ทาส [ฟิคSJ] [WonHyuk] [SJ]

ตอนที่ 6 : หีบเพลง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 76
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    7 ก.ย. 63

ปรากฏว่ายังไม่ทันที่คุณหลวงจะลงโทษทาสในเรือนตามใจคิด เสียงเรียกหน้าเรือนหลังเล็กก็ดังขึ้นเสียก่อน จ้อยจำเสียงเล็กหวานนั้นได้ดี แม้จะได้ยินเพียงแค่ไม่กี่ครั้ง นึกประหลาดใจไม่น้อยที่ได้ยินเสียงเจ้าหล่อนมาร้องเรียกนายของตนในยามวิกาลเช่นนี้

 

 

 

‘เจ้าคุณเรือนนี้แปลกนักเชียว ให้ลูกสาวไปมาหาสู่ผู้ชายมืดๆค่ำๆ ถ้าเป็นที่นครไชยศรีคงเอาไปลือกันให้หึ่งทั้งคุ้งน้ำ ยิ่งถ้าแม่นายรู้นะ’

 

 

 

“เจ้าคุณมีธุระกระไรจะเรียกใช้ฉันรึคุณตูลิป ถึงให้มาตามเอาป่านนี้”

 

 

 

คุณช่วงถามหญิงสาวด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ชายหนุ่มกลืนคำว่า ‘ดึกๆดื่นๆ’ ไว้ในคอด้วยต้องการจะไว้หน้าบุตรสาวเจ้าของบ้าน เจ้าหล่อนยิ้มตอบด้วยสีหน้าท่าทางอ่อนหวาน กิริยาแช่มช้อยมองแล้วไม่ขัด ดวงตากลมโตนั้นเสมองตรงไปยังหีบไม้ที่มีบ่าวผู้หญิงรูปร่างพอๆกับจ้อยคนหนึ่งอุ้มติดมือมาด้วย

 

 

 

“คุณหญิงแม่เห็นว่าอากาศเย็นค่ะ เกรงว่าพี่ช่วงจะหนาว เลยให้ดีฉันเอาผ้าห่มมาให้เพิ่ม”

 

 

 

หากเป็นต่อหน้าแม่นาย จ้อยคงจะสวนว่า คุณหลวงไปอีหรอบมา หนาวกว่าอัมพวาเป็นหลายเท่าคงไม่ต้องพึ่งผ้าห่มผ้าผวยของแม่ดอก แต่นี่เพื่อเป็นการรักษาหน้าตาของเจ้านาย ไม่ให้ใครมาตำหนิได้ว่าคุณช่วงมีบ่าวคนสนิทมารยาททราม เจ้าจ้อยจึงต้องสงบปากเสีย รอจนคุณหลวงส่งสัญญาณแล้วจึงเดินไปรับหีบไม้มาอุ้มไว้เสียเอง ได้ยินเสียงผู้เป็นนายกล่าวขอบใจคุณตูลิปเบาๆ ทำเอาหญิงสาวมีสีหน้าสว่างสดใส แม้จะไม่ได้ยิ้มกว้างขวางออกมา

 

 

 

“ถ้าพี่ช่วงขาดเหลือสิ่งใดให้บ่าวไปบอกดีฉันที่เรือนได้นะเจ้าคะ”

 

 

 

“ไม่ขาดกระไรดอก เรือนนี้ก็มีพร้อมอยู่แล้ว อีกอย่างแม่แช่มก็คอยดูแลอยู่อีกคน คุณตูลิปอย่าได้กังวลไไปเลย ฉันกินง่ายอยู่ง่าย นี่ก็สบายมากแล้ว”

 

 

 

หญิงสาวเดินจากไปพร้อมบ่าวด้วยอาการทิ้งสายตาเล็กน้อยในความรู้สึกของจ้อย เจ้าตัวน้อยเดินตามคุณหลวงหนุ่มขึ้นเรือน วางหีบไม้ลงแล้วหยิบผ้าแพรหอมกรุ่นที่อบร่ำแบบชาววังขึ้นมาพินิจ ผืนผ้าละเอียด เนื้อนิ่มกลิ่นหอมเย็น ชวนให้นึกถึงผู้เป็นเจ้าของอย่างประหลาด สาวชาววัง มีฝีมืออบผ้าอย่างคนในวัง มีเสน่ห์มัดใจใครต่อใครมานักต่อนัก  

 

 

“…”

 

 

 

บางสิ่งบางอย่างกระทบใจร่างบางเข้าอย่างจัง ความจริงที่ว่าคุณหลวงเป็นใคร จ้อยนั้นเป็นใคร แม้ท่านจะใจดีมีเมตตาสอนหนังสือหนังหาให้ แต่เรื่องบางเรื่องจ้อยก็ไม่อาจเอื้อมได้ มือบางอ่อนลงดื้อๆราวกับไม่มีแรงจะหยิบผ้าผืนนั้นขึ้นมาวางบนฟูกนอนของคุณหลวงผู้เป็นนาย เสียอย่างนั้น

 

 

 

“จ้อย…”

 

 

 

เสียงเรียกที่คุ้นเคยทำให้จ้อยเงยหน้าขึ้น เจ้าตัวฝืนยิ้มบางให้ผู้เป็นนาย เอ่ยเสียงเบาบังคับไม่ให้สั่นอย่างเต็มกำลัง

