สัญญารักพัลวันของนังซิน ++ Oh ! My SyN ?!? ++

ตอนที่ 26 : สิ่งที่ขยุกขยิกในใจ...

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 203
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 18 ครั้ง
    31 ก.ค. 62

.............................................................

ผมค่อนข้างยุ่งกับการออกตรวจคนไข้ที่โรงพยาบาล กว่าจะได้กลับมาสะสางงานที่มูลนิธิ ก็ผ่านไปเกือบอาทิตย์ ไม่รู้เหมือนกันว่า งานที่ฝากคุณเขมิการ์มอบหมายให้ยัยมูมู่ตัวแสบจะเป็นอย่างไรบ้าง ความอยากรู้เลยทำให้ผมก้าวขาเดินลัดเลาะสนามของมูลนิธิมายังอาคารบริบาลที่อยู่ด้านหลัง ผมก้าวขึ้นมาบนตึก เสียงเด็ก ๆ ที่หัวเราะกับเสียงวี๊ดว๊าย และท่าทางที่ซนแก่นแก้วยากเกินจะเชื่อว่าเจ้าของเสียงหัวเราะนั้นจะเป็นผู้หญิงจอมซนที่อายุ 25 ปีคนนั้นปรากฏอยู่ตรงหน้าผม รอยยิ้มที่กระจ่างใสปนทะเล้นนิดหน่อยทำให้ผมหยุดเดินและมองร่างนั้นเพลินตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ เสียงกรี๊ดกร๊าดของเด็ก ๆ ที่ถูกอกถูกใจกับอะไรสักอย่างที่อยู่ในกระดาษที่เจ้าตัววาดขึ้นและชูขึ้นสูง ๆ ผมมองนิ่ง ๆ กับภาพตรงหน้าแต่ก็ต้องสะดุ้งทันทีเมื่อเจ้าตัวดันเงยหน้าขึ้นมามองและเห็นผมเข้าพอดี 

“ เจ้านายยย.....มาตรงนี้สิคะ มาเร็ว ๆ” เจ้าตัวไม่พูดเปล่าดันวิ่งมาหาผมเสียอีก ก่อนจะคว้าข้อมือผมลากไปด้วย 

“ ปล่อย....ทำเป็นเด็ก ๆ ไปได้” ผมทำตาดุใส่ และเอ็ดคนตรงหน้าเบา ๆ 

เจ้าตัวหัวเราะแหะ ๆ ยิ้มหวาน ๆ ใส่ก่อนจะรีบปล่อยแขนเสื้อผมรวดเร็ว

“ ลืมไป...ว่าห้ามแตะตัว...ขอโทษนะคะเจ้านาย...”  

เฮ้อ ให้ตายเถอะ...ยัยนี่เป็นผู้หญิงแบบไหนกันเนี่ย จับมือถือแขนผู้ชายหน้าตาเฉยได้ยังไงกัน เคยไปเผลอทำแบบนี้กับใครมาบ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ที่ประหลาดคือ ทำไมจู่ ๆ ถึงรู้สึกขยุกขยิกในใจละเนี่ย

“ นี่ ๆ เด็ก ๆ คนนี้คุณหมออธิศร์นะคะ เป็นคุณหมอที่ใจดีที่สุดในโลกเลย ถ้าคุณหมอบอกว่าให้พวกหนูทำอะไรก็ต้องทำตามที่คุณหมอบอกนะคะ หนูจะได้กลับไปวิ่งเล่นเร็ว ๆ ได้นะ” 

ยัยมูมู่เอ๊ยยย เอาผมมาขายแถวนี้นี่เอง ผมขมวดคิ้วทำหน้าดุใส่คนตรงหน้าแต่เจ้าตัวไม่รู้เรื่องหรอกว่าผมทำหน้าแบบไหน เพราะมัวแต่หันไปหัวเราะกับเด็ก ๆ ที่นอนป่วยบนเตียง พอกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้อง ผมก็ต้องส่ายหน้าเบา ๆ เมื่อเห็นสภาพเด็กน้อยหลายคนในห้องนั้น 

