สัญญารักพัลวันของนังซิน ++ Oh ! My SyN ?!? ++

ตอนที่ 18 : ลมเปลี่ยนทิศ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 229
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 22 ครั้ง
    7 ก.ค. 62

บทที่ 6. ลมตะวันตกเปลี่ยนทิศ

….หนึ่งปีผ่านไปไวราวกับโกหก 

หลายอย่างในชีวิตที่เปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไอ้ซินคนเดิม.. แต่ที่ต่างไปคงเป็นวิถีชีวิตที่รายล้อมไปด้วยผู้คนที่ไม่คุ้นหน้า และบางคนก็ออกอาการไม่ชอบหน้าฉันอย่างไม่ปิดบัง 

จะไม่น่าอึดอัดได้ยังไง หลายคนมองว่าฉันเป็นตัวแปลกประหลาดไม่เข้าพวก คนแรกที่เห็นชัดเจนที่สุด คือ ปัณรสี หรือ พี่จูน ลูกพี่ลูกน้องที่คุณป้าปานรตีรับมาเลี้ยงตั้งแต่เด็ก ๆ นางชอบมองฉันอย่างเหยียด ๆ ในคราแรกเมื่อฉันแสดงตัวว่าไม่รู้จักแบรนด์หรูอย่างหลุยส์ติงต๊องของเธอ ต่อมาก็คุณลุงกษิดิษ หรือ ลุงดิษ สามีนักธุรกิจของป้าปานรตีที่มักจะมองผ่านฉันเป็นอากาศธาตุ เพราะฉันไม่สนใจข่าวสารเศรษฐกิจหรือแม้แต่ธุรกิจเลย อาจจะเห็นว่าฉันเป็นเพียงลูกหนูตัวหนึ่งที่บังเอิญมาเกิดในโกดังข้าวสารละมั้ง ทั้งบ้านหลังใหญ่นี้มีเพียงคนเดียวในบ้านที่ฉันพอจะคุยด้วยได้ ก็คือ คุณอาปฐวี หรือ อาวี คุณอาหนุ่มที่อ่อนโยนและไม่สู้คนเอาเสียเลย

“ วันนี้ย่ามีเรื่องจะประกาศ” เสียงคุณย่า หรือ คุณหญิงปิ่นปิลันธน์ วรินทร์โรจน์ ดังขึ้นกลางโต๊ะอาหารเช้า ทำเอาทุกคนในตระกูลวรินทร์โรจน์และรวมถึงฉันต้องหันไปมอง คุณย่าในวัย  79 ปี สุขภาพทรุดโทรมไปนิดหน่อย หลังจากผ่านการผ่าตัดหัวใจเมื่อปีที่แล้ว ด้วยความชราทำให้คุณย่าวางมือในกิจการหลาย ๆ อย่างให้กับคุณป้ารตีและคุณลุงดิษผู้เป็นสามีเป็นคนดูแล แม้ชื่อประธานบริษัทจะยังคงเป็นของย่า แต่หลายอย่างตอนนี้ใครๆก็รู้ดีว่าอำนาจการตัดสินใจเริ่มย้ายไปอยู่ที่ไหน 

“ ปีนี้ย่าก็จะเข้า 80 ปีแล้ว เวลามันช่างผ่านไปรวดเร็วนัก จนบางครั้งย่าก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ถ้าให้บอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ในช่วงชีวิตหนึ่งของย่าออกมา ใคร ๆ จะจดจำภาพของย่าในแบบไหน ” คนตรงหน้าบนรถวีลแชร์ประจำตัวเอ่ยขึ้นเบา ๆ ขณะที่คุณขจิตพยาบาลคนสนิทยังคงยืนอยู่ด้านหลังท่าน

“ แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ย่าอยากทำและคิดมาสักพักแล้ว และไม่อยากตายไปทั้งที่ยังไม่ได้ทำให้ลุล่วงก่อน ” 

ประโยคที่แฝงความนัยนั้น ทำให้คุณป้าปานรตีที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ฉัน ขยับตัวและยิ้มกริ่มขึ้นมาในทันที อาการนั้นทำให้ฉันอดยิ้มนิด ๆ ที่มุมปากไม่ได้ 