 

 

 

“ผ้าอบเสียหอมกรุ่นเลยขอรับ บ่าวเพ่อจะมีโอกาสได้จับ แม่นายชอบกลิ่นไอแดด เรือนที่นครไชยศรีเลยไม่มีใครอบผ้า”

 

 

 

“ชอบไหมเล่า”

 

 

 

ร่างสูงรับไปลูบคลำแล้วกล่าวถามกลับ จ้อยละล้าละลัง จะตอบว่าไม่ชอบก็ไม่กล้า จะตอบว่าชอบก็รู้สึกยอกในอก

 

 

 

“ถ้าชอบฉันยกใ…”

 

 

 

คุณหลวงหนุ่มเอ่ยไม่ทันจบประโยคก็มีคนมาขัด

 

 

 

“จ้อย! เจ้าจ้อย! นอนรึยัง”

 

 

 

เสียงเรียกหน้าเรือนดังขึ้นอีกครั้ง ทั้งจ้อยทั้งคุณหลวงชะงักงัน ก่อนจะลุกไปดูพร้อมกันทั้งคู่ เห็นบ่าวชายผู้หนึ่งยืนอยู่

 

 

 

“หลวงสรศักดิ์ฝากผ้ามาให้ห่ม ท่านว่าอัมพวาอากาศเย็น เอ็งอาจจะไม่ชิน เอ้า! มารับไปเสีย”

 

 

 

จ้อยรับผ้าแพรจากบ่าวผู้ชายหน้าตาบอกบุญไม่รับมาผืนหนึ่งอย่างงงๆ พอหันมาทางคุณช่วง ชายหนุ่มก็มองตอบกลับด้วยสีหน้าถมึงทึงยิ่งกว่า

 

 

 

“มีผ้าผวยผ้าห่มเป็นของตัวเองแล้วนี่ คงไม่ต้องใช้ผ้าห่มของฉัน ท่าทางที่อัมพวาวันนี้จะหนาวกว่ายุโรปเสียอีกกระมัง”

 

 

 

จ้อยมองคุณช่วงอย่างสงสัยไม่เข้าใจว่าชายหนุ่มบ่นว่ากับตัวเองหรือบ่นว่าใคร ยังไม่ทันเอ่ยปาก หลานชายแม่นายก็สั่งห้วนๆก่อนล้มตัวลงนอน

 

 

 

“จะนอนรึยัง จะได้ดับไฟเสียที”

 

 

 

บ่าวตัวเล็กรีบวางผ้าห่มที่หลวงสรศักดิ์ให้คนมามอบให้ลงจากนั้นก็คว้าแส้มาปัดยุงในมุ้งคุณหลวง ยังไม่ทันจะเริ่มโบกเสียงห้วนๆก็สั่งต่อ

 

 

 

“ไม่ต้อง! ฉันจะนอน”

 

 

 

ร่างเล็กหน้าเสียในแสงสลัว ด้วยไม่เคยโดนว่าโดนดุ เจ้าตัวลนลานปิดมุ้งมือไม้สั่น ก่อนเดินไปดับตะเกียง คุณหลวงสะบัดผ้าห่มแพร กลิ่นอบร่ำกำจายถึงปลายจมูกของจ้อย ปากอิ่มเม้มเล็กน้อยยามมุดเข้าที่นอนตัวเองที่ปูอยู่ที่พื้น ในความมืดจ้อยไม่นึกอยากห่มผ้าที่หลวงสรศักดิ์มอบให้แม้แต่น้อย กายเล็กขดเมื่อเวลาล่วงเลยมาจนดึก จะว่าไปอัมพวาไม่ได้หนาวกว่าที่นครไชยศรีเท่าไหร่ แต่ถ้าจะหนาวก็หนาวที่หัวใจยิ่งกว่า

 

 

 

“จ้อย…”

 

 

 

“…”

 

 

 

เวลาล่วงเลยมากว่าสองยาม อากาศกำลังเย็นได้ที่ หลวงวิวัฒน์อากรลุกขึ้นนั่งในความมืด อาศัยแสงจันทร์ในคืนเดือนหงายที่สาดส่องเขม้นมองร่างเล็กบางที่นอนขดอยู่เบื้องล่าง

 

 

 

“เจ้าจ้อย…ร้องไห้ทำไม”

 

 

“หาไม่ได้ขอรับ บ่าวไม่ได้ร้องไห้”

 

 

 

คุณหลวงคร้านจะต่อล้อต่อเถียงกับคนปากแข็ง ขาแกร่งเดินมาหยุดลงที่ชายมุ้งเล็กของเจ้าจ้อย ถือตนว่าเป็นนาย วิสาสะเลิกมุ้งแล้วมุดเข้าไปหาทาสหนุ่ม

 

 

 

“หนาวแล้วทำไมไม่ห่มผ้า”

 

 

 

“บ่าวไม่มีผ้าห่มนี่ขอรับ”

 

 

 

“แล้วผ้าของหลวงสรศักดิ์…”

 

 

