คัดลอกลิงก์เเล้ว

[Touhou Fanfiction] Under the Moonlight (Mokou x Keine)

ฉากหวานของโมโควและเคย์เนะ เพิ่มเติมจากเนื้อเรื่องในเกม Touhou ภาค 8 (Imperishable Night)

ยอดวิวรวม

194

ยอดวิวเดือนนี้

3

ยอดวิวรวม


194

ความคิดเห็น


1

คนติดตาม


4
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  26 มิ.ย. 62 / 13:07 น.
นิยาย [Touhou Fanfiction] Under the Moonlight (Mokou x Keine) [Touhou Fanfiction] Under the Moonlight (Mokou x Keine) | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

แฟนฟิคเรื่องนี้เป็นการต่อยอดเรื่องราวจากเนื้อเรื่องในเกมโทโฮภาค 8 (Imperishable Night) เป็นเรื่องราวหลังจากที่เคย์เนะและโมโควแพ้ในการดวลดันมาคุ (ม่านกระสุน) กับเหล่าผู้เข้าร่วมการทดสอบความกล้า


 


แนะนำตัวละคร

[คนถูกอุ้ม] โมโควแห่งตระกูลฟูจิวาระ มนุษย์ผู้ไม่มีวันแก่และไม่มีวันตายเพราะได้ดื่มยาโฮวไร ยาลับต้องห้าม เธออาศัยอยู่ในป่าไผ่หลงทาง (ชื่อป่า) และปลีกวิเวกจากสังคม แม้ไม่ค่อยสุงสิงกับใครเท่าไหร่นักแต่เธอก็คอยช่วยเหลือและคุ้มครองมนุษย์ที่เข้ามาในป่าแห่งนี้ นอกจากนี้เธอยังมีความสามารถในการควบคุมและทนทานต่อไฟ

[คนอุ้ม] เคย์เนะ คามิชิราซาวะ มนุษย์สัตว์ (Juujin/Kemonobito) สายพันธุ์ Were-Hakutaku (ฮาคุตาคุคือโยวไคที่มีรูปร่างคล้ายวัว) เธอเป็นครูและผู้พิทักษ์ของหมู่บ้านมนุษย์ มีความสามารถในการกิน (ลบเลือน) และสร้างประวัติศาสตร์ขึ้นใหม่ ปกติแล้วเธอก็คือมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง แต่ในคืนพระจันทร์เต็มดวงและเมื่อยามอารมณ์พลุ่งพล่านเธอจะกลายร่างเป็นมนุษย์สัตว์ (อารมณ์เดียวกันกับมนุษย์หมาป่า)


เนื้อเรื่อง อัปเดต 26 มิ.ย. 62 / 13:07


 ไม่ยอมให้แตะต้องมนุษย์คนนั้นได้แม้แต่ปลายนิ้วเดียวหรอก!!”

ถึงจะประกาศกร้าวออกไปเช่นนั้นแต่สุดท้ายเคย์เนะก็ถูกคู่ต่อสู้จัดการเสียจนร่วงลงไปนอนหมอบกระแตอยู่ที่พื้น ปล่อยให้สองคู่หูผู้ชนะการดวลดันมาคุมุ่งหน้าต่อไปบนเส้นทางที่ชวนสับสนของป่าไผ่ที่มีชื่อว่า 'ป่าไผ่หลงทาง'

มนุษย์สัตว์คลุกฝุ่นเงยหน้าขึ้นจากพื้นดินที่ปกคลุมไปด้วยซากใบไผ่ ใบหน้ามุ่ยนั้นเปื้อนฝุ่นดินเสียมอมแมมไปหมด ดวงตาสีชาดหรี่ลงด้วยความรู้สึกสมเพชตัวเอง สองมือสั่นระริกพยายามฝืนยันตัวลุกขึ้นยืน

เมื่อตั้งหลักได้เคย์เนะจึงเอามือปัดฝุ่นดินและเศษใบไม้ออกจากชุดกระโปรงสีเขียวแก่แล้วรีบรุดไปหาเด็กสาวที่เธอออกตัวปกป้องอย่างเร็วที่สุดเท่าที่สองขาไร้เรี่ยวแรงจะพาเธอไปได้

แสงแสงจันทร์วันเพ็ญลอดผ่านทิวไผ่สูงชะลูดกระทบลงบนผืนดินเป็นหย่อม ๆ แสงสว่างนั้นชำละล้างความมืดมิดยามค่ำคืนเผยให้เห็นเส้นทางในป่าไผ่ได้อย่างลาง ๆ 

หญิงสาวผู้อ่อนแรงยังคงก้าวไปบนเส้นทางที่แทบจะไร้ซึ่งจุดสังเกตให้จดจำเส้นทาง เธอชำนาญเส้นทางราวกับว่าในหัวได้จัดเก็บแผนที่ของป่าแห่งนี้เอาไว้

ทันใดนั้นเองเสียงระเบิดดังสนั่นป่าก็เรียกให้เคย์เนะหยุดชะงัก เมื่อเธอแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าก็เห็นผืนฟ้าและยอดไผ่ถูกย้อมเป็นสีแดงฉานด้วยแสงจากม่านกระสุนเพลิงที่อยู่ไกลออกไป

เริ่มเอาจริงแล้วสินะ’ เคย์เนะออกวิ่งสุดฝีเท้าตามเสียงระเบิดที่ยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เส้นผมสีเงินแซมเขียวยาวจรดกลางหลังและหางฟูนุ่มสีเดียวกัน สะบัดพลิ้วไปตามการเคลื่อนไหวของเจ้าตัว ตรงกันข้ามกับสองเขายาวแหลมบนศีรษะที่นิ่งไม่ไหวติง

