ทาส [ฟิคSJ] [WonHyuk] [SJ]

ตอนที่ 9 : ธรรมเนียม​ฝาหรั่ง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 76
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    15 พ.ย. 63

จ้อยอาศัยความเป็นเด็กหนุ่มรูปร่างเล็กและมีความคล่องตัวแฝงตัวเข้าไปจนถึงที่ดินของหลวงไชยอาสาที่ติดกับคุณนายชั้น มันขบคิดอยู่ครู่หนึ่งว่าจะสามารถเรียกนางหยาดมาได้อย่างไรโดยไม่ต้องใช้อัฐติดสินบนคนในเรือนนั้น ซุ่มรออยู่ไม่นาน ร่างของคนผู้หนึ่งซึ่งจ้อยคุ้นเคยก็เดินผ่านมา

 

“ป้าผิน…ป้าผิน…”

 

เจ้าตัวดีส่งเสียงเรียกแผ่วเบา นางผินค่อนข้างบ้าจี้ สะดุ้งสุดตัวก่อนหันมาทางต้นเสียง

 

“ว้าย! ตาเถร อกอีแป้นจะแตก เอ็งมาได้อย่างไรอ้ายจ้อย”

 

เจ้าจ้อยมองยิ้มๆอดนึกขันจนล้อหญิงสูงวัยไม่ได้

 

“ทำไมต้องอกอีแป้นแตก อกป้าผินไม่แตกเองดอกรึ”

 

นางผินถลึงตาใส่คนวัยหลานชาย

 

“ทะลึ่งนักไอ้นี่ แล้วนี่เอ็งมาทำกระไรแถวนี้”

 

“ฉันมาหาพี่หยาดจ๊ะ”

 


พอทราบความ สายตานางผินก็ทอดอ่อนลง

 

“เอ็งไม่รู้ดอกเหรอว่า คุณชัดเธอห้ามขาด ห้ามนางหยาดคุยกับคนเรือนเก่า”

 

เจ้าตัวใช้แววตากลมใส ที่ทำให้ใครต่อใครใจอ่อน ทอดมองทาสอีกเรือน

 

“ฉันรู้จ๊ะ แต่ฉันเป็นห่วงพี่หยาด ป้าผินเห็นใจฉันเถิดนะ”

 

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าให้เห็นใจเรื่องกระไร นางผินอยากจะแข็งใจให้มมากว่านี้เพื่อตัวทาสสาวเอง และ ทาสเด็กหนุ่มตรงหน้า หากแต่แววตาออดอ้อนก็ไม่สามารถทำให้นางแข็งใจได้อย่างที่นึก

 

“แล้วจะให้ข้าทำอย่างไร”

 

“ป้าผินช่วยฉันหน่อยได้ไหม ฉันจะไม่ลืมพระคุณเลย”

 

“ครั้งนี้แค่ครั้งเดียวนะอ้ายจ้อย”

 

รอยยิ้มหวานใสที่ทาสหนุ่มมีให้ พร้อมน้ำเสียงขอบอกขอบใจที่ได้ยิน ทำให้นางผินคิดว่าแค่นี้ก็คุ้มเสียแล้ว

 

“ข้าเอายากับเนื้อเค็มนี่ไปให้นงหยาดได้ แต่ข้าพาเอ็งไปพบมันไม่ได้ดอกนะอ้ายจ้อย”

 

“ฉันเข้าใจจ๊ะ ว่าแต่…พี่หยาดอยู่ดีมีสุขอยู่บนเรือนใหญ่ของหลวงไชยฯรึจ้ะ”

 


นางผินมองจ้อยอย่างเวทนา ไม่รู้ว่าเวทนาความไม่รู้ประสาของเด็กน้อยหรือว่าเพราะเวทนาทาสสาวบนเรือนกันแน่

 

“ไม่ดอก  มันอยู่บนเรือนเล็กข้างหลัง ติดริมตลิ่งฟากโน้น”

