ทาส [ฟิคSJ] [WonHyuk] [SJ]

ตอนที่ 7 : ตระกอง...กอด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 69
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    25 ก.ย. 63

หีบเพลงใบน้อยวางนิ่งอยู่ในห่อผ้าของเจ้าจ้อยตลอดเส้นทางที่เจ้าตัวนั่งเรือมาจากอัมพวาเข้าพระนคร หลังจากพักค้างคืนที่ตึกแบบฝาหรั่งของท่านเจ้าคุณเพียง 1 คืน คุณช่วงก็แจ้งแก่บิดามารดาว่า จำต้องกลับนครไชยศรีในวันพรุ่ง

 

 

 

“ทำไมรีบร้อนเหลือเกินพ่อช่วง อยู่ยังไม่ทันชื่นใจแม่ ก็จะไปเสียแล้ว”

 

 

คุณหญิงผู้เป็นมารดายกปลายผ้าห่มขึ้นซับน้ำตา ท่านเจ้าคุณหันไปมองภรรยาแล้วส่ายหน้าอย่างระอาใจ

 

 

“จะทันชื่นใจกระไร พ่อช่วงมาอยู่ คุณหญิงก็ลุกแล่นไปช่วยงานโกนจุกที่อัมพวาแทนที่จะอยู่กับลูก”

 

 

 

 

“ก็แม่กุหลาบเทศโกนจุกทั้งที ดีฉันเห็นว่าเหมือนลูกเหมือนหลานแท้ๆก็ต้องไปช่วยงานน่ะซีคะ”

 

 

 

เจ้าคุณนั้นบ่นอุบอิบด้วยค่อนข้างเกรงใจภรรยาว่า แม่กุหลาบเทศหรือแม่ตูลิปกันแน่ที่คุุณหญิงสนใจ ซึ่งคนอื่นๆในครอบครัวก็ทำหูทวนลมเสีย เพื่อไม่ให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารย่ำแย่ไปกว่านี้ จ้อยมองโต๊ะกินข้าวแบบฝาหรั่งอย่างตั้งใจ ด้วยตนนั้นมีหน้าที่คอยเติมน้ำ เติมข้าวให้คุณๆบนตึกตามคำสั่งของแม่แช่ม เจ้าตัวน้อยแอบสรุปในใจว่านอกจากคุณหลวงและเจ้าคุณผู้เป็นบิดาที่คุนชินกับการรับข้าวด้วยช้อนส้อมแล้ว ผู้อื่นล้วนมีกิริยาประดักประเดิดยิ่งนัก จนสุดท้ายเจ้าตัวดีก็ลอบยิ้มขัน เมื่อตัวคุณหญิงเองนั้นวางช้อนส้อมลงแล้วว่า

 

 

 

“ไปเอาน้ำล้างมือมาให้ข้าทีเจ้าจ้อย รับลำบากเหลือเกิน พ่อช่วงอย่าว่าแม่เลยนะ แค่นั่งเก้าอี้ห้อยขากินข้าว แม่ก็เหนื่อยพอแล้ว ขอแม่เปิบมือตามถนัดเถิด”

 

 

 

“พุทโธ่! ตามสบายเถิดครับคุณแม่ จะนั่งพื้นแบบเดิมกระผมก็ไม่เห็นว่าจะเสียหายตรงไหน ตั้งแต่กลับมาที่ตึกก็ตั้งโต๊ะเสียแล้ว”

 

 

 

คุณหญิงรับขันไปล้างมือแล้วส่งกลับให้จ้อยพลางค้อนลมค้อนแล้ง

 

 

“ไม่ได้ดอก เจ้าคุณพ่อว่าพ่อช่วงไปร่ำเรียนจากอีหรอบคงจะยังติดธรรมเนียมทางโน้นอยู่”

 

 

“ไม่ติดดอกครับ หากจะติดก็ติดธรรมเนียมอย่างไทยๆของเรานี่แหละ”

 

 

“อ้าว! แต่แม่เห็นพ่อช่วงต้องมีคนรับใช้ส่วนตัวเหมือนตอนอยู่ที่โน่น”

 

 

 

 

จ้อยได้ยินแล้วอดประหวั่นในใจแบบแปลกๆไม่ได้ ที่ตนไม่ใช่ผู้รับใช้ใกล้ชิดคุณหลวงเป็นคนแรก ใจนึกไปว่า ผู้ใดหนอที่มีโอกาสรับใช้คุณหลวงถึงเมืองอีหรอบ คุณช่วงตวัดสายตามองทาสหนุ่มที่ยืนหน้าขาว ปากอิ่มแดงที่บัดนี้เม้มปากแน่นอยู่ไม่ไกลแล้วรีบพูดกันมารดา

 

 

 

“อ้อ! ติดจริงนั่นแหละขอรับ ธรรมเนียมผู้ดีอังกฤษบางเรื่องกระผมว่าดีก็นำมาใช้ แต่คุณแม่ไม่ต้องเกรงใจกระผมดอกครับ ทำตามสะดวกเถิด ชิมแกงส้มดอกแคสักนิดนะครับ เห็นว่ารสดีนัก”

 

 

 

คุณหญิงไม่กล่าวกระไรต่อเพราะมัวแต่ปลื้มใจที่ลูกชายเอาใจอย่างครบถ้วนตามประสาสตรีที่แม้จะล่วงเข้าสู่วัยกลางคนมาแล้วก็ยังปรารถนาที่จะให้มีผู้สนใจเพียงตนอยู่แต่เพียงผู้เดียว

