สัญญารักพัลวันของนังซิน ++ Oh ! My SyN ?!? ++

ตอนที่ 21 : เจ้านายคนเดิม...จริงหรือเปล่า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 259
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 16 ครั้ง
    14 ก.ค. 62

บทที่ 7. เจ้านายคนเดิม...จริงหรือเปล่า


ถ้ารู้ก่อนว่าจะเป็นแบบนี้ ต่อให้คุณหญิงปิ่นปิลันธน์จ้างพิเศษแพงแค่ไหนผมก็จะไม่ตกลงเป็นอันขาด ทันทีที่เปิดประตูเข้าไปในห้องประชุมใหญ่ของโรงพยาบาล ท่านผู้อำนวยการอารัณย์และกรรมการท่านอื่น ๆ ก็หันขวับมาตามเสียง แต่อะไรก็ดูจะไม่ร้ายเท่าร่างบาง ๆ ที่หันกลับมามองผมด้วยดวงตากลมโตแจ่มแจ๋วนั่น

ดวงตาคู่เดิมที่ผมจำได้ดี เพราะมันสุกใสและเปล่งประกายร่าเริงตามแบบฉบับที่เจ้าตัวเป็น มันก็น่าประหลาดที่บางคนเจอกันเพียงครั้งเดียว ไม่กี่วันที่เรารู้จักกัน แต่กลับสร้างความรู้สึกแปลก ๆ และความทรงจำไว้มากมาย เหมือนเรื่องราวเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานทั้งที่มันผ่านไปแล้วเป็นปี

สิ่งที่ผิดไปจากความทรงจำที่ผมจำได้ ก็คงเป็นการเปลี่ยนแปลงจากเด็กซนที่แต่งตัวเรียบง่ายในวันนั้น มาเป็นคุณหนูที่ดูจะร่ำรวยและออร่าเฉิดฉายแจ่มชัดของคนตรงหน้า เสื้อผ้าและผมเผ้าวันนี้ไม่รุ่มร่ามไม่ใช่เสื้อผ้าที่ไม่มีแบรนด์อย่างที่สวมในวันนั้น ถ้าพูดรวม ๆ ก็คงต้องยอมรับตรง ๆ ว่า ยัยมูมู่ ดูจะสวยขึ้นกว่าเดิม...นิดหน่อย

“ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง” ภาษิตนี้ก็ยังใช้ได้ทุกสมัย

แต่ทำไมผมกลับรู้สึกขัดใจและหงุดหงิดอยู่กลาย ๆ ไม่สิ...ไม่ชอบใจเอาเลยซะมากกว่า ลึก ๆ เหมือนตัวเองกลายเป็นไอ้หน้าโง่ที่เชื่อคนง่ายเกินไป

...ไหนว่าชีวิตน่าสงสาร พ่อแม่ตายหมดแล้ว มาเกาหลีครั้งแรก ไม่มีเงินเติมโทรศัพท์...และในวันที่เธอกลับไปก็ทำหลายอย่างไว้เจ็บแสบนัก

เหอะ ! ผู้หญิง ! โกหกทั้งเพ ไอ้ธิศร์เอ๊ย...เก่งแต่ตำรา แต่ชอบไว้ใจคนไม่เข้าเรื่อง เจ็บปวดดีไหม...

โดนคุณหนูคนรวยปั่นหัวเล่นเอาเสียแล้วยังไม่รู้อีกนะ…

ที่ประชุมจะคุยอะไรกันผมก็ไม่สนใจมองอีก ผมเอาแต่นั่งนิ่ง ๆ มองเฉพาะเอกสารที่วางอยู่ตรงหน้า ทั้งที่รู้สึกว่ามีแววตากลมโตพยายามอย่างยิ่งที่จะชะเง้อชะแง้มาสบตาผม สุดท้ายเมื่ออดรนทนไม่ไหว ผมก็เงยหน้าสบตาคู่นั้นเสียเฉย ๆ และทำเหมือนไม่รู้จักแม่ตัวการที่พยายามส่งยิ้มให้ตั้งแต่จังหวะแรกที่ผมก้าวเข้ามาในห้องประชุม 

จะประจบอะไรอีกล่ะ ไม่มีวันเสียล่ะ รู้ไว้เสียด้วย คนอย่างผมเข็ดแล้วเข็ดเลย ! 

สีหน้าผมคงจะบึ้งมากอยู่ ทำเอาคุณอาหมอสุทัศน์ หัวหน้าแผนกศัลยกรรมที่นั่งอยู่ข้าง ๆ หันมากระซิบถามเบา ๆ 

“ หมออธิศร์ ผ่าตัดผ่านไปด้วยดีไหม ทำไมสีหน้าเครียดล่ะ ” ประโยคนั้นทำให้ผมค่อยรู้สึกตัวและหันไปยิ้มบาง ๆ ให้คุณอาหมอสุทัศน์

“ ครับ คนไข้อายุค่อนข้างมาก ผมเลยยังเป็นกังวลนิดหน่อย ” จริง ๆ ก็ไม่ได้น่ากลัวอะไรหรอก แต่เพราะคนที่นั่งตรงข้ามต่างหากที่ทำให้น่าหงุดหงิดมากขึ้น 

มือหนา ๆ ของท่านผู้อำนวยการที่นั่งอยู่อีกข้างหนึ่งก็เอื้อมมาตบไหล่เบา ๆ  

“ นี่ ๆ คนนี้เลย คุณหมอหนุ่มไฟแรงของโรงพยาบาลนี้ คุณหมออธิศร์แกเอาใจใส่คนไข้ทุกคนเป็นอย่างดี นี่ก็เพิ่งกลับมาจากเกาหลีไม่นาน ว่าไงหนูซิน เคยไปเที่ยวเกาหลีไหม…”

ประโยคคำถามนั้น ทำให้ผมเงยหน้ามองคนตรงข้ามเป็นรอบที่สอง 

อยากรู้นักว่าจะตอบว่ายังไง คุณหนูซินเนสทีเซีย...

