สัญญารักพัลวันของนังซิน ++ Oh ! My SyN ?!? ++

ตอนที่ 15 : จังหวะหัวใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 232
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 21 ครั้ง
    21 มิ.ย. 62

............................................................

คุณหมอและฉันเดินเล่นในสวนสาธารณะนัมซานอยู่อีกสองชั่วโมง สายลมเย็นฉ่ำที่พัดผ่านทำให้เวลาสองสามชั่วโมงคล้ายกับเดินอยู่ในสวนสวรรค์ เพราะเป็นวันธรรมดาผู้คนที่มาเที่ยวจึงไม่ค่อยพลุกพล่าน เห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ประปราย

หลายอย่างที่คุณหมอถามเกี่ยวกับอาการซินเนสทีเซีย สภาพแวดล้อมและปัจจัยต่างๆที่ทำให้อาการของฉันเกิดบ่อยขึ้น ฉันต้องยอมรับเลยว่าคุณหมอคนนี้ฉลาดมาก หลายอย่างที่เขาถามมันสะกิดความรู้สึก และเมื่อประมวลทุกอย่างเข้าด้วยกัน ฉันก็ต้องทึ่งว่าคุณหมอสามารถวิเคราะห์ได้ลึกซึ้งทีเดียว

“ ดูจากลักษณะอาการแล้ว คุณไม่ได้เป็นอาการซินเนสทีเซียที่คนส่วนใหญ่มักจะเป็น แต่คุณเป็นกลุ่มที่เรียกว่า Personalities - vision หรือเรียกง่ายๆ ว่าคุณเห็นออร่าของผู้คน ซึ่งกลุ่มนี้มีจำนวนน้อยมากไม่ถึง 10% ของคนที่เป็นซินเนสทีเซีย และยังมีอาการของ emotion - vision ประกอบกับ Mirror-touch ด้วย” ดวงตาคมตรงหน้ามองมาหลังจากฟังทุกอย่างที่ฉันเล่าไป

“อาการแบบนี้ ทำให้คุณมีปัญหากับการเข้าสังคม...ใช่ไหม?” ประโยคสุดท้ายนั่นเหมือนนั่งกลางใจฉันทีเดียว

ตาคุณหมอคนนี้ รู้จริงแฮะ !

ใช่ คุณหมอพูดไม่ผิดเลย เพราะเวลารู้ว่าคนตรงหน้าคิดยังไง ถ้าเขาตีสองหน้าใส่ มีใครบ้างที่จะสนิทใจคุยกันเหมือนเดิมได้อีก ฉันคนหนึ่งล่ะที่ทนแบบนั้นไม่ได้ ถ้าไม่โพล่งไปตรงๆ ก็ต้องเงียบทำเหมือนไอ้โง่ที่ไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง

แรกๆที่อดรนทนไม่ได้ ฉันก็โพล่งออกไปตรงๆ  ผลลัพธ์มันช่างเกินบรรยาย... วงแตกไงล่ะ อย่างคุณป้าปานรตีที่ทำหน้าเขียวหน้าเหลืองไปทันทีที่ฉันสวนด้วยคำพูดออกไปตรงๆอย่างนั้น

“ไอ้ซิน...เอ็งน่ะไม่เหมือนคนอื่นนะ คนเรามันก็โง่เรื่องคนอื่นด้วยกันทั้งนั้นแหละ ไม่มีใครที่รู้ไปหมดหรอกว่าคนตรงหน้าคิดยังไงกับตัวเอง” ไอ้ลมเคยปลอบใจฉันอย่างนั้น

“อย่างเอ็งน่ะ เขาเรียกว่า พรสวรรค์” มันยังไม่วายย้ำอีกแน่ะ

พรสวรรค์กับผีนะสิ น่าจะเรียกว่าพรจากนรกมากกว่า

ถ้าฉันไม่รู้ว่าคนตรงหน้าคิดอะไร บางทีฉันอาจจะมีเพื่อนและเปิดใจให้คนอื่นได้มากกว่านี้ ความระแวงและความไม่อยากปั้นหน้ายิ้มทำให้ฉันเข้าสังคมได้ยากมาก แต่ก็ช่างมันเถอะ ตอนนี้ฉันพอใจแล้ว แม้ว่าจะมีเพื่อนน้อย แต่มีเพื่อนดีๆ เพียงไม่กี่คนอาจจะดีกว่าก็ได้