อำนาจและความอยากได้อยากมีอยากเป็น ก็มีด้วยกันทุกคน แต่สำหรับคุณป้าปานรตีที่นั่งข้าง ๆ ฉัน แกคงหวังอะไรไว้มากกว่านั้น ความกระหายทะยานอยากที่แม้ไม่ต้องสัมผัสตัว แต่ฉันก็รับรู้ได้เลยว่าคุณป้าปานรตีคาดหวังอะไรไว้มากมายแค่ไหน

สงสัยวันนี้คุณย่าคงจะประกาศมอบตำแหน่งประธานบริษัทคนต่อไปของวรินทร์โรจน์แน่ ๆ ประธานบริษัทที่จะเป็นผู้ควบคุมกิจการในเครือตลาดสดขนาดใหญ่ 4-5 แห่งกลางมหานครเมืองฟ้าอมรนี้ 

คนที่ได้ยินประโยคนี้บางคนอาจจะหัวเราะกับคำว่า “ตลาดสด” แต่อย่าทำเป็นเล่นไปเชียว เพราะความเป็นตลาดสดที่มีผู้คนจับจ่ายใช้สอยกันทุกวันนี่แหละ เจ้าหน้าที่ที่ทยอยเก็บค่าแผงต่อวันไปเรื่อยๆ ห้ามเบี้ยวห้ามติดค้าง แค่นี้ก็ได้เงินหมุนเวียนมหาศาลในแต่ละวันแล้ว

อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนา ภาษิตนี้ยังใช้ได้เสมอ

ค่าแผงวันละ 100 บาทสำหรับแผงขนาดเล็กสุด และวันละ 150 บาท สำหรับค่าแผงใหญ่  ไม่นับค่าน้ำค่าไฟอีกต่างหากสำหรับแม่ค้าหรือพ่อค้าที่ต้องใช้น้ำล้างเนื้อสัตว์และแสงสว่างสำหรับคนที่ขายของช่วงกลางคืน ฉันเคยถามคุณย่าเล่น ๆ ว่า ในแต่ละวัน ย่ามีเงินหมุนเวียนเท่าไหร่ คุณย่ายิ้ม ๆ แล้วบอกให้ฉันไปคำนวนเอง เพราะตลาดเช้าก็รอบหนึ่ง และตลาดเย็นก็อีกรอบหนึ่ง แถมเฉลี่ยแล้วตลาดแต่ละแห่งก็มีแผงรวม ๆ แล้วร่วม 300 แผง และยังไม่นับค่าเช่าตึกแถวข้าง ๆ ตลาดสดที่ร้านสะดวกซื้อเจ้าดังมาขอเช่าคุณย่าต่อเดือนอีก

แม่เจ้าโว้ยยย …. เงินสดหมุนเวียน วันละเกือบ ๆ สี่แสน ! เหนาะ ๆ ก็ตกเดือนละ 12 ล้าน ! 

คุณย่าบอกว่า ก่อนหน้านี้มีพ่อค้าแม่ค้าในตลาดมาขอกู้เงินคุณย่าบ้าง ย่าก็ให้เงินไปทำทุน แรก ๆ ก็ให้ยืมไม่คิดดอกเบี้ย แต่มาระยะหลัง ไม่คิดดอกเบี้ยก็ชักจะยืมเงินกันสนุกสนาน ไม่พอยังจ่ายเงินช้ากว่ากำหนดด้วย แต่พอเริ่มเปลี่ยนมาคิดดอกเบี้ยเท่ากับที่ธนาคารเรียก ก็มีคนโอดครวญบ่นกันระงมบ้าง บ้างก็ด่าว่ารวยแต่เค็มบ้างละ รวยแต่โหดบ้างล่ะ แต่ก็เพราะคนบางกลุ่มนิสัยอย่างนี้เอง ถ้าคุณย่าไม่คิดดอกเบี้ยลูกหนี้ก็ไม่ค่อยจะยอมคืนเงินกัน ต่างจากเวลามาขอกู้ที่แทบจะกราบกรานขอเงินเดี๋ยวนั้นเดี๋ยวนี้ทันที คราวละ 10,000 บ้าง หรือ 30,000 บ้าง เอาไปหมุนมาซื้อของ มาจ่ายค่าเทอมลูก แล้วแต่ว่าเจ้าตัวจะเอาอะไรมาค้ำประกัน แต่เพราะมีคนกู้ประเภทที่เรียกว่าปลาเน่ามากเสียด้วยที่กู้แล้วหายจ้อยไปกับกลีบเมฆ ดอกเบี้ยที่เคยคิดน้อย ๆ ก็เลยกลายเป็นต้องเพิ่มขึ้นเพื่อป้องกันคนจะเบี้ยวหนี้

“ถ้าย่าไม่โหด...ย่าจะคุมคนในตลาดอยู่ได้ยังไงล่ะซิน” คุณย่ายิ้มให้กับฉัน

……………………………………………... 