 

 

 

“นั่งกอดขนมปังไม่ปล่อยเลยรึเจ้าจ้อย ท่าทางจะหวงกินเชียวนะเอ็ง”

 

 

 

คุณชื่นที่ติดเรือกลับนครไชยศรีพร้อมคุณหลวงสัพยอกเจ้าตัวเล็ก ด้วยเข้าใจว่าในห่อผ้าทรงสี่เหลี่ยมนั้นเป็นขนมปังที่แม่แช่มทำให้จ้อยเอาไปฝากคุณนายชั้น เจ้าตัวน้อยได้แต่ยิ้มหวานตอบกลับมา ไม่กล้าตอบว่าภายในห่อผ้าเป็นหีบเพลงที่คุณช่วงมอบให้ ร่างสูงเห็นคนของตนเองยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ก็อดยกยิ้มขึ้นมาบ้างไม่ได้ ดวงตาคมสบเข้ากับดวงตากลมของจ้อยพอดี จ้องกันสักพักหนึ่ง สายตาที่อ่อนหวานกว่าก็ละอออกเสสี ซึ่งคุณหลวงหนุ่มไม่ขุ่นอารมณ์แต่อย่างใด เพราะเจ้าของสายตาที่ถอนไปก่อนนั้นแก้มใสขึ้นสีระเรื่อแทน

 

 

 

 

“ป้าผิน ที่ท่าบ้านแม่นายเขาเอะอะกระไรกัน”

 

 

 

“ตาเถร!! เอ็งอย่าลุกขึ้นเดินบนเรือซิวะอ้ายจ้อย ตกๆแม่ตก! เรือโคลงหมดแล้ว ว้าย! ”

 

 

 

นางผินกรีดร้องเสียงหลงโดยไม่ได้สนใจสิ่งที่จ้อยชี้ชวนให้ดูแต่อย่างใด เวลาที่เรือสัมปั้นจ้างของคุณหลวงกลับมาถึงนครไชยศรีนั้นเป็นเวลาโพล้เพล้ ยังพอมีแสงพอมองเห็นอยู่บ้างก็จริง แต่ที่ท่าน้ำ ในสวนและอาณาบริเวณทุกแห่งของคุณนายชั้นนั้นจุดคบไฟกันสว่างไสวกว่าปกติ จ้อยซึ่งอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็กจับสังเกตได้ทันทีถึงสิ่งผิดปกติ พอเรือเทียบมันก็ตะโกนแข่งกับเสียงดังโหวกเหวกของคนบนท่า

 

 

 

“มีกระไรกันรึพี่หยด”

 

 

 

“จ้อย!! คุณหลวง!”

 

 

 

 

เรียกได้เท่านั้นนางหยดผู้เข้มแข็งก็น้ำตาร่วง

 

 

 

“อีหยาดมันหายไป ฮึก! หากันมาตั้งแต่คืนวานแล้วอ้ายจ้อย”

 

 

 

จ้อยนั้นแทบจะกระโจนลงจากเรือเมื่อเทียบท่า หากไม่ติดสายตาดุๆของคุณหลวง มันแทบจะร่วมกับสมัครพรรคพวกร่วมกันค้นหานางหยาดทันที แต่ยังดีที่นึกห่วงแม่นาย คว้าหอบผ้าได้ก็แล่นขึ้นเรือน

 

 

 

“ยาย!! แม่แช่มฝากขนมปังมาให้แม่นาย จ้อยฝากไปด้วย ส่วนห่อผ้านี่เป็นของสำคัญของคุณหลวง ฝากยายเอาไปเก็บในห้องคุณหลวงทีนะจ๊ะ จ้อยไปก่อนล่ะ”

 

 

 

“เดี๋ยวๆ เจ้าจ้อย เดี๋ยว!”

 

 

มีหรือเจ้าตัวดีจะฟัง ใจมันนั้นห่วงใยนางทาสหยาดยิ่งนัก เจ้าจ้อยวิ่งหน้าตั้ง ตั้งใจว่าจะไปสมทบกับทาสคนอื่นๆช่วยคนหานางหยาด

 

 

“ประเดี๋ยว! เจ้าจ้อย คอยก่อน ”

 

 

 

เป็นคุณช่วงที่ฉุดรั้งแขนเรียวนั้นไว้

 

 

“คุณหลวงขอรับ บ่าว…”

 

 

 

“รอไปด้วยกันกับฉัน”

 

 

 

น้ำเสียงของชายหนุ่มติดจะเข้มงวด กระไรบางอย่างทำให้คุณหลวงนึกห่วงเจ้าจ้อยขึ้นมา ชายหนุ่มไม่คิดว่า ตนนั้นจะปล่อยให้ร่างโปร่งออกไปตามหาทาสสาวโดยปราศจากเขาไปด้วยแน่ คุณช่วงขึ้นเรือนไปกราบคุณนายชั้น หญิงชรามีสีหน้าวิตกกังวล หากก็ดีขึ้นทันทีที่เห็นหน้าหลานชาย

 

 

 

“พ่อช่วง! มาก็ดีแล้ว ช่วยย่าหน่อยเถิด นังหยาดมันหายไป 1 วัน กับ 1 คืนแล้ว ย่าเป็นห่วง เกณฑ์คนทั้งเรือนหาก็แล้ว”