ทุกคนหน้ามอมยังกับลูกแมว….เหมือนเจ้าตัวซนที่อยู่ตรงหน้าผม

บางคนก็โดนสีเทียนแต้มจมูกและเติมหนวดแมวสีแดง ๆ บนหน้าเล็ก ๆ เหล่านั้น บางคนมีที่คาดผมเป็นหูกระต่ายด้วย บางคนก็มือเลอะไปด้วยสีเทียนเต็มไปหมด นี่มันห้องคนไข้หรือห้องเรียนศิลปะกันเนี่ย ? 

ขำก็ขำ ...นี่ผมปล่อยให้เด็กโข่งมาป่วนในห้องของเด็กเล็กหรือเนี่ย ? 

ขณะที่เจ้าตัวก็โดนมือดีสักคนในห้องนี้ เอาสีเทียนลากเป็นรูปพระอาทิตย์สีเหลืองสว่างตาตรงชายเสื้อสีฟ้าอ่อนด้านหนึ่งของเจ้าตัว สีเทียนหลากสีเกลื่อนเต็มบนโต๊ะล้อเลื่อนพร้อมกับกระดาษสีขาวเป็นปึก ๆ ตรงนั้น 

“ นี่ เลอะเทอะไปหมด...ทำอะไรกัน” พยายามอย่างยิ่งที่จะทำเสียงดุคนตรงหน้า

“ อ้าว...เจ้านาย ก็ชั่วโมงสันทนาการไงคะ วันนี้เป็นวันศิลปะนะคะ” เจ้าตัวหัวเราะร่วนขณะที่คาดผมด้วยหูแมวสีชมพูสดใส ผมสีน้ำตาลอ่อนปอยหนึ่งหล่นรุ่ยลงมาแต่ยัยตัวแสบก็ยังคงยิ้มอย่างนั้น มือเรียวขาว ๆนั่นเลอะไปด้วยสีเทียน 

ผมมองตามมือเพลิน ตั้งแต่รู้จักกันมา เจ้าตัวเป็นผู้หญิงที่ไม่ทำอะไรกับตัวเองสักอย่าง ไม่ทาเล็บ ไม่แต่งหน้า ถ้าเป็นผู้หญิงคนอื่นคงไม่ยอมแน่หากมือและเล็บสวย ๆ นั่น เลอะสีเทียนขนาดนั้น 

“ เจ้านายมาวาดรูปกันไหม...” เจ้าตัวยังคะยั้นคะยอให้ผมโดยยัดสีเทียนแท่งเล็ก ๆ ใส่มือผมเสียอย่างนั้น 

นี่….ช่วยถามกันก่อนจะได้ไหมว่า ผมอยากจะวาดรูปหรือเปล่า... 

ให้ตายเถอะ ผมเป็นคนที่ไม่ถูกกับศิลปะอย่างที่สุด เป็นวิชาที่ได้คะแนนห่วยที่สุดในสมัยเรียนจนจำฝังใจไปเลยว่า ถ้าเป็นเรื่องศิลปะปล่อยให้น้องสาวอย่างยัยหนูเล็กจัดการดีกว่า 

“ ไหน...เด็ก ๆ อยากเห็นคุณหมอวาดรูปไหมคะ...” เจ้าตัวไม่พูดเปล่าดันหันไปหาเสียงสนับสนุนจากบรรดาลูกน้องที่นั่งหน้าสลอนอยู่ตรงนั้นเสียด้วยสิ ดวงตาแป๋วแหววหลายคู่ที่ยิ้มหัวเราะให้พยักหน้ารวดเร็วพร้อมเพรียงกันดีจริง ๆ 

เอาละสิ….ผมจะทำยังไงดีเนี่ย จับมีดผ่าตัดยังไม่เครียดเท่ากับวาดภาพเลยสักนิด ... 