“...ค่ะ ซินเคยไปเที่ยวเกาหลี เป็นประสบการณ์ที่ดีมากค่ะ” เสียงใส ๆ นั่นผมยังจำได้ สายตาหวาน ๆ กลมโตนั้นหันมาสบตาผม คล้ายจะยิ้มนิด ๆ 

เหอะ ! ประสบการณ์ที่ดี ?! เพราะได้หลอกคนสำเร็จสินะ แล้วที่สำคัญไอ้หน้าโง่คนนั้นก็ดันอยู่ตรงนี้เสียด้วย

“ นี่คุยกันตั้งนาน ยังไม่ได้ทักทายกันเลยนะ หนูซินก็สวัสดีทักทายพี่หมออธิศร์เขาไว้สิ น่าจะต้องเรียกพี่ละมั้ง เพราะอายุน่าจะห่างกัน 4-5 ปี ได้ จริงไหม ?” ก่อนจะไปถามทางคุณหญิงปิ่นปิลันธน์ ผู้เป็นคนไข้อีกคนหนึ่งของผม ผมยกมือไหว้คุณหญิงปิ่นปิลันธน์อีกครั้ง แกส่งยิ้มอ่อนโยนกลับมาพร้อมกับสำทับย้ำอีกรอบ

“ ย่ายืนยันอีกเสียงหนึ่งเลยว่า คุณหมออธิศร์เป็นคนใจดีและอ่อนโยนกับคนไข้ทุกคนจริง ๆ ย่าเคยเกือบแย่เมื่อหลายปีก่อน จู่ ๆ ก็ล้มแล้วเลือดออกในสมอง เดชะบุญที่ส่งมาโรงพยาบาลทัน คุณหมออธิศร์นี่ล่ะที่ช่วยผ่าตัดให้ย่า จนย่ากลับมาแข็งแรงได้อย่างในวันนี้” 

ผมยิ้มบาง ๆ ให้กับคุณหญิงปิ่นปิลันธน์ วรินทร์โรจน์

คำพูดนั้นทำให้ผมนึกถึงวันที่พบกันครั้งแรกเมื่อ 4 ปีที่แล้ว วันเย็นนั้นเป็นวันอากาศร้อนอบอ้าว ผมกำลังเดินออกจากโรงพยาบาลเพื่อไปขึ้นรถไฟฟ้าเพื่อเตรียมจะกลับไปหาแม่อันตราที่บ้าน แต่แล้วก็มีเสียงตะโกนของวินมอเตอร์ไซด์ข้าง ๆ ว่ามีคนแก่เป็นลมหมดสติอยู่ริมถนนและมีหลายคนมุงดูเหตุการณ์อยู่โดยรอบ ด้วยสัญชาตญาณของหมอทำให้ผมพรวดเข้าไปทันที หญิงชรามีอาการตัวอ่อน ชีพจรเต้นเบา มือเท้าเย็น ใบหน้าซีดเผือด และปลุกเรียกไม่ได้สติ

“ผมเห็นแกเดินโซซัดโซเซมาตั้งแต่มุมถนนตรงโน้น แป๊บ ๆ หันมาอีกทีก็ล้มลงไปกองกับพื้นแล้ว” วินมอเตอร์ไซด์ใกล้ ๆ รีบเล่าให้ฟัง ทำให้ผมไม่รอช้าที่จะกดโทรศัพท์โทรหาเวรเปลที่อยู่ด้านหน้าโรงพยาบาลและให้พาไปห้องตรวจฉุกเฉินทันที

หญิงชราในวันนั้นแต่งกายง่าย ๆ ด้วยผ้าซิ่นธรรมดาสวมเสื้อลูกไม้แบบคนรุ่นเก่า มีเพียงกระเป๋าสตางค์แบบหนีบเก่า ๆ ใบเดียวที่อยู่ใกล้ ๆ และเดชะบุญที่ไม่มีใครหยิบของแกไป ทำให้ยังพอกดโทรศัพท์ของแกโทรแจ้งญาติได้บ้าง แต่กว่าญาติแกจะมากลัวจะไม่ทันการณ์ ผมจึงสั่งการให้รีบพาไป CT Scan โดยด่วน เพราะเกือบส่วนใหญ่ของผู้สูงอายุที่ล้มมักมีเปอร์เซ็นต์เป็นเส้นเลือดในสมองตีบ หรือไม่ก็แตก การรักษาโรคนี้ต้องแข่งกับเวลาเท่านั้น

เจ้าหน้าที่บางคนบอกว่าผมไม่ควรเซ็นเป็นเจ้าของไข้ให้ก่อน เพราะไม่รู้ว่าหญิงชราที่ผมช่วยไว้จะมีเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาลหรือเปล่า สู้รอรักษาตามอาการและเตรียมส่งต่อให้โรงพยาบาลของรัฐตามสิทธิประกันสุขภาพดีกว่า แต่อะไรก็ไม่รู้ทำให้ผมก็เลือกจะทำแบบเดิม เพราะสังหรณ์ใจว่าหญิงชราอาจมีภาวะเลือดออกในสมอง

และผลก็ออกมาก็เป็นดังที่ผมคาดไว้ หญิงชราคนนี้มีอาการเส้นเลือดแตกในสมอง แต่เดชะบุญที่ยังไม่มีประวัติการทานยาแอสไพริน ทันทีที่ญาติคนไข้มาถึงจึงเตรียมทำเรื่องผ่าตัดทันที จากนั้นหลังผ่าตัดเรียบร้อยหลายชั่วโมงผ่านไป ผมถึงเพิ่งรู้ว่าหญิงชราคนดังกล่าวเป็นเพื่อนของท่านผู้อำนวยการโรงพยาบาลแห่งนี้ 