 

 

 

คุณช่วงจับมือที่เหี่ยวย่นลงตามวัยของหญิงชราขึ้นมาลูบเบาๆ เอ่ยอย่างใจเย็นว่า

 

 

 

“คุณย่าแน่ใจนะขอรับว่า แม่หยาดไม่ได้ออกไปไหน ‘กับใคร’ โดยไม่บอกไม่กล่าว”

 

 

 

 

“หมายถึงหนีตามใครไปน่ะรึ”

 

 

 

คุณนายยังไม่ทันจะตอบ เจ้าทาสตัวน้อยก็ปฏิเสธทันที

 

 

 

“ไม่มีทางดอกขอรับ พี่หยาดหาใช่คนเยี่ยงนั้นไม่ บ่าวไม่เห็นว่าพี่หยาดจะรักใครชอบใครที่พอจะหนีไปด้วยกันได้สักคนขอรับ”

 

 

 

 

แทนที่แม่นายจะเอ็ด เรื่องที่จ้อยพูดแทรกเช่นทุกครั้ง นางกลับพยักหน้าเห็นด้วยกับเจ้าตัวเล็ก

 

 

 

 

“ตามที่อ้ายจ้อยมันว่านั่นแลพ่อช่วง นังหยาดมันว่าง่าย เรียบร้อย ถึงมันจะสวยจนต้องตาใครต่อใครก็เถอะ ย่าเองก็ไม่เคยหวงไม่เคยห้าม ถ้ารักกันชอบกันก็ขอให้บอก จะอยู่กิน ตบแต่ง ย้ายเรือนก็ไม่เคยว่า แล้วมันจะหนีตามกันไปทำไม”

 

 

 

“ก็เผื่อทางโน้นไม่ใช่คนในเรือนนี้ อาจจะไม่มีเงินมาไถ่ กระผมคิดเผื่อไว้น่ะขอรับ”

 

 

 

“ไม่มีจริงๆขอรับ คุณหลวงเชื่อบ่าวเถิด อย่ามัวช้าอยู่เลย พี่หยาดเป็นคนสวย เผื่อใครที่มันหมายพี่หยาดไว้ฉุดไป จะแย่”

 

 

 

เจ้าจ้อยเอ่ยเร่งอย่างร้อนใจ คุณหลวงมองผู้พูดที่ไม่ได้มองตัวเองเลยว่า หน้าตาของจ้อยนั้นก็ชวนให้ฉุดมิใช่น้อยเช่นกัน หากไปเดินท่อมๆกลางค่ำกลางคืน

 

 

 

“ที่กระผมจะเรียนกับคุณย่าก็คือ นอกจากจะเกณฑ์คนในบ้านจะตามหาแม่หยาดแล้ว เราควรจะแจ้งทางการให้จัดการด้วย บ้านเมืองมีขื่อมีแป ถ้าแม่หยาดโดนฉุดจริง ก็ต้องเอาผิดคนทำด้วยครับ”

 

 

 

ดวงตากลมของจ้อยมีแววนิยมชมชอบคุณหลวงเพิ่มขึ้นในทันที มันไม่เคยคิดพึ่งทางการถึงเรื่องนี้เลยสักครั้ง สมแล้วที่คุณหลวงร่ำเรียนมาจากเมืองฝาหรั่ง ร่างบางยิ้มออกมาได้แม้จะยังวิตก ส่วนทางคุณนายชั้นเหมือนมีคนมาชี้ทางสว่างให้ก็เห็นช่องทันที

 

 

 

“ฮึ! ใครมันจะกล้า หนอย! เห็นข้าเป็นผู้หญิงปกครองเรือนเพียงลำพังถึงริมารังแกคนของข้าได้ พ่อช่วง! ไปแจ้งทางการให้ย่า ใครฉุดนังหยาดไป ย่าจะเอาเรื่องมันให้ถึงที่สุด”

 

 

 

 

คุณหลวงหนุ่มรับคำคุณย่าก่อนจะหันมาหาเจ้าตัวน้อย

 

 

 

 

“ไปจ้อย ไปแจ้งโปลิศด้วยกันกับฉัน”

 

 

 

เจ้าจ้อยนั้นยินดีทำตามคุณช่วงสั่งทันที ด้วยมุ่งมั่นว่าหากมีผู้ใดรังแกพี่หยาด มันนี่แหละจะช่วยทางการจับตัวไปลงโทษ เรื่องที่คุณหลวงวิวัฒน์อากรจะเดินทางไปแจ้งโปลิศด้วยตนเองนั้นแว่วดังไปถึงใครคนหนึ่ง คุณชื่นที่มองความอลหม่านแห่งเรือนผู้เป็นอาด้วยสีหน้าและแววตาที่แตกตื่น รีบขนาบคนสนิททันที

 

 

 

“เร่งไปประเดี๋ยวนี้นังผิน”

 

 

 

ต้องโทษความชักช้าของบ่าวในเรือนคุณนายชั้นที่ไม่นำเรือออกไปส่งคุณหลวงให้ทำการแจ้งความสักที จนทนายผู้หนึ่งซึ่งผู้คนในเรือนนี้คุ้นหน้าข้ามฟากมาจากฝั่งขะโน้น

 

 

 

“คุณหลวงขอรับ คุณชัดส่งกระผมมาเจรจา”

 

 

 

“คุณชัดรึ?”