 

เจ้าจ้อยถูมืออย่างหมายมั่น จริงอย่างที่มันคาดเดา คนอย่างคุณชิดชื่นชมทาสสาวได้ไม่นานดอก พอเบื่อก็ให้ลงจากเรือนใหญ่ เผลอๆต่อไปพี่หยาดก็อาจจะลดฐานะจากเมียทาสเป็นทาสน้ำเงินในเรือนธรรมดา มันกระแซะตัวไปหานางผินส่งยิ้มออดอ้อนชนิดที่สาวแก่แม่หม้ายเรือนคุณนายชั้นต้องใจอ่อนทุกคน

 

“ถ้าเยี่ยงนั้น ให้ฉันไปพบ…”

 

“นางหยาดมันติดตรวน ออกมาพบเอ็งไม่ได้ดอก”

 


คำตอบนั้นทำจ้อยหน้าเผือด ติดตรวน! ตั้งแต่เกิดมา มันเคยได้ยินว่าหากทาสทำผิด เช่นลักขโมย ผู้เป็นนายจะลงโทษ ตีตรวนหรือใส่ขื่อคา แต่เรือนคุณนายชั้นไม่เคยมีใครทำความผิดเยี่ยงนั้นเลยสักครั้ง เมื่อได้ยินกับหูว่ามีผู้ถูกตีตรวนจริงๆร่างบางก็อดตกใจไม่ได้

 

“พี่หยาด… ทำกระไรผิด คุณชิดถึงตีตรวน”

 

นางผินมองคนที่ยังอ่อนต่อโลกแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงคล้ายปลอบใจอยู่ในที

 

“ไม่ได้ทำกระไรผิด…ถ้าจะผิด ก็ผิดที่มันเป็นเมียคุณชิด จ้อยเอ๊ย เอ็งกลับไปเสียเถิด เชื่อข้า ช่วยเท่าที่ช่วยได้ เป็นคนน่ะ รู้รักษาตัวรอด เป็นยอดดี”

 


จ้อยเดินข้ามเขตแดนระหว่างเรือนหลวงไชยอาสากับเรือนคุณนายชั้นมาอย่างเหม่อลอย ใจนึกห่วงทาสสาวที่เติบโตมาด้วยกันเป็นอันมาก แต่ก็ไม่รู้จะทำเยี่ยงไร หากนำความไปบอกคุณหลวงเกรงว่าจะโดนเอ็ดเอาที่ฝ่าฝืนคำสั่ง ปรึกษาแม่นายหรือยาย หญิงชราทั้งสองก็คงจะกล่าวว่า เป็นเรื่องของบุญทำกรรมแต่ง

 

“จ้อย! อ้ายจ้อย!! มาอยู่นี่เอง คุณหลวงท่านให้หา เอ็งหายไปไหนมา พวกข้าตามกันให้วุ่น”

 


เสียงทาสชายผู้หนึ่งออกจะฉุนๆทักเจ้าตัวน้อย ดวงตากลมของเจ้าจ้อยเบิกกว้าง มันลืมเวลาเสียสนิท ตะวันเลยหัวมามากแล้ว ป่านนี้คุณหลวงคงกลับจากราชการมาได้พักใหญ่ พอเอ่ยขอบคุณผู้มาตามได้มันก็วิ่งหน้าตั้งไปยังเรือนฝั่งซ้ายทันที

 


“ไปไถลที่ไหนมาเจ้าจ้อย”

 


คุณหลวงที่เปลี่ยนจากผ้าม่วงที่นุ่งไปราชการ เป็นกางเกงแพรจีนอยู่กับบ้านมองมันด้วยแววตาตำหนิ เจ้าตัวดีรีบยิ้มประจบ

 

“บ่าวไปดูเขาตีผึ้งในสวนมาน่ะขอรับ ดูแล้วก็เดินเสียเพลิน ไม่ได้ดูฟ้าดูตะวันเลยไม่เห็นว่าเลยหัวมามาก ได้เวลาคุณหลวงจะกลับ”