คุณหญิงเป็นคนไข้ที่มีวินัยในการดูแลตัวเองได้ดีมากคนหนึ่ง ไม่ว่าจะทำกายภาพบำบัดหรือให้ทำอะไร แกจะพยายามที่จะดูแลตัวเองมาก แต่ไม่ว่าคุณหญิงจะเป็นคนไข้ที่ดีแค่ไหน...มันก็ยังคนละเรื่องกับหลานสาวของท่านอยู่ดี คุณหนูจอมแสบ…

“ซินเคยไปเกาหลีค่ะเมื่อปีที่แล้ว เราเคยเจอกันมาก่อนใช่ไหมคะคุณหมอ…” จู่ ๆ เจ้าของดวงตาแจ่มแจ๋วนั้นก็โพล่งขึ้นมา

“ ขอโทษด้วยครับ สงสัยจะจำคนผิด เพราะผมไม่เห็นจะจำได้ว่าเราเคยพบกัน” 

ผมตอบทันควันด้วยสีหน้าเรียบเฉยไม่ยี่หระอะไรสีหน้าของคนตรงหน้า

แน่นอน...สำหรับคุณหนูซินแสนสวยและดูรวยมากที่นั่งอยู่ตรงหน้านี้ ผมไม่รู้จัก ผมรู้จักก็แต่ยัยจอมแก่นที่นิสัยเหมือนไอ้มูมู่เท่านั้น

ประโยคคำตอบของผมทำให้เจ้าตัวหน้าเจื่อนลงคล้ายจะผิดหวังขัดใจอยู่กลาย ๆ แววตานั่นเหมือนจะตัดพ้อ แต่ใครจะสนใจล่ะ 

“ แต่ว่า…..” เจ้าตัวยังพยายามที่จะแย้ง แต่ผมชิงพูดขึ้นก่อนพร้อมกับหันไปหาท่านผู้อำนวยการโรงพยาบาลด้วยสายตาสงบนิ่ง 

“ คือ...จริง ๆ วันนี้ผมอยากจะขอปรึกษากับที่ประชุมครับว่า ผมอยากจะขอถอนตัวจากโครงการนี้ ” ผมโพล่งขึ้นมากลางที่ประชุม ทำเอาท่านผู้อำนวยการและทุกคนในห้องหันขวับมามองทันที และตามด้วยประโยคคำถามมากมาย

“ อ้าว...คุณหมออธิศร์ ทำไมละครับ...ผมก็นึกว่าคุณหมอจะตกปากรับคำแล้วเสียอีก” 

“ ต้องขอโทษด้วยจริง ๆ ครับ เผอิญช่วงนี้คนไข้ของผมค่อนข้างจะมาก และก็เกรงว่าจะดูแลงานมูลนิธิได้ไม่ดีอย่างที่คุยกันไว้ในตอนแรก ประกอบกับผมเองก็ยังมีประสบการณ์ในการบริหารไม่มากเท่ากับคุณหมอท่านอื่น ๆ ด้วย ประเมินแล้วหากมีเคสผ่าตัดด่วนเข้ามา ผมอาจจะทำงานทั้งสองด้านได้ไม่ดี เลยคิดว่าจะขอรับตรวจคนไข้แบบเดิมไปก่อนดีกว่าครับ ต้องขอโทษด้วย” ผมหันไปยกมือขอโทษท่านผู้อำนวยการ 

“ เดี๋ยวก่อน ๆ คุณหมออธิศร์..เรื่องงานคงจะไม่หนักขนาดนั้นละมัง ผมว่าคุณหมออย่าเพิ่งกังวลเลย ผมเชื่อความรับผิดชอบของคุณหมออยู่แล้วว่าคนหนุ่มไฟแรงอย่างคุณทำได้แน่นอน แล้วอีกอย่างหนึ่งงานของมูลนิธินี้ก็เป็นงานนอกเวลาปกติของคุณหมอ ปกติคุณหมอมีออกตรวจเฉพาะช่วงเช้าไม่ใช่หรือ”  ท่านผู้อำนวยการหันมาถามด้วยสีหน้าเครียดขึ้นเล็กน้อย

“ จริงด้วยค่ะ ถ้าวันไหนมีผ่าตัดด่วน คุณหมอก็เลื่อนเวลาเข้ามูลนิธิก็ได้นะคะ ทางเราไม่ได้กำหนดว่าคุณหมอต้องเข้ามูลนิธิทุกวันนะคะ” คุณหญิงปิ่นปิลันธน์รีบพูดขึ้นเช่นกัน ผมพยายามจำกัดสายตามองเฉพาะร่างที่นั่งบนวีลแชร์นั้น แต่แล้วก็ต้องเหลือบมองแม่ตัวการด้วย เพราะจู่ ๆ ร่างนั้นก็โพล่งขึ้นบ้าง

“ แต่ถ้าคุณหมอไม่สะดวก ก็อย่าไปฝืนใจเขาเลยดีไหมคะคุณย่า ให้คุณหมอท่านอื่นที่สะดวกกว่าทำก็ได้ค่ะ ! ” 

น้ำเสียงนั้นคล้ายจะก่อกวนและน้อยใจอยู่ในที แต่ผมยิ้มรับนิด ๆ ที่มุมปาก

“ ยัยซิน พูดอะไรอย่างนั้นกับพี่เขา…”คุณหญิงปิ่นปิลันธน์หันไปเอ็ดหลานสาวเบา ๆ ก่อนจะหันมาถอนหายใจแรง ๆ รอบหนึ่ง พร้อมกับหันมาคุยกับผู้อำนวยการโรงพยาบาล