 

 

 

 

“ลูกชายคุณชื่นกับหลวงไชยอาสาน่ะขอรับ รายนี้เป็นนักเลงโต แม่นายไม่ใคร่จะชอบนัก”

 

 

 

เจ้าจ้อยกระซิบเสียงค่อยพลางคอยหลบสายตาของทนายหน้าเสี้ยมผู้นั้นไปด้วย คุณหลวงดันอีกฝ่ายไปด้านหลัง แล้วหันมา

 

 

 

 

“มีกระไรว่ามา”

 

 

 

“เอ่อ…คุณชัดให้กระผมมาเรียนคุณหลวงว่า…”

 

 

 

พอจะเอาเข้าจริงๆทนายจอมกะล่อนของหลวงไชยอาสาก็อ้ำอึ้ง ยิ่งยามเมื่อเจอกับสายตาดุคม ทรงอำนาจของหลวงวิวัฒน์อากรด้วยแล้ว

 

 

 

“ว่า…เอ่อ…อีหยาด…มันอยู่ที่เรือนคุณชัดขอรับ”

 

 

 

“ไม่จริง…”

 

 

 

เจ้าจ้อยกระซิบเสียงเบาตัวสั่น นึกถึงกิติศัพท์ความมักมากในกามารมณ์ และ ความโหดเหี้ยมในการลงโทษทาสของเรือนฟากขะโน้น มือน้อยคว้าชายเสื้อคุณหลวงอย่างหาที่พึ่งขึ้นมาทันที ดวงตากลมมองสบพร้อมส่งสายตาอ้อนวอนไปในตัว

 

 

 

“คุณหลวงขอรับ ช่วยพี่หยาดด้วย…”

 

 

 

คุณหลวงหนุ่มพยักหน้าเล็กน้อยให้เจ้าจ้อยวางใจ แล้วเอ่ยกับทนายผู้นั้น

 

 

 

 

“นางหยาดเป็นคนของเรือนนี้ ไปอยู่เรือนคุณชัดได้อย่างไร”

 

 

 

น้ำเสียงเด็ดขาดเอาเรื่อง ทำเอาผู้ถูกถามรู้สึกตัวเล็กลีบ ยิ่งเมื่อมีเสียงแหลมๆของนางหยดกรีดร้องขึ้นมา

 

 

 

“พวกมันฉุดอีหยาดไป ฮือ! คุณหลวงเจ้าขา ช่วยน้องสาวของบ่าวด้วย”

 

 

 

“ว่าอย่างไร หากมีใครลงมือฉุดคนในเรือนนี้ เห็นทีฉันคงต้องเอาเรื่องให้ถึงที่สุด”

 

 

 

คุณชื่นที่ยืนฟังอยู่รีบพูดทันที

 

 

“คุณช่วง…คุณช่วง เห็นแก่อาเถิด ขออาคุยกับคุณอาชั้นเอง เรื่องแค่นี้ อย่าให้ถึงโปลิศเลย”

 

 

 

คุณช่วงมองผู้เป็นญาติห่างๆด้วยสายคมกริบ

 

 

“เกรงว่าจะไม่ใช่ ‘เรื่องเพียงแค่นี้’ ขอรับคุณอา บ้านเมืองมีขื่อมีแป คุณชัดจะมาฉุดคร่าใครต่อใครตามอำเภอใจมิได้”

 

 

 

 

“โดยเฉพาะคนในเรือนคุณนายชั้น!”

 

 

 

 

เสียงสตรีผู้เป็นเจ้าของเรือนประกาศก้องด้านหลัง แม้จะสูงวัยแล้วแต่น้ำเสียงนั้นยังเต็มเปี่ยมไปด้วยอำนาจแแลความมั่นใจอย่างเต็มกำลัง เหมือนเมื่อครั้งที่ท่านขุนสามีให้อำนาจคุณนายครองเรือน

 

 

 

“คุณอา…เห็นแก่ดีฉันเถิดค่ะ”

 

 

 

“แม่ชื่น หากฉันไม่เห็นแก่หล่อน ฉันคงให้พ่อช่วงไปพาโปลิศมาบัดเดี๋ยวนี้เสียแล้ว หล่อนให้เจ้าทนายคนนี้ไปตามลูกผัวหล่อนให้เอาคนของฉันมาส่งคืนเสียดีกว่า”

 

 

 

 

จริงดังที่คุณช่วงคาดไว้ในใจ หลวงไชยอาสานั้นติดราชการในพระนคร พอคุณชื่นออกเดินทางไปอัมพวา คุณชัดที่หมายตานางทาสหยาดอยู่นานก็สบโอกาสฉุดคร่าหญิงสาวไปย่ำยี เมื่อทนายหน้าหอกลับเรือนมารายงานหน้าตาตื่นว่าคุณหลวงวิวัฒน์อากรไม่ยอมความ หากจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด ชายหนุ่มหนุ่มลูกคุณหลวงก็ลุกแล่นขึ้นมาอาละวาดขว้างปาข้าวของ รวมถึงสำรับที่กำลังกินด้วยโทสะ จนนางหยาดที่ถูกบังคับให้รับข้าวอยู่ข้างๆสะอื้นจนตัวสั่น

 

 

 

“มันเป็นผู้ใดกันวะ! ถึงกล้ามาสั่งกู”

 

 

 

“คุณชัดขอรับ หลวงวิวัฒน์อากรมีศักดิ์เป็นถึงคุณหลวง แถมยังเป็นลูกท่านพระยา บ่าวเห็นว่าคุณชัดไม่ควรจะ…หาความกับเธอนะขอรับ”

 

 

ทนายคู่หูกล่าวปากคอสั่น คุณชัดนั้นแม้เจ้าอารมณ์ หากก็กล้าอาละวาดกับผู้ที่ยอมลงให้เท่านั้น ชายหนุ่มไม่โง่พอที่จะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายนั้นคือผู้ใด และ เอาผิดกระไรเขาได้บ้างจึงยอมทำตามคำแนะนําแต่โดยดี

 

 

 

“พี่หยาด!”