 

“ฉันสั่งแล้วใช่ไหมว่าไม่ให้ไถลไปไกลตา”

 


ดวงตาดุคมยังไม่ลดความเข้มงวด เจ้าจ้อยหน้าจ๋อยลง เอ่ยขอโทษคุณหลวงแล้วช้อนตามองอ้อน

 


“บ่าวผิดไปแล้วขอรับ เอ่อ คุณหลวงจะให้บ่าวลงไปยกสำรับเลยรึไม่”

 

คุณหลวงหนุ่มทอดถอนใจ เขาเมินหน้าเล็กน้อยหลบสายตาออดๆจากมัน เยี่ยงนี้นี่เอง คุณย่าถึงส่งมันมาดูแลเขา ต่อให้เจ้าอารมณ์เพียงใดก็โกรธเจ้าจ้อยไม่ลง

 


“จ้อยหิวรึยัง”

 

แม้แท้จริงจะหิวจนแสบไส้ เพราะเจ้าตัวลอบเข้าไปซุ่มที่บ้านหลวงไชยฯตั้งแต่พระยังไม่ฉันเพล แต่จ้อยก็ไม่กล้าบอกความจริง อ้อมแอ้มบอกคุณหลวงหนุ่มไปว่า

 

“ยังดอกขอรับ”

 

“เยี่ยงนั่น ก็ไปอาบน้ำลูบตัวเสีย แล้วค่อยไปยกสำรับมารับด้วยกัน”

 

เอาเข้าจริงทาสหนุ่มไม่ได้เป็นผู้ไปยกสำรับ พอมันลูบตัวผัดแป้งจนตัวขาวผ่อง ทาสสาวอีกคนก็ยกมาให้เสร็จ รอจนคนยกถอยออกไป คุณหลวงวิวัฒน์อากรก็เรียกเจ้าตัวน้อยมาใกล้ๆ

 

“คุณย่าไม่อยู่ เห็นว่าไปค้างที่วัด มารับข้าวเสียด้วยกันเจ้าจ้อย”

 

ยามคุณหลวงอยู่ลำพังที่เรือนปีกซ้าย มักจะอนุญาตให้เจ้าจ้อยร่วมสำรับด้วยบ่อยๆจนเป็นเรื่องปกติระหว่างทั้งคู่ เจ้าตัวดีเปิดฝาสำหรับมองด้วยความหิวโหย มื้อนี้มีตัวอ่อนของผึ้งที่บ่าวชายเพ่อไปตีมาอย่างที่เจ้าจ้อยอ้างคั่วเกลือกินแกล้มกับแกงส้มปลากระพงยอดมะพร้าว ผัดผักอีกสองอย่าง ของหวานเป็นรังผึ้งสดๆตัดเป็นชิ้นพอดีคำ ตัวรังจะมีรสมันๆด้วยสีผึ้ง เมื่อรับกับน้ำผึ้งหวานฉ่ำที่ยังไม่ได้คั้นภายในรังนั้นรสชาติก็เป็นดังอาหารชั้นเลิศ

 

“อื้ม…ถึงจะสู้น้ำผึ้งเดือนห้าไม่ได้ แต่ก็หวานอร่อยมากนะขอรับ”

 

เจ้าตัวเคี้ยวแก้มตุ่ย ส่งยิ้มให้คุณหลวงที่เพ่ออิ่มคาว ชายหนุ่มหยิบรังผึ้งส่งต่อให้เจ้าต้อยมากกว่าส่งเข้าปากตัวเอง เอ่ยเสียงเรียบว่า

 

“ไปดูเขาตีผึ้งมา ไม่ได้ชิมสดๆมาบ้างเลยรึ”

 

เจ้าจ้อยอ้ำๆอึ้งๆแล้วก็อาศัยความกะล่อนเอาตัวรอดไปอีกครา

 