ดังนั้นระยะหลังๆฉันเลยไม่อยากยุ่งกับใคร เอาแต่เรียนมหาวิทยาลัยเปิดแล้วก็เอาเวลาว่างจากการเรียนไปวาดรูปขายตามตลาดนัดต่างๆ อย่างน้อย...มันก็ช่วยลดรายจ่ายให้แม่ได้บ้าง จนฉันเรียนจบมหาวิทยาลัยในที่สุด

“ ผมว่า ลองลดการสัมผัสด้วยมือเปล่าดู มันอาจจะช่วยให้คุณใช้ชีวิตประจำวันกับคนอื่นได้ง่ายขึ้น” ข้อเสนอแนะดังกล่าวของคุณหมอตรงหน้าฟังดูน่าสนใจดี ไม่รู้ว่าการใส่ถุงมือจะพอช่วยได้บ้างไหม แต่ไม่ลองก็ไม่รู้

คุณหมอพาเดินจนมาถึงหน้าหอคอยโซลทาวเวอร์ ยิ่งเดินเข้ามาใกล้เท่าไหร่นักท่องเที่ยวก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น  ฉันเดินช้าลงนิดหน่อยและมองกลุ่มนักท่องเที่ยวเหล่านั้นที่กำลังต่อคิวกันซื้อบัตรขึ้นไปชมยอดหอคอยโซลทาวเวอร์ สัญลักษณ์ของกรุงโซล เวลานี้ค่อนข้างจะเย็นแล้วทำให้เห็นแสงไฟวิบวับๆที่ปรากฎบนตัวหอคอย

“สวยจังเลย…” ภาพหอคอยที่กำลังเรืองแสงเป็นสีต่างๆ ตรงหน้าทำให้ฉันตื่นเต้นมาก ประโยคนั้นของฉันเรียกเสียงหัวเราะเบาๆ จากคนข้างๆ ฉันหันไปขว้างค้อนวงใหญ่ใส่คนที่เดินมาด้วยกัน

ล้อได้ล้อไป...แต่ใครจะสนกันเล่า อยากจะล้อก็ตามใจ ก็ภาพตรงหน้าสวยออกอย่างนั้น แสงไฟสีม่วงที่ฉายขึ้นไปบนหอคอยยามพระอาทิตย์เริ่มจะลับขอบฟ้า มันสวยงามที่สุด ฉันอดไม่ได้ที่จะคว้ากล้องถ่ายรูปออกมารัวชัตเตอร์รวดเร็ว แม้จะรู้ดีว่ากล้องโปเกของฉันมันเก็บภาพกลางคืนได้ไม่ดีหรอก แต่ก็ดีกว่าไม่มีภาพอะไรกลับไปเป็นที่ระลึกเลย ขณะที่คุณหมอยืนมองฉันอย่างขำๆ

ใกล้ๆ กันนั้นเหล่านักท่องเที่ยวกำลังจับกลุ่มถ่ายรูปอย่างเมามันไม่แพ้กัน ฉันมองไปเห็นแต่คู่รักเกี่ยวก้อยกันมาถ่ายรูป  จะมองไปทางไหนก็มีแต่เจ้าต้นคริสต์มาสที่เต็มไปด้วยกุญแจคู่รักทั้งนั้น ตรงนั้นมีคู่หนึ่งที่กำลังคล้องกุญแจคู่รักเข้าด้วยกัน ตรงนี้ก็มีอีกคู่ แหม..อะไรจะหวานปานจะกลืนกินขนาดนั้น