 

 

 

“อีหยาด!!”

 

 

 

เพียงเวลาไม่นานนางหยาดก็ปรากฏตัวพร้อมกับลูกชายเรือนฟากขะโน้น จ้อยและนางหยดพี่สาว ผวาเข้าหาร่างแน่งน้อยของหญิงสาวที่เคยงามจับใจ หากแต่บัดนี้ผิวเนื้อของเจ้าหล่อนกลับเป็นรอยเขียวจ้ำๆบ่งบอกถึงการผ่านการถูกทารุณกรรมที่เกิดขึ้นกับเจ้าตัว

 

 

 

“โธ่เอ๋ย! หยาดน้องพี่”

 

 

 

นางหยดคร่ำครวญด้วยสงสารน้อง ส่วนจ้อยนั้นน้ำตาร่วง นึกสงสารชาตากรรมของผู้ที่เติบโตมาด้วยกันอยู่ครามครันนัก

 

 

“พี่หยาด อึก เจ็บมากหรือไม่ มาเถิด จ้อยจะให้ยายฝนไพลทำแผลให้พี่”

 

 

 

นางหยาดส่ายหน้าทั้งน้ำตา เอ่ยเสียงเบาจนเจ้าจ้อยใจสะท้อน

 

 

 

“จ้อยอย่าแตะพี่เลย พี่มันเป็นคนมีมลทินเสียแล้วจ้อยเอ๋ย”

 

 

 

 

จ้อยนั้นนึกอยากกอดนางหยาดเหมือนที่เคยทำเมื่อครั้งยังเล็ก ปากเอ่ยปลอบว่า

 

 

 

“ไม่มีใครคิดกับพี่หยาดเยี่ยงนั้นดอกจ้ะ”

 

 

 

ด้านล่างก็ปลอบกันไป คนบนเรือนใหญ่ก็สะสางเรื่อง

 

 

 

 

“ว่าเยี่ยงไรพ่อชัด กล้าดีอย่างไรถึงมาฉุดคร่าคนของข้า นี่ไม่เห็นหัวหงอกหัวดำกันแล้วใช่รึไม่!”

 

 

 

 

เสียงของคุณนายชั้นบ่งบอกว่าตนนั้นไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง คุณชื่นกระทุ้งผู้เป็นลูกชายให้คลานเข่าไปกราบที่ตักคุณนายชื่น

 

 

“ไปกราบขอโทษคุณย่าท่านเสียพ่อชัด”

 

 

ชายหนุ่มคลานเข่าเข้าไปอย่างไม่เต็มใจนัก หากไม่ทันถึงตัว เสียงหญิงชราก็ดังขัดเสียก่อน

 

 

“กองเอาไว้ตรงนั้น ข้ารับไม่ลง”

 

 

คุณชัดของคนทั้งเรือนหลวงไชยฯกัดฟันกรอด อีแก่เรือนนี้มันคิดว่าใหญ่มาจากไหน ถึงกล้าด่ากูต่อหน้าคนตั้งมาก หากชายหนุ่มยังตีสีหน้ายิ้มพรายเจ้าเล่ห์ จ้อยมองดูก็รู้ว่าชายผู้นี้เป็นคนกลิ้งกลอกยิ่งนัก

 

 

 

“หลานจะมาขอไถ่ตัวนังหยาด ว่าจะขอมันไปเป็นเมียทาส”

 

 

 

 

“ชอบพอก็มาขอ ไม่เห็นต้องฉุดมันไปเยี่ยงนี้”

 

 

 

“หลานต้องกราบขอโทษคุณย่าจริงๆขอรับ ที่ทำกระไรไม่บอกไม่กล่าว แต่นังหยาดมันยั่วหลานไม่ใช่เล่น เห็นแล้วเลยอดไม่ไหว”

 

 

 

“เหลวไหล! คนของข้าอยู่แต่ในเรือน จะไปยั่วพ่อชัดตอนไหนกัน”

 

 

 

“หึ หึ คุณย่าคงไม่เคยเห็นตอนมันไปแล่นทุ่ง เก็บบัว”

 

 

มีเสียงสะอื้นของนางหยาดและเสียงค้านของจ้อยเบาๆ

 

 

 

“ไม่จริง พี่หยาดไม่เคยทำ”

 

 

 

คุณชัดหันไปมองตามเสียงนั้นอย่างขุ่นเคือง แต่พอเห็นทาสหนุ่มที่หน้าตาหวานไม่แพ้สตรีคนใดที่นั่งในที่นี้ อารมณ์กรุ่นๆก็บรรเทาลงอย่างประหลาด ชายหนุ่มยังคงเอ่ยต่ออย่างนอบน้อม

 

 

 

“หลานนำอัฐมาสองเท่าของค่าน้ำเงินนังหยาด หวังว่าคุณย่าคงจะพอใจ”