ยัยแมวตัวร้ายยยย นี่ผมไม่น่าหยุดมองยัยลูกแมวและเดอะแก๊งค์เลยสินะ 

“ วาดอะไรก็ได้ค่ะ แล้วเดี๋ยวให้เด็ก ๆ ทายกันว่าเจ้านายวาดรูปอะไร” 

แล้วเจ้าตัวก็หันมากระซิบกระซาบข้าง ๆ หูผมเบา ๆ 

“ อย่าวาดรูปยากนักนะคะ เด็ก ๆ ยังทายไม่เก่งหรอกค่า” 

รอยยิ้มนั่นไม่เท่าไหร่ แต่เส้นผมเจ้าตัวที่หล่นลงมาเคลียข้างบ่าของผมกับกลิ่นน้ำหอมจาง ๆ นี่สิ...มันทำให้รู้สึกคันยุกยิกในใจนิดหน่อย

“ ขยับไปไกล ๆ เลย ใกล้ไปขยับมือวาดรูปยาก ” ผมทำเสียงดุใส่คนข้าง ๆ ประโยคนั้นทำให้เจ้าตัวยิ้มนิด ๆ ก่อนจะยอมขยับตัวออกไปนิดหนึ่ง

ผมเหลือบตามองคนที่หัวเราะอยู่เบา ๆ แล้วก็คว้าดินสอเทียนมาลาก ๆ เป็นรูปกลม ๆ สองวงติดกันพร้อมกับใส่หูแหลม ๆ เข้าไปพร้อมกับจิ้ม ๆ ดวงตาสองดวง พร้อมกับลากสีเทียนอีกสีเป็นกรอบกล่องสี่เหลี่ยมแล้วก็มีตัวอักษร Z อยู่ลอย ๆ เหนือกล่องนั่น  แล้วยื่นให้คนตรงหน้าดู

แววตาของคนตรงหน้ามองแล้วก็หัวเราะกิ๊ก ออกมาเบา ๆ 

“ นี่มันตัวอะไรคะ ตุ๊กตาหิมะหรือคะ ไอ้ก้อนกลม ๆ สองก้อนติดกัน แล้วกล่องสี่เหลี่ยมนี่คืออะไรคะ กล่องบ้านแมวหรือ” เจ้าตัวยังล้อไม่เลิก ทำเอาเด็ก ๆ หัวเราะกันครืนใหญ่ ผมหน้าแดงนิดหน่อย ก่อนจะคว้ากระดาษแผ่นเดิมนั้นคืนมารวดเร็ว

“ ถ้าไม่ชอบก็ไม่ต้องเอาไป...” ผมมุ่ยหนักก่อนจะผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้

“โอ้ยยย....เจ้านายยย ซินล้อเล่นค่า....หัวก็ไม่ล้านสักหน่อย ใจน้อยไปได้...” เจ้าตัวละล่ำละลักก่อนจะกระตุกชายเสื้อผม

“ งั้นซินให้เด็ก ๆ ทายกันนะ” ยังไม่วายยิ้มอีกแน่ะ 

“ เอ้า...ทุกคนคิดว่ารูปนี้เป็นรูปอะไรคะ” ขณะที่ผมยืนหันข้างแต่ก็เงี่ยหูฟังว่าแต่ละคนจะบอกว่าอะไร

บรรดาลูกสมุนของยัยตัวร้ายมองภาพตรงหน้าแล้วก็คุยกันจ๊อกแจ๊กก่อนจะสรุปเป็นเสียงเดียวกันว่า 

“ เหมียวในกล่อง ! ” 