เหอะ..ทำเอาคนที่ไม่มีคนรักอย่างฉันเหม็นกลิ่นความรักขึ้นมาทันควันเลย

แต่แล้ว...ฉันเหลียวขวับไปมองคุณหมอหนุ่มทันที

นั่นไงล่ะ ...ทำไมทายหวยไม่ถูกกับเขาอย่างนี้บ้างนะ นี่ถ้าแทงตรงๆคงรวยเละกันล่ะ

เพราะสายตาคมนั่นหม่นเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัด พอเจ้าตัวรู้ว่าฉันมองอยู่ ก็เสมองดูบรรยากาศรอบๆเหมือนไม่เป็นอะไร แต่หากดวงตากำลังปวดร้าวขนาดนั้น จะซ่อนความรู้สึกไว้ได้อย่างไรกัน

ถ้ารู้ว่ามาที่นี่แล้วจะเจ็บปวด จะยังมาที่นี่ทำไมอีกนะตาคุณหมอ

ฉันถอนหายใจเบาๆก่อนจะรีบรัวชัตเตอร์ภาพวิวทั้งหลายตรงหน้า

เจ้านายเห็นภาพแสลงใจ เราก็อย่าอยู่นานนักเลย

“ ไปกันเถอะ” ฉันหันหลังกลับจากภาพตรงหน้า แต่แทนที่คนตรงหน้าจะเดินออก แต่เขากลับก็เดินลิ่วๆตรงไปยังทางขึ้นชมหอคอยโซลทาวเวอร์

ฉันทำตาโตก่อนจะวิ่งไปกระตุกคว้าชายเสื้อของคนตรงหน้าเอาไว้ก่อน

เฮ้ย….จะขึ้นไปทำม้ายยย มันเปลืองนะ ตั้งหลายพันวอน !  แม้จะอยากขึ้นไปชมวิวสูงๆก็เถอะ แต่เงินนั่นฉันกินข้าวแกงเมืองไทยได้หลายมื้อเลยนะตาบ้า !

คนตรงหน้าสะดุดทันควันก่อนจะหันมามองฉันอย่างงุนงง

“ ไม่ไปหรือคุณ? ข้างบนสวยนะ ไม่เคยมาไม่ใช่หรือ” คุณหมอหนุ่มหันมาถาม

“สวยแต่แพง ไม่เอา…” ประโยคตรงไปตรงมาของฉันทำเอาคนชวนหัวเราะพรืดออกมา ฉันหันหลังให้และเดินออกจากแถวตรงไปยังม้านั่งหินตัวยาวที่อยู่ใกล้ๆ

“ยัยขี้งกเอ๊ย...ผมพูดสักคำไหมว่าจะให้คุณจ่ายน่ะ ! ”

สิ้นประโยคนั้นทำให้ฉันหันขวับทันควัน ตาหมอใจดีนี่จะเลี้ยงฉันหรือ ?!?

“ก็ตามใจนะ ดีเหมือนกัน งั้นผมขึ้นไปดูวิวคนเดียว ส่วนคุณก็นั่งจุมปุ๊กรอตรงนี้ไปแล้วกัน”  รอยยิ้มขำๆนั่นดูกวนประสาทคนอย่างเหลือร้าย

“ จะว่าไปก็น่าเสียดายนะ ผมอุตส่าห์มีตั๋วมาแล้วสองใบ ยกให้คนแถวนี้ดีกว่า”  เจ้าตัวทำท่าละเหี่ยใจที่ดูยังไงก็แกล้งทำชัดๆ

มือขาวๆ นั่นชูตั๋วสองใบในมือขึ้นโบกเบาๆ ตรงหน้าก่อนจะยกหนีฉับพลันเมื่อฉันจะเอื้อมคว้ามาดู

“นี่! ฉันพูดตอนไหนว่าจะไม่เอา แค่พูดว่า สวยแต่แพง ไม่เอาหรอกถ้าต้องจ่ายตังค์ แต่ถ้าคุณจะเลี้ยงฉันก็เอา”

รู้อยู่ว่าคำตอบนั้น ออกจะทำให้สีข้างแสบๆ ถลอกๆปอกเปิก แต่แหม...บัตรฟรีอยู่ตรงหน้าทั้งที ต้องอาศัยสกิลเลี้ยวแบบปลาไหลกันหน่อย จะด่าว่าแถก็ยอมล่ะงานนี้

