สัญญารักพัลวันของนังซิน ++ Oh ! My SyN ?!? ++

ตอนที่ 1 : ศิลปินไส้แห้ง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 533
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 21 ครั้ง
    5 ก.ย. 62

บทที่ 1. ศิลปินไส้แห้งกับเส้นทางสู่กรุงโซล

............................................

เอาละนะทุกคน ปิดตาซะก่อน ฉันจะพาทุกคนนั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลากลับไปยังวันวาน...ที่เรายังมีความสุขด้วยกัน

เฮ้ ๆ แต่เดี๋ยวก่อน ....นี่ไม่ใช่คอนเสิร์ตของป๋าเบิร์ดนะจ๊ะ  แต่เป็นหนึ่งปีก่อนจะเกิดความอลหม่านกับชีวิตของฉัน ไอ้ซิน ศิลปินไส้แห้งกรอบคนนี้ต่างหากเล่า

ความวุ่นวายของชีวิตอาจจะไม่เท่าไหร่ หากฉันไม่ไปรู้จักกับตาคุณหมอคนนี้เข้า …. หมอที่ทำให้ชีวิตฉันต้องเปลี่ยนไปตลอดกาล

...........................................

ปี พ.ศ. 2559


ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานนานาชาติที่ไม่มีวันไหนที่ไม่จอแจไปด้วยเหล่านักท่องเที่ยวและนักเดินทาง หน้าเคาน์เตอร์เช็คอิน เสียงคุยกันวุ่นวายของผู้คน กระเป๋าเดินทางใบใหญ่น้อยที่วางเต็มทางเดิน และดูจะไม่มีใครสนใจใครนอกจากจะสรวลเสเฮฮากับกลุ่มเพื่อนฝูงที่มาส่ง 

หญิงสาวผอมบางผมยาวประบ่าสีน้ำตาลเข้มท่าทางทอมบอยสูงราว 160 cm ใส่หมวกแก๊ปสีแดงเลือดนก สวมมาส์กสีดำอย่างกับพวกศิลปิน K-Pop กำลังลากกระเป๋าเดินทางใบย่อมๆตรงเข้ามาที่เคาน์เตอร์เช็คอิน แอร์โฮสเตสหญิงนางหนึ่งยิ้มแย้มทักทายหญิงสาวตรงหน้าพร้อมกับรัวคำถามพื้นฐาน


“สวัสดีค่ะ ขอบัตรประชาชนหรือพาสปอร์ตด้วยค่ะ วันนี้ผู้โดยสารเดินทางไปไหนคะ” แอร์โฮสเตสหญิงถามพร้อมรอยยิ้มสดใส


“กรุงโซลค่ะ คนเดียว” คนตรงหน้ายกมือซ้ายด้านหนึ่งยกขึ้นปาดน้ำตาที่ไหลรินแล้วจึงค่อยยื่นบัตรประชาชนให้เจ้าหน้าที่ตรงหน้าอย่างเงียบๆ


ดวงตากลมโตนั่นยังคงมีน้ำตารื้น ๆ ให้เห็นอยู่ ใบหน้ารูปไข่ผิวขาวๆที่ซ่อนอยู่ข้างใต้หน้ากากกันฝุ่น  แอร์โฮสเตสสาวมีสีหน้าเจื่อนลงเล็กน้อยก่อนจะตัดสินใจยื่นกระดาษทิชชู่แผ่นหนึ่งให้คนตรงหน้า อยากบอกเหลือเกินว่าเห็นมานักต่อนักแล้วกับเหล่าคนอกหักที่มักจะหนีไปเที่ยวไกลๆ เพื่อหวังจะหนีปัญหาหัวใจ


“บางเรื่องถ้า...อยากร้องก็ร้องไห้ออกมาเถอะค่ะ....กลับมาคราวนี้ ชีวิตจะสดใสค่า ” สายตาแอร์โฮสเตสสาวยื่นกระดาษให้เต็มไปด้วยความเห็นใจ


จะไม่ให้เห็นใจได้ยังไง เพราะไม่ถึง 10 นาทีที่แล้วก็เพิ่งมีหนุ่มหล่อในชุดโอเวอร์โคทสีเหลืองมัสตาร์ดมาเช็คอินทั้งน้ำตาไปคนหนึ่ง กระจอกข่าวเหล่าแอร์กราวแถวนี้เม้ากันให้แซ่ดว่า ที่โอปป้าหนุ่มคนนั้นต้องเสียน้ำตาก็เพราะหญิงสาวสวยอีกคนที่มาด้วยดันเปลี่ยนใจยกเลิกการเดินทางกะทันหัน และยิ่งกว่านั้นสองคนเพิ่งกอดร่ำลากันไปตรงหน้าทางเข้าเช็คอินนี่เอง คนหนึ่งเดินตรงมาเช็คอิน แต่อีกคนกึ่งเดินกึ่งวิ่งลากกระเป๋าเดินทางจากไป