“ ถ้าเปลี่ยนตัวตอนนี้คงจะวุ่นแน่ เพราะเราเองก็ยังไม่เคยทาบทามคุณหมอท่านไหนอีกเลย และที่สำคัญงานมูลนิธิอาจจะต้องเลื่อนออกไปอีกด้วย ซึ่งทางเราก็คงเดือดร้อนแน่ ๆ เราจะทำยังไงกันดีละหลิม…” คุณหญิงปิ่นปิลันธน์หันไปถามเพื่อนสนิทที่มีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้น ก่อนจะหันมามองผมด้วยสายตาอึดอัดใจ ขณะที่หัวหน้าแผนกศัลยกรรมอย่างคุณหมอสุทัศน์ก็รีบหันมากระซิบกับผมเบา ๆ 

“ น่า...คุณหมออธิศร์ ถือว่าอาขอล่ะนะหมอ ยังไงเสียทางแผนกเราก็ตกปากรับคำท่านผู้อำนวยการไปแล้ว ตอนนี้ภาระงานต่าง ๆ ของโรงพยาบาลก็ลงตัวแล้ว ถ้าคุณหมอกังวลใจเรื่องการดูแลคนไข้ เดี๋ยวอาจะลองมอง ๆ หาคุณหมอท่านอื่นมาช่วยตรงนี้ แต่ระหว่างนี้ขอให้ช่วยรับตำแหน่งไปก่อนได้ไหม เพราะไม่อย่างนั้นทางโรงพยาบาลจะโดนค่าปรับเอาแน่ ๆ”

ประโยคนั้นทำให้ผมต้องชะงักไปก่อนจะหันมองนายแพทย์อาวุโสในฐานะหัวหน้าแผนกศัลยกรรมทันที เพราะไม่รู้มาก่อนว่าทางโรงพยาบาลทำข้อตกลงเงื่อนไขนี้ไว้ด้วย

“ทำไมไม่เห็นมีใครแจ้งผมเรื่องนี้เลย” น้ำเสียงของผมเครียดขึ้นละมัง เลยทำให้คุณอาหมอสุทัศน์ก้มหน้ากระซิบอีกรอบ

“ผมเองก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตอนที่ทีมกฎหมายร่าง MOU ขึ้นมา ก็มีกำหนดค่าปรับกรณีผิดสัญญาเข้าไปด้วย ถ้าเขาเรียกร้องขึ้นมาทางโรงพยาบาลของเราก็เสียชื่อแย่เลย รบกวนหน่อยเถอะช่วยรับปากไปก่อน แล้วเดี๋ยวถ้าไม่ไหวจริง ๆ ผมจะหาคุณหมอท่านที่รับทุนท่านอื่นเข้ามารับช่วงต่อให้” 

ผมได้แต่สบถเบา ๆ ในใจ เพราะตอนที่ทำข้อตกลง MOU ผมก็ไม่ได้อยู่ด้วย เพราะนั่นเป็นการลงนามระหว่างมูลนิธิและฝ่ายบริหารของโรงพยาบาลเท่านั้น ขณะที่ฝ่ายบริหารสั่งการแต่ละแผนกแจ้งรายชื่อแพทย์ที่ได้รับทุนไปศึกษาต่อเพื่อเข้าบอร์ดที่ประชุมพิจารณาคัดเลือกเป็นนายแพทย์ที่ให้คำปรึกษาเบื้องต้นกับฝ่ายบริหารของมูลนิธิเกษมชีวศรม และจับพลัดจับผลูอย่างไรก็ไม่รู้ กลายเป็นผมถูกเลือกขึ้นจากบรรดาแพทย์ที่ได้รับทุนทั้งหมดเพื่อมาทำหน้าที่นี้

เฮ้อ...ต้องคิดหนักกันทีเดียว...

“ผมเองก็ไม่อยากบังคับใจใคร ก็แล้วแต่คุณหมออธิศร์ก็แล้วกันนะ” เสียงท่านผู้อำนวยการดังขึ้นและหันมามองผม สายตานั่นแม้จะพยายามยิ้มให้ แต่มันก็แฝงไปด้วยความกังวลใจอยู่ลึก ๆ ทำให้ผมอึดอัดใจพอควรเพราะยังไงเสียท่านก็เป็นผู้ใหญ่กว่าและเมตตาผมมาตลอดนับตั้งแต่เริ่มทำงานปีแรกในฐานะหมอหน้าใหม่ของโรงพยาบาลแห่งนี้

ท่าทีที่อึดอัดใจของทุกฝ่ายทำให้ผมต้องลอบระบายลมหายใจออกมานิดหนึ่ง ขณะที่คนตรงข้ามยิ้มขำอย่างสมใจที่เห็นผมกระอักกระอ่วนอย่างที่สุด

วันนี้ก้าวขาข้างไหนออกมาจากบ้านกันนะไอ้ธิศร์เอ๊ย….สงสัยจะหนีกันไม่พ้นแล้วสินะ…

“ถ้าอย่างนั้น เพื่อให้งานนี้เป็นไปตามตารางเวลาที่วางแผนกันมา ผมจะยังคงรับตำแหน่งนี้ไปก่อนจนกว่าจะหาคนใหม่ที่เหมาะสมกว่ามาได้ แต่ระหว่างนี้ผมมีเงื่อนไขเพิ่มเติมอีกข้อที่อยากจะขอกับทางคุณหญิงปิ่นปิลันธน์ ถ้าคุณหญิงรับปากเรื่องนี้ได้ ผมก็ยินดีจะรับตำแหน่งนี้จนครบ 1 ปีตามสัญญา”