แม้จะเหนื่อยจนหอบออกปาก แม้ใบหน้าที่แดงก่ำและชุ่มไปด้วยเหงื่อนั้นจะแสดงอาการอ่อนล้าออกมาให้เห็น แต่หญิงสาวก็ยังคงมีแรงวิ่งต่อไปด้วยหัวใจที่คอยแต่คะนึงหาถึงคน ๆ หนึ่ง

โมโคว

ขณะเดียวกัน ณ อีกด้านหนึ่งเด็กสาวผู้ใช้เพลิงก็กำลังมีจิตใจจดจ่ออยู่กับการดวลม่านกระสุน เธอสนุกไปกับการต่อสู้เพราะมันคือหนึ่งในไม่กี่สิ่งที่มอบความหมายให้แก่ชีวิตอมตะอันไร้จุดหมายของเธอ

การต่อสู้บนฟากฟ้ายังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและมีแต่จะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกันกับจังหวะการเต้นของหัวใจของมนุษย์สัตว์ที่ยังคงวิ่งวุ่นอยู่ในป่า ผู้ประลองทั้งสองฝ่ายต่างขับเขี้ยวกันอย่างสูสี สเปลการ์ดใบแล้วใบเล่าถูกนำมาใช้จนในที่สุดก็ถึงเวลาที่โมโควต้องงัดเอาไม้ตายก้นหีบออกมา

- สเปลการ์ด [ตุ๊กตาโฮวไร] -

ขบวนกระสุนแสงสีฟ้าและแดงตีโค้งเข้าใส่สองคู่ต่อสู้อย่างต่อเนื่องในขณะที่เม็ดกระสุนสีเดียวกันอีกชุดหนึ่งค่อย ๆ เพิ่มจำนวนจนกลายเป็นกำแพงล้อมกรอบพวกหล่อนไว้ แถมด้วยกระสุนทรงรีปลายแหลมสีเหลืองที่กระจายตัวเป็นวงกว้างและขบวนลูกไฟสีแดงฉานคอยช่วยกันเข้าก่อกวนเป็นระยะ ๆ

ฝ่ายตรงข้ามเบี่ยงตัวหลบการโจมตีดังกล่าวโดยที่ไม่ลืมยิงม่านกระสุนแสงออกมาตอบโต้ ท่ามกลางดงกระสุนแสงหลากสีสันหญิงทั้งสามต่างก็หลบหลีกลูกกระสุนที่ลอยเข้ามาใกล้ในท่าทีคล้ายกับกำลังร่ายรำ

การต่อสู้ดำเนินต่อไปอีกหลายสิบนาที จนท้ายที่สุดโมโควก็ถูกม่านกระสุนของฝ่ายตรงข้ามต้อนจนจนมุม แสงเจิดจ้าที่เข้าประชิดตัวทำให้เด็กสาวหลับตาลงแล้วแสยะยิ้มรับความพ่ายแพ้

แสงเข้มข้นจากท่าไม้ตายทรงพลังสาดกระจายจนพื้นที่โดยรอบนั้นสว่างไสวราวกับเวลากลางวัน เมื่อแสงนั้นดับลงก็ปรากฏร่างสะบักสะบอมของเด็กสาวเจ้าของเรือนผมยาวสีสว่างให้เห็น แม้ร่างกายที่ทนต่อความร้อนของเธอจะไม่ได้ถูกเผาไหม้เช่นคนอื่น ๆ แต่การถูกกระสุนอัดหลายต่อหลายครั้งก็ทำให้เธอฟกช้ำไปทั้งตัว

ด้วยความเหนื่อยล้าร่างของเด็กสาวที่ลอยอยู่กลางอากาศพลันดิ่งพสุธาตามแรงโน้มถ่วงของโลก ร่างนั้นแหวกผ่านอากาศ เส้นผมสีขาวบริสุทธิ์ยาวจรดข้อเท้านั้นแผ่สยาย โบว์ประดับผมสีขาวลายแดงลู่ไปตามลม เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีน้ำตาลซีดและกางเกงขายาวสีแดงตัวพองตีกับลมจนเกิดเสียงพึ่บพั่บ

โมโควที่กำลังร่วงหล่นใช้พลังเฮือกสุดท้ายประคองไม่ให้ตัวเองตกลงเร็วจนเกินไป ร่างที่หมุนติ้วกลางอากาศเปลี่ยนมาอยู่ในท่ายืนเอามือสองข้างล้วงกระเป๋า

ทันทีที่รองเท้าบูทหุ้มข้อสีแดงสัมผัสพื้นโมโควที่กำลังอ่อนแรงก็หย่อนก้นลงนั่งในทันที แล้วจากนั้นหญิงทั้งสองที่ยิงเธอจนร่วงก็ร่อนลงพื้นตามมาพูดคุยกับเธออยู่พักหนึ่ง  

เมื่อการสนทนาจบลงสองคู่หูก็พากันเดินทางกลับไปยังเรือนนิรันดร์ สถานที่ตั้งต้นของการทดสอบความกล้าจอมปลอมในครั้งนี้ เมื่อทั้งสองหายลับไปในความมืดเด็กสาวผมยาวก็ทิ้งตัวลงนอนบนเส้นผมสีขาวที่แผ่สยายอยู่เบื้องหลัง เธอสูดลมหายใจเอากลิ่นของป่าไผ่เข้าปอดก่อนจะพ่นมันออกมา

ดวงตาสีแดงเพลิงเหม่อมองท้องฟ้ายามค่ำคืนซึ่งซ่อนตัวอยู่ในช่องว่างระหว่างยอดไผ่ แสงจันทร์นวลผ่องที่ฉาบบาง ๆ บนผืนฟ้าสีเข้มนั้นกลบรัศมีของเหล่าดาวดวงน้อยในขณะที่พระจันทร์กลมโตถูกยอดไผ่หนาทึบบังเสียเกือบมิด