คนตรงหน้าเอาแต่หัวเราะเบาๆ ก่อนจะชะโงกเข้ามาใกล้ๆ พร้อมกับก้มหน้ายิ้มกวนๆ ด้วยแววตาพริบพราว

“ ...มุกนี้ไม่ผ่านนะคุณ..รออยู่ตรงนี้ละกันนะยัยตัวแสบ”

แต่ทันทีที่ร่างสูงก้มลงมาใกล้ๆ ฉันคว้าคอเสื้อคนคนตรงหน้าไว้ทันควันหมายจะรั้งตัวเพื่อเอื้อมคว้าตั๋วฟรีนั่น ร่างนั้นคงไม่ทันระวังตัวก็เลยถลำเข้ามาตามแรงดึง ฉันสะดุ้งนิดหนึ่งเพราะคนตรงหน้าหนักกว่าที่กะไว้ ขาฉันสะดุดพรืดเข้ากับม้านั่งหินที่อยู่ด้านหลัง เลยเอียงวูบล้มลงไปนั่งแปะ ขณะที่ร่างสูงก็ถลาตามมาตามมือที่ดึงไว้

เราสองคนแทบจะหายใจรดกัน...มันใกล้...ไปหรือเปล่า

คนตรงหน้าชิดใกล้เสียจนเห็นขนตายาวเป็นแพชนิดผู้หญิงยังอาย ดวงตาที่เบิกกว้างอย่างตกใจของคนตรงหน้ามีสีน้ำตาลเข้มสวยดีแฮะ ริมฝีปากบางเฉียบที่ใกล้เสียจนน่าหวั่นไหว พร้อมกับกลิ่นน้ำหอมผู้ชายแบบสปอร์ตๆลอยเข้ามา 

ยิ่งมองใกล้ๆ คนนี้หล่อเนี๊ยบจริงๆด้วยสิ

เฮ้...แต่ไหงออร่าคุณหมอเปลี่ยนนิดหนึ่งล่ะ ? ปกติจะมีสีส้มอมเหลืองก็จริง แต่ไหงคราวนี้ กลับมีสีม่วงละมุนจางๆด้วยล่ะ แสงนั่นจู่ๆ ก็ม่วงจัดขึ้นทีละนิดๆ แถมตาคุณหมอนี่ยังหน้าแดงขึ้นด้วย

ตายห่าน ! ไอ้ซิน แกจะจูบกับเขาอยู่แล้วนะ !

“키스 ! 키스 ! คิสึ (kiss kiss !)”

เสียงกรี้ดกร๊าดของหนุ่มสาวหลายคนที่ตะโกนเชียร์จากไหนก็ไม่รู้ ทำเอาฉันสะดุ้งหลุดจากภวังค์ รีบปล่อยคอเสื้อคนตรงหน้าทันที แต่คนที่ได้สติก่อนคงเป็นคุณหมอโอปป้าตรงหน้า เจ้าตัวแดงก่ำไปถึงใบหู รายนั้นรีบชันเข่าที่ยันม้านั่งหินนั่นแล้วผุดลุกทันที หลังจากเอามือข้างหนึ่งยันกับม้านั่งเอาไว้

โอปป้าหนุ่มกระโดดพรวดห่างออกไปสองวา… ก่อนเจ้าตัวจะรีบหันไปค้อมหัวให้หลายคนตรงนั้นเป็นเชิงขอโทษ และแล้วเสียงหัวเราะคิกคักของเหล่าเกาหลีมุงก็ค่อยๆเบาลง แต่...คนตรงหน้าไม่ยอมหันมาหาฉันเลย เอาแต่ยืนนิ่งๆหันหลังให้อย่างนั้น

ทำผิดก็ต้องรู้จักขอโทษ...ใช่ไหมไอ้ซิน...ฉันลุกขึ้นอย่างจ๋อยๆ เดินไปหาคนตรงหน้า

“...ขอโทษ...ไม่ได้ตั้งใจ”