ปากอิ่มเม้นแน่น แม้ไม่เห็นหน้าเปื้อนน้ำตาของเจ้าตัว แต่คุณหลวงก็พอจะเดาได้ ชายหนุ่มถอนใจเล็กน้อย ไม่ได้โกรธจ้อย แต่โกรธที่ตนเป็นผู้ใหญ่หากไม่ระงับอารมณ์ สำแดงอาการฉุนเฉียวใส่ใครอีกคนเอาง่ายๆ ชายหนุ่มทราบถึงสาเหตุแห่งความฉุนเฉียวนี้ดี อีกทั้งไม่สามารถอธิบายให้ใครฟ้งได้ แม้แต่ตัวจ้อยเอง

 

 

 

“…”

 

 

 

 

ผ้าแพรผืนนุ่มหอมกลิ่นร่ำชาววังคลี่ลงบนร่างบางที่นอนขด จ้อยนิ่งไปนิดก่อนจะได้กลิ่นน้ำอบฝาหรั่งที่คุ้นเคยจากกายคุณหลวงที่ผืนผ้าปะปนมา

 

 

 

“หนาวก็ห่มผืนนี้”

 

 

 

“แต่ว่าคุณตูลิปเธอให้คุณหลวงนี่ขอรับ”

 

 

 

แม้จะรู้ว่าการประชดประชันเป็นสิ่งไม่ดี แต่จ้อยก็อดไม่ได้ พูดแล้วก็ก้มหน้าลง แสงจันทร์สะท้อนดวงตาคมของผู้เป็นนายทำให้ใจดวงน้อยอดสะท้านไม่ได้

 

 

 

“ฉันไม่หนาว อากาศแค่นี้ทำกระไรฉันไม่ได้ดอก ชินเสียแล้ว อีกอย่าง คุณตูลิปยกให้ฉันแล้ว ก็เป็นสิทธิ์ของฉันที่จะยกให้ใครก็ได้ หรือจ้อยรังเกียจที่จะห่มผ้าต่อจากฉัน”

 

 

 

มือเล็กบางฉุดรั้งคนที่ตั้งท่าจะออกจากมุ้ง

 

 

 

“มิได้ขอรับ บ่าว…”

 

 

 

ความรู้สึกบางอย่างก็ยากเกินกว่าที่จ้อยจะบรรยาย คุณหลวงหนุ่มดวงตาวาววับในความมืด รอยยิ้มพึงใจถูกจุดไว้ที่มุมปาก อาศัยรัตติกาลช่วยพรางไว้

 

 

 

“ดีแล้ว เป็นเด็กเป็นเล็กอย่าหัดดื้อ เอาล่ะ นอนเสีย ฉันเองก็ต้องนอนเหมือนกัน พรุ่งนี้ต้องตื่นไปร่วมพิธีพระแต่เช้า”

 

 

 

คุณหลวงขึ้นไปนอนบนเตียงอย่างเก่า ทิ้งไว้เพียงไออุ่นที่ฝากมากับผ้าห่มให้เจ้าจ้อย แม้จะนอนดึกกว่าทุกคืน แต่ความหนาวก็ไม่มากล้ำกลายทั้งกายและใจของทาสตัวน้อยจนรุ่งสาง

 

 

 

“ผ้าม่วงของฉันเอง เห็นว่าคุณหลวงวิวัฒน์ฯชอบให้บ่าวที่ติดตามแต่งตัวให้สุภาพ ฉันเห็นว่าเจ้าจ้อยจะไปร่วมงานด้วย เลยคัดผ้ามาให้”

 

 

 

หลวงสรศักดิ์มาถึงเรือนเล็กที่พักแขกแต่เช้า พร้อมผ้าม่วง 3 ผืน จ้อยมองดูอย่างตื่นๆ ดวงตากลมแป๋วช้อนขึ้นมองนายของตัวอย่างขอความคิดเห็น หลวงวิวัฒน์อากรพื้นเสียแต่เช้าเช่นกัน แต่ด้วยมารยาทจึงทำให้ต้องข่มใจลง

 

 

 

“ขอบคุณคุณหลวงมาก ที่มีน้ำใจนึกถึงเจ้าจ้อย แต่บ่าวของกระผมเรื่องผ้านุ่งผ้าห่ม กระผมพอดูแลได้”

 

 

 

“อย่าได้เกรงใจเลยคุณหลวง ผ้าม่วงสามผืนนี้ กระผมสั่งมาจากอินเดียนานแล้ว เห็นว่าสีสันเหมาะกับคนขาวๆอย่างเจ้าจ้อย เลยมีแก่ใจนึกถึง”

 

 

 

เจ้าบ้านหนุ่มยังคงยืนยันวัตถุประสงค์ แขกผู้มาเยือนเห็นว่าเรื่องนี้คงไม่จบลงโดยง่าย ยิ่งถ้าพูดไปจะยิ่งหมางใจกันหนักเสียเปล่าๆ จึงยอมให้จ้อยรับผ้าไว้ ในใจนึกหาวิธีกำจัดเสียให้พ้นๆ

 

 

 

“จ้อย ขอบคุณคุณหลวงเสีย วันนี้นุ่งผ้า ‘ของฉัน’ แล้ว ก็เอาสามผืนนี้ไปเก็บ”

 

 

 