เหนื่อยจังเลยแฮะ ของีบสักหน่อยละกัน’ โมโควค่อย ๆ หลับตาลงด้วยความอ่อนล้า ปล่อยให้ตัวเองดำดิ่งสู่ความมืดมิดอันเงียบสงบ

นอนตรงนี้เดี๋ยวก็เป็นหวัดเอาหรอก” น้ำเสียงอบอุ่นที่คุ้นเคยดังขึ้นพร้อมกันกับที่เด็กสาวรู้สึกถึงปลายนิ้วของใครบางคนที่แก้มขวา เปลือกตาหนักอึ้งยกขึ้นอย่างช้า ๆ ภาพที่พร่ามัวนั้นชัดเจนขึ้นทุกครั้งที่เธอกระพริบตา

สิ่งแรกที่โมวโควเห็นยามเมื่อลืมตาตื่นคือใบหน้าเป็นกังวลแฝงอาการเหนื่อยหอบของหญิงสาวที่เธอแอบมีใจให้ เด็กสาวที่กำลังงัวเงียทำตาปรือใส่หญิงสาวที่แลดูแก่กว่าเธอ ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วเป็นตัวเธอเองต่างหากที่มีอายุมากกว่าเป็นพันปี

 เคย์เนะ?” สีหน้าที่อัดแน่นไปด้วยความกังวลของเคย์เนะผ่อนคลายลงเมื่อได้เห็นโมโควที่เมื่อครู่นอนนิ่งไม่ต่างกับศพลืมตาตื่นขึ้นมา เคย์เนะวางมือลงบนบ่าของเด็กสาวที่นอนหมดสภาพก่อนจะถามไถ่อาการของอีกฝ่ายอย่างห่วงใย ลุกไหวมั้ย

ได้ยินดังนั้นโมโควจึงลองยันตัวลุกขึ้นนั่ง แผลฟกช้ำและกล้ามเนื้อที่ทำงานหนักจนเกินไปรุมเข้าสร้างความเจ็บปวดแก่เธอทันทีที่เคลื่อนไหว เด็กสาวร้องโอยออกมาเบา ๆ แต่ก็ฝืนลุกขึ้นนั่งจนได้ ไม่อยากนึกสภาพตัวเองพรุ่งนี้เลยแฮะ

โมโควทำหน้าเจื่อนเมื่อตระหนักว่าตนฝืนขีดจำกัดไปมากกว่าที่ตัวเองคิด เธอนั่งนึกภาพตัวเองวันรุ่งขึ้นที่ได้แต่นอนติดเตียงแล้วถึงกับคอตก ถึงจะหาเรื่องเจ็บตัวเก่งแต่เด็กสาวหาได้ชื่นชอบความเจ็บปวดไม่

เป็นอะไรรึเปล่า” เคย์เนะร้องถามเมื่อเห็นท่าทางไม่สู้ดีของอีกฝ่าย โมโควก้มหน้านิ่งดวงตาสีแดงลอบมองหญิงสาวขี้กังวลที่กำลังแสดงอาการเป็นห่วงออกมาอย่างชัดเจน ความสุขจากการที่มีใครบางคนคอยอยู่เคียงข้างดึงให้มุมปากของโมโคว ยกขึ้นเกิดเป็นรอยยิ้มจาง ๆ

 แค่นี้สบายมาก!” โมโควเอ่ยอย่างแข็งขันขณะลุกยืนพรวด เธอทำเหมือนกับว่าความเจ็บปวดที่ตนรู้สึกได้นั้นเป็นเรื่องโกหก ถึงกระนั้นร่างกายที่สั่นเป็นลูกนกของเธอก็บอกให้เคย์เนะรู้ได้ว่าเด็กสาวในตอนนี้ไม่ได้แข็งแรงอย่างที่แสร้งทำ

ถึงเธอจะเป็นอมตะแต่ก็ต้องรู้จักถนอมร่างกายตัวเองนะ เข้าใจมั้ย” เคย์เนะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเข้มงวดแล้วลุกขึ้นยืน เธอถอนหายใจยาวเหยียดเมื่อนึกถึงวีรกรรมในอดีตของเด็กสาวอมตะที่ชอบปล่อยให้ตัวเองตายแล้วค่อยรอเวลาฟื้นกลับมาใหม่ ราวกับว่านั่นเป็นเพียงแค่การงีบหลับประจำวัน 

เมื่อหลายวันก่อนก็เพิ่งทะเล่อทะล่าเก็บเห็ดพิษมากินจนตายไปแล้วรอบหนึ่ง

ค่ะ คุณครู~” โมโควลากเสียงอย่างทะเล้นก่อนหัวเราะร่า ท่าทีที่เหมือนฟังหูซ้ายทะลุหูขวานั้นกระตุ้นต่อมหัวร้อนของคนเป็นครูได้เป็นอย่างดี

 เคย์เนะที่รู้สึกได้ถึงเส้นเลือดในสมองที่กำลังเต้นตุบ ๆ เธอถอนหายใจอีกครั้งก่อนจะคว้าไหล่ทั้งสองช้างของเด็กสาวที่ตัวสูงพอ ๆ กันไว้แล้วโขกศีรษะของตนเข้าที่หน้าผากของอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา

เด็กสาวหลับตาปี๋ด้วยความหวาดหวั่นเพราะคิดว่าจะถูกโขกหัวดังโป๊กเหมือนพวกนักเรียนตัวแสบที่ถูกเคย์เนะลงโทษ เธอลืมตาขึ้นอย่างงุนงงเมื่อพบว่ามันไม่ใช่อย่างที่คิด