โลกมันไม่สวยงามไปเสียทุกครั้งสำหรับความรักหรอก ไม่รู้ว่าผู้โดยสารคนตรงหน้าจะเป็นเหมือนกันหรือเปล่า


“ ขอบคุณนะคะสำหรับกระดาษ ดันหยอดน้ำตาเทียมมากไปหน่อย เสียดายชะมัด.” หญิงสาวตรงหน้ากระแอมนิดๆพลางคว้ากระดาษทิชชู่มาซับน้ำตาเทียมที่เลอะอย่างแสนเสียดาย ก่อนจะคว้า boarding pass แล้วหมุนตัวลากกระเป๋าเดินทางสีชมพูใบย่อมจากไปอย่างรวดเร็ว


ทิ้งไว้เพียงความงุนงงให้เจ้าหน้าที่แอร์โฮสเตสรายนั้น

..............................................




โอเคทุกคน...นั่นล่ะคือฉันเอง มินตรา วรินทร์โรจน์ ศิลปินนักวาดรูปไส้แห้งอายุ 24 ปี ที่หากเพื่อนรักไม่ได้ส่งตั๋วเดินทางเกาหลีมาให้ละก็ จ้างให้สายการบินก็คงไม่มีวันได้เงินจากฉันสักบาทแน่ ก็แน่นอนล่ะ ค่าเครื่องบินมันแพงจะตายไป  ไหนจะค่าที่พัก ค่าอาหารการกินอีก นี่ดีนะที่ไอ้ลมเพื่อนคนเดียวของฉันมาเรียนต่อที่นี่ไม่อย่างนั้นก็คงไม่มีปัญญา


การเดินทางไปกรุงโซลของฉันเริ่มต้นขึ้นหลังจากผ่านมรสุมชีวิตครั้งใหญ่เมื่อสองเดือนก่อน จู่ ๆ ไอ้ลมเพื่อนรักก็ติดต่อมาหาฉัน สงสัยแม่รินคงไปเข้าฝันไอ้ลมเข้าแน่ๆ มันถึงใจดีส่งตั๋วเครื่องบินมาให้ ช่างรู้ใจเสียจริงๆ


“มานี่สิซิน อย่าเศร้าไปเลย ฉันอยากให้แกมาเที่ยวที่นี่ คิดซะว่ามาเปิดหูเปิดตาดูงานศิลปะที่แกชอบที่นี่ก็ได้”


ไอ้ลม หรือ ไอ้คุณวายุภักดิ์ ภูบดินทรสกุล เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวสมัยเด็กของฉันที่บ้านเราอยู่ติดกัน มันกำลังเรียนจบปริญญาโทบริหารจากที่โน่น แม้ว่าบ้านเราสองคนจะอยู่ติดกัน แต่ฐานะที่บ้านต่างกันราวกับดอกฟ้ากับหมาวัด


นั่น...ไอ้ลมนะดอกฟ้า ส่วนไอ้ซินเนี่ยแหละหมาวัดของแท้


ไอ้ลมเป็นถึงคุณหนูสุดหรูลูกชายคนเดียวของเจ้าของโรงงานเครื่องฟอกอากาศยักษ์ใหญ่ สมัยเด็กฉันเคยเรียกมันว่า “ไอ้กะหร่อง” แต่ไหงไปๆ มา ๆ พอโตขึ้นมันกลับดูดีแฮะ แถมมีสาวๆแถวนี้ติดมันเกรียวตั้งแต่หัวซอยยันท้ายซอย จะว่าไปบุคลิกมันก็พอไปวัดไปวาได้อยู่หรอก และไม่ว่าจะเรียกมันแบบไหนมันก็หันรับทุกครั้งนะแหละ ไม่ว่าจะเป็น “คุณลมขา...”  ที่สาวๆเรียกกันเสียงอ่อนเสียงหวาน หรือ “ไอ้ลม” ที่ฉันเรียก