เจ้าจ้อยอ้อมแอ้มรับคำเบาๆ ยกมือประนมขอบคุณคุณประยงค์ ผู้เป็นเจ้าของบ้านแล้ว รับผ้าไปเก็บ หลวงวิวัฒน์อากรมองสายตาหลวงสรศักดิ์ที่มองตามหลังร่างเล็กด้วยดวงตาคมกริบ ราวกับถ้าสายตาของเขาเป็นมีดจะตัดสายตาของคุณประยงค์นั้นให้ขาดลงได้ ชายหนุ่มออกปากเตือนเจ้าของบ้านน้ำเสียงติดจะขุ่น

 

 

 

“ไปกันรึยังคุณหลวง ประเดี๋ยวท่านเจ้าคุณกับคุณหญิงจะคอย”

 

 

“อ้อ ไปซี คุณหลวงเชิญก่อน”

 

 

 

“คุณหลวงนั่นแหละครับเชิญก่อน พอดีว่ากระผมลืมของ จะตามไปทีหลัง”

 

 

 

เพราะขัดผู้เป็นเจ้าของเรือนชั่วคราวไม่ได้ หลวงสรศักดิ์จึงล่วงหน้าไปก่อนอย่างไม่เต็มใจนัก พอคล้อยหลังอีกฝ่ายหลวงวิวัฒน์อากรก็เดินขึ้นไปหาจ้อย

 

 

 

“เก็บเรียบร้อยหรือยัง”

 

 

 

“ขอรับ เอ้อ…ผ้า…”

 

 

 

“เขาให้ก็รับไว้ จะใช้ไม่ใช้ก็อีกเรื่อง”

 

 

“บ่าวคงไม่กล้าใช้ดอกขอรับ”

 

 

 

จ้อยก้มหน้างุด คุณหลวงจึงถามเสียงดุ

 

 

 

“เพราะกระไรเล่า เขามีแก่ใจให้ เจ้าก็ใช้เสียซี”

 

 

“ก็บ่าวเป็นบ่าวของคุณหลวง คุณหลวงให้ผ้านุ่งบ่าว บ่าวก็กล้านุ่ง พอใครถาม บ่าวก็ตอบได้ว่านายให้ แต่นี่หลวงสรศักดิ์ไม่ได้เป็นนายของบ่าว… เอ่อ…”

 

 

 

เพียงเท่านี้คุณหลวงหนุ่มก็ยิ้มออกมาได้ เจ้าจ้อยของคุณย่าช่างเจรจานัก

 

 

 

“เอาเถิด ไม่อยากใช้ก็ยกให้ผู้อื่นเสีย เขาคงไม่ตามไปดูถึงนครไชยศรีดอก จะไปกันหรือยัง ประเดี๋ยวไม่ทันพระสวด”

 

 

“ขอรับคุณหลวง”

 

 

 

 

คุณหลวงแยกตัวไปนั่งกับมารดาและบรรดาผู้ที่มาร่วมงาน จ้อยที่แลดูว่างงานจึงเดินมาหาแม่แช่ม ทาสตัวน้อยลอบสังเกตท่าทีของหญิงสาวที่ผุดลุกผุดนั่งอยู่สักพักก็ออกปากถาม

 

 

 

“มีกระไรรึขอรับแม่แช่ม”

 

 

 

“เฮ้อ! ก็พี่โชติน่ะซี ป่านนี้แล้วยังไม่มา ดีนะคุณกุหลาบเทศแต่งตัวช้า ยังไม่ออกมาฟังพระสวด หาไม่ คุณหญิงคงมาเพ้ยเอากับฉัน”

 

 

 

เจ้าจ้อยชะโงกหน้าตามหญิงสาวอยู่ไม่นานก็แล่นลงไปที่ท่าน้ำ ชะเง้อหน้าอยู่เพียงครู่ก็ยิ้มกว้าง กวักมือเรียกหยอยๆ

 

 

 

“พ่อโชติ! ทางนี้ขอรับ”

 

 

 

เจ้าตัวยิ้มเต็มหน้าตั้งใจจะไปรายงานแม่แช่มให้หมดกังวลแต่อารามดีใจทำให้ไม่ทันระวัง หันเข้าไปชนอกแกร่งของใครคนหนึ่งเข้า มือแข็งแรงจับไหล่เล็กไว้ไม่ให้ล้ม

 

 

 

“จะรีบไปไหนรึเจ้าจ้อย”

 

 

 

คุณประยงค์ถามหน้ายิ้มๆ จ้อยก้มหน้างุดลงพยายามฝืนตัวออกแต่ดูเหมือนชายหนุ่มจะไม่เต็มใจ จ้อยจึงฝืนแรงของคนที่ตัวสูงกว่าไม่ได้ เสียงคนขึ้นจากเรือเรียกให้ทั้งคู่ต้องหันไป หลวงเกษตรไชยศรีมองมือใหญ่บนไหล่บางด้วยสายตาชนิดที่เจ้าของมือต้องปล่อยอย่างจำใจ ชายหนุ่มเจ้าบ้านทักผู้ที่สูงวัยกว่าแก้เก้อ

 

 

 

“เอ้อ…หลวงเกษตรฯ กระผมนึกว่าไม่มาเสียแล้ว”

 

 

 

