกสารที่ออกโดยหน่วยงานราชการ ก่อนจะปล่อยให้ผมและยัยหนูน้อยหมวกแดงออกจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว พอก้าวพ้นออกมาจากตรงนั้น สมองผมจึงค่อยประมวลผลทั้งหมดใหม่อีกรอบ

“เขียวมะนาว…” ชัดเจน...คำที่เธอใช้เรียกผม สีเขียวที่แปลความถึงความช่างคิด วิเคราะห์ อืม...ความสงสัยบางอย่างของผมกำลังถูกยืนยันจากคนตรงหน้า น่าสนใจชะมัด

เผลอคิดเพลินไปหน่อยเลยหยุดเดินไม่รู้ตัว ร่างบางๆที่เดินตามหลังผมเบรกไม่ทันเลยชนปั๊กเข้าให้ เลยทำให้ผมต้องรีบหันไปขอโทษขอโพย คิ้วสวยๆที่โก่งรับดวงตากลมนั่นขมวดหนักอย่างหงุดหงิด คนตรงหน้าถอดมาร์กกันฝุ่นสีดำออกเผยให้เห็นผิวแก้มใส ตากลมโต จมูกโด่งรั้นนิดๆ คะเนดูจากสายตาน่าจะอายุราวๆ19-20 ละมัง ยังไงก็คงอ่อนกว่ายัยอณิมาน้องสาวผมอยู่หลายปี

ผมยิ้มก่อนจะขอโทษหญิงสาวตรงหน้า แล้วค่อยๆ มองเธออย่างสำรวจตรวจตรา ดูท่าจะเป็นเด็กน้อยขี้โมโหเหมือนกันนะ ถามนิดเดียวโดนใส่กลับมาเป็นชุดเลย ผมลอบขำในใจนิดหน่อย สงสัยว่าเราจะเริ่มต้นกันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะคนตรงหน้าเอาแต่โมโหใส่แล้วจะเดินหนีผมท่าเดียว เลยต้องยอมเสียมารยาทดักหน้าดักหลังอย่างที่ไม่เคยทำกับใครที่ไหนมาก่อน

ทำเป็นเล่นไป...จะมีหมอสักกี่คนกันเชียวที่ได้เจอคนที่เป็น Synesthesia แบบนี้ !

นี่มัน...ยากยิ่งกว่าถูกลอตเตอรี่ 30 ล้านบาทเสียอีก !

“ เดี๋ยวก่อนสิครับ ขออนุญาตนะ ยินดีที่ได้รู้จัก ผม อธิศร์ รัตนวงศ์วาณิช...เป็นหมอศัลยกรรมระบบประสาทครับ คุณ...ซินเนสทีเซีย (Synesthesia) ! ”

ประโยคสุดท้ายที่ผมลองพูดออกไปด้วยอยากเห็นปฏิกิริยาของคนตรงหน้า แล้วก็ใช่อย่างที่คิดจริงๆ ! หญิงสาวทำตาโตก่อนจะกระพริบตาปริบ ๆ ดวงตาที่บอกชัดว่าตกตะลึงกับคำทักทายจากชายแปลกหน้าอย่างผม

ยัยหนูน้อยหมวกแดงคนนี้เป็น Synesthesia จริงๆ ด้วยสินะ

“ ถ้าไม่รังเกียจ ขอเชิญคุณไปทานข้าวกับผมสักมื้อได้ไหมครับ ผมเลี้ยงเอง...”

ผมโพล่งคำชวนนั้นออกไปอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ก็แน่นอน เจอเคสที่น่าสนใจขนาดนี้แล้วจะปล่อยไปได้ยังไงกันเล่า เรื่องราวของ Synesthesia ยังเป็นพรมแดนความรู้ทางด้านประสาทวิทยาที่ยังไม่มีใครให้คำตอบได้เลย มีอะไรที่น่าศึกษาอีกเยอะมาก แต่ก็จนใจเพราะส่วนมากไม่ค่อยมีคนยอมเสียเวลามาให้วิจัยหรือไม่ก็ไม่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นแบบนี้ การหาจนพบได้คนหนึ่งในวงการแพทย์ถือว่าเหมือนเจอเพชรในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ก็ไม่ปาน

ผม...รอ..คำตอบจากคนตรงหน้า...อย่างใจจดใจจ่อ…

ดวงตาคู่นี้เบิกกว้างมองผมเป็นรอบที่สอง…

.........................

สารจากไรท์

วันนี้มีแถมให้อีกตอนค่ะ 555 ลงตามอารมณ์ของไรท์จริงๆนะเนี่ย รอกันเลยค่า :)

....................................................................

นวนิยายเรื่องนี้ขอสงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ ดัดแปลงหรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดในนวนิยายไปเผยแพร่ ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงาน หากฝ่าฝืนมีโทษบัญญัติไว้สูงสุดตามกฎหมายพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537


B
E
R
L
I
N
?
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 26 ครั้ง

179 ความคิดเห็น

  1. #109 Jakkaran55 (@Jakkaran55) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2562 / 18:36
    รู้ขนาดนี้เลยหรอ เจ้าตัวก็รู้ว่าเป็นอะไร
    #109
    1
  2. #13 นับดาวจอมเพ้อ (@wachie130) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2562 / 11:33

    แหม พี่ธิศร์ จะจับยัยซินไปทำวิจัยเหรอคะ 555


    พี่เรือนแก้วคะ ว่าจะบอกตั้งแต่ตอนที่แล้ว ขอตัวหนังสือใหญ่กว่านี้นิดนึงได้ไหมคะ นี่ต้องแอบเพ่งค่ะ


    แล้วก็คำภาษาอังกฤษที่ทับศัพท์ได้ก็พิมพ์ไทยไปเลยก็ได้นะคะเพื่อความลื่นไหล เช่น เช็คอิน เกท บอร์ดดิ้ง


    รอคำตอบของยัยซินอยู่นะคะ ^^

    #13
    3
    • #13-1 (@Philous) (จากตอนที่ 5)
      24 พฤษภาคม 2562 / 12:47
      เฮียแกจับเข้าห้องเลยค่า ...ห้องวิจัยส่วนตั๊วส่วนตัวนะ 5555
      พี่ใช้ ขนาด 18 แล้วนา สงสัยว่าต้องเป็น 20 หรือนี่ ? :)
      #13-1
    • #13-2 (@wachie130) (จากตอนที่ 5)
      24 พฤษภาคม 2562 / 15:55
      ตอนนี้นับดาวเปลี่ยนไปใช้ cordia 20 ค่ะพี่เรือนแก้ว อ่านง่ายสบายตาขึ้นเยอะ :)
      #13-2
  3. #12 Ciel En Rose (@jingin) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2562 / 11:31
    คุณหมอบ้าวิจัยจีๆ ด้วย555
    #12
    1
    • #12-1 (@Philous) (จากตอนที่ 5)
      24 พฤษภาคม 2562 / 12:44
      คนบ้างานน่ะ หึๆ แต่สงสัยว่างานนี้มีก่ายหน้าผากเพราะยัยแสบแน่ๆ
      #12-1