 

 

 

 

คุณนายชั้นตั้งท่าจะตวาดว่าคนอย่างคุณนายไม่ได้เป็นนายเงินใคร หากคุณชื่นผู้มีศักดิ์เป็นหลานกราบลงแทบตัก  

 

 

 

“คุณอาชั้นโปรดเห็นแก่เจ้าคุณพ่อกับคุณแม่ของหลานเถิดเจ้าค่ะ”

 

 

 

 

คุณนายชะงักงันแล้วเมินหน้าหนี เป็นคุณหลวงวิวัฒน์อากรที่กัดฟันกรอดบ้าง ชายหนุ่มพูดลอดไรฟันว่า

 

 

 

“เรื่องไถ่ตัวนางหยาดก็อีกเรื่อง แต่เรื่องที่ฉุดคร่ากัน คนกระทำก็ต้องได้รับโทษ”

 

 

 

“พ่อช่วง! พ่อช่วงได้โปรดเห็นแก่อา เห็นแก่ที่เราเป็นญาติกันเถิด พ่อชัดยังเด็ก หักห้ามใจไม่ได้บ้างตามประสา พ่อช่วงให้อภัยแก่น้องนุ่งสักครั้งเถิด”

 

 

 

เมื่อผู้มีศักดิ์เป็นอาแทบลงมาคุกเข่าตรงหน้า คุณช่วงเองก็ชะงักไปเหมือนกัน เดิมจากที่แข็งขันก็ต้องอ่อนลงเพราะเห็นแก่ญาติผู้ใหญ่ ชายหนุ่มหันไปทางผู้เป็นย่า คุณนายชั้นเห็นแววแพ้รำไร เมื่อคุณชื่นเริ่มตีอกชกตัว รำพันว่าตนนั้นเลี้ยงลูกมาไม่ดี เอาแต่ใจเป็นที่ตั้ง นางถอนใจเล็กน้อยก่อนหันไปหาต้นเรื่องอีกคน

 

 

 

 

“ว่าอย่างไรนางหยาด เขามาไถ่ตัวเอ็งไปเป็นเมียทาส ข้าถามความสมัครใจของเอ็ง บอกมาตามตรง เอ็งจะเอาเรื่องเขาไหม หรือว่าอยากไปอยู่กินกับเขาที่เรือนโน้น”

 

 

 

 

นางหยาดนั้นเอาแต่ก้มหน้าก้มตาร้องไห้ร้องห่มปริ่มว่าจะขาดใจอยู่ตรงนั้น แม้จ้อยกับนางหยดจะกล่อมว่าให้พูดว่า ไม่ยอมความ นางหยาดก็ไม่ยอมพูด จนคุณนายชั้นออกปากอีกครั้งจึงยอมเอ่ย

 

 

 

“ว่ามาเถิด อีหยาดเอ๋ย ไม่มีผู้ใดว่ากระไรเอ็งดอก ถึงเอ็งจะเป็นทาส ก็เป็นทาสน้ำเงิน ใช้แรงกายทำงานแลก หาได้ใช้แรงใจแลกไม่”

 

 

 

“บ่าว ฮึก บ่าว…ขอโทษเจ้าค่ะแม่นาย ที่ไม่ได้อยู่รับใช้สนองคุณแม่นายอีก ฮือ…”

 

 

 

 

ฝั่งเรือนคุณนายชั้นนิ่งอึ้งไปตามๆกัน เสียงทาสซุบซิบกันเบาๆจนเอ็ดอึงไปทั่ว เจ้าจ้อยมือไม้อ่อน กลัดกลุ้มในโชคชาตาของหญิงสาว

 

 

 

“โธ่! พี่หยาด ทำไมตอบไปเยี่ยงนั้นเล่า”

 

 

 

นางหยดนั้นร้องไห้หนักกว่าน้องสาวปากก็พร่ำบ่นว่าไม่น่าเลย มีเพียงคุณชื่นและคุณนายชั้นที่เข้าใจหล่อน

 

 

 

“ฮึก บ่าวตกเป็นของคุณชัดแล้ว ฮึก อย่างไรเสียก็…”

 

 

 

 

คุณชื่นรีบพูด

 

 

 

 

“นั่นซี อย่างไรเสียก็ผัวเมีย อย่าไปถือโทษโกรธกันเลยนะนังหยาด ฉันรับรองว่า แกจะอยู่ที่โน่นอย่างดีไม่แพ้ที่เรือนนี้”

 

 

 

 

เสียง ฮึ เบาๆของใครหลายคนดังขึ้น พร้อมสายตาที่ไม่ได้ให้ความเชื่อถือแม้แต่นิดเดียว แต่คนจากเรือนหลวงไชยอาสาก็ทำเมิน จากนั้นก็นำเงินค่าตัวนางหยาดมอบให้แก่คุณนายชั้น หญิงชราทอดถอนใจก่อนเรียกนางหยาดมาใกล้

 

 

 

 

“เงินนี้ข้าให้เป็นขวัญถุงที่เอ็งออกเรือน”

 

 

 

 

หญิงสาวมองจำนวนเงินที่เท่ากับค่าตัวของหล่อนอย่างซาบซึ้งใจ น้ำตาไหลกลบหน้าขึ้นมาอีกครั้ง

 

 

 