พี่ชายของคุณช่วงยิ้มราวกับไม่เห็นเหตุการณ์เมื่อครู่ ปากก็ว่า

 

 

 

“ไม่มาได้อย่างไรขอรับ งานโกนจุกลูกสาวคนเล็กของท่านเจ้าคุณทั้งที แต่พอดีติดราชการจึงมาช้า คุณหลวงคงจะไม่ถือสา”

 

 

 

จ้อยถือโอกาสนั้นบอกกับทนายเทิดว่าตนจะไปเรียนแม่แช่มแล้ววิ่งกลับไปในงานทันที ปรากฏว่าเมื่อไปถึงนั้น หญิงสาวกำลังสนทนากับชายหนุ่มที่จ้อยจำได้ว่าเป็นมือระนาดเอกของวงปี่พาทย์เมื่อคืน พอจ้อยไปถึงแม่แช่มก็หันมาทันที

 

 

 

“อ้อ! เจ้าจ้อย ได้ความว่าอย่างไร”

 

 

 

“คุณหลวงเพ่อมาถึงขอรับ ตอนนี้กำลังคุยกับคุณหลวงสรศักดิ์ ประเดี๋ยวคงขึ้นมา”

 

 

 

แม่แช่มทำท่าโล่งใจ จากนั้นก็ชวนจ้อยไปในโรงครัวโดยไม่สนใจผู้ชายคนนั้นอีก ตลอดเวลาที่พระสวดหญิงสาวและทาสหนุ่มไม่ได้ออกมาอีกเลย จนจ้อยเห็นว่าถึงแก่เวลาจึงบอกแก่นายสาว

 

 

 

“บ่าวต้องไปหยิบของมาให้คุณช่วงขอรับ เห็นว่าเตรียมมาให้คุณกุหลาบเทศ”

 

 

 

นั่นแหละแม่แช่มจึงยอมออกมา ของที่หลวงวิวัฒน์อากรนำมาให้แก่คุณกุหลาบเทศผู้เป็นเจ้าของงานนั้น เรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อย เนื่องจากเป็นชุดเครื่องแก้วเจียระไนที่คุณช่วงหอบหิ้วมาเองจากยุโรป เสียงซุบซิบถึงราคาค่างวดดังกันให้ขรม ตัวจ้อยที่เห็นของเหล่านี้มากมายที่บ้านชายหนุ่มในพระนครไม่ได้รู้สึกกระไร จนกระทั่งคุณหญิงมารดาของคุณช่วงเอ่ยเรียกคุณตูลิปให้ไปนั่งใกล้

 

 

 

“พ่อช่วงเขาเอาน้ำอบฝาหรั่งมาจากเมืองอีหรอบมาฝากแม่ตูลิปด้วยจ๊ะ แม่เล่าไปในหนังสือที่เขียนถึงเขาว่าแม่ตูลิปชอบเครื่องหอม เขาเลยมีแก่ใจหิ้วมาฝาก เห็นว่ากลิ่นนี้หอมนัก รับไว้เสียซิ แน่ะ! พ่อช่วง แม่บอกแล้วยังเฉยอีก รีบส่งให้น้องซี”

 

 

 

คุณหลวงมีอาการมึนงงอยู่ชั่วครู่กับคำสั่งซื้อของที่อีหรอบของมารดาแต่ก็หันไปรับของจากมือจ้อยที่หยิบไว้คอยท่าส่งมอบให้หญิงสาวที่รับของมาแล้วเอ่ยขอบคุณด้วยกิริยาแช่มช้อย เจ้าหล่อนสบตาคุณหลวงหนุ่มแล้วก้มลง แก้มใสซับสีแดงเรื่อน่ามอง หากในสายตาจ้อยช่างขวางหูขวางตาเป็นยิ่งนัก ขวางทั้งคุณตูลิปที่สะเทิ้นอายแต่ก็รับน้ำอบไว้ด้วยสีหน้าระรื่น ไหนจะหลวงวิวัฒน์อากรที่ช่างสรรหาสรรพสิ่งมาจากเมืองฝาหรั่งให้ถูกใจพวกผู้หญิง…คิดมาถึงตรงนี้จ้อยก็ข่มก้อนสะอื้นที่แล่นขึ้นมาจุกอก คำของยายดังก้อง

 

 

 

‘เรื่องของเจ้านาย จำไว้นะจ้อย บ่าวอย่างเราไม่เกี่ยว’

 

 

 

คิดได้ดังนั้นทาสในเรือนเบี้ยอย่างเขาก็หน้าม่อย ได้แต่เจียมตัว… พวกท่านผู้ใหญ่ยังพูดจากันอีกหลายคำ เจ้าตัวน้อยที่เห็นว่าหมดธุระแล้วจึงคลานออกมา ตั้งใจว่าจะไปหาแม่แช่ม ก็ได้ยินเสียงนั้นพอดี

 

 

 

“คุณแช่มจะไปดูหนังใหญ่ด้วยกันไหมขอรับ กระผมจะพาไป โรงตั้งอยู่ตรงฟากขะโน้น”

 

 

 

ยังไม่ทันที่น้องสาวคนสวยของสองคุณหลวงจะตอบ ทาสตัวดีก็สอดขึ้น  

 

 

 