เสียงอ่อยๆ อุบอิบของฉันจะส่งไปถึงเจ้านายไหม จะโดนเลิกสัญญาไหม ดันคว้าตัวเขาไว้เต็มแรงขนาดนั้น หน้าแดงก่ำไปถึงหูแบบนั้นคงโกรธน่าดู

“จะยกเลิกสัญญาก็ได้...ขอโทษและขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะคะ” ฉันก้มหน้ารู้สึกจ๋อยเต็มที่ ก่อนจะคว้ากระเป๋าสะพายเตรียมเดินออกไป

แต่แล้ว...ตั๋วใบหนึ่งก็ยื่นพรวดเข้าตรงหน้า คนโกรธและหน้ามุ่ยอย่างนั้นหลับหูหลับตายื่นส่งๆ มา ใบหูนั่นยังแดงอยู่เลย...ยังโกรธไม่หายเหรอ...ฉันค่อยๆขยับไปรับตั๋วมาถืออย่างงุนงง ก่อนจะเอื้อมมือไปจะกระตุกชายเสื้อคนตรงหน้า หมายจะขอโทษ แต่ชายหนุ่มหลบวูบก่อนจะจ้ำฝีเท้าเดินตรงไปที่จุดเข้าคิวขึ้นกระเช้าทันที

เอ็งคงต้องเงียบๆ ไปก่อนล่ะไอ้ซิน...คุณหมอโกรธหนักเลย หน้าแดงหูแดงไปหมดแล้วนั่น...

………………..

สารจากไรท์

อย่าเพิ่งฆ่าไรท์นะคะ ...ขอตัดฉากตรงนี้ก่อนน้าาาาา 5555

มีคนเขินหนักมาก 1 อัตราแถวนี้ 555

...................................................................

นวนิยายเรื่องนี้ขอสงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ ดัดแปลงหรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดในนวนิยายไปเผยแพร่ ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงาน หากฝ่าฝืนมีโทษบัญญัติไว้สูงสุดตามกฎหมายพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537


B
E
R
L
I
N
?
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 21 ครั้ง

183 ความคิดเห็น

  1. #119 Jakkaran55 (@Jakkaran55) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2562 / 20:52
    สีม่วงหมายถึงอะไร
    #119
    1
    • #119-1 (@Philous) (จากตอนที่ 15)
      21 สิงหาคม 2562 / 22:33
      ออร่าสีม่วงจะประมาณว่า รัก..หลงใหล..ค่ะ งานนี้พี่หมอมีเขินหนัก 555
      #119-1
  2. #51 Ciel En Rose (@jingin) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2562 / 13:48
    ง่ะ มีเกาหลีมุงด้วย
    ซิน เทอเข้าใจอะไรผิดป่ะเนี่ย555
    #51
    1
  3. #50 นับดาวจอมเพ้อ (@wachie130) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2562 / 07:41

    โกรธที่ไหนยัยซิน เขินชัดๆ ปัดโธ่!


    เป็นเราหน่อยไม่ได้ 555


    น่ารักมากค่ะพี่เรือน อ่านไปยิ้มไป มุ้งมิ้งๆ แอบฮาตอนเกาหลีมุงเชียร์ ว่า คิสสึๆ

    #50
    3
    • #50-2 ณริสา 七夕 (@nfornan) (จากตอนที่ 15)
      21 มิถุนายน 2562 / 08:23
      เนอะ ๆ ๆ อ่านแล้วยิ้มเหมาะกับเช้าก่อนเข้างานมากค่ะ
      แอบอ่านในรถด้วยเดี๋ยวน้อง ๆ ทักว่าเป็นบ้า หมดลุคที่สร้างไว้ค่ะฮ่า ๆ
      #50-2
    • #50-3 ณ เรือนแก้ว (Philous) (@Philous) (จากตอนที่ 15)
      21 มิถุนายน 2562 / 08:28
      5555 หนูซินเอ๊ยยย ทำพี่เขาเขินไปหมดแล้วยังไม่รู้ตัวอีก คริคริ
      #50-3