“ข้าให้เอ็งเพียงครึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่ง ข้าจะเก็บไว้กับนางหยด หากวันใดเอ็งอยากเป็นไท เอ็งก็เอาไปไถ่ตัวเอ็งเถิด”

 

 

 

 

จ้อยนั้นขยับปากอยากให้นางหยาดไถ่ตัวเองบัดเดี๋ยวนี้ หากนางหยดรู้ใจน้องสาวดีกว่าส่ายหน้า พึมพำว่านางหยาดคงอยากอยู่กับผัว เจ้าตัวน้อยจึงได้สงบลง และเมื่อทุกอย่างคลี่คลาย นางหยาดย้ายไปอยู่กับคนฟากขะโน้น เรือนทั้งเรือนก็ตกอยู่ในความเงียบเหงา จ้อยที่อาบน้ำอาบท่าแล้วก็มานั่งรอคุณหลวงที่หายเข้าไปคุยกับผู้เป็นย่าเป็นเวลานาน ร่างบางที่ผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักไม่แพ้นางหยดและนางหยาด นำห่อผ้าที่ตนนั่งอุ้มมาจากอัมพวาออกมาค่อยๆแกะ มือน้อยเปิดหีบเพลงแล้วฟังท่องทำนองนั้นด้วยใจที่ล่องลอยเป็นอย่างยิ่ง จนคุณหลวงหนุ่มเปลี่ยนเสื้อผ้ากลับเข้ามาจ้อยก็ยังไม่รู้ตัว มือใหญ่ลูบศีรษะผู้ที่นั่งน้ำตาไหลอย่างแผ่วเบา ปากก็ปลอบว่า

 

 

 

“นิ่งเสีย เรื่องบางเรื่องก็ไม่ใช่เรื่องของเรา จะเก็บมาเป็นอารมณ์ทุกอย่างไม่ได้ดอก”

 

 

 

“บ่าวไม่เข้าใจ ทำไมพี่หยาดถึงอยากไปอยู่เรือนฟากขะโน้น…อึก…ที่นั่น…เขาว่าเฆี่ยนทาสถึงตายหลายต่อหลายคนแล้ว ตัวคุณชัดนั่นก็เจ้าชู้ ฉุดผู้หญิงมานักต่อนัก แม่นายเองก็กำชับ ให้บ่าวทุกคนระวังตัว…แต่ ฮึก…”

 

 

 

 

เจ้าตัวเช็ดน้ำตาป้อยๆ คุณช่วงยังคงลูบเรือนผมนุ่มพร้อมปลอบใจ

 

 

 

 

“ผู้หญิง เขาคิดว่าเป็นของใครแล้วก็ต้องตกเป็นกรรมสิทธิ์ของคนนั้น ยิ่งแม่หยาดเป็นทาส… เฮ้อ! ฉันเองก็อยากช่วยมากกว่านี้ แต่แม่หยาดต้องช่วยตัวเองก่อน”

 

 

คุณหลวงมองตาเจ้าจ้อยวอนขอให้เจ้าตัวน้อยเห็นใจเขา ทั้งๆที่มันเป็นทาส แต่ไม่อยากให้มันนึกเคืองเลยที่เขาช่วยไม่ถึงที่สุด เจ้าของดวงตาหวานให้แววจริงใจในสายตาคมจึงยอมพยักหน้ารับ

 

 

 

 

“ก่อนไป พี่หยาดบอกกับพี่หยดว่า ไม่อยากขึ้นชื่อว่ามีหลายผัว ฮึก ทำไมเล่าขอรับ”

 

 

 

 

เจ้าตัวน้อยยังคงช้อนใบหน้าเปื้อนน้ำตาอ้อนคุณหลวง ชายหนุ่มยกปลายนิ้วขึ้นปาดหยดน้ำใสอย่างใจอ่อนกับมันนัก

 

 

 

“ฉันก็ตอบแทนผู้หญิงไม่ได้ดอก แต่จำไว้อย่างไม่ว่าหญิงหรือชายทุกคนก็มีทางเลือกทั้งนั้น”

 

 

 

 

คุณหลวงหนุ่มได้แต่ทอดถอนใจ ชายหนุ่มใจสะท้อน ในพระนครนั้นตามพระราชนิยมแล้ว สตรีได้ออกหน้าเทียมตาบุรุษทั้งหลาย เหมือนที่ทรงโปรดให้ฝ่ายในมีบทบาท หากตามชนบทนั้น คตินิยมที่ว่าสตรีเป็นสมบัติของสามียังไม่หมดไปเสียทีและยังคงยากที่จะแก้ไข น้อยคนนักที่จะเข้มแข็งอย่างย่าของเขา  

 

 

 

“ถ้าเป็นบ่าว เป็นตายเยี่ยงไรก็ไม่ยอมเป็นเมียคุณชัดดอกขอรับ”

 

 

 

เสียงปนสะอื้นของจ้อยปลุกคุณหลวงจากภวังค์ ชายหนุ่มยังจำสายตาที่ลูกชายหลวงไชยอาสามองเจ้าตัวน้อยได้ติดตาก่อนจะกลับ ไหนจะรอยยิ้มกะลิ้มกะเหลี่ยนั่น

 

 

 

‘สวยที่สุดในเรือนนี้เสียกระมัง’

 

 

 

‘แต่มันเป็นชายนะขอรับ’

 

 

 