หน้าผากของทั้งสองแนบชิดติดกัน ดวงตาสีแดงทั้งสองคู่ประสานเข้าด้วยกัน หัวใจของโมโควเต้นไม่เป็นสั่งที่จู่ ๆ ก็ถูกคนที่เธอแอบชอบเข้าประชิดตัว 

 อย่าทำให้เป็นห่วงนักจะได้มั้ย” เคย์เนะเอ่ยอย่างน้อยใจเมื่อคิดว่าอีกฝ่ายไม่สนใจฟังคำพูดของตน เมื่อโมโควเห็นดวงตาหมองเศร้าของอีกฝ่ายก็รู้สึกผิดที่ตัวเองชอบทำให้คนที่ตนรักต้องทุกข์ใจ

ขอโทษ” โมโคว ยอมรับผิดอย่างสงบนิ่ง เธอเงียบไปสักพักก่อนจะเริ่มพูดต่อไปอีก แล้วก็นะ เดี๋ยวนี้ฉันก็รู้จักระวังตัว ไม่ได้ตายบ่อยเท่าเมื่อก่อนแล้วนะ

โมโควเอ่ยอย่างภาคภูมิในพัฒนาการด้านการดูแลตัวเองของตน เห็นดังนั้นเคย์เนะก็หัวเราะหึในลำคอแล้วถอยตัวออกห่าง ถึงเธอจะเป็นคนเข้มงวดแต่เธอก็อดที่จะใจอ่อนกับโมโควไม่ได้ เป็นงั้นก็ดีแล้ว

หลังจากก้าวถอยออกมาเคย์เนะก็รู้สึกได้ถึงไอร้อนที่พวงแก้ม เธอเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่ตนได้มีโอกาสสบตากับหญิงในดวงใจ เธอพยายามกลั้นยิ้ม นี่เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกขอบคุณนิสัยหุนหันพลันแล่นของตัวเอง

เมื่อกี้ฉันหลุดท่าทางอะไรแปลก ๆ ไปหรือเปล่านะ โอ๊ย ใจเต้นแรงไม่หยุดเลยทำยังไงดี’ คนรู้ตัวช้าเริ่มคิดมากจนตกอยู่ในห่วงความคิดอันฟุ้งซ่านโดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าโมโควกำลังสำรวจมองเธออยู่ว่าได้รับบาดเจ็บจากการดวลม่านกระสุนหรือไม่

ดวงตาสีแดงกวาดมองหญิงสาวที่มีสภาพโทรมไปทั้งตัว เนื้อตัวนั้นเปื้อนฝุ่นดินและมีแผลถลอกเป็นบางจุด จังหวะการหายใจยังไม่เข้าที่ แถมขาทั้งสองข้างยังแอบสั่นเป็นระยะ ๆ เสื้อผ้าเองก็ทั้งเปื้อนและยับยู่ยี่ แม้แต่โบว์สีแดงที่เขาข้างซ้ายยังถูกไหม้จนแหว่ง

เธอเองก็ไม่ค่อยจะถนอมร่างกายตัวเองเหมือนกันไม่ใช่หรือไง’ โมโควหรี่ตาลงขณะคิดในใจ ถึงแม้ว่าเด็กสาวผู้เป็นอมตะจะไม่ค่อยเป็นห่วงตัวเองก็ตาม แต่กับคนที่เธอรักนั้นไม่ใช่ มันยากสำหรับเธอที่จะเมินเฉยต่ออีกฝ่ายแต่ก็ยากที่จะแสดงความเป็นห่วงนั้นออกไปอย่างซื่อตรงด้วยเช่นกัน

เคย์เนะ

จ๋า!?”

เคย์เนะสะดุ้งโหยงจนความคิดฟุ้งซ่านหลุดกระเด็นไปไกล เธอหันขวับหาเด็กสาวผมขาวที่กำลังแสร้งทำสีหน้าเรียบเฉย 

นี่มันก็ดึกมากแล้ว เธอจะค้างที่บ้านฉันเลยมั้ย” โมโคว ยิงคำถามที่ทำให้หญิงสาวหยุดนึกย้อนดูว่าเธอจำเป็นต้องรีบกลับไปที่หมู่บ้านตอนนี้หรือไม่ เมื่อค้นลิ้นชักความจำดูจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีเรื่องเร่งด่วนอะไรเคย์เนะจึงพยายามซ่อนความตื่นเต้นแล้วตอบออกไปอย่างสงวนท่าที 

ถ้างั้นก็ขอรบกวนหน่อยนะ

เมื่อได้รับคำตอบโมโควก็ออกเดินนำไปก่อนเพื่อซ่อนรอยยิ้มที่เธอมีให้กับคำตอบรับดังกล่าว เด็กสาวเก็บรอยยิ้มนั้นแทบไม่ทันเมื่อหญิงสาวเดินเข้ามาขนาบข้าง

สองสาวในสภาพอิดโรยเนื่องมาจากการต่อสู้เดินเคียงข้างกันขณะมุ่งหน้าไปยังบ้านไม้กลางป่าไผ่ของโมโคว พวกเธอพูดคุยถึงเรื่องที่เคยเกิดขึ้นในอดีตแล้วพากันหัวเราะคิกคักให้กับเหล่าเหตุการณ์ที่น่าขบขัน เรื่องราววุ่น ๆ อันเป็นสีสันในชีวิตประจำวันถูกหยิบยกขึ้นมาแลกเปลี่ยนอย่างไม่ขาดสาย  