“ไปขอรับ ไปด้วยกันเถิดนะขอรับแม่แช่ม จ้อยอยากดูหนังใหญ่ จ้อยไม่เคยเห็น”

 

 

 

ด้วยอัมพวามีชื่อเสียงเรื่องหนังใหญ่ส่่วนนึง และด้วยอารมณ์นึกขวางเรื่องคุณช่วง ทำให้เจ้าตัวน้อยอยากหากระไรทำเพื่อความสนุก

 

 

 

“ได้โปรดเถิดครับแม่แช่ม งานก็เรียบร้อยดีแล้ว เปิดหูเปิดตาเสียบ้างเถิดขอรับ”

 

 

 

เจอไม้นี้เข้า น้ำเสียงออดเล็กๆ ไหนจะประกอบกับดวงตากลมใหญ่ใสซื่อทำเอาแม่แช่มเผลอพยักหน้า

 

 

 

“แค่ประเดี๋ยวเดียวนะ ฉันเกรงคุณพี่จะดุ”

 

 

 

“ขอรับ”

 

 

 

ระหว่างนั้นจ้อยจึงรู้ว่าพ่อหนุ่มมือระนาดมีชื่อว่า เนื่อง เป็นลูกชายหัวหน้าวงปี่พาทย์ที่เจ้าคุณเจ้าของบ้านจ้างมา คุยกันไม่นานเจ้าตัวก็ออกปากเรียก พี่เนื่อง อย่างสนิทสนม แถมจะช่วยชี้ชวนให้แม่แช่มดูหนังใหญ่จนเพลินไปอีกด้วยคน

 

 

 

“เจ้าจ้อย…”

 

 

 

เสียงคุ้นเคยแม้ในยามปกติจะไม่มีโทนเสียงที่เย็นเยียบถึงเพียงนี้ดังขึ้นมาใกล้ๆ จ้อยตกใจจนสะดุ้งสุดตัว หันไปสบเข้ากับดวงตาดุคมที่เต็มไปด้วยร่องรอยตำหนิ

 

 

 

“คุณหลวง…”

 

 

 

พ่อโชตินั่งมองน้องชายร่วมบิดากับน้องสาวร่วมอุทรอยู่นอกชานที่เรือนเล็กรับรองคุณช่วงอย่างอึดอัดใจเล็กน้อย หากพ่อช่วงเอะอะด่าทอแม่แช่มรุนแรง เขาคงลุกมาห้ามปราม แต่นี่คนที่เพ่อกลับมาจากเมืองอีหรอบกลับเอ่ยเสียงเรียบเพียงว่า

 

 

 

“ทีหน้าทีหลังอย่าตามใครไปดูหนัง ดูละครอีก ถึงจะเป็นในงานที่เรามาร่วมก็เถอะ มันไม่งาม”

 

 

 

แม่แช่มนั้นก้มหน้าน้ำตาร่วง อับอายพี่ชายราวกับว่าตนนั้นทำตัวแสนจะง่าย ไม่ไว้หน้าเจ้าคุณพ่อและคุณหญิงผู้เป็นมารดาเลี้ยง รวมถึงพี่ชายทั้งสอง ส่วนอีกคนที่เป็นต้นคิด น้ำตาร่วงเผาะๆหล่นเป็นสายไม่ต่างกัน รู้อยู่แก่ใจว่าใครเป็นผู้ผิดเต็มประตู หลังจากหลวงวิวัฒน์อากรเอ่ยตำหนิน้องสาว เจ้าตัวน้อยก็ยกมือขึ้นประนมแทบจะก้มกราบแม่แช่ม

 

 

 

“จ้อยขอโทษขอรับ ที่ทำให้แม่แช่มเดือดร้อน จ้อยไม่ทันระวังว่า…อึก… ว่าแม่แช่ม…ฮึก”

 

 

 

แรงสะอื้นทำให้เสียงขาดเป็นห้วง แม่แช่มสายหน้า ส่งสายตาปรามเด็กน้อย

 

 

 

“ฉันผิดเองที่ไม่ทักท้วง ดีฉันต้องกราบขอโทษคุณพี่ที่ทำเรื่องไม่งามนี้ ต่อไปดีฉันคงไม่กล้าทำอีก ดีฉันไม่ขอให้คุณพี่ยกโทษให้ แต่ขอให้วางใจว่าดีฉันเข็ดแล้วจริงๆค่ะ”

 

 

 

เสียงสะอื้นของสองคนดังกันขรม จนพี่ชายใหญ่ต้องเอ่ยขึ้น

 

 

 

“เอาเถิด เรื่องมันแล้วไปแล้วก็ให้จบลงที่ตรงนี้ คุณช่วงเขาหวังดีต่อตัวแม่แช่มเองนั่นแหละ ส่วนเจ้าจ้อยก็ยังเด็ก อยากรู้อยากเห็นไปตามประสา คงลืมคิดว่า แม่แช่มเป็นใคร”

 

 

 

ยิ่งฟังพ่อโชติ จ้อยยิ่งรู้สึกผิด ร่างเล็กก้มหน้าลง ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ จนหลวงเกษตรฯเอ่ยชวนน้องสาวและทนายของเจ้าคุณพ่อกลับเรือนที่รับรองตน เมื่ออยู่กันสองคนเพียงครู่ คุณหลวงก็ไล่ให้จ้อยไปอาบน้ำลูบตัวโดยไม่ได้เอ่ยตำหนิโดยตรงเหมือนที่ทำกับแม่แช่ม