“บ่าวกลัวผึ้งต่อย เลยไม่กล้าชิมตรงนั้นน่ะขอรับ”

 

คุณหลวงหนุ่มยกยิ้มหากแววตารู้เท่าทัน พึมพำสั่งว่า ถ้าอิ่มแล้วก็เก็บสำรับ ประเดี๋ยวจะได้ท่องหนังสือ

 

“…”


เจ้าจ้อยท่องหนังสือด้วยท่าทีกระวนกระวาย การโกหกผู้เป็นนายทำให้มันอยู่ไม่สุขนัก หลวงวิวัฒน์อากรมองคนที่เขียนผิดเขียนถูก ทั้งหนังสือไทย หนังสือฝาหรั่ง อ่านตะกุกตะกักแล้วอยากจะจับตัวมาคาดคั้นนัก แต่พอเจ้าของดวงตากลมโตมองมาเศร้าๆคล้ายสำนึกผิด เขาก็จำต้องหักใจ กลัวมันจะร้องไห้ใส่อีก แต่ก็อดไม่ได้ที่จะแกล้งกดดันเล็กๆน้อยๆ

 

“มีกระไรรึเจ้าจ้อย”

 

มือน้อยสะดุ้ง ตัวเขียนตัว D ในภาษาฝาหรั่งตวัดผิด โดยไม่รู้ตัว คุณหลวงหนุ่มนั่งซ้อนหลังเจ้าตัว จับมือบางไว้มั่น จากนั้นก็ลากตัวเขียนอย่างชำนิชำนาญ ปากก็กระซิบติดแก้มที่ส่งกลิ่นหอมกว่าออดิโคโลญจน์ที่ตัวเขาใช้

 

“ต้องค่อยๆลาก พอเขียนต่อกันเป็นคำจะได้สวย อ่านง่าย…เข้าใจไหม”

 


เจ้าจ้อยหายใจขัด แก้มร้อนผ่าว นึกย้อนไปตอนที่คุณหลวงหนุ่มหอมแก้มของมันเมื่อหลายวันก่อน

 


“เป็นกระไร จู่ๆก็หน้าแดง”

 


“เอ่อ…บ่าว… บ่าว…”

 


จะบอกได้อย่างไรว่าคิดกระไรอยู่ พอเจ้าตัวดีอ้ำอึ้ง หลวงวิวัฒน์อากรก็ได้ทีหยอกเย้า

 


“หรือคิดเรื่องที่ฉันหอมแก้ม”

 


เจ้าตัวยิ่งหน้าแดง สั่นศีรษะจนผมยุ่ง

 

“บ่าว…บ่าวไม่กล้าดอกขอรับ”

 


คุณหลวงหนุ่มแสร้งตีหน้าขรึม

 


“ไม่กล้ากระไร ไม่กล้าคิด หรือ ไม่กล้าหอม”

 

เจ้าตัวกำลังจะอ้าปากบอกว่าไม่กล้าทั้งสองอย่าง แต่หลวงวิวัฒน์อากรก็ก้มลงกดริมฝีปากกับปากอิ่มแดงของคนเพ่อแตกเนื้อหนุ่มเบาๆ

 

“ที่อีหรอบ มีมากกว่าหอมแก้มอีก ธรรมเนียมที่นั่น เขาชอบสัมผัสเนื้อตัวกัน รู้ไหมเจ้าจ้อย”

 

ชายหนุ่มกดจูบซ้ำๆ แผ่วเบาแต่ไม่ล่วงล้ำ คนที่เรียนรู้ธรรมเนียมฝาหรั่งโดยไม่รู้ตัว ถามเหมือนละเมอ

 

“แล้วคุณหลวงชอบด้วยรึไม่ขอรับ”

 


คนที่ไปร่ำเรียนถึงอีหรอบยกยิ้มนึกเอ็นดูผู้ถามเป็นกำลัง

 