ฉันคงคิดอะไรเพลินไปอีกหากไม่ได้ยินประโยคที่คุณย่าประกาศออกมา 

“ ย่าจะประกาศว่า ย่ากำลังสร้างมูลนิธิเกษมชีวาศรม และศูนย์ดูแลผู้สูงอายุบนที่ดินเก่าสุขุมวิท ! ” เสียงคุณย่าปิ่นปิลันธน์ดังขึ้นท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคน

ประโยคนั้นเหมือนกับฟ้าผ่าลงมากลางโต๊ะอาหารเช้า ปฏิกริยาแรกเริ่มต้นจากคุณป้าปานรตีที่หันขวับมามองคุณย่าอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง 

“ คุณแม่จะบ้าหรือคะ  คิดจะทำมูลนิธิ? จะทำศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ?  เราไม่ใช่องค์กรการกุศลนะคะ รตีไม่เห็นด้วยค่ะ ! ” ใบหน้าที่แต่งไว้อย่างงดงามที่มีริ้วรอยความชรามาเยือนสะบัดเชิดอย่างไม่เห็นด้วย แว่นสายตาที่สวมอยู่บนใบหน้าเรียวนั้นบอกชัดว่าไม่สบอารมณ์เพียงใด

ผิดหวังอะไรก็คงไม่เท่าที่หวังไว้ว่า นี่จะเป็นประกาศแต่งตั้งประธานบริษัทคนใหม่

“ แล้วที่ดินตรงนั้นแพงจะตาย แค่เก็บไว้ทำตลาดสด รตีว่าเปิดตลาดไปกี่ปีก็คงไม่คุ้มราคาที่ดิน นี่รตีกำลังเจรจากับเจ้าของที่ดินข้าง ๆ กะว่าจะซื้อที่เพิ่มแล้วทำคอนโดขายยังจะดีซะกว่า แล้วนี่คุณแม่คิดอะไรอยู่คะ มีใครที่ไหนเขาเอาที่ดินหลักเกือบร้อยล้านมาทำศูนย์คนแก่กันบ้าง ! ”

“ ผมเสนอบ้างนะ ผมก็ไม่ค่อยเห็นด้วยนะครับคุณแม่ เงินตั้งเท่าไหร่ที่จะต้องหมดไปกับงานการกุศลแบบนี้ ไหนจะค่าจ้างคน ค่าพยาบาล ค่าหมอ ค่าจ้างคนบริหาร เราไม่ได้รวยอย่างบิล เกตส์นะครับ ถ้าอยากทำบุญจริงๆ สู้เปิดแค่โรงทานเดือนละครั้งให้ไอ้พวกขี้เกียจดักดาน พวกขอทาน คนเร่ร่อน แค่นี้ก็พอแล้วมั้ง แล้วไหนจะเรื่องสถานที่อีก ต้องมาสิ้นเปลืองค่าก่อสร้างอาคาร แบบนี้ผมคิดว่าไม่คุ้มค่าทางการเงินเลยครับ  ” 

คุณลุงดิษ นักบัญชีเก่าโวยขึ้นบ้าง แม้จะไม่รุนแรงเสียงดังเท่ากับคุณป้าปานรตี แต่ก็เห็นชัดว่า นักบัญชีอาวุโสที่ไม่ยอมให้เงินแม้แต่สลึงเดียวกระเด็นออกนอกกระเป๋าคนนี้ ไม่เห็นด้วยเช่นกัน 

มีคนเขาพูดว่า คนที่อยู่ด้วยกันได้ ต้องศีลเสมอกันเท่านั้น แค่ฟังสองประโยคจากคุณป้าและคุณลุงก็บอกได้ว่าสองคนนี้เหมาะสมกันแค่ไหน

“ อ้อ...ย่าก็เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่า พ่อดิษวัดเรื่องบุญกุศลด้วยความคุ้มค่าทางการเงิน…” เสียงเปรยเบาๆของคุณย่า แม้จะเหมือนจะไม่ใส่อารมณ์แต่ทำให้หลายคนที่นั่งร่วมโต๊ะอาหารคอแข็งไปตาม ๆ กัน 