 

 

 

“อาบน้ำแล้วก็รีบเข้านอนเสีย พรุ่งนี้ฉันจะออกเดินทางกลับแต่เช้า”

 

 

 

น้ำเสียงติดจะเย็นชายิ่งทำให้จ้อยเสียใจ จะตัวเดินลงไปอาบน้ำอย่างเงื่องหงอย เมื่อกลับขึ้นมาหลวงวิวัฒน์ฯก็ทำท่าราวกับไม่เห็นทาสหนุ่ม จ้อยจัดที่หลับที่นอนให้คุณช่วงทั้งน้ำตาอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง หยิบผ้าแพรอบร่ำกลิ่นหอมมาวางคืนที่นอนชายหนุ่ม จากนั้นก็ปูเสื่อที่นอนตน เมื่อเสร็จธุระการงานแล้วก็หยิบกระดานชนวนที่ติดมาตั้งใจว่าจะออกไปนอกชานหาแสงสว่างที่จะไม่รบกวนคุณหลวง

 

 

“นั่นจะไปไหน”

 

 

เสียงเย็นนิ่งเอ่ยถามโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าละจากหนังสือที่กำลังอ่าน เจ้าตัวน้อยปาดน้ำตาก้มหน้ากลั้นสะอื้นที่มีมาเป็นพักๆ

 

 

 

“ไปคัดหนังสือขอรับ”

 

 

 

“ฉันบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าพรุ่งนี้จะออกเดินทางแต่เช้า ทำไมไม่รีบเข้านอน”

 

 

 

จ้อยก้มหน้า ไม่กล้ามองผู้เป็นนาย แต่ก็ไม่อยากปด

 

 

“บ่าวนอนไม่หลับดอกขอรับ”

 

 

 

“ทำไมถึงนอนไม่หลับ”

 

 

“บ่าวไม่สบายใจเรื่องวันนี้ขอรับ…บ่าวรู้สึกผิดกับแม่แช่ม กับ เอ่อ… คุณหลวง บ่าว…ฮึก”

 

 

 

ครานี้เจ้าตัวสะอื้นจนตัวโยน หลวงวิวัฒน์อากรไม่เอ่ยตำหนิคนสนิทก็จริง แต่นั่นเหมือนมีเข็มสักพันเล่มทิ่มตำจิตใจจ้อย ตั้งแต่น้อยคุ้มใหญ่คนที่อยู่กับแม่นายกับยายมาทั้งชีวิต ผิดก็โดนเอ็ด ไม่เคยเจอเหตุการณ์บีบคั้นถึงเพียงนี้ก็ย่อมทำตัวไม่ถูกเป็นธรรมดา  

 

 

 

“…”

 

 

 

หลวงวิวัฒน์อากรมองร่างบางอย่างนึกสงสาร เขารู้ดีว่าวิธีที่ใช้ออกจะกดดันอีกฝ่ายไปสักหน่อย แต่ถ้าหากเขาไม่ระงับจิตใจ แล้วหันเหความสนใจไปทางแม่แช่ม เกรงว่าอารมณ์หวงจนออกจะเหมือนหึงที่มีต่อบ่าวตรงหน้าจะสำแดงออกมาให้ได้อายคนทั้งงานเป็นแน่

 

 

 

“นิ่งเสีย อย่าขี้อ้อน อย่าร้องไห้ ผิดแล้วต่อไปก็แก้ไข อย่าทำอีก ฉันไม่ชอบ เข้าใจไหมเจ้าจ้อย”

 

 

 

มือใหญ่แตะไหล่บางแล้วโอบประคองอีกฝ่ายที่ฟุบหน้าคร่ำครวญให้เงยหน้าขึ้นมาสบ นิ้วแกร่งปาดหยาดน้ำตาหยดน้อยออกจากใบหน้า เจ้าจ้อยร่ำไห้ จนปลายจมูก หู ตาแดงก่ำไปหมด น่าแปลก…แทนที่จะดูไม่ได้ ใบหน้านั้นกลับงามจับใจในความรู้สึกของคุณหลวง ชายหนุ่มจ้องดวงตาแดงช้ำเพียงครู่แล้วหลบเสีย ละไปควานหาบางอย่างที่ตนติดมาจากพระนคร ยื่นให้เจ้าตัวน้อย

 

 

 

“หีบเพลง ฉันให้ แล้วหยุดร้องเสีย ถือว่าฉันขอร้อง”

 

 

 

จ้อยมองหีบไม้เล็กๆราวกับเป็นสิ่งอัศจรรย์ คุณหลวงหนุ่มจับมือนุ่มของมันให้รับไว้ จากนั้นก็คลายสลัก ฝาหีบไม้เล็กๆเด้งเปิดออกมา ท่วงทำนองไพเราะอ่อนหวานดังขึ้น แม้ไม่คุ้นหู แต่จ้อยก็บอกตัวเองว่าเสียงนั้นเพราะจับใจ เพราะกว่าเสียงสวรรค์ใดๆที่เคยได้ยิน