“ถามได้ดี…ฉันชอบ…กับบางคนเท่านั้น ฉันยังมีความเป็นไทยอยู่ ไม่ใคร่จะชอบให้ใครถึงเนื้อถึงตัวนักดอกนะ”

 


“แต่…”

 


พอเจ้าตัวจะแย้ง หลวงวิวัฒน์อากรก็หอมพวงแก้มนุ่ม ชายหนุ่มถามเสียงทุ้ม

 

“จ้อยเล่า ชอบรึไม่…ให้ฉันสัมผัส”

 


จ้อยมองสบตาดุคมนั้น ราวกับมีแรงดึงดูดมหาศาลที่มองไม่เห็นตรึงมันให้อยู่กับที่ยิ่งกว่าตรวนใดๆในโลกนี้ เจ้าตัวหลับตารับสัมผัสแต่โดยดีแล้วตอบไปอย่างใจคิด

 

“บ่าวชอบ…ถ้าเป็นคุณหลวงขอรับ…”

 


แม้จ้อยจะคัดตัวเขียนได้แค่ตัว G แต่คุณหลวงวิวัฒน์ฯก็สอนธรรมเนียมฝาหรั่งให้ทาสหนุ่มหลายครั้งต่อหลายครั้งในคืนนั้น

 

วันพระถัดมาเจ้าจ้อยอิดๆออดๆไม่ขอตามคุณนายชั้นไปวัดหลังคุณหลวงไปราชการเช่นทุกที มันอ้างว่าจะอยู่ดูนางหยดที่จับไข้มาได้สองวัน

 

“เอ็งจะช่วยกระไรนังหยดมันได้ นอกจากช่วยป่วนก็เท่านั้น”

 

เสียงผู้เป็นยายปรามาส คุณนายชั้นเจ้าของเรือนโบกมือห้าม ก่อนเอ่ยตามใจเช่นทุกครั้ง

 

“มันไม่อยากไปก็ช่างมันเถิด พักนี้มันอ่านออกเขียนได้คล่องกว่าแต่ก่อนโข เห็นพ่อช่วงว่าขยัน ตั้งใจเรียนดี ไม่ขี้เกียจ ปล่อยมันวิ่งเล่นไปบ้างเถอะแม่ใจ”

 

นางใจถอนหายใจซึ่งหน้า คุณนายชั้นนั้นจะว่าไปตามใจเจ้าจ้อยหนักกว่านางผู้ซึ่งเป็นยายแท้ๆของมันเสียอีก

 

“เจ้าค่ะ คุณว่าอย่างนั้น อีฉันจะขัดกระไรได้”


คุณนายชั้นหัวเราะขัน

 

“เออ แสนงอนพอกันทั้งยายทั้งหลาน เหมือนกันไม่มีผิด ไป ไปกันได้แล้ว ประเดี๋ยวสาย แดดจะร้อน”

 

พอลับหลังขบวนไปทำบุญที่วัดของคุณนายชั้น เจ้าจ้อยก็เผ่นแผล็วไปหานางหยดที่นอนจับไข้ทับระดูทันที

 

“พี่หยด! จะเอาของไปให้พี่หยาดใช่รึไม่ มา ฉันเอาไปให้เอง”

 

นางหยดปรือตามองด้วยพิษไข้

 

“เอ็งไปได้แน่รึวะอ้ายจ้อย”

 


“ไปได้ซี หนก่อนฉันก็เป็นคนไปนะ เผื่อพี่หยดจะลืม”

 

นางหยดไม่ลืม แถมกวักมือเรียกมันมาใกล้ๆ

 

“หนนี้ข้าเจ็บหนักนัก ไม่รู้จะตายวันตายพรุ่ง เอ็งไปให้ถึงตัวนางหยาดได้ไหมวะเจ้าจ้อย ไปดูมันแล้วมาบอกข้า ว่ามันอยู่ดีมีสุขหรือไร ถ้าข้าไป จะได้ไปตาหลับ”

 