วายุภักดิ์ ภูบดินทรสกุล เพื่อนรัก ขุนแผนยุค 4.0


จะว่าไปมันก็จัดว่าเป็นหนุ่มอินเทรนด์กับเขานะ สเปคแบบประชานิยมเลย เพราะสูงๆขาวๆ แบบลูกคนจีน ตาเรียวเล็ก ดีหน่อยมีตาสองชั้น ส่วนความสูงทะลุ 180 cm และจัดเป็นน้องๆ เสาไฟฟ้านั่นก็คงได้มาทางคุณแม่ละมั้ง เพราะคุณแม่ของไอ้ลมเป็นลูกครึ่งฝรั่งเศสไทย ไอ้ลมก็เลยกลายเป็นลูกเสี้ยวไปเสียอย่างนั้น แม้บุคลิกภายนอกจะไม่ค่อยเป็นตะวันตกจ๋า แต่นิสัยแบบคาสโนว่าตัวพ่อเนี่ย..ตะวันตกชัวร์ ไม่มั่วนิ่ม...


วายุภักดิ์... คุณลม...ไอ้ลม... หรือไอ้เปรตลม สรรพนามที่ฉันเรียกตอนโมโหจัดๆ เนี่ย คนเดียวกันทั้งนั้น ส่วนตัวแล้วก็นิสัยดีอยู่ล่ะน่า พอพึ่งพาได้เลย ถ้าไม่ติดว่าเป็นพ่อขุนแผนยุค 4.0 เนี่ยเรียกว่าดีหมด ถ้าสนใจจะจีบมันก็บอกได้ เดี๋ยวไอ้ซินคนนี้จะแนะนำให้เอง  แต่จะอกหักอกเดาะกลับมาเนี่ยไม่รับประกันนะ


“อย่าอยู่บ้านเลยตอนนี้ เดี๋ยวแกก็ได้เฉาตายกันพอดี” ไอ้ลมยังคงทักมาตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ฉันได้แต่ยิ้มขื่นๆให้กับข้อความในมือถือตรงหน้า แหม...ไอ้เพื่อนคนนี้มันช่างรู้ใจ


แม่เพิ่งจากไปด้วยโรคมะเร็งตับ ก็อย่างที่ใครๆรู้กัน ไอ้มะเร็งน่ะ ถ้าแจ๊คพอตเข้าเมื่อไหร่ก็มีแต่จองศาลาวัดกันทั้งนั้น ยิ่งกับอวัยวะที่ไม่ค่อยแสดงอาการอย่างตับไตด้วยนี่แล้ว ยิ่งหนักใหญ่ แม่รินที่อ่อนโยนของฉัน...


บ้านเราไม่มีฐานะอะไรมาก จริงๆเดิมก็น่าจะพออยู่รอดได้จากเงินเดือนอันน้อยนิดของพ่อ ที่เป็นจิตรกรวาดรูปสีน้ำประกอบสารานุกรมให้กับสำนักพิมพ์ใหญ่แห่งหนึ่ง แต่พอค่าน้ำหมึกแพงขึ้น คนก็อ่านสารานุกรมน้อยลง หนังสือบันเทิงคดีต่างๆเข้ามามากขึ้น สำนักพิมพ์ก็ต้องปรับตัวขนานใหญ่ และบางคนก็ต้องโดนเชิญให้รับตำแหน่งที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ที่แปลว่า จะปรึกษาก็ต่อเมื่อมีเรื่องราว ถ้าไม่มีก็...ตัวใครตัวมันละค่ะคุณ และ...พ่อฉันก็เข้าข่ายนี้เหมือนกัน


เคราะห์ซ้ำกรรมซัดไม่พอ งานหายเงินหด แล้วก็มาเคราะห์หาม พ่อเสียชีวิตลงด้วยลูกหลงจากอุบัติเหตุรถชนกัน ฐานะครอบครัวก็ย่ำแย่หนักเข้าไปอีก แม่รินจากเป็นแม่บ้านธรรมดาที่เลี้ยงลูกคนเดียว ก็ต้องพยายามหนักมากและใช้ฝีมือทำขนมไทยที่พอมีติดตัว ทำขนมไปขายที่ตลาดทุกวัน พอตกบ่ายแก่ๆ แม่ก็เปิดร้านหน้าบ้านขายข้าวแกงเอา เลี้ยงฉันมาเป็นสิบปี ขณะที่ฉันก็พยายามเอาวิชาศิลปะที่เรียนบ้างจำบ้างจากพ่อเอามาวาดรูปขาย แต่โลกมันก็ไม่เคยใจดีสักครั้ง พอเริ่มวาดได้ดีขึ้น ขายได้สักนิด มีเงินเก็บสักหน่อย แม่ก็มาล้มเจ็บออดๆแอดๆ และไม่เคยยอมไปหาหมอกับเขาเสียด้วยซิ