“ ถึงยังไงรตีก็ไม่เห็นด้วยค่ะแม่ แล้วแกล่ะเจ้าวี เห็นด้วยกับพี่หรือว่าเห็นด้วยกับแม่ ” คุณป้าปานรตีหันไปทางอาปฐวีที่นั่งรับประทานอาหารเงียบ ๆ อยู่อีกมุมหนึ่ง ร่างนั้นสะดุ้งขึ้นมาเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองทั้งสองคนอย่างลังเลใจ 

“ คือ...ผมคิดว่า พี่รตีพูดมาก็มีเหตุผลนะครับแม่ เราไม่มีคนบริหาร ไม่มีประสบการณ์ ทำขึ้นมาไม่นานมันอาจจะเจ๊งก็ได้นะครับ” อาปฐวีเป็นพวกที่ชอบประนีประนอมอยู่เสมอ ร่างผอมเกร็งที่ดูไม่มีสง่าราศีแบบลูกคนรวยให้เห็นเท่าไหร่ ใบหน้าซูบผอมผิวที่ขาวซีดเพราะไม่ใคร่จะออกแดด แต่มีดวงตาที่สุกใสอยู่เป็นนิจ นั่นเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ฉันชอบในตัวคุณอาปฐวี ออร่าที่เบาบางสีชมพูเบาอมเหลืองอ่อน ๆ บอกฉันว่า ถึงคุณอาจะเป็นคนขี้กลัวแต่โดยเนื้อแท้แล้วมีจิตใจดี

“ เรื่องนี้แม่คิดมาหลายรอบแล้ววี แม่อยากทำบุญ อยากช่วยคนแก่ที่เดือดร้อน แกเห็นบ้างไหมว่าสังคมสมัยนี้มันแย่ลงทุกวัน คนแก่นอนตายอยู่บ้านตัวเองไปตั้งกี่คนแล้ว ล่าสุดก็ตายกันสองคนพี่น้องในบ้านพักโกโรโกโสเพราะเขาไม่มีเงินจะพาตัวเองไปหาหมอ แม่จะบอกให้นะพวกแกทุกคน ไอ้ที่ชอบทำกุศลกับวัดวาอารามน่ะมันก็ดีอยู่ แต่ถ้าวัดในเมืองมีพร้อมพรั่งหมดแล้วเผลอ ๆ ถ้าเราทำบุญกับคนที่เดือดร้อน ยังจะดีกว่าทำบุญกับวัดบางแห่งด้วยซ้ำ” 

คุณย่าหยุดครู่หนึ่งแล้วมองหันไปมองคุณป้าปานรตีอย่างคล้ายจะรู้ทัน

“ ส่วนแก ยัยรตี อย่าคิดว่าคนแก่อยู่บ้านอย่างแม่จะไม่รู้อะไร...ไอ้ที่แกใช้ชื่อแม่ไปปล่อยเงินกู้ให้คนในตลาดน่ะ หมดไปเท่าไหร่แล้ว และแกเก็บดอกเบี้ยแพงแค่ไหน ระวังให้ดีเถอะ เดี๋ยวตำรวจจะมารวบเข้าลูกกรงเข้าสักวัน ! 

“ ส่วนพ่อดิษ ไอ้เงินที่คุณเอาเงินบริษัทออกไปหมุนในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราอะไรนั่นน่ะ ช่วยรีบเอามาคืนบริษัทให้ทันไตรมาสนี้ด้วยละกันนะ เวลาที่กระสันอยากจะลงทุนก็กรุณาใช้เงินตัวเอง อย่ามาเอาเงินบริษัทไปใช้หาประโยชน์กับเรื่องส่วนตัว ! ”

“ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ขอฝากไปบอกแม่จูนของพวกเธอทั้งสองคนด้วย ว่า บ้านนี้ ไม่ใช่โรงแรมที่แว่บเข้ามาเพื่อจะนอนตอนตีสองตีสาม แล้วแล่นออกไปเที่ยวกลางคืนมันทุกวัน ถ้าคิดจะเห็นหัวคนแก่อย่างแม่อยู่บ้าง เจ้าจูนต้องเลิกทำตัวเป็นคุณนายลอยชาย และหัดทำมาหากินกับเขาเสีย ไม่ใช่แบมือรอเงินเลี้ยงดูของบริษัทอย่างเดียว นี่ก็อายุอานามไม่น้อยแล้ว ถ้าไม่คิดจะมาช่วยงานบริษัท เดือนหน้าก็อย่ารับเงินเลี้ยงดูเลย บัตรเครดิตเสริมที่รูด ๆ ไปก็จะระงับทุกบัตร และปล่อยให้มันใช้หนี้ของมันเอง” 

ประโยคเหล่านั้นทำเอาหลายคนคอแข็งไปเป็นรอบที่สอง คราวนี้ถือว่าชะงัดนักแล….