“ คำตอบนี้ถูกไหมคะเจ้านาย...” เจ้าตัวหัวเราะอีกรอบก่อนจะหันมามองผม 

“ ผิด... !”  ผมตอบหน้าตาเฉยก่อนจะกระตุกยิ้มที่ริมฝีปากนิดหนึ่งอย่างสมใจ

“ อ้าว...ผิดได้ยังไงล่ะ ดูยังไงก็เป็นแมวชัด ๆนา” เจ้าตัวยังโวยไม่เลิก น่าอายจริงๆ ทำเป็นเด็กต่อหน้าเด็กเล็ก ๆ พวกนี้ 

“ เป็นหมา...ไม่ใช่แมว แล้วก็บนเตียงไม่ใช่ในกล่อง” 

ผมไม่ได้โกหกเพราะผมตั้งใจวาดเจ้าตัวนั่นแหละ วีรกรรมสุดแสบของยัยมูมู่ที่ทำให้ผมนอนไม่ได้ที่เกาหลีวันนั้น...ยัยนี่เหมือนมูมู่จะตายไป หึ..

“ ขี้โกงนี่นาเจ้านาย....แมวชัด ๆ เนอะเด็ก ๆ” ประโยคนั้นพยายามหาแนวร่วมเต็มที่ ก่อนจะเบาเสียงลงเมื่อนางพยาบาลคนหนึ่งเข็นรถเข็นยาเข้ามาในห้องผู้ป่วย

“ เอาละค่ะ เด็ก ๆ วันนี้หมดชั่วโมงศิลปะแล้วนะคะ พักได้แล้วและก็อย่าลืมกินวิตามินด้วยนะคะ” เจ้าตัวปรบมือเป็นอันว่ายกเลิกชั้นเรียนสุดป่วน แล้วก็หันไปสำทับกับบรรดาลูกกระจ๊อกที่นั่งสลอนบนเตียงคนไข้ ท่าทางนั้นผมอดขำในใจไม่ได้ 

ทำยังกับว่าตัวเองโตกว่าพวกนี้นักแหละ ...ท่าทางอย่างนี้สัก 10 ขวบก็คงพอกลมกลืนกับเขาได้อยู่ ด.ญ.ซินเนสทีเซีย

มือเรียว ๆ นั่นสาละวนเอาผ้าชุบน้ำมาเช็ดหน้าให้บรรดาเหล่าเดอะแก๊งค์ทีละคน เอาสีเทียนที่เลอะหน้าอยู่ออกให้เด็กที่เล็กที่สุด ส่วนเด็กที่โตหน่อยก็เอาผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเองจนเรียบร้อย ส่วนผมยืนพิงผนังห้องดูภาพตรงหน้าอย่างขบขัน 

ท่าทางแบบนี้ สงสัยจริง ๆ ว่าตอนเด็ก ๆ ไม่แคล้วคงเป็นลาสบอสประจำซอยแน่ ๆ 

“ ตั้งแต่คุณหนูซินมาช่วยกิจกรรมสันทนาการก็ทำให้เด็ก ๆ ร่าเริงขึ้นมากเชียวละค่ะ แกช่างสรรหาเกมต่าง ๆ มาเล่นกับเด็ก ๆ ที่นี่เกือบทุกวัน” คุณพยาบาลประจำที่ยืนรออยู่ข้าง ๆ หันมาบอกผมเบา ๆ 

“ ช่วยอะไรล่ะครับ ท่าทางจะช่วยให้ป่วนมากกว่าเดิมละมั้ง” ผมไม่อยากชมต่อหน้าเดี๋ยวจะเหลิงหมด

“ ไม่นะคะคุณหมอ เด็ก ๆ รักแกมากทีเดียวค่ะ จากที่บางคนเคยดื้อ ๆ ไม่ยอมทานยาที่เราจัดไว้ พอคุณซินมาบอกว่าเป็นวิตามินวิเศษทานแล้วจะแข็งแรงออกไปวิ่งเล่นได้ บางคนก็ยอมทานนะคะ อย่างเจ้าตัวเล็กที่สุดเตียงริมที่กินยายากที่สุด ก็ยอมกินเพราะคุณซินบอกว่า ถ้ากินแล้วจะเล่นนิทานให้ฟัง” พยาบาลคนเดิมแย้งเบา ๆ 