“พุทธโธ่! พี่หยาด พูดกระไรเยี่ยงนั้น พี่ยังสาว ไม่ตายก่อนพวกยายๆในเรือนดอก”


“อ้ายจ้อย อย่าเอาแต่เป็นเล่น รับปากข้า”

 


เจ้าตัวน้อยมองลึกไปในดวงตาผู้ที่วิ่งเล่นด้วยกันมาแต่เด็ก

 

“ได้ซี ฉันจะไปดูพี่หยาดให้เห็นกับตา”

 


นางผินยืนอยู่ในที่ลับสายตาด้วยสีหน้าลำบากใจ เบื้องหน้าของนางเป็นเจ้าทาสตัวน้อยจากเรือนฟากขะโน้นมายืนร่ำไห้ อ้อนวอนเป็นหนักหนา เจ้าตัวจ้อยพนมมือแต้กราบลงมาแทบอกของนาง

 

“นะจ๊ะ ป้าผิน ฉันขอร้องล่ะ คราวนี้พี่หยดเจ็บหนักจริงๆ ให้ฉันได้ไปบอกพี่หยาดด้วยปากของฉันเองเถิดนะจ๊ะ”

 

“อ้ายจ้อย มันเสี่ยง ถ้าคุณชิดจับได้ ทั้งเอ็งทั้งนางหยาด เฮ้อ! ข้าไม่อยากจะคิด”

 


เจ้าตัวน้อยน้ำตากลบหน้า

 

“ฉันสัญญาว่าจะไม่ให้เดือดร้อนมาถึงป้าแม้แต่น้อย”

 


เรือนปั้นหยาริมน้ำของคุณชิดผิดไปจากความเข้าใจของจ้อยอยู่มากโข แม้ภายนอกจะดูสวยแต่ภายในกลับทรุดโทรมไปหลายส่วน จ้อยไม่ได้ขึ้นไปบนตัวเรือนที่เป็นส่วนที่คุณชิดพาทาสสาวๆมาบำเรอความสุข แต่เข้าไปยังห้องด้านหลังที่นางผินว่านางหยาดอาศัยอยู่

 

“พี่หยาด…”

 

สภาพหญิงสาวที่ถูกตีตรวนที่ขา ผ่ายผอมลงกว่าครั้งสุดท้ายที่จ้อยเจอลงมาก แม้จะยังคงความสวยแต่ความสาวสะพรั่งกลับร่วงโรยลงไปอย่างน่าใจหาย ทั้งคู่น้ำตากลบตา พยายามกลั้นสียงสะอื้นฝืนทำหน้ายิ้มแย้มใส่กันและกัน

 

“เจ้าจ้อย…”

 


“ฉันมาเยี่ยมจ๊ะ…อึก…พี่หยาดเป็นอย่างไรบ้างจ้ะ”

 

เจ้าเจ้ากวาดสายตาไปตามเนื้อตัวที่เป็นจ้ำ ช้ำๆของหญิงสาว แล้วกลืนคำว่าสบายดีรึไม่ลงไปในคอ

 


“ก็ตามที่เห็นนั่นแหละ…เอ็ง ฮึก สบายดีนะจ้อย แม่นายเป็นอย่างไรบ้าง…”

 

จ้อยอดใจไม่ไหวเอื้อมมือไปแตะร่างกายที่ถูกทำร้ายของหญิงสาว

 

“แม่นายสบายดีจ๊ะ แต่พี่หยดไม่สบาย เจ็บหนัก เห็นว่าเป็นไข้ทับระดู”

 

นางหยาดมีสีหน้ากระวนกระวายใจห่วงใยพี่สาวจนจ้อยต้องปลอบอีกหลายคำจึงจะหักใจลงได้ จากนั้นเจ้าตัวน้อยก็กลั้นใจถาม

 

“พี่หยาดทำกระไรไม่ถูกใจรึจ้ะ คุณชิดเธอถึงตีให้เยี่ยงนี้”

 