“ ว่ามาซิคุณหมอ เงื่อนไขที่ว่าเป็นยังไง” คุณหญิงปิ่นปิลันธน์มองหน้าผมนิ่ง ๆ คล้ายคาดคะเน

“ เมื่องานนี้ผมอยู่ในฐานะที่ปรึกษาโครงการและมีอำนาจในการสอนงานทุกอย่างให้กับนักเรียนของคุณหญิง ผมขอสิทธิในการลงโทษนักเรียนตามที่ผมจะเห็นสมควรแต่เพียงผู้เดียว ทั้งนี้เพื่อให้แน่ใจได้ว่านักเรียนจะมีความตั้งใจและใส่ใจกับการเรียนรู้ทุกอย่างภายใน 1 ปีที่ทำสัญญาฉบับนี้ขึ้น” 

“ผมมีประสบการณ์ที่ไม่ดีนักกับเด็กบางคนที่ทิ้งงานกลางคัน ไม่รักษาสัญญาและไม่เป็นมืออาชีพ ! ” 

แม้ไม่มองหน้าคู่กรณีตรง ๆ แต่ประโยคนั้นของผมก็ทำเอาดวงตากลมโตคู่นั้นเขม้นจ้องมองหน้าผมอย่างจะกินเลือดกินเนื้อ แล้วก็รีบหันขวับไปทางคุณหญิง แต่ก่อนที่เจ้าตัวจะทันพูดอะไร คุณหญิงปิ่นปิลันธน์ก็หัวเราะลั่นขึ้นกลางห้องประชุมแล้วหันไปยิ้มให้กับผู้อำนวยการราวกับถูกใจที่สุด

“นี่สิ ! ..หลิม คนที่ฉันมองหามาตลอด ต้องเป็นแบบนี้สิ ! ตกลง ! ฉันให้สัญญาว่าจะยกอำนาจการตัดสินใจทั้งหมดพร้อมกับการลงโทษมินตราตามที่คุณหมอจะเห็นสมควร หนึ่งปีจากนี้ไป ช่วยเคี่ยวกรำยัยซินให้ฉันหน่อยเถิด หลานฉันมันหัวดีอยู่แต่เกเรเหลือใจ ได้คุณหมอมาช่วยกำราบ น่าจะค่อยเป็นผู้เป็นคนกับเขาบ้าง” แกยิ้มอย่างถูกอกถูกใจ

“แต่...แต่...คุณย่าขา…” เจ้าตัวอ้าปากค้างกับคำตอบนั้น ก่อนจะถลาไปเกาะพนักแขนรถวีลแชร์นั้นคล้ายจะขอความเห็นใจ แต่ก็ไร้ผล

“ซินต้องทำและเชื่อฟังพี่หมออธิศร์ตลอด 1 ปีนี้นะ…” คุณหญิงปิ่นปิลันธน์ยิ้มขำอย่างพอใจ

ผมลอบยิ้มนิดหนึ่งในหน้า ก่อนจะค้อมศีรษะให้กับคุณหญิงปิ่นปิลันธน์ในคำสัญญานั้น

“ ถ้าคุณหญิงตกลง..ผมก็ยินดีเป็นที่ปรึกษาให้ตลอด 1 ปีนี้ครับ” 

คุณหญิงปิ่นปิลันธน์ยิ้มนิดหนึ่งก่อนจะเปรยออกมาเบา ๆ ว่า 

“ ด้วยความยินดีค่ะคุณหมอ และหวังว่าคุณหมอจะไม่ลืมว่าเรามีสัญญาข้อสุดท้ายด้วย คงยังจำได้ใช่ไหม” 

ประโยคนั้นทำให้ผมฉุกใจนึกถึงรายละเอียดบางข้อขึ้นมาทันที สัญญาข้อสุดท้ายที่แปลกประหลาดที่สุดนั้น แต่ผมก็ยิ้มหัวเราะออกมาเบา ๆ กับคำเปรยนั้นอย่างมั่นใจในตัวเอง

“ แน่นอนครับ...ผมเองก็จะไม่มีวันผิดสัญญาข้อนั้นเช่นกัน ขอให้คุณหญิงวางใจได้”

คุณหญิงปิ่นปิลันธน์มองผมด้วยสายตาประหลาดอย่างหนึ่งก่อนจะยิ้มออกมาแล้วพูดขึ้นว่า

“ ถ้าอย่างนั้น ถ้าคุณหมอสะดวก ก็เริ่มงานกันพรุ่งนี้ได้เลย ” ท่ามกลางสีหน้าตกตะลึงของหญิงสาวที่เหลียวมองคุณย่าอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง  

“ คุณย่า ! ”

ผมลอบยิ้มนิดหนึ่ง ต่อไปนี้ชีวิตของคุณหนูซินจะอยู่ในกำมือผมอย่างน้อยก็หนึ่งปี….คุณหนูซินเนสทีเซีย

………………………………………………

สีหน้าทุกคนที่ออกจากห้องประชุมเต็มไปด้วยความชื่นบาน บ้างก็หัวเราะให้แก่กัน ขณะที่ผู้อำนวยการและคุณหญิงปิ่นปิลันธน์ที่อยู่บนรถวีลแชร์ ค่อย ๆ เดินคู่กันไปช้า ๆ โดยมีคุณขจิตพยาบาลประจำตัวค่อย ๆ เข็นรถวีลแชร์ให้ ขณะที่ผมเดินออกเกือบจะเป็นคนสุดท้ายของห้องประชุม ฝีเท้าที่ก้าวยาว ๆ ตามมาฉับ ๆ ก่อนจะกระตุกชายเสื้อกาวน์ของผมไว้ ทำให้ผมเหลียวไปมองคนกระตุกด้วยสายตาเรียบเฉย