เอากับเขาสิ...นอกจากเป็นขวัญใจเด็ก ๆ แล้วท่าทางเจ้าตัวจะซื้อใจพยาบาลที่นี่ได้อีกหลายคนละมั้ง ผมอมยิ้มนิด ๆ 

“ มาไม่กี่วัน พี่เพ็ญก็เข้าข้างเขาเสียแล้ว...น่ากลัวจะโดนซื้อตัวเสียแล้วสิ” ผมหัวเราะนิด ๆ ทำเอาคุณพยาบาลยิ้มเขิน ๆ กับคำเย้าของผม 

เจ้าตัวจะรู้บ้างไหมว่า ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างที่นี่ ผมไม่ปฏิเสธว่าแววตาเด็กที่นี่ดูสดชื่นมากขึ้นกว่าก่อนนั้นจริง ๆ แววตาที่สุกใสแม้จะอยู่ในร่างกายที่ป่วยไข้ เด็กบางคนที่นี่เป็นมะเร็ง ต้องเผชิญกับความเจ็บปวดหลายอย่าง ตั้งแต่หัวเท่ากำปั้น ไม่มีเวลาได้ออกไปวิ่งเล่นข้างนอกเหมือนเด็กวัยเดียวกันเท่าไหร่ เพียงรอยยิ้มที่เธอทำให้เกิดขึ้นก็ทำให้วันธรรมดาที่น่าเบื่อกลายเป็นวันมหัศจรรย์สำหรับพวกเขาแล้ว  คิดอะไรเพลิน ๆ อยู่ จู่ ๆ ยัยมูมู่ก็หันมามองแล้วยิ้มให้ผม จนต้องเบือนหน้าหนีก่อน

ถ้าใจดีมากไป...เดี๋ยวจะเหลิงเสียก่อน

แต่แล้วผมก็ต้องหยุด เมื่อเด็กน้อยคนหนึ่งกระตุกชายเสื้อของครูศิลปะสุดแสบก่อนจะถามเบา ๆ ว่า

“ พี่ซิน....เมย์อยากออกจากที่นี่แล้ว อยากไปวาดรูปช้าง รูปม้าข้างนอกบ้าง” 

น้ำเสียงนั้นแผ่วเบาละห้อยโหย ผมในฐานะหมอที่ฟังอยู่ยังใจแป้วลงเหมือนกัน.. น้องเมย์ เด็กน้อยคนนั้นถ้าผมจำไม่ผิดแกเป็นมะเร็งและอยู่รักษาตัวที่โรงพยาบาลมานานอย่างน้อยก็สามปี ดีที่ครอบครัวพอจะมีฐานะอยู่บ้าง ถึงให้ลูกอยู่โรงพยาบาลยาว แต่ร่างกายของเด็กไม่ค่อยตอบสนองกับยาเท่าที่ควร ล่าสุดครอบครัวตัดสินใจรักษาแบบประคับประคองอาการและย้ายมาที่นี่...เวลา..นาฬิกาทรายที่นับถอยลงไปเรื่อย ๆ ใบหน้าเล็ก ๆ ที่ศีรษะคลุมด้วยหมวกสีชมพูสดใสมีแววละห้อยโหย

“ เดี๋ยวก็ได้ออกแล้วนะคะ ถ้าน้องเมย์เป็นเด็กดี ทานวิตามินที่หมอให้นะคะ” 

“ จริงหรือคะพี่ซิน เมย์จะได้กลับบ้านไปเที่ยวสวนสนุก ไปดูช้าง หรือคะ”  แววตานั่นเป็นประกายด้วยความหวัง

“ จริงค่า...” 