แม้เสียงของพวกเธอจะไม่ได้ดังพอที่จะกลบเสียงของสายลมและแมลงในป่าไผ่ ทว่าห้วงแห่งรักก็ได้กลายเป็นกำแพงขวางกั้นไม่ให้พวกเธอได้ยินเสียงอื่นใดนอกจากเสียงของกันและกัน

 นี่ เคย์เนะ” โมโควเอ่ยเรียกหญิงสาวข้างกาย ยิ้มเล็ก ๆ ปรากฏบนใบหน้าอ่อนเยาว์ของเด็กสาวอมตะ สองมือซ้ายและขวาของเธอซ่อนตัวอยู่ในกระเป๋ากางเกงไม่ต่างกันกับความรู้สึกที่แท้จริงที่เธอมีต่ออีกฝ่าย

จ๋า?” เคย์เนะขานรับด้วยน้ำเสียงใสซื่อแฝงไปด้วยความสงสัย 

มุมปากของโมโคว ยกสูงขึ้นกว่าเดิม ความอ้างว้างที่มักสะท้อนผ่านดวงตาสีเพลิงคู่นั้นหายไปจนสิ้นเพราะหัวใจที่ว่างเปล่าของเธอได้ถูกเติมเต็มด้วยความรักและความห่วงใยจากหญิงสาวที่คอยอยู่เคียงข้างเธอเสมอ

ขอบคุณที่ดูแลกันมาตลอดนะ” โมโควเอ่ยขอบคุณจากใจแล้วฉีกยิ้มกว้างโชว์ฟันขาว สีหน้าเปี่ยมสุขของเธอพาให้หญิงสาวรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ 

ความรู้สึกโล่งใจแผ่กระจายในอก เมื่อเคย์เนะได้เห็นเด็กสาวผู้ที่เคยมีสภาพเหมือนตุ๊กตาไร้จิตใจที่รู้จักเพียงแต่การแก้แค้นคนนั้นแสดงอารมณ์ความรู้สึกเยี่ยงมนุษย์

...อืม ฉันเองก็อยากขอบคุณที่เธอยอมให้ฉันอยู่ข้าง ๆ นะหญิงสาวที่แก้มเริ่มมีสีแดงแต้มยิ้มตอบอย่างขัดเขิน เธอไม่ได้ต้องการอะไรมากมาย ขอเพียงได้อยู่ข้าง ๆ ได้ดูแลคนที่เธอรัก เท่านั้นเธอก็มีความสุขแล้ว

ทว่าในความสุขนั้นกลับมีความรู้สึกดำมืดแอบซ่อนอยู่ เคย์เนะตระหนักถึงความรู้สึกดังกล่าวเมื่อเธอพูดตอบไปเมื่อครู่ ทำไมกันนะทำไมถึงได้รู้สึกเจ็บปวดแบบนี้

หญิงสาวกำมือแน่น แม้จะใกล้ชิดเพียงใดแต่ระหว่างทั้งสองกลับมีกำแพงที่มองไม่เห็นขวางกั้นอยู่ กำแพงแห่งความหวาดกลัวนั้นถูกสร้างขึ้นเพราะพวกเธอทั้งคู่ต่างกลัวว่าจะมีแค่ตนที่รู้สึกไปเองฝ่ายเดียว

ความรู้สึกของเคย์เนะปั่นป่วนไปหมด แม้ร่างกายของหญิงสาวจะเป็นครึ่งโยวไคที่น่าหวั่นเกรงแต่จิตใจของเธอนั้นเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งที่อยากจะเป็นที่รักของคนที่ตนปรารถนา เคย์เนะเก็บเงียบความในใจของเธอเสมอมาโดยหารู้ไม่ว่าไม่ได้มีแต่เธอเท่านั้นที่เจ็บปวด

จะดีจริง ๆ หรือ ถ้ายังปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป

สองสาวก้าวพ้นเงามืดของดงไผ่ออกสู่พื้นที่โล่งกลางป่าที่ถูกสร้างขึ้นโดยน้ำมือมนุษย์ ท้องฟ้านั้นเปิดโล่ง แสงจันทร์กระจ่างทอดลงสัมผัสบ้านไม้และพื้นดินโดยรอบ ความงดงามของดวงจันทร์เพ็ญที่ลอยเด่นเหนือท้องนภายามค่ำคืนในฤดูเก็บเกี่ยวนั้นดึงดูดสายตาของทั้งสองให้หยุดอยู่ที่เดียวกันชั่วครู่หนึ่ง

นี่ฉันจะโลภมากเกินไปหรือเปล่านะ

เคย์เนะหลับตาลงขณะจัดการความคิดวุ่นวายในหัวและเมื่อตัดสินใจได้เธอก็หยุดก้าวเดินพาให้เด็กสาวที่เดินมาด้วยกันหยุดชะงักตาม โมโควหันมองหญิงสาวที่จู่ ๆ ก็หยุดนิ่งอย่างฉงน

มีอะไรเหรอ เคย์เนะ

สายลมฤดูร้อนอันระอุแม้ในยามค่ำคืนพัดผ่านร่างของโมโควและเคย์เนะ เส้นผมสีขาวและเงินพลิ้วไหวไปตามจังหวะการเคลื่อนไหวอันเอื่อยเฉื่อยของมัน ดวงใจของหญิงสาวนั้นสั่นไหวเช่นเดียวกับสายลมที่โอบล้อมเธอไว้ อากาศอบอ้าวบีบคั้นให้หัวใจที่ร้อนรุ่มต้องการเปิดเผยความจริงที่เก็บซ่อนไว้แก่อีกฝ่าย