ใบหน้าสวยงามนั้นงอง้ำ...ดวงตากลมโตนั่นยังคงค้อนผมเหมือนครั้งก่อน

เพียงแต่ครั้งนี้เป็นเมืองไทย ไม่ใช่ที่กรุงโซล...ก็แค่นั้น

“นี่...โกรธอะไรน่ะ ทำไมต้องทำอะไรให้มันยุ่งยากขนาดนี้ด้วยนะ ยิ้มให้สักหน่อยเหมือนคนที่รู้จักกันบ้างไม่ได้หรือยังไง”

ผมยังคงยืนนิ่งมองคนตรงหน้าด้วยแววตาเรียบเฉย

“ รู้นะว่า “เจ้านาย” จำซินได้ ไม่ได้ลืมกันเสียหน่อย ” ใบหน้านั้นเง้า ๆ ขณะที่มือเรียวบางยังคงกระตุกชายเสื้อกาวน์ของผมไว้แน่น

ผมมองหน้าคนตรงหน้านิ่ง ๆ และเบนสายตาลงมามองมือขาว ๆ ที่จับชายเสื้อกาวน์ผมไว้ ก่อนจะตวัดสายตากลับมามองคนที่ทำหน้าบูดหน่อย ๆ ตรงหน้า

“ ปล่อย...ชายเสื้อกาวน์...เดี๋ยวนี้” น้ำเสียงเย็นๆแต่บอกเป็นนัยว่า ไม่ปล่อยละก็เจอดีแน่

“ ปล่อยก็ได้ เสื้อนี่มันศักดิ์สิทธิ์นักหรือไงนะ ถึงต้องหวงนักหนา กะอีแค่เสื้อกาวน์ตัวเดียวเอง” ปากนั่นยังจ๋อย ๆ เหมือนเดิมจนผมเริ่มฉุนขึ้นมาจริง ๆ 

บทเรียนบทที่ 1 ของวันนี้ เสื้อกาวน์ไม่ใช่ของศักดิ์สิทธิ์ แต่เป็น protective equipment ป้องกันการสกปรก ปนเปื้อน หากไปสัมผัสโดนสารคัดหลั่งหรือเชื้อโรคจากคนไข้ และยังเป็นยูนิฟอร์มของแพทย์ด้วย ดังนั้นไม่ใช่แพทย์ อย่ามายุ่งกับเสื้อกาวน์ ” ผมมองหน้ายัยตัวแสบนิ่ง ๆ แต่ภายในเริ่มจะกรุ่นขึ้นมาจาง ๆ 

ดวงตากลมโตนั้นกลอกตามองบนนิด ๆ เช่นเคยก่อนจะเม้มปากหน่อย ๆ แล้วทำท่าจำใจปล่อยมือจากชายเสื้อกาวน์ของผม แล้วก็วกกลับเข้าเรื่องเดิม 

“ ก็ได้ ๆ ปล่อยชายเสื้อแล้ว นี่ตกลงเจ้านายยังโกรธอะไรอยู่อีกล่ะ ยังไม่หายอีกเหรอ…” เจ้าตัวเอียงคอมองผมอย่างสงสัยใคร่รู้ ผมคร้านที่จะตอบเลยสะบัดหน้าและเดินดุ่ม ๆ ออกจากห้องประชุม แต่คุณหนูซินก็ยังคงป้วนเปี้ยนกึ่งเดินกึ่งวิ่งล้อมหน้าล้อมหลังผมอยู่อย่างนั้น 

“ นี่ คนที่ควรจะโกรธควรจะเป็นซินมากกว่านะ วันนั้นอุตส่าห์ไปรอตั้งนานเจ้านายก็ไม่มา ปล่อยให้รอจนค่ำจนเกือบตกเครื่องบิน” ใบหน้านั้นมุ่ยอย่างเคือง ๆ ประโยคนั้นทำเอาผมปรายหางตามองนิดหนึ่งแล้วตวัดกลับอย่างไม่คิดใส่ใจ

“ ไม่เห็นจะรู้เรื่อง ! ” 

“ จะไม่รู้เรื่องได้ยังไง ตอนนั้นซินต้องพาคุณย่ากลับเมืองไทยด่วน เลยฝากโน๊ตแปะไว้หน้าห้อง แล้วก็ขนกระเป๋าเดินทางออกมา กะว่าจะเลี้ยงอำลาเจ้านายสักหน่อย แต่คืนนั้นรอแล้วรอเล่า เกือบจะนอนรอแล้ว เจ้านายก็ไม่มา ปล่อยให้รอเก้อจนเกือบตกเครื่องบินแน่ะ แล้วแถมยัง….” เจ้าตัวคงพูดจ๋อย ๆ เป็นน้ำไหลไฟดับอีกแน่ ถ้าผมไม่ยกมือเบรคและหันไปทำหน้ายักษ์ใส่เสียก่อน เพราะเจ้าตัวไม่ได้เบาเสียงตัวเองเอาเสียเลย แถมไม่ได้สังเกตเลยว่าเดินตามผมมาอยู่กลางหมู่แพทย์ประจำบ้านจำนวนมาก ทั้งเด็กใหม่และบางคนก็เป็นเพื่อนของผม สายตาคนรอบข้างที่เหลียวมองและหันไปซุบซิบ หรือแม้แต่พยาบาลบางคนที่เดินผ่านยังทำตาโต

ก็บางประโยคมันดันชวนให้คนอื่นที่ได้ยินเข้าใจผิดได้ และดูท่าจะเข้าใจผิดกันไปหลายคนแล้วเสียด้วย !