“ซิน..” ผมต้องกระตุกเธอด้วยคำพูดและสายตา เจ้าตัวหันมามองผมอย่างอึ้ง ๆ สายตานั่นคล้ายไม่เข้าใจแต่ก็หยุดพูด ผมเดินตรงไปหาเด็กน้อยที่นั่งอยู่บนเตียง แล้วหยิบตุ๊กตาตัวหนึ่งขึ้นมาให้ร่างเล็ก ๆ นั้น พร้อมนั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียง

“ หมอยังบอกเมย์ไม่ได้นะครับว่าน้องเมย์จะได้กลับเมื่อไหร่ แต่หมอสัญญาว่าหมอจะทำให้น้องเมย์มีความสุขมากที่สุดที่หมอจะทำได้เมื่อน้องเมย์อยู่ที่นี่นะครับ” ผมพยายามอธิบายพร้อมกับแอบกลืนความรู้สึกยากเย็นลงไป

...เวลาของเด็กบางคนก็แสนสั้นเหลือเกิน...สั้นจนใจหาย

“ เมย์อยากไปสวนสัตว์บ้าง...” ประโยคนั้นจากเด็กวัย 7 ขวบตรงหน้า ทำให้ผมถอนใจเบา ๆ เด็กก็ยังคงเป็นเด็กอย่างนี้ 

“ ถ้าเมย์เป็นเด็กดี แข็งแรงมากขึ้นหมอจะพาไป แต่ถ้าเมย์แอบทิ้งวิตามินที่หมอให้ ไม่แข็งแรงขึ้นกว่านี้ หมอก็รับปากไม่ได้นะครับ” 

“ สัญญาแล้วนะคะ” นิ้วเล็ก ๆ นั้นยื่นนิ้วก้อยมาให้ผม ผมหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเกี่ยวนิ้วก้อยเข้ากับนิ้วเล็ก ๆนั้น 

“ สัญญาครับผม...” 

พอผมลุกขึ้น ก็ต้องชะงักกับสายตาที่มองมาแต่แรก สายตานั่น...มันหวานไปหรือเปล่า 

ยัยคนนี้ชอบทำให้คนอื่น...ปั่นป่วน...อยู่เรื่อย

ผมเบือนหน้าหลบ พร้อมกับก้าวขายาว ๆ เดินออกจากวอร์ดเด็กนั้นทันทีและทำให้คนที่ยืนตาแป๋วนั่นรีบก้าวออกตามมา

“ เจ้านาย.... ซินทำอะไรผิดหรือ...” ประโยคคำถามนั่นทำให้ผมต้องหยุดเดินและหันไปมองคนที่กึ่งเดินกึ่งวิ่งตามมา หูแมวเหมียวนั่นยังอยู่บนหัวเจ้าตัว ผมมองด้วยสายตานิ่งๆ ทำให้ยัยมูมู่ยิ้มเจื่อน ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ถอดเอาที่คาดผมนั่นออก

“ ทีหลัง ห้ามไปสัญญาอะไรที่คุณรับปากพวกเขาไม่ได้...” ผมพูดเรียบ ๆ 

“ เด็กที่วอร์ดนี้ บางคนเป็นมะเร็งและสำหรับบางคนก็เข้าใกล้ระยะสุดท้ายที่เราพยายามประทังอาการและให้เขาเจ็บปวดน้อยที่สุด การที่เราไปสัญญาในสิ่งที่ทำไม่ได้ มันเป็นการให้ความหวังลมแล้งกับพวกเขา แล้วเขาก็จะทุกข์มากถ้าวันหนึ่งเขารู้ว่า เราโกหกเขา และเขาจะต้องจากโลกนี้ไป...” 