“ อย่าเลยลูก แม่ก็แค่ปวดท้องโรคเก่าเท่านั้นเอง…”


ไอ้โรคเก่าที่ว่า ก็โรคกระเพาะที่แม่อ้างทุกรอบ ก็พอเข้าใจหรอกว่ามันเสียโอกาสขายของถ้าต้องไปรพ. แต่ถึงขายหมด แม่ก็ยังรีบไปตลาดซื้อวัตถุดิบมาใหม่ทุกที พอจะบอกว่าไม่ต้องรีบก็ได้ไปหาหมอก่อน รายนั้นก็ยอมเสียเมื่อไหร่


“ไม่ได้ลูก เราขายของดี วัตถุดิบก็ต้องดี ถ้าไปสาย ก็ได้ของไม่ดี คุณภาพขนมและอาหารก็ไม่ดี เท่ากับเราไม่ซื่อสัตย์กับลูกค้านะลูก อย่าเลย…” แม่ระรินผู้แสนดี อ้างอย่างนี้ทั้งปีทั้งชาติ


อยากหัวเราะให้ฟันหักจริงๆ แล้วไอ้ลูกค้าแสนดีของแม่ทั้งหลายจะมาช่วยตอนที่แม่เข้ารพ.บ้างหรือ ก็เปล่า ค่าขนมไทยที่อุตส่าห์หลังขดหลังแข็ง จะได้กำรี้กำไรสักกี่บาทกันเชียว ยิ่งไอ้ข้าวแกงบางทีก็ให้ฟรีกับเขาบ้างเพราะเขาบอกว่าขอเชื่อไว้ก่อนบ้าง เดี๋ยวมาจ่ายบ้าง เงินเดือนไม่เหลือบ้าง แล้วแม่ก็ปากหนักไม่ค่อยจะยอมทวงใครเสียด้วย จนบางทีฉันต้องบอกก่อนว่า


“ จ่ายของเก่ามาก่อน แล้วจะตักกับข้าวให้ ” มือฉันกระดิกริกๆ ตรงหน้าเจ๊เบี้ยวทั่วทิศ..ฉายาที่ฉันแอบตั้งให้เจ๊หน้าปลาบู่ที่ชอบมาขอเชื่อข้าวแกงเป็นประจำ


เท่านั้นเองก็มีเสียงค่อนขอดกระปอดกระแปดบ่นมาเบาๆ


“ แม่ริน ดูซิดู๊....ไอ้ซินนี่มันเค็มนัก เดี๋ยวก็ควักให้แล้ว... ” ไม่พูดเปล่า ซ้ำยังค้อนให้เสียด้วยซิ


“ เหอะ! ...ไอ้ที่เจ๊บอกจะมาจ่ายเนี่ย ดองไว้กี่เดือนแล้วล่ะ ถ้าเป็นปลาละก็ ป่านนี้ได้หัวน้ำปลาแล้วมั้งเจ๊ ! ”


แหม..กำไรก็แทบไม่มีอยู่แล้ว ลูกค้าแสนดีของแม่ก็ดันมาทำแบบนี้กันได้ พอไม่สบายหนักเข้า แม่ถึงยอมให้ฉันพามาตรวจ แล้วก็พบกับข่าวร้าย มะเร็งตับระยะลุกลาม...เงินเก็บที่น้อยนิดของทั้งบ้านแทบจะจ่ายค่ายาไม่ไหว แน่นอนว่า ยาคีโมบางตัวก็อยู่นอกบัญชียาหลักฯ และราคาก็แสนมหาโหด แค่ได้ยินราคาแล้วไอ้ซินคนนี้อยากมีเวทมนตร์เสกใบไม้ให้เป็นเงินจริงๆ ก็เพราะเข็มละเป็นหมื่น! พอแม่เห็นแค่ตัวเลขที่คุณหมอบอกมาก็แทบลมจับแล้ว


“ ถ้าได้ไอ้อัลบูมินตัวนี้แล้ว แม่จะหายไหมคะหมอ ” ไอ้ซินกลั้นใจถาม แต่หมอก็นิ่งๆไปนิดก่อนพูดเบาๆ