เคย์เนะสูดลมหายใจเข้าลึกสุดปอดขณะพยายามรวบรวมสติและความกล้า ภาพความทรงจำในอดีตที่มีเธอและโมโควอยู่ด้วยกัน ไม่ว่าเรื่องดีหรือร้ายล้วนปรากฏขึ้นในหัวของเธออีกครั้ง 

ประวัติศาสตร์ที่ทั้งสองร่วมกันสร้างทำให้ใบหน้าเคร่งเครียดนั้นผ่อนคลายลงและเผยรอยยิ้มออกมาในที่สุด เคย์เนะงัดเอาความกล้าทั้งหมดที่มีออกมาแล้วเปล่งเสียงที่เปี่ยมด้วยความรู้สึกออกไป

พระจันทร์สวยจังเลยนะ ว่ามั้ย

ฉันรักเธอความหมายนั้นซ่อนอยู่ในประโยคบอกรักสุดอ้อมค้อมที่ออกจากปากของหญิงสาวจอมคิดมาก ดวงตาสีชาดที่มักไม่ยอมเผยความอ่อนแอ บัดนี้กลับสั่นไหวคล้ายกับว่ากำลังจะหลั่งน้ำตา

โมโคว ยืนตัวแข็งทื่อเป็นท่อนไม้ ริมฝีปากไร้ซึ่งการแต่งแต้มเผยอออกด้วยความประหลาดใจ ลมหายใจของเธอขาดหายไปชั่วขณะ หัวใจนั้นเต้นแรงราวกับกำลังระเบิดตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ใบหน้าที่เริ่มมีเลือดฝาดนั้นแดงชัดขึ้นเรื่อย ๆ

เด็กสาวที่เพิ่งถูกสารภาพรักได้แต่อ้ำอึ้งพลางเขี่ยแก้มที่ร้อนจนไฟแทบลุกของตน เธอมองหน้าหญิงสาวที่กำลังรอคอยคำตอบด้วยแววตาเลิ่กลั่ก เหงื่อเม็ดเล็กผุดซึมตามใบหน้าของสองสาวเมื่อความเงียบงันเข้าแทรกกลางระหว่างพวกเธอทั้งคู่

“คือเมื่อกี้...เธอเอ่ยชมพระจันทร์คืนนี้จริง ๆ หรือว่าหมายถึงอย่างอื่น..." โมโควถามด้วยท่าทางเหลอหลา เธอเกรงว่าตนจะคิดลึกไปเองคนเดียว เพราะถ้าเรื่องเป็นแบบที่เธอคิดมันก็ออกจะดีเกินกว่าที่จะเป็นความจริง

            “ฉ...ฉันไม่ได้พูดชมพระจันทร์!” เคย์เนะเอ่ยตะกุกตะกักแล้วหลบหน้าอีกฝ่ายเสียดื้อ ๆ เธอยกมือขึ้นป้องปิดพวงแก้มที่แดงระเรื่อของตัวเองไว้ เมื่อได้ยินคำตอบและได้เห็นอากัปกิริยาดังกล่าวโมโควก็เลือกที่จะเชื่อในความคิดของตัวเอง

โมโควก้าวเข้าไปหาเคย์เนะที่เอาแต่ก้มหน้าหลบตาเธออยู่  เธอคลี่ยิ้มหวานแล้วตัดสินใจเลือกเอ่ยคำตอบที่ตรงใจตัวเองที่สุด เธอกระซิบที่ช้างหูของหญิงสาว 

อยากจะอยู่ดูตลอดไปเลยล่ะ

ฉันอยากจะอยู่ด้วยกันกับเธอตลอดไปคำตอบนั้นทำให้ดวงตาสีชาดของเคย์เนะเบิกกว้าง เธอโถมเข้ากอดคนรักด้วยหัวใจที่พองโต ทำเอาคนถูกกอดเซถอยไปตามแรงจนเกือบล้ม โมโควกระชับอ้อมกอดตอบแล้วซุกใบหน้าเปื้อนยิ้มเข้าที่ไหล่ของอีกฝ่าย

แม้อากาศจะร้อนอบอ้าวจนร่างกายชุ่มไปด้วยหยดเหงื่อแต่หัวใจของทั้งสองก็ยังปรารถนาในไออุ่นของกันและกัน สองแขนโอบกอดให้หญิงที่รักแนบชิด สองดวงใจผสานจังหวะการเต้นเป็นหนึ่งเดียว

ความรู้สึกที่เชื่อมถึงกันได้ทลายกำแพงที่ขวางกั้นระหว่างโมโควและเคย์เนะลง ความทรมานที่ต่างฝ่ายเคยแบกรับไว้โดยลำพังก็ได้อันตรธานหายไป

เมื่อซึมซับไออุ่นจากอีกฝ่ายจนพอใจแล้วสองสาวก็คลายอ้อมแขนออกจากกัน เคย์เนะเลื่อนมือเข้าสัมผัสสองมือของโมโควอย่างขัดเขิน จากเพียงปลายสัมผัส นิ้วมือของทั้งคู่ก็ค่อย ๆ เคลื่อนตัวเข้าเกี่ยวพันกันอย่างช้า ๆ เคย์เนะจ้องมองคนรักของเธอด้วยแววตาที่มุ่งมั่นก่อนเอ่ย

ฉันเองก็อยากจะอยู่กับเธอตลอดไปเหมือนกัน เพราะงั้นฉันก็จะเป็นอมตะด้วย

โมโควส่ายหน้าอย่างหวาดผวาทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น วิธีการเป็นอมตะวิธีแรกที่แล่นเข้ามาในหัวของโมโควคือการกินตับสดของมนุษย์อมตะซึ่งมีตัวยาโฮวไรตกค้างอยู่ สองคู่หูที่เธอประลองด้วยเมื่อครู่ก็เพิ่งคุยกันเรื่องตับของเธอที่มีสรรพคุณวิเศษอยู่หยก ๆ

“นี่เธอคิดจะควักตับฉันออกมากินเหรอ

ฮะ!?”