 

 

 

“ชอบไหม…”

 

 

 

เสียงทุ้มนุ่มอ่อนโยนดังเก่าดังขึ้น เจ้าตัวน้อยตาทอประกายสดใสเป็นที่พึงใจคนให้ยิ่งนัก

 

 

“ชอบที่สุดเลยขอรับ บ่าวไม่เคยได้ยินเพลงแบบนี้เลยสักครั้ง แต่ก็รู้ว่าเพราะที่สุดขอรับ”

 

 

 

“ชอบก็รับไว้แล้วเก็บให้ดี ฉันหอบหิ้วข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากอีหรอบ ตอนนี้มันเป็นของจ้อยแล้ว”

 

 

 

คุณหลวงไม่ได้บอกต่อว่าเขานั้นพอรู้ทันเรื่องที่มารดาฝากซื้อน้ำหอมจากเมืองฝาหรั่ง จึงตั้งใจว่าหากมาอัมพวาแล้วเกิดถูกตาต้องใจใครสักคนจะยกหีบเพลงให้ มาบัดนี้หีบเพลงเจอเจ้าของแล้ว…ชายหนุ่มตื้นตันในอก เรื่องของหัวใจ ห้ามกันไม่ได้จริงๆ

 

 

 

“จะดีรึขอรับ ของดีแบบนี้ บ่าว…เอ่อ… ไม่กล้ารับไว้”

 

 

 

“ดีซี ต่อไปถ้าจ้อยมีเรื่องเศร้า เสียใจ หรือไม่สบายใจแค่ไหนขอให้ฟังหีบเพลงนี้แล้วนึกถึงฉันที่เป็นคนให้”

 

 

 

เจ้าจ้อยยิ้มกว้าง หวานละไม น้ำตาแห้งเหือดไปเหลือเพียงความแช่มชื่นยินดี

 

 

 

“ขอรับคุณหลวง”

 

 

 

ทั้งจ้อย ทั้งคุณหลวงคงไม่คาดคิดเลยว่าต่อไปอีกนานเท่านาน ทุกครั้งที่จ้อยเสียน้ำตา หีบเพลงใบน้อยใบนี้จะคอยปลอบใจจ้อยเสมอในหลายปีต่อมา…

 

 

 

………………………………… 

 

หายไปนานเลย TT TT ไรต์​ยุ่งมาก ยังมีคนอ่านอยู่ใช่มั้ยคะ น้องจ้อยอาจจะมาช้ากว่าเรื่องอื่น แต่มาแน่นอนค่ะ ระหว่าง​นี้ไรต์​จะพยายามอัพสลับกับตอนพิเศษ​เรื่องเก่าๆด้วยนะคะ ขอบคุณ​ที่​ติดตาม​ค่ะ​ เลิฟทุกคน ^^

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

82 ความคิดเห็น

  1. #35 sayewj (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 13 กันยายน 2563 / 11:00
    อ่านตอนนี้ละจะร้องไห้ สงสารเจ้าจ้อย แต่ก็ทำผิดจริงอ่ะนะ ถึงจะไม่ได้ตั้งใจก็เถอะ ก็ต้องดุบ้าง แต่ตอนท้ายที่คุณหลวงมอบ-บเพลงให้เจ้าจ้อย ที่คิดไว้ว่าจะมอบให้คนที่พึงใจนี่แบบ แงงงง น่ารักกกกก รู้ตัวไว้ซะนะจ้อยว่าเป็นคนสำคัญของคุณหลวง แต่ในอนาคตต่อไปคงมีเรื่องให้เสียน้ำตาอีกแน่เลย
    #35
    0
  2. #29 love hyuk (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 8 กันยายน 2563 / 18:50

    ฮือออ เราน้ำตาไหลในประโยคสุดท้ายอ่ะ

    คิดไปไกลเลย ว่าจ้อยต้องเจออะไรบ้าง

    คนละชนชั้นขนาดนี้ มันแทบไม่มีทางเลยที่จะรักกันได้

    ตอนนี้ทั้งหวานทั้งเศร้าเลยค่ะ อารมณ์เราเหวี่ยงไปมาไม่หยุดเลย กำลังหวานๆ พอคิดถึงความเป็นจริงขึ้นมาอารมณ์ก็เศร้าอีก TT

    ปล. ยังรอเสมอนะคะ อยากให้จ้อยสมหวังและมีความสุข


    #29
    0
  3. #28 2510neung (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 8 กันยายน 2563 / 12:53

    คุณหลวงอบอุ่นมากกก เจ้าจ้อยยังเด็กมากก็คงดื้อไปตามเรื่อง คุณหลวงอย่าเพิ่งดุจ้อยมากนะ
    #28
    0
  4. #27 Jjkmy (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 8 กันยายน 2563 / 00:39
    ต่างคนต่างหึงกัน แต่แสดงออกไม่ได้ งื้ออ
    #27
    0
  5. #26 AsakiSan (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 8 กันยายน 2563 / 00:09
    ฮืออออ ~ เป็นเอ็นดูเจ้าจ้อย
    โอยยนย น้อนนนนนนนนนน
    รอคุณไรต์เสมออออ รักๆ
    #26
    0