“พูดไป เอ็งก็ไม่เข้าใจดอกจ้อย”

 

นางหยาดก้มหน้า ไม่อาจบอกเจ้าตัวน้อยถึงความประพฤติของคุณชิดยามร่มหลับนอนกับหญิงสาว ชายหนุ่มผู้นั้นต้องลงไม้ลงมือจนหนำใจเสียก่อนจึงจะร่วมสังวาสกับหล่อน

 


“ทำไมฉันจะไม่เข้าใจเล่า ถ้าพี่หยาดไม่เล่า ฉันจะไปบอกพี่หยดอย่างไร”

 

“เรื่องของผัวเมีย พูดไปเอ็งกับพี่หยดก็ไม่เข้าใจดอก…”

 

นางหยาดว่าเสียงสั่น เจ้าจ้อยนั้นรู้ดีว่าไม่มีเวลาเซ้าซี้ มันเอาไพลกับสีผึ้งขึ้นมาทาให้นางหยาดปากก็ว่า

 

“ฉันว่าพี่หยดน่าจะรู้ดี ถึงฝากยามาให้พี่ทุกบ่อยไป พี่หยาดในนั้นมีไข่จะละเม็ดเค็ม แม่นายได้มาจากหัวเมืองทางใต้ ฉันขอปันมาจากคุณหลวงสองลูกบอกว่าจะเอาไปให้ยาย พี่กินเสียนะจ๊ะ เขาว่ากินแล้วดี พี่จะได้มีแรง”

 

นางหยาดขอบใจเจ้าจ้อยทั้งน้ำตา เจ้าทาสหนุ่มรู้ดีว่าหล่อนถูกตีตรวนการจะลุกไปหากับข้าวกับปลาคงทำไม่ได้ นอกจากรอให้ใครสักคนคดข้าวมาให้เท่านั้น

 

“ปกติพี่กินข้าวเยี่ยงไร มีคนยกมาให้รึว่า…”

 

นางหยาดส่ายหน้า หากอารมณ์คุณชิดผู้เป็นสามีดี นางก็จะได้ร่วมสำรับ แต่นั่นก็ทำให้กลืนข้าวไม่ลง หากไม่ นางก็ถูกตีตรวนให้อดอยู่อย่างนี้ ถ้านางผินหรือคนในเรือนไม่ลืม ทาสสาวจึงจะได้กินข้าวกินปลา เจ้าจ้อยนึกรู้ มันรีบผลุบไปคดข้าวจากครัวหลังเรือนปั้นหยานำมาป้อน

 

“พี่กินเสีย ไข่มันเค็ม ถ้าไม่กินกับข้าวเห็นจะไม่ไหว กินแล้วฉันจะเอาไปเก็บให้”

 

“เอ็งไปเอาได้อย่างไร”

 

“ช่างฉันเถิดน่า รีบกินเถิด มา ฉันป้อน”

 

“ข้ากินเองได้ เอ็งรีบกลับไปเถิดจ้อย นี่ก็เลยเวลามามากแล้ว ถ้าคุณชิดกลับมา เอ็งจะเดือดร้อน”

 

เจ้าจ้อยพยักหน้า นางหยาดไม่มีเวลาเตือนว่านางเคยได้ยินชายผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีเคยบ่นกับทนายหน้าหอ

 

‘เป็นชายแท้ๆ แต่มันสวยจริงๆ ถ้ากูไม่ได้คนนี้ เห็นทีจะเสียเหลี่ยมลูกผู้ชายนัก’

 

นางหยาดโดนจับได้เสียก่อนที่จะได้ยินว่าทนายคนนั้นวางแผนจะฉุดจ้อยเหมือนที่เคยทำกับนางหรือไม่ แต่ที่แน่ๆคุณชิดจับนางตีตรวนเพื่อป้องกันไม่ให้ปากโป้งนำความไปบอกใครถึงเรื่องนี้

 

“เจ้าจ้อย ระวังตัวให้ดี อย่ามาหาข้าอีกรู้ไหม”

 

“ทำไมเล่าพี่หยาด”

 


เสียงเอะอะเฉกเช่นนักเลงโตดังขึ้นมาจากท่าน้ำ ทำให้นางหยาดรู้ได้ทันที

 

“คุณชิดมาแล้ว! เอ็งรีบหนีไปอ้ายจ้อย! แล้วไม่ต้องมาหาข้าอีก ไป!!”