เสียงไอ้ทนายลูกคู่ทำเอาหลวงวิวัฒน์อากรยั้งใจแทบไม่อยู่ อยากจะลุกแล่นเอาเรื่องให้ถึงเลือดถึงเนื้อ หากการอบรมที่ได้รับมาทั้งจากบ้านเกิดเมืองนอน และ จากฝาหรั่งมังค่าทำให้ยังยั้งใจได้อยู่ รอก่อนเถิดคุณชัด บุตรหลวงไชยอาสา ต้องมีสักวันที่เขาจะเอาเรื่องมันจนได้ คุณหลวงหนุ่มได้แต่คิดในใจ ไม่ได้ปริปากปากบอกให้จ้อยรู้ ยิ่งมองเจ้าตัวน้อยที่นัยน์ตาฉ่ำแดงเพราะร้องไห้มาตั้งแต่เมื่อครู่ก็ยิ่งนึกหวงแหน หากเปลี่ยนรอยช้ำบนเนื้อตัวแม่หยาดมาเป็นเจ้าจ้อย ใจเขาจะเจ็บสักเพียงใดไม่อยากจะคิด มือใหญ่ที่ลูบกลุ่มผมนุ่มเลื่อนลงไปที่ลาดไหล่บางแล้วรั้งเข้าหาตัว

 

 

 

“นิ่งเสีย อย่าร้องไห้”

 

 

 

เจ้าจ้อยมัวตกตะลึงที่คุณหลวงทรุดตัวลงมาโอบมันไว้ น้ำตาแทบเหือดหายไปในทันที เปลือกตาบางกะพริบปริบส่งเสียงอู้อี้

 

 

 

“ขอรับ คุณหลวง”

 

 

 

คุณช่วงที่กำลังรู้สึกดีที่มีเจ้าตัวจ้อยอยู่ในอ้อมกอด กระชับวงแขนให้แน่นเข้าก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง หนักแน่น

 

 

 

“ตราบใดที่ฉันอยู่ตรงนี้ จะไม่มีผู้ใดได้แตะจ้อย”

 

 

 

แม้เจ้าตัวน้อยจะงงที่ตนนั้นพูดเรื่องนางหยาด แต่คุณหลวงกลับพูดถึงตนเสียอย่างนั้น หากความมั่นคง อบอุ่น ที่ส่งมาจากคำพูดนั้นทำให้จ้อยเผลอตัวซุกกายเข้าหาอ้อมอกกว้าง…  

 

 

 

 

….เนิ่นนานจนดึกดื่น นายบ่าวทั้งสองก็ยังคงตระกองกอดกัน…  




.................. 


หยาดคือผู้​รับ​เคราะห์​แทนน้องนะคะ เพราะ​ถ้าเปลี่ยน​เป็น​จ้อยไรต์​ก็​คงไม่ยอมเหมือนกัน TT TT กอดจ้อยแน่ มาช้าอีกแล้ว ขอบคุณ​ที่ยังตามอ่านนะคะ เรื่อง​นี้เขียน​ยากเลยค่อนข้างช้า กลัว​ภาษาจะพลาดด้วย สมัย​นั้น​ยังใช้คำชมผู้ชายว่าสวยกันเป็นปกติ​ค่ะ ส่วนคำว่าชะตา ใช้ว่า ชาตา ค่ะ หวังว่าทุกคนจะสนุก​กับ​น้องจ้อยนะคะ เยิฟฟฟฟ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

82 ความคิดเห็น

  1. #40 sayewj (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 26 กันยายน 2563 / 23:42
    โอยน่ากลัวจริง นายชัดอะไรนั่น สงสารนางหยาด แล้วก็รู้สึกโกรธไปด้วยกับคุณหลวง อย่ามาทำกะลิ้มกะเหลี่ยไปทั่วโดยเฉพาะกับเจ้าจ้อย ฮึ! ฝากคุณหลวงดูแลเจ้าตัวน้อยด้วยมั่นใจว่าน้องจะต้องปลอดภัย
    #40
    0
  2. #39 2510neung (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 26 กันยายน 2563 / 10:05

    อย่าคิดมายุ่งกับเจ้าจ้อยของคุณหลวงนะ คุณหลวงดูแลเจ้าจ้อยได้อยู่แล้วอ่ะ
    #39
    0
  3. #38 love hyuk (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 25 กันยายน 2563 / 23:56

    ไม่ไว้ใจอิตาคุณชัดอะไรนั่นเลย

    แต่ถ้ามีคุณหลวงค่อยตามห่วงอยู่ใกล้ๆแบบนี้เราก็สบายใจหน่อย คุณหลวงต้องดูแลเจ้าจ้อยดีๆอย่าให้คลาดสายตานะ

    หวังว่าสักวันจะจัดการจับเข้าคุกให้ได้ด้วย

    ตอนนี้มันเศร้า แต่ตอนท้ายหวานจังเลยค่ะ เขากอดปลอบกันแล้วววว ^^


    #38
    0
  4. #37 Jjkmy (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 25 กันยายน 2563 / 22:28
    คุณหลวงต้องปกป้องจ้อยดีๆนะะะะ
    #37
    0
  5. #36 AsakiSan (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 25 กันยายน 2563 / 22:09
    อย่ามายุ่งกับเจ้าจ้อยเชี่ยวนะ
    กอดกันแล้วๆๆๆๆๆๆๆๆ
    คิดถึงคุณหลวงกับเจ้าจ้อย
    ชอบมากๆ เลยค้าบยย
    #36
    0