เด็กสาวอมตะถามด้วยใบหน้าถอดสี แม้จะเริ่มรู้สึกหวั่นใจแต่เธอก็ยังไม่ยอมปล่อยมือจากอีกฝ่าย เคย์เนะที่เพิ่งหายจากอาการมึนงงรีบแก้ความเข้าใจผิดดังกล่าว

ฟังให้จบก่อนสิ! ฉันกะจะไปขอให้เอย์รินปรุงยาโฮวไรให้ต่างหาก!” เคย์เนะพูดถึงนักปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องยาที่อาศัยอยู่ที่เรือนนิรันด์ ยาโฮวไรที่โมโควดื่มเองก็เป็นผลงานของเธอผู้นั้น เมื่อโมโควได้ฟังดังนั้นก็ถึงบางอ้อ เธอเบาใจไปได้เปราะหนึ่งแต่ก็ยังมีเรื่องที่เธอต้องบอกให้อีกฝ่ายเข้าใจ

ถึงอย่างนั้นฉันก็ไม่ยอมให้เธอเป็นอมตะเด็ดขาด

ทำไมล่ะ’ คำถามนั้นถูกถามออกมาผ่านสีหน้าขมวดปมของเคย์เนะ

ฉันอยากอยู่กับเธอนะเคย์เนะ แต่ก็ไม่อยากให้เธอต้องมาทนอยู่ในสภาพแบบนี้ด้วยเด็กสาวผู้มีชีวิตยืนยาวมากว่าหนึ่งพันปีนึกย้อนถึงคืนวันอันทุกข์ยากที่เธอเคยพ้นผ่าน ความเจ็บปวดและการสูญเสียอันไม่มีที่สิ้นสุดมันหนักหนาสาหัสขนาดที่ทำให้เธอถวิลหาหาความตาย

 เคย์เนะนั้นรักและผูกพันกับมนุษย์ในหมู่บ้านมากจนโมโควกลัวว่าหญิงสาวจะเสียสติในสักวัน หากเธอต้องเฝ้าดูผู้คนที่เธอรักตายจากไปเรื่อย ๆ ทีละคน ๆ หากการล่มสลายของหมู่บ้านและมวลมนุษย์ที่เธอรักมาถึงในสักวันเธอจะทนได้หรือ

เคย์เนะเองก็ทราบในชะตากรรมที่เธอต้องเผชิญในฐานะผู้เป็นอมตะแต่ถึงกระนั้นเธอก็ยังยืนกรานที่จะอยู่เคียงข้างคนรักไปชั่วนิรันด์

ไม่เป็นอะไรหรอกโมโคว ขอแค่เราอยู่ด้วยกัน

โมโควรู้สึกได้ถึงแรงบีบจากมือของหญิงสาวผู้ยังคงยึดมั่นในความคิดของตัวเอง สีหน้าของเคย์เนะแสดงความดื้อรั้นออกมาอย่างเถรตรงแต่โมโควเองก็หนักแน่นในความรู้สึกของตนไม่แพ้กัน

ฉันรักเธอ รักเกินกว่าที่จะปล่อยให้เธอทำร้ายตัวเอง” โมโควเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง เธอประสานสายตากับเคย์เนะด้วยแววตาอ้อนวอนก่อนจะประทับรอยจูบลงบนหลังมือของหญิงสาวอย่างแผ่วเบา 

อภัยให้กับความเอาแต่ใจของฉันหน่อยจะได้มั้ย

หญิงสาวผู้เงียบงันเลื่อนมือซ้ายของอีกฝ่ายเข้าแนบแก้มของตนแล้วหลับตาลงครุ่นคิด สีหน้านั้นว่างเปล่าจนโมโควรู้สึกใจหาย เคย์เนะลืมตาขึ้นอีกครั้งเผยดวงตาสะท้อนความขื่นขม

ก็ได้ถ้านั่นคือความปรารถนาของเธอ” น้ำเสียงเศร้าสร้อยของหญิงสาวผู้เป็นที่รักทำให้เด็กสาวรู้สึกเจ็บปวดราวกับถูกหนามแหลมแทงทะลุทรวงอก โมโควมองดูใบหน้านิ่งเฉยของเคย์เนะขณะลังเลว่าจะปลอบอีกฝ่ายเช่นไรดี

เด็กสาวผมขาวกระเถิบเข้าใกล้หญิงสาวผมเงินที่ยังคงนิ่งเงียบประหนึ่งก้อนหิน มือที่สัมผัสแก้มนุ่มย้ายเข้าโอบกอดร่างของอีกฝ่าย เธอหลับตาลงก่อนจะบรรจงแนบริมฝีปากของตนกับหญิงสาวตรงหน้าอย่างอ่อนโยน เคย์เนะตกใจหลับตาปี๋ทันทีที่รับรู้ได้ถึงสัมผัสอ่อนนุ่ม

ลมหายใจอุ่นไหลผ่านผิวแก้มร้อนวาบ เด็กสาวผู้ไม่เคยจูบบดริมฝีปากลงอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ นิ้วมือที่ยังคงประสานกันของทั้งคู่กระชับแน่นขึ้นเช่นเดียวกันกับทั้งสองที่ขยับกายเข้าแนบชิดกัน