“ นี่เบาเสียงลงหน่อยได้ไหม นี่มันเขตโรงพยาบาลนะคุณ และก็หยุดพูดได้แล้ว ! ไร้สาระ ! ” ผมกัดฟันพูดเสียงต่ำ ๆ ลอดไรฟัน

“ อ้าว… ไม่ให้พูดแล้วจะอธิบายได้ยังไงกันเล่า…” เจ้าตัวขมวดคิ้วมุ่นก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ 

“ อ๋อ...เจ้านายเขินคนอื่นใช่ไหมล่ะ…งั้นเราไปหาที่เงียบ ๆ นั่งคุยกันก็ได้นะ และก็อย่าทำหน้าดุนักเลยน่า เดี๋ยวหนุ่ม ๆ ในสังกัดจะหายหมด ว่าแต่แถวนี้มีหนุ่ม ๆ ในสเปคของเจ้านายบ้างไหมเนี่ย”  เจ้าตัวเม้มปากนิด ๆ อย่างสดใสและยังมองหันซ้ายหันขวาก่อนจะหันมายิ้มหวานให้กับผม

ประโยคนั้นทำเอาผมเม้มปากแน่นอย่างพยายามสะกดอารมณ์ตัวเองที่สุด 

เหอะ ! ยัยตัวแสบยังเข้าใจอยู่แบบเดิมสินะ 

ให้ตายเถอะ ตั้งแต่ทำงานเป็นหมอมา ไม่เคยคิดอยากจะฆ่าใครตรงหน้าเท่ากับวันนี้เลย ! 

ผมเดินตรงไปด้านหนึ่งของอาคาร และเจ้าตัวก็ยังตามมาจ๋อย ๆ ไม่เลิก พอเลี้ยวพ้นมุมตึกที่ลับตาคนได้เท่านั้น ผมก็หันหลังกลับกะทันหันทันทีและดึงเอาร่างเล็ก ๆ นั่นชิดผนังอาคาร ก่อนจะเอามือทั้งสองข้างไปยันผนังทั้งสองข้างไว้ ก่อนจะก้มมองคนที่ยืนพิงกำแพงและทำตาโตอย่างตื่นตกใจตรงหน้า 

“ งั้นก็คุยมันซะตรงนี้เลยละกันนะ” ผมสบตาคนที่ตกในวงล้อมอย่างเต็มตาด้วยอารมณ์กรุ่นเต็มที

“  เพราะคุณทำให้ชีวิตผมที่โซลวุ่นวายมาก ตั้งแต่วันนั้นและอีกหลายวันต่อ ๆ มา ไอ้กระดาษอะไรที่คุณว่า รวมถึงนัดหมายอะไรนั่น ผมไม่เคยได้รับทั้งนั้น และคุณยังทำเรื่องป่วนชีวิตผมอีก ไหนจะบัตรประชาชนของผมที่อยู่กับคุณ แล้วจู่ ๆ คุณก็หายต๋อมไปเลย และยังเรื่องซองกระดาษและเงินสดที่ผมวางไว้ ทั้งที่คุณยังไม่ได้ทำงานครบตามสัญญาเลย แต่กลับคว้าเงินทั้งซองไปหมด แล้วไอ้โทรศัพท์มือถือน่ะ ติดตัวอยู่บ้างไหม ผมโทรกระหน่ำไปกี่รอบแล้วคืนนั้น คุณก็ไม่ติดต่อกลับ ผมตามไปทางสถานีตำรวจตั้งกี่แห่งในโซล ตามไปทางห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลกี่แห่งในคืนนั้น แล้วขอความช่วยเหลือเพื่อนในโซลเพื่อประกาศตามหาคนหาย คุณรู้บ้างไหมว่ามันวุ่นแค่ไหนกับการรอโทรศัพท์ทั้งคืน  กลับกันบ้าง...ถ้าคุณเป็นผม จะรู้สึกยังไง…” 

ความหงุดหงิดในใจที่พุ่งพรวดเมื่อเห็นตัวการเมื่อสองปีก่อนมันประดังขึ้นมาหมด ความห่วงใยในวันนั้นกลายเป็นความอึ้งเหมือนโดนตีแสกหน้าในวันนี้ กว่าผมจะยอมเลิกตามหายัยมูมู่ก็ปาไปหลายสัปดาห์ เป็นเดือนเชียวนะกว่าที่ผมจะได้นอนหลับอย่างเป็นปกติสุขกับเขาบ้าง 

จู่ ๆ เจ้าตัวก็เงยหน้าขึ้น แล้วยกมือสัมผัสต้นคอของผมที่พ้นขอบปกคอเสื้อออกมา มือนั้นนิ่มและเรียวบาง ดวงตากลมโตตรงหน้าเหม่อมองผมค้างอยู่อย่างนั้น 

เหมือนโลกหยุดหมุนไปชั่วขณะ…. ผมได้แต่ตะลึงอึ้งไปกับสัมผัสฉับพลันจากคนตรงหน้า ดวงตาคู่เดิมที่กลมโตหรี่ลงเล็กน้อยจู่ ๆ ก็สลดลง ก่อนจะก้มหน้างุด ๆ  

“ เข้าใจหมดแล้ว...ซินขอโทษที่ทำให้เจ้านายเดือดร้อนและเป็นห่วงขนาดนั้น…ไม่ได้นอนหลับสนิทไปหลายคืนเลยใช่ไหม ซินขอโทษอีกครั้งนะคะเจ้านาย” 

ประโยคที่แผ่วเบานั้นดึงสติผมกลับคืนมา ผมรีบปัดมือขาว ๆ นั่นออกจากต้นคอตัวเองทันที

“ กฎที่เคยวางไว้ที่โซล ยังคงเหมือนเดิม ห้ามอ่านใจ และห้ามสัมผัสตัวผมโดยไม่ได้รับอนุญาต !” 