“ ต้องบอกตามตรงว่า...แค่ประทังอาการครับ ” แม่เจ้า !  เข็มละหมื่นได้แค่ประทังอาการ สงสัยว่าคงต้องรอ upgrade เป็นเข็มละแสนละมั้ง ถึงจะรักษาได้ งานนี้มีบ้านขายบ้าน มีรถขายรถกันล่ะ


“ ช่างเถอะลูก กลับบ้านเราเถอะ มา... มาให้แม่กอดหน่อยสิจ้ะซิน” แม่ยิ้มบางๆ ก่อนจะจับมือเธอ ตาของแม่เริ่มเป็นสีเหลืองเหมือนคนเป็นดีซ่านเลย สภาพร่างกายแบบนั้นทำให้ใจคนเป็นลูกแทบสลาย


สัมผัสจากมือที่เริ่มเหี่ยวย่นให้ออร่าสีฟ้าอมเทาหม่นจาง ๆ จากร่างของแม่ ในสัมผัสนั้นแม้แม่ไม่พูด แต่ฉันรู้ดีว่าแม่รู้สึกอย่างไร ความรู้สึกที่สัมผัสได้ แม่ปลงและตัดใจแล้ว ขณะที่ใจคนเป็นลูกแทบจะหมดแรง


“ มันต้องมีทางสิคะหมอ มันตัองมีทางอื่นสิ ” ไอ้ซินดื้ออย่างที่เคยดื้อ แต่เป็นความพยายามสุดท้ายที่รู้แก่ใจดีกว่าไม่มีใครจะอาจหาญไปต่อรองกับพญามัจจุราชได้  แต่เพราะเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ในวันที่พ่อจากไป ฉันมีสัญญาที่จะต้องรักษา สัญญาที่ว่าต้องเข้มแข็งเพื่อดูแลแม่


“ ดูแลแม่ด้วยนะ ซินทำได้ ซินเป็นเด็กเข้มแข็ง พ่อฝากด้วย... ”


ประโยคนั้นทำให้ซินน้อยขี้แยในวัย 14 ปี เปลี่ยนเป็นซินคนใหม่ที่จะต้องเข้มแข็งเพื่อแม่ แต่ถ้าหากในวันนี้ไม่มีแม่ เธอจะเข้มแข็งไปเพื่ออะไร…


“ เก็บเงินของลูกไว้เถอะซิน เงินแต่ละบาทมันหายากนัก อย่าพยายามเลยลูก เสียดายเงินเปล่า ๆ ” คนป่วยแท้ๆกลับพูดประโยคนั้นออกมา ก้อนแข็งๆในคอวิ่งขึ้นมาทันที ถ้าเพียงมีเงิน แม่คงไม่เหนื่อย แม่คงไม่ต้องทำงานหนักอย่างนี้ มือสองแม่ลูกกุมกันแน่น แสงสีฟ้าอ่อนกระจายจางๆจากร่างผู้เป็นแม่ มันเศร้า...ละห้อยโหยลึก ๆ อยู่ในอก


เพียงสัปดาห์เดียวหลังจากกลับจากรพ. แม่ระริน วรินทร์โรจน์ก็หลับไปอย่างสงบในเช้าวันหนึ่งที่อากาศแจ่มใส และถ้าไม่คิดไปเอง สีหน้าแม่ดูคล้ายจะมีรอยยิ้มนิดๆแต้มบนนั้น แม่...ไม่ทรมาน


“ ตามหาความฝันตัวเองให้เจอนะลูก จงใช้ชีวิตให้คุ้มค่า อ่อนโยนแต่อย่าอ่อนแอ พ่อกับแม่จะรักลูกเสมอจากบนนั้น”

.............................................................


สารจากไรท์... 

          รักทุกคนนะคะที่ติดตามผลงานของเรือนแก้ว ฉบับนี้เป็นเรื่องที่สองแล้ว เริ่มต้นก็เปิดตัว มินตรา หรือยัยซิน จอมปากร้าย ขี้งก ขี้วีนและเพื่อนซี้ของนาง คาสโนว่าลม... 

          ชีวิตนางดราม่านิดหน่อยตอนนี้  แต่ตอนหลังนี่แสบอย่าบอกใครเชียว เดี๋ยวตอนหน้าจะมาเปิดฝั่งพระเอกบ้าง... ตามไปดูกันค่ะ 


          *** นิยายเรื่องนี้จะ Update สัปดาห์ละ 5 ตอน คือ ทุกวันอาทิตย์ - วันพฤหัสบดี นะคะ :) จะค่อยๆ เขียนไปลงไปเรื่อยๆค่ะ  Comment กันบ้าง กดหัวใจให้กันบ้าง ไรท์จะมีกำลังใจเขียนอีกเยอะเลยค่า ^^ 

*** เปิดนิยายเรื่องนี้วันแรก 15 พฤษภาคม 2562 ***

          

....................................................................