 

 

 

…………… 

 

ไข่จะ​ละเม็ด​คือไข่เต่าค่ะ มีใครคิดว่าเป็นไข่ปลาจะละเม็ด​แบบไรต์​บ้าง ยกมือขึ้น ตามข้อมูลว่าสมัยก่อนหาง่าย​ไม่ได้​อนุรักษ์​เหมือนตอนนี้ มีโปรตีน​แบบไข่ทั่วๆไปนั่นแหละ​ค่ะ​ กินแล้วก็จะมีแรงแบบน้องจ้อยว่าเพราะแม่หยาดดูจะขาดอาหาร​หายไปนานแต่รับรองว่าอัพน้า มาช้ายังดีกว่าไม่มา ขอบคุณ​ทุกคน​ที่รอคอยไรต์​ต้วมเตี้ยม​เป็น​เต่านะคะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

78 ความคิดเห็น

  1. #56 Vanila (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2563 / 12:04

    หนี หนีให้เร็วเลยจ้อยเอ้ย

    #56
    0
  2. #53 HyoHyukNim (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2563 / 16:20
    แง้ จะหนีทันมั้ยเนี่ยยยยยย จ้อยว้อยยยยย
    #53
    0
  3. #52 2510neung (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2563 / 18:58
    แงงงงงงงงง เจ้าจ้อยอย่าเป็นอะไรนะ ถ้าคุณหลวงรู้ว่าเจ้าจ้อยดื้อแบบนี้ถ้าคุณหลวงตีเจ้าจ้อยเราจะไม่ว่าเลยอ่ะ แต่ไรท์จ้าาา อย่าให้เจ้าจ้อยเป็นอะไรเลยนะ
    #52
    0
  4. #51 Jjkmy (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 / 21:04
    สงสารหยาด แต่ไม่อยากให้จ้อยเสี่ยงอันตรายแบบนี้เลย
    #51
    0
  5. #49 sayewj (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2563 / 21:14
    สงสารนางหยาดจริงๆตอนนั้นไม่น่าเลือกมาอยู่กับตาคุณชิดใจร้ายนี่เลย ส่วนเจ้าจ้อยก็จนได้สินะ คุณหลวงน่าจะคาดคั้นตั้งแต่ทีแรกนะเนี่ยไม่งั้นจ้อยคงไม่ได้แอบมาเรือนนี้อีกรอบจนเกิดเรื่อง โอ้ยยยยคุณหลวงรีบมาช่วยจ้อยน๊าาาา
    #49
    0
  6. #48 AsakiSan (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2563 / 02:16
    ภาวนาขออย่าให้มีอะไรไม่ดีเกิดขึ้นกับจ้อยเลย
    #48
    0
  7. #47 love hyuk (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2563 / 22:40

    แงงงง เราใจสั่นไม่ค่อยกล้าอ่านต่อเลย

    เจ้าจ้อยก็ดื้อจริงๆ ไปหาครั้งแรกแล้ว ยังมีครั้งที่สองอีก

    พี่หยาดก็คุยกับจ้อยตั้งหลายคำ ทำไมไม่รีบเตือนไปตรงๆเนี่ย

    ใดๆขอให้จ้อยปลอดภัย ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนนะ

    ที่สำคัญอย่าดื้อโดยเอาตัวเองไปทำอะไรเสี่ยงๆแบบนี้อีกเลย 

    ทำแบบนี้มันบีบคั้นใจเรามาก TT


    #47
    0