“ แต่...เขายังเด็กอยู่เลยนะคะเจ้านาย.. เราจะปล่อยให้เขาร้องไห้กับความเป็นจริงแบบนี้หรือ...” คนตรงหน้ายังพยายามแย้ง

“ ความฝัน...และความหวังที่ไม่มีวันเป็นจริงได้ ย่อมทำร้ายคนที่รอคอยเสมอ...” ผมตอบเรียบ ๆ อีกครั้ง แต่คราวนี้เจ้าตัวไม่ยอมง่าย ๆ วิ่งมาดักหน้าผมก่อนจะจ้องหน้าผมด้วยแววตาที่ตัดพ้อกลาย ๆ 

“ ใจร้าย...เจ้านายใจร้ายที่สุด !” 

“ ใช่...ผมจำเป็นต้องใจร้าย เพราะหากทำเป็นใจดีไป รับปากสิ่งที่ทำไม่ได้ คุณจะรับไหวหรือเปล่ากับน้ำตาของเด็กพวกนั้น ให้พวกเขารู้จักความจริงเสียดีกว่า” ผมพยายามเดินเลี่ยงคนตรงหน้า

“ แต่ถึงมันจะเป็นเรื่องจริง แต่เราหล่อเลี้ยงหัวใจที่มีความสุขให้เขาไม่ได้หรือคะ ความจริงที่เราบอกเขา มันอาจเป็นฝันร้ายที่พวกเขาไม่อยากเจอก็ได้” 

“ คุณจะรู้ได้ยังไงว่ามันเป็นฝันร้าย ถ้าคุณบอกเขาตามตรงและเลือกวิธีการบอก...มันก็อาจจะไม่เลวร้าย” ผมอธิบายให้คนดื้อตรงหน้าฟัง 

“ ความตาย...มันดูน่ากลัว...พวกเขายังเด็กอยู่เลยนะเจ้านาย ” คนตรงหน้ายังไม่ฟังผมง่าย ๆ จนผมฉุนนิด ๆ 

ดวงตากลมโต และปากแดง ๆ นั่นเถียงไม่หยุดจริง ๆ ทำยังไงให้หยุดพูดจ๋อย ๆ นั่นดีนะ….

“ ถ้ายังมีแรงมาเถียงผมละก็...ก็จงกลับไปคัดสิทธิผู้ป่วย 10 ประการมาให้ผมภายในพรุ่งนี้ 100 แผ่น ! และถ้ายังคิดจะเถียงผมอีกประโยคละก็ ได้เพิ่มเป็น 150 แผ่นแน่ ๆ ” ผมพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังกับคนตรงหน้าอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย 

ประโยคนั่นทำเอาเจ้าตัวอ้าปากค้างทันที หยุดโวยวายทันที ผมเก็บความขำไว้ในใจกับท่าทางของคนที่อยากโวยตรงหน้า มือทั้งสองกำแน่นอย่างโมโหผมเต็มแก่ เสื้อผ้าเลอะสีเทียนเป็นหย่อม ๆ ยัยตัวแสบ...ลงโทษเสียแบบนี้คงจะเงียบได้ละมัง

“ บ้าสิ ! สิทธิผู้ป่วย 10 ประการ ! 100 แผ่น ! ” เจ้าตัวโวยวายทันที ทำท่าจะคว้าแขนเสื้อผมเป็นรอบที่สามของวัน แต่ผมเบี่ยงหลบและกลั้นใจมองคนตรงหน้านิ่ง ๆ 

“ ถ้าเถียงอีกจะกลายเป็น 150 ….เอาไหม…” ผมมองนิ่ง ๆ ก่อนจะยิ้มนิด ๆ แล้วสำทับอีกรอบ

“ กฎย่อมเป็นกฎ ห้ามจับตัวผม และห้ามอ่านใจด้วย ไม่อย่างนั้นข้อตกลงเป็นอันยกเลิก ! ” 

ประโยคนั้นได้ผลชะงัดนัก เจ้าตัวรีบเก็บมือพัลวัน แต่สายตานั่น...ถ้าเป็นค้อนจริง ๆ ผมคงโดนปาค้อนเขวี้ยงหัวปูดหัวโนไปเรียบร้อยแล้ว 

“ สิทธิของผู้ป่วยข้อที่ 3 ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะได้รับทราบข้อมูลอย่างเพียงพอและเข้าใจชัดเจนจากผู้ประกอบวิชาชีพ... จำไว้ให้ดีล่ะ” ผมพูดแล้วก็เดินตัวปลิวจากไป ปล่อยให้แม่ศิลปินสีเทียนทำท่าเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่ตรงนั้น

หึ ! แค่นี้ยังน้อยไปนะ ...อย่าริอ่านมาเถียงนะ...คุณหนูซิน...