สองสาวต่างเกร็งเพราะเป็นจูบแรก เพียงได้รับรู้ถึงสัมผัสบางเบาก็พาให้หายใจไม่ทั่วท้อง ไอร้อนจากเรือนกายเร่งให้หัวใจเต้นระรัว ร่างบางสั่นเทาขณะผลัดกันมอบจุมพิตไร้เดียงสาท่ามกลางแสงจันทร์อ่อนหวาน

เคย์เนะถอนริมฝีปากออกด้วยใจที่เต้นโครมครามก่อนจะซ่อนใบหน้าแดงระเรื่อไว้หลังมือของตน ด้วยจังหวะหัวใจที่บ้าคลั่งเธอยังไม่กล้าที่จะถลำลึกไปมากกว่านี้

ให้ตายสิ จะน่ารักเกินไปแล้ว’ โมโควคิดในใจพลางยิ้มกรุ้มกริ่ม เธอพยายามรวบรวมสติที่เตลิดเปิดเปิงแล้วจึงเลื่อนสองมือเข้ากุมอีกมือหนึ่งของเคย์เนะที่ไม่ได้ถูกยกขึ้นปิดบังใบหน้า ดวงตาสีแดงเพลิงจ้องมองดวงตาสีชาดอย่างแน่วแน่ โมโควให้คำมั่นสัญญาอย่างจริงจัง

ถึงเวลานั้นฉันจะตามหาเธอเอง ไม่ว่าจะกี่ภพกี่ชาติก็จะตามหาเธอให้พบ จะคอยอยู่ข้าง ๆ จนกว่าจะหลุดพ้นไปจากวัฏสงสารเลย

พอได้ยินดังนั้นหญิงสาวก็อมยิ้มเหมือนจะหลุดขำอยู่รอมร่อ ไม่ใช่เพราะเธอรู้สึกว่าคำพูดเหล่านั้นฟังดูตลกแต่เป็นเพราะเธอได้ตระหนักถึงความดื้อดึงที่เธอและโมโควต่างก็มีเหมือนกัน

เธอไม่ต้องตามหาฉันขนาดนั้นก็ได้ เพราะถ้าเป็นแบบนั้น เธอก็จะต้องเห็นฉันตายแล้วตายอีกน่ะสิ ฉันเองก็ไม่อยากให้เธอต้องเสียใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าหรอกนะ” เคย์เนะลูบหัวอีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน เธอพอจะเข้าใจความรู้สึกของโมโควเรื่องที่ไม่อยากให้เธอเป็นอมตะบ้างแล้ว นัยน์ตาสีแดงฉานของเคย์เนะสะท้อนภาพเด็กสาวที่กำลังตีหน้ามึนหลังจากที่คำมั่นสัญญาของตนถูกปฏิเสธ

แค่ช่วยปกป้องดูแลมนุษย์ในหมู่บ้านแทนฉันก็พอแล้ว” เคย์เนะเอ่ยเสียงนุ่มพร้อมมอบรอยยิ้มละมุน รอยยิ้มที่ต้องแสงจันทร์นั้นสะกดให้โมโควนิ่งอึ้งราวกับต้องมนตร์สะกด เด็กสาวผู้ตกอยู่ในห้วงภวังค์ดึงสติกลับมาพร้อมยิ้มสดใสตอบ

อื้ม ไว้ใจฉันได้เลย” โมโควรับปากเรื่องดูแลมนุษย์ในหมู่บ้านอย่างว่าง่ายแต่ลึก ๆ แล้วเธอก็ยังไม่ล้มเลิกความคิดเรื่องที่จะออกตามหาหญิงสาวในชาติต่อ ๆไป ถึงกระนั้นเด็กสาวอมตะก็ให้ความสำคัญกับสัญญาที่ให้ไว้มากกว่า

ขณะที่ทั้งคู่กำลังสบตากันร่างกายที่ต้องการพักผ่อนก็บีบคั้นให้เคย์เนะหาวออกมาหวอดใหญ่เสียจนเจ้าตัวอดที่จะอายไม่ได้ 

เธอไปอาบน้ำเตรียมเข้านอนเถอะ เดี๋ยวเรื่องปูที่นอนฉันจัดการเอง” เมื่อพูดจบโมโควก็จูงมือพาเคย์เนะให้เข้าไปพักในบ้านไม้ที่ตั้งอยู่กลางป่าไผ่รกทึบ เด็กสาวแหงนมองดวงจันทร์เพ็ญเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะหายลับผ่านประตูไป

แม้ว่าค่ำคืนนี้จะต้องจบลงในไม่ช้าและพระจันทร์จะถูกแทนที่ด้วยพระอาทิตย์ยามเมื่อรุ่งอรุณมาเยือน แม้กาลเวลาอันไม่หยุดนิ่งจะพรากทั้งสองออกจากกันในสักวันหนึ่ง แม้สักวันความทรงจำอันมีค่าจะเลือนลางราวกับเป็นเพียงความฝัน

 แต่ความรักที่ทั้งสองมีให้กันจะไม่มีวันลบเลือน ความรู้สึกอันแรงกล้าที่หล่อหลอมขึ้นจากสายสัมพันธ์ของทั้งคู่จะคงอยู่ในหัวใจของเด็กสาวผู้เป็นอมตะตราบชั่วนิจนิรันดร์

                                                                                                                                                                                                                                                           [The End]

ผลงานอื่นๆ ของ พุดผา

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

1 ความคิดเห็น

  1. #1 pangpond3 (@pangpond3) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2562 / 01:59
    ฟินจนคำสุดท้าย ขอนอนตัยทั้งน้ำตาและ กำเดา(?)
    #1
    1
    • #1-1 Phantom Beast (@Phantom-Beast) (จากตอนที่ 1)
      25 กุมภาพันธ์ 2562 / 09:46
      เย้ ดีใจที่มีคนฟิน
      #1-1