นวนิยายเรื่องนี้ขอสงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ ดัดแปลงหรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดในนวนิยายไปเผยแพร่ ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงาน หากฝ่าฝืนมีโทษบัญญัติไว้สูงสุดตามกฎหมายพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537

B
E
R
L
I
N
?
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 21 ครั้ง

187 ความคิดเห็น

  1. #105 Jakkaran55 (@Jakkaran55) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2562 / 15:45
    ดราม่าหนักมาก ไม่ใช่แค่นิดหน่อย
    #105
    1
  2. #36 เพลินทิวา (@AJJICARTOON) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2562 / 21:41

    บรรยายลื่นไหลดีนะคะ การใช้ pov1 นี่ดึงคนอ่านได้แค่บางช่วงวัยไหมคะ เราก็เคยลองใช้ในนิยายเรื่องหนึ่งที่มีพล็อตและพระนางเป็นผู้ใหญ่วัยทำงานเหมือนกันค่ะ ปรากฏว่าป่าช้ามากจนในที่สุดเราก็เทเรื่องนั้นไป…สู้ต่อไปนะคะ แนวเรื่องน่ารักดีค่ะ

    #36
    1
    • #36-1 ณ เรือนแก้ว (Philous) (@Philous) (จากตอนที่ 1)
      8 มิถุนายน 2562 / 21:46
      ขอบคุณนะคะ นี่ก็ถือว่าลองดูค่ะ เพราะเพิ่งเขียนเป็นเรื่องที่สอง :) ไม่เคยลองเขียนด้วย POV1 เลย ถือว่าเป็นการลองแนวใหม่ๆของตัวเอง และ challenge ตัวเองไปด้วยค่ะให้เขียนทุกแนวที่พอจะนึกออก 555 นี่ก็เพิ่งเปิดเรื่องมาได้ไม่ถึงเดือนค่ะ รีดเดอร์น่ารักมาก :) //เดี๋ยวแวะไปทักทายนะคะ
      #36-1
  3. #6 Ciel En Rose (@jingin) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2562 / 16:53
    ช่างเป็นนางซินที่เข้มแข็ง
    #6
    1
    • #6-1 ณ เรือนแก้ว (Philous) (@Philous) (จากตอนที่ 1)
      17 พฤษภาคม 2562 / 16:59
      นางซินยุค 4.0 ต้องพึ่งตัวเองค่า นางต้องงกไม่งั้นอยู่ไม่รอด 555
      #6-1
  4. วันที่ 15 พฤษภาคม 2562 / 23:01

    ใต้ความงกมักมีความดราม่าซ่อนอยู่ อ่านแล้วคิดถึงยัยเฌอมิลเลยค่ะ 555

    #4
    1
    • #4-1 ณ เรือนแก้ว (Philous) (@Philous) (จากตอนที่ 1)
      16 พฤษภาคม 2562 / 11:57
      555 นางโตมาอย่างนั้นค่ะ ถ้าไม่สู้ ไม่งก ก็ไม่มีเงินกินข้าว :)
      #4-1
  5. วันที่ 15 เมษายน 2562 / 19:47

    เปิดเรื่องได้น่าสนใจมากค่ะพี่เรือนแก้ว


    นางเอกเท่อ่ะ เหมือนอ่านใจคนได้เลย 555


    ดีใจที่พี่อธิศร์จะได้ไม่เหงาอีกต่อไป งื้ออออ


    รอนะคะhttps://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/bb-08.png

    #1
    1
    • #1-1 ณ เรือนแก้ว (Philous) (@Philous) (จากตอนที่ 1)
      15 เมษายน 2562 / 19:53
      โรคนี้มีจริงๆนะคะ พวกที่ฟังเพลงแล้วเห็นเป็นสีต่างๆ หรือสัมผัสแล้วรู้สึกเหมือนคนๆนั้นเปี๊ยบเลย แต่เป็นโรคทางพันธุกรรมที่หาได้ยากมากๆเลยค่ะ เขาเรียกว่า Synesthesia :) ไปอ่านเจอเข้าก็เลยเป็นที่มาของนิยายเรื่องนี้ ^^
      #1-1