คุณย่าของฉัน ถึงจะแก่...แต่ก็เก๋า ! 

คุณป้าปานรตีเพิ่งหายจากคอแข็งและหาเสียงตัวเองเจอ ก็ค่อย ๆ หันมาเถียงด้วยเสียงที่เบาลงเล็กน้อย

“ ถึงแม่จะอยากทำมูลนิธิ แล้วแม่จะหาใครมาทำงานให้ละคะ คนไหนที่มันจะเก่งและบริหารงานให้แม่ได้ เท่าที่เห็นไม่มีใครเอาถ่านกันสักคน” เจ้าตัวปรายตามองคนอื่นๆบนโต๊ะอย่างไม่เกรงใจ

ฉันก้มมองนาฬิกาข้อมือก่อนจะคิดถึงใบหน้ากลมๆของเด็กๆที่รอฉันอยู่ กิจกรรมอาสาวาดรักสานฝัน ที่จัดที่โรงพยาบาลเด็กวันนี้กำลังจะเริ่มขึ้นในอีก 2 ชั่วโมง ต้องรีบแล้ว แต่ยังลุกไม่ได้หากคุณย่ายังคุยธุระอยู่ไม่เรียบร้อย แต่แล้วก็เหมือนฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมาต่อหน้า 

“ จะใครเสียอีก แม่ก็จะให้ซินเข้ามาเป็นกรรมการบริหารงานนี้ยังไงล่ะ ! ” 

เฮ้ย ! ขีปนาวุธดิ่งลงกลางโต๊ะอาหารเช้า !

แล้วก็เป็นอย่างที่คาดไว้  คุณป้าปานรตีหันขวับมาหาฉัน สายตากินเลือดกินเนื้อนั่นเหมือนจะพร้อมขย้ำหัวฉันทุกวินาที 

เอาแล้วไง...ย่าโยนเผือกร้อนมาให้ฉันซะแล้ว… 

“ อ๋อ...ก็นึกอยู่ว่าใคร...ไหน...ยัยซิน นี่ไปออดอ้อนคุณย่าอีท่าไหน ถึงได้โครงการนี้มา ไอ้โครงการอาสาวาดฝันอะไรนั่นของแก ฉันก็หลับหูหลับตาไปทีหนึ่งแล้วนะ นี่คิดจะสุมหัวทำอะไรอีก ! ” เสียงนั้นหันมาตวาดด้วยความโกรธอย่างไม่ปิดบัง

ฉันกำมือแน่น กดเล็บลงกับฝ่ามือจนเจ็บ ถ้าไม่เห็นแก่คุณย่าที่นั่งอยู่ตรงนี้ ฉันคงจะตวาดออกไปแล้ว ย่าเอื้อมมือมาจับข้อมือฉันไว้แน่นและบีบเบา ๆ คล้ายจะเตือนสติ สายตาที่มองมาบอกชัดว่าขอให้อดทน ฉันเลยเลือกที่จะนิ่งและไม่ตอบอะไรคนตรงหน้า

“ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับซิน ทั้งหมดเป็นการตัดสินใจของแม่เอง และนี่ซินก็เพิ่งรู้พร้อมกับทุกคนตรงนี้  ตอนนี้แม่ติดต่อให้บริษัทรับเหมาก่อสร้างเข้ามาปรับที่ดินแปลงนั้นแล้ว มูลนิธิที่แม่ตั้งขึ้นมาเป็นเงินของแม่ แม่จะเป็นประธานมูลนิธิ และซินเป็นกรรมการบริหารที่มีอำนาจสูงสุดรองจากแม่ เรื่องวันนี้ แม่แค่จะบอกให้ทุกคนรู้ ไม่ได้มาขอความเห็น ! “