...................................................................

สารจากไรท์

ตามสัญญานะคะ ...บางอย่างก็ขยุกขยิกอยู่ในใจของบางคน คนหนึ่งก็ขี้อ้อน อีกคนก็ช่างเก๊กขรึม...แต่เหมือนในใจจะไม่นิ่งอย่างที่เห็นซะแล้วสิ...คริคริ.... ตอนหน้ายิ่งไปกันใหญ่ และมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงค่ะ เจอกันวันศุกร์เน้อ....

....................................................................

นวนิยายเรื่องนี้ขอสงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ ดัดแปลงหรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดในนวนิยายไปเผยแพร่ ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงาน หากฝ่าฝืนมีโทษบัญญัติไว้สูงสุดตามกฎหมายพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537



B
E
R
L
I
N
?
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 18 ครั้ง

181 ความคิดเห็น

  1. #129 Jakkaran55 (@Jakkaran55) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2562 / 00:13
    ลุแก่อำนาจไปแล้วหมอ
    #129
    1
    • #129-1 (@Philous) (จากตอนที่ 26)
      22 สิงหาคม 2562 / 12:33
      พีหมอมีอำนาจลงโทษตามแต่จะเห็นสมควรค่า งานนี้แกล้งเด็กชัดๆ
      #129-1
  2. #79 นับดาวจอมเพ้อ (@wachie130) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2562 / 08:18

    ทำไมอ่านแล้วนึกถึงตอนพี่วั่งสั่งให้พี่เว่ยคัดกฎตระกูลหลาน5555

    #79
    3
    • #79-2 ณ เรือนแก้ว (Philous) (@Philous) (จากตอนที่ 26)
      1 สิงหาคม 2562 / 08:22
      อันนั้นอาจารย์สั่งให้คัด แต่พี่วั่งเป็นคนคุม งานนี้คุณหมอลงโทษเองเรย 555
      #79-2
    • #79-3 (@wachie130) (จากตอนที่ 26)
      1 สิงหาคม 2562 / 12:07
      อิอิ น่ารักดีค่า
      #79-3
  3. #78 Palinz (@evening731) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2562 / 00:34
    แตะนิดแตะหน่อยไม่ได้เลยนะเจ้านาย
    #78
    1
    • #78-1 ณ เรือนแก้ว (Philous) (@Philous) (จากตอนที่ 26)
      1 สิงหาคม 2562 / 04:20
      คริคริ เพราะอ่านใจอ่านความรู้สึกได้ เลยห้ามกันไว้ตั้งแต่แรกเจอ...แต่เดี๋ยวตอนหลังก็รู้ ว่า-ห้ามๆน่ะ ใครกันแน่ที่แหกกฎนี้เสียเอง 555 //หัวใจยุกยิก คริคริ
      #78-1
  4. #77 Ciel En Rose (@jingin) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2562 / 23:02
    กรี๊ด สนุกอ่า ชอบตอนนี้จัง
    หมอดุมากอ่ะซิน555
    #77
    1
    • #77-1 ณ เรือนแก้ว (Philous) (@Philous) (จากตอนที่ 26)
      31 กรกฎาคม 2562 / 23:04
      จงคัดลายมือมา ปฏิบัติ! 5555 สงสัยคุณหมออยากลงโทษคนที่ทำให้หัวใจ...ขยุกขยิก ค่ะ 555
      #77-1