บ้าชะมัด จู่ ๆ ก็พรวดมาแตะตัวกันโดยไม่บอกไม่กล่าวอีกแล้ว ความรู้สึกประหลาดมันคันยุกยิกในใจพิกล ผมสะบัดหน้าไล่ความรู้สึกนั้นก่อนจะถอยออกมานิดหนึ่ง

“ บอกไว้เลยนะ ถ้าคุณยังมีนิสัยไร้ความรับผิดชอบ ไม่มีทางที่จะทำอะไรได้สำเร็จ อย่างเก่งก็แค่สัปดาห์เดียว”

“ ผมให้โอกาสคุณตัดสินใจเป็นครั้งสุดท้าย ว่าจะไปคุยกับคุณย่าเพื่อขอยกเลิกสัญญาไหม เพราะถ้าไม่เลิก สิ่งที่จะเจอจากผม...มันไม่ง่ายเหมือนอย่างที่โซลหรอกนะ ขอบอกไว้ก่อนเลย ”

ดวงตากลมโตตรงหน้าแม้จะดูตกใจนิด ๆ กับท่าทางของผม แต่ก็มีประกายตาที่ไม่ยอมแพ้เหมือนกัน

“ ไม่ !  ซินจะไม่ยอมแพ้ถ้าไม่ได้ลอง เพราะซินก็มีเดิมพันและสัญญาที่ต้องชนะเหมือนกัน” 

สายตานั่นดูจะเอาจริงสินะ ก็น่าสนุกดีนี่...ยัยคุณหนูซิน มาลองดูกันสักทีสิ ว่าเกมนี้ใครจะชนะ ! 

“ เอาสิ...ถ้าคุณคิดว่าคุณทำได้ ก็มาเจอผมพรุ่งนี้ที่มูลนิธิได้เลย ” ผมหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะก้าวขาเตรียมเดินจากไป

“ เดี๋ยวก่อน….ขอถามสักคำสิ…” เสียงหวาน ๆ นั้นเบาและแผ่วโหย มันทำให้ผมชะงักไปนิดหนึ่ง

“ คนที่อยู่ตรงหน้าซินตอนนี้ ใช่... เจ้านายที่เคยใจดีและอบอุ่นคนนั้นจริง ๆ หรือ…”

ผมยืนนิ่งนิดหนึ่งก่อนจะสาวเท้าเดินออกมาโดยไม่ตอบอะไรทั้งนั้น...

.......................................

สารจากไรท์

บอกแล้วว่ามีคนงอนหนักมากหนึ่งอัตราแถวนี้...ปะทะคารมเล็กๆ คราวนี้พี่หมอใจดีจะแปลงร่างเป็นพี่หมอสุดโหดและเริ่มจะซึนนิดๆ แระ ว่าแต่ยัยซินจะรู้ตัวไหมหนอว่าทำให้บางคนใจแกว่ง ๆ พิกลในวันนี้ ตอนหน้าเจอกันวันอังคารค่ะ :)


...................................................................
นวนิยายเรื่องนี้ขอสงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ ดัดแปลงหรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดในนวนิยายไปเผยแพร่ ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงาน หากฝ่าฝืนมีโทษบัญญัติไว้สูงสุดตามกฎหมายพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537




B
E
R
L
I
N
?
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 16 ครั้ง

188 ความคิดเห็น

  1. #125 Jakkaran55 (@Jakkaran55) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2562 / 22:43
    เพราะมูมู่ ณ.กรุงโซลทำหมอลืมเรื่องอกหักไปเลยสินั
    #125
    1
    • #125-1 (@Philous) (จากตอนที่ 21)
      21 สิงหาคม 2562 / 22:46
      คราวที่อยู่โซล ถ้าไม่ได้มูมู่น้อยมาเป็นเพื่อน พี่หมอเราคงอาการหนักกว่านี้ค่ะ :) ความสดใสของนางช่วยหัวใจของพี่หมอเข้าโดยไม่รู้ตัว ^^
      #125-1
  2. #67 ณริสา 七夕 (@nfornan) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2562 / 22:15
    ตอนนี้สงสารน้องซินค่ะ แงงงงง
    #67
    1
    • #67-1 ณ เรือนแก้ว (Philous) (@Philous) (จากตอนที่ 21)
      14 กรกฎาคม 2562 / 22:27
      โดนพายุของพี่อธิศร์เข้าไปก็จ๋อยหนักเลยค่ะ
      รอดูว่าจะมีใครมาปลอบใจน้องซินไหมเน้อ.... ^^
      #67-1
  3. #66 Ciel En Rose (@jingin) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2562 / 19:52
    พี่หมอมาดโหดก็เป็นเหรอ
    วงวารซินเลย
    #66
    1
    • #66-1 ณ เรือนแก้ว (Philous) (@Philous) (จากตอนที่ 21)
      13 กรกฎาคม 2562 / 21:37
      555 พระเอกก็ขอโหดสักหน่อย แต่สุดท้ายจะกลายเป็นใครป่วนหัวใจใครนี่ก็ยังสรุปไม่ได้เลย 555
      #66-1
  4. #65 (@wachie130) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2562 / 07:29

    พี่อธิศร์งอนหนักมาก 555 ยัยซินเดือดร้อนแน่

    #65
    1
  5. #64 Palinz (@evening731) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2562 / 23:30
    พี่หมออย่าโหดกับน้องมากนะ
    #64
    1
    • #64-1 (@Philous) (จากตอนที่ 21)
      13 กรกฎาคม 2562 / 05:08
      555 ขอบคุณนะคะสำหรับกำลังใจให้น้องซิน ก็น้า...เดี๋ยวก็รู้ว่าความรู้สึกประหลาด ๆ มันจะก่อกวนใครให้ปั่นป่วน คริๆ งานนี้ัหัวใจใครสักคนได้อลเวงกันล่ะค่ะ ^^
      #64-1