“ คุณแม่ !” คุณป้าปานรตีตะโกนลั่น

“ ฉันไม่เปลี่ยนใจอะไรทั้งนั้น จบเรื่องนี้ได้แล้ว ” คุณย่ามองเมินไม่สนใจอะไรอีก 

เมื่อหาที่ลงไม่ได้ พายุก็เปลี่ยนทิศทางมาลงที่ฉันทันที 

“ อย่าคิดว่าไม่รู้นะ ไอ้ซิน อย่าหวังว่าจะปล่อยให้แกมาปอกลอกสมบัติของคุณย่าได้ง่าย ๆ  ! ”  

เหอะ! อ่านนิยายเยอะไปหน่อยหรือเปล่าคะ...ไอ้แบบปอกลอกสมบัติเนี่ยพลอตไดโนเสาร์ตั้งแต่ 30 ปีที่แล้วนะ ฉันด่าในใจก่อนจะแกล้งคนตรงหน้าให้เต้นแร้งเต้นกาสักหน่อย

“ แหม..คุณป้า ความคิดแบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะคะ ทำไมซินไม่เคยคิดมาก่อน ขอบคุณที่ชี้ทางให้ ”

 ว่าแล้วก็ถลาจากเก้าอี้ลงไปนั่งคุกเข่ากับพื้นข้างๆรถเข็นของคุณย่า

“  คุณย่าขาาาา…ซินยังปอกลอกไม่เก่ง..วันนี้เลยขอ “ปอก” แค่สักแสนสองแสน มาทำงานการกุศลหน่อยนะคะ..”  

ปฏิบัติการสุดติ่งกระดิ่งแมวของฉัน เริ่มด้วยตาวิ้ง ๆ แล้วซุกหน้านัวเนีย ๆ กับซอกแขนนุ่มนิ่มของคุณย่า แมวเหมียวทำท่าออดอ้อนยังไง...ฉันก็ทำท่าอย่างงั้นนะแหละ 

คุณย่าก็เล่นมุกกับฉันด้วย แกยิ้มหน่อย ๆ แล้วเอามือลูบผมฉันเบา ๆ 

“...น้อยไปไหมลูก สักสี่แสนเป็นยังไง แค่นี้เอง จิ๊บจ๊อย !” ว่าแล้วก็หันไปหาคุณขจิต

“ ...แม่ขจิต กดโอนเงินจาก application ให้ฉันหน่อยซิ ให้ยัยซินไปสักสี่แสน ” 

นั่นแน่ สั่งการโอนจาก application เสียด้วยสิ เฟี้ยวฟ้าวกะเขาเหมือนกันนะเนี่ยคุณย่าของฉัน  

ฉันเหลือบไปมองคุณขจิตที่ยืนอยู่ด้านหลัง เห็นแกยกมือปิดปากกลั้นขำเต็มแก่ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือของคุณย่าออกมาพร้อมกับกดโอนเงินตามคำสั่ง

เสียงเมสเสจมือถือฉันดังขึ้นรัว ๆ แจ้งว่ามีเงินโอนเข้าบัญชี … แอบสะดุ้งนิดหนึ่ง คุณย่าเอาจริงเหรอเนี่ย ! 

เท่านั้นเอง คุณป้าปานรตีก็แหวขึ้นมาทันควัน

“ คุณแม่ ! อยากจะทำอะไรก็ทำไปเลย  โอ๋กันเข้าไปไอ้หลานรักคนนี้น่ะ รตีไม่ยุ่งด้วยแล้ว แต่ถ้าขาดทุนขึ้นมา อย่าหาว่ารตีไม่เตือน คุณดิษไปออฟฟิสกันค่ะ อยู่แถวนี้มีตัวเสนียดเยอะ !” เจ้าตัวสะบัดหน้าพรืด

ฉันแอบขำในใจ แล้วพายุร้ายก็ผ่านไปพร้อมกับคุณป้าปานรตีที่ก้าวฉับ ๆ ออกจากโต๊ะอาหารพร้อมกับคุณลุงกษิดิษ 

“ สะบัดหน้าแรงขนาดนั้น...แกไม่กลัวกระดูกคอเคลื่อนบ้างหรือยังไงนะ” ฉันเบ้ปากย่นจมูกใส่ ก่อนจะหันมายิ้มเรี่ยๆ ให้กับคุณย่าและคุณอาปฐวีที่นั่งขำตัวโยนอยู่ตรงนั้น

“ คุณย่าโอนมาจริง ๆ หรือคะเนี่ย ซินนึกว่าคุณย่าล้อเล่น” ฉันนั่งยิ้มกริ่ม แหมดีจริง….ลาภลอยมาได้ 4 แสน เช้านี้

“ แหม...จะเล่นละครทั้งทีก็ต้องให้มันเนียนกันบ้างนะซิน” คุณย่าของฉันอารมณ์ดีเสมอ ก่อนแกจะยื่นมือมาตรงหน้า

“ เอ้า...โอนคืนย่าด้วย” คุณย่าพูดหน้าตาเฉย ทำเอาคุณอาปฐวีหัวเราะลั่นอีกรอบ

“ อ้าว...ไหงงั้นละคะคุณย่า ให้แล้วเอาคืน...ไม่ดีน้า…” ฉันพยายามต่อรอง

“ แหม….ย่าก็ต้องเก็บเงินไว้มั่งสิจ้ะแม่ซิน” ฉันเลยจำใจกดจิ้ม ๆ คืนคุณย่าไป ท่าทางของฉันคงห่อเหี่ยวมาก เลยทำให้คุณย่าหัวเราะเบา ๆ กดโอนคืนหมดแล้วก็หันไปหาคุณย่าอีกรอบ

“ ส่วนเรื่องตะกี้นี้ ซินรู้ว่าคุณย่าพูดไปอย่างนั้นเอง ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เอาชื่อซินไปอ้างก่อนก็ได้ ยังไงซินก็ไม่ทำเรื่องนี้อยู่แล้ว” ฉันลุกขึ้นก่อนจะหันมายิ้มให้คุณย่า 

“ใครว่าย่าพูดเล่นล่ะซิน….” 

หืมมมม ?  ฉันหันขวับกลับมาอีกรอบ 

“ ย่าพูดจริง….ย่าอยากให้ซินเป็นผู้บริหารโครงการนี้ ! ” 

…………………………………………………………

สารจากไรท์
กลับมาเจอกันหลังจากเรือนแก้วหายไปสอบเป็นสัปดาห์ค่า รักรีดเดอร์ทุกคน ตอนหน้ามาเจอกันดีกว่าว่านางเอกเราจะหงายหลังแค่ไหน 555

....................................................................

นวนิยายเรื่องนี้ขอสงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ ดัดแปลงหรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดในนวนิยายไปเผยแพร่ ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงาน หากฝ่าฝืนมีโทษบัญญัติไว้สูงสุดตามกฎหมายพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537

B
E
R
L
I
N
?
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 22 ครั้ง

181 ความคิดเห็น

  1. #122 Jakkaran55 (@Jakkaran55) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2562 / 21:47
    ย่าไม่มีปัญญากำราบลูกตัวเองหรอ มีหลานแท้ๆคนเดียวคือซินหรอ
    #122
    1
    • #122-1 (@Philous) (จากตอนที่ 18)
      21 สิงหาคม 2562 / 22:35
      ใช่แล้ว เพราะบ้านนี้มี 3 คนพี่น้อง ป้าไม่มีลูก คุณอาวีก็โสดสนิท มีเพียงน้องซินเราคนเดียวค่า อีกคนนั้นเป็นลูกบุญธรรม :)
      #122-1
  2. #58 Ciel En Rose (@jingin) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2562 / 17:53
    ผ่านมาปีหนึ่งแล้วเหรอ 55555

    พี่เรือน น้องรู้สึกการเว้นวรรคก่อนหลังเครื่องหมายของพี่เรือนแปลก ๆ อ่ะค่ะ แบบบางอันเว้นหน้าหลัง บางอันไม่เว้น และก็มีคำผิดคำหนึ่งค่ะ
    #58
    1
  3. #57 นับดาวจอมเพ้อ (@wachie130) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2562 / 15:51

    งานเข้ายัยซินซะแล้ว โครงการจะออกมาเป็นยังไงล่ะนี่ รอชมค่ะ

    #57
    1
    • #57-1 ณ เรือนแก้ว (Philous) (@Philous) (จากตอนที่ 18)
      2 กรกฎาคม 2562 / 21:37
      คนไม่เคยบริหารอะไรก็ต้องมาลองกันดูสักครั้งค่ะ :) แต่...คุณย่าก็เฟี้ยวเอาเรื่อง ^^
      #57-1