ทาส [ฟิคSJ] [WonHyuk] [SJ]

ตอนที่ 5 : หมากคำนั้น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 64
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    4 ส.ค. 63

ถึงคุณหลวงวิวัฒน์ฯจะพาไปหากินของหน้าประตูวังจนอิ่ม แต่เมื่อกลับถึงเรือนท่านพระยาจ้อยก็ตรงรี่เข้ามาหาแม่แช่มทันที

 

 

 

“เอ้านี่ ลูกบัวผัดที่สัญญากันไว้ เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆรีบกินเสีย”

 

 

 

คุณหลวงหนุ่มมองน้องสาวต่างมารดาที่ยิ้มอย่างอารมณ์ดีแล้วถามว่า

 

 

 

“สัญญิงสัญญากระไรกันรึแม่แช่ม”

 

 

 

“สัญญาว่าถ้าจ้อยไปช่วยเด็ดสายบัวให้แล้วน้องจะผัดเม็ดลูกบัวให้กินค่ะคุณพี่”

 

 

 

หญิงสาวยิ้มแล้วหันไปหาเจ้าตัวดีที่หยิบเม็ดบัวผัดเคลือบน้ำตาลสีนวลเม็ดเล็กจากกระทงใบตองใบน้อยเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย

 

 

 

“หวาน กรอบกำลังดีขอรับแม่แช่ม บ่าวเพ่อมีโอกาสได้รับของอร่อยก็คราวนี้นี่เอง กลับไปนครไชยศรีบ่าวจะไปออกทุ่งเก็บลูกบัวมาให้ยายผัดบ้าง ไม่รู้จะรสดีอย่างที่แม่แช่มทำรึไม่”

 

 

 

เจ้าตัวดีเคี้ยวกรุบๆแถมอมไว้ข้างแก้มจนป่องราวกระรอกน้อยก็ไม่ปาน แม่แช่มยิ้มหวาน พึมพำว่าไม่ต้องมาประจบแล้วเล่าให้คุณหลวงผู้เป็นพี่ฟังต่อ

 

 

 

“น้องเคยแต่ซื้อสายบัวที่ตลาดหรือไม่ก็ให้พวกบ่าวหามาให้ นึกเองว่าสายเล็กๆคงเก็บไม่ยาก วันก่อนจ้อยชวนออกไปออกทุ่งท้ายตึกใหญ่ ออกแรงดึงเสียเหนื่อย เลยได้อาศัยแรงเจ้าจ้อยช่วยเก็บ แลกกับเม็ดบัวผัดนี่แหละค่ะ”

 

 

 

ความจริงแล้วจ้อยเป็นทาสในเรือนเบี้ยของแม่นาย แม่แช่มเป็นหลานสาวของคุณนายชั้นมีสิทธิ์ใช้สอยจ้อยเต็มที่ แต่หญิงสาวนั้นเกรงใจว่าจ้อยเป็นคนสนิทของคุณหลวงวิวัฒน์ฯจึงไม่กล้าเรียกใช้เท่าใดนัก เหตุเพราะคุณหญิงมารดาคุณหลวงนั้นมักจะแยกนายแยกบ่าว ลูกภรรยาน้อยของท่านเจ้าคุณจะมาสั่งบ่าวของเจ้าหล่อน ของลูกหล่อนด้วยไม่ได้ หลวงวิวัฒน์อากรทราบดีถึงข้อนี้ หากเป็นบ่าวคนอื่นชายหนุ่มคงให้น้องสาวเรียกใช้ตามใจ แต่นี่เป็นจ้อย ชายหนุ่มจึงนิ่งเสีย ไม่เอื้อให้เรียกใช้อีก หันไปมองเจ้าตัวดีที่เอาแต่เคี้ยวตุ้ยๆแล้วก็อดหยอกไม่ได้ว่า

 

 

 

“ไหน เอามาชิมสักเม็ดซีเจ้าจ้อย ท่าทางน่าอร่อย”

 

 

 

น้องสาวขยับจะเย็บกระทงเพิ่ม

 

 

 

“ประเดี๋ยวน้องตักใหม่ให้…”

 

 

 

คุณหลวงหนุ่มยกมือห้ามไหวๆ

 

 

 

“ไม่ต้องยุ่งยากดอกแม่แช่ม พี่รับกระทงเดียวกับเจ้าจ้อยนี่แหละ แค่พอรู้รส”

 

 

 

หญิงสาวนั่งลงแต่โดยดี มองพี่ชายคนรองรั้งมือขาวของเจ้าจ้อยให้ป้อนเม็ดบัวเข้าปากด้วยอาการแปลกในอก รู้สึกเขินอายขึ้นมาดื้อๆเสียอย่างนั้น จึงเฉไฉเปลี่ยนเรื่องว่า

 

 

 

“คุณพี่จะไปบ้านคุณตูลิปพร้อมกับน้องพรุ่งนี้เลยไหมคะ”

 

 

 

“อืม ก็คงเยี่ยงนั้นแล พี่โชติเขาค้างกับขรัวตาคงตามไปพร้อมทนายเทิดเลยกระมัง”

 

 

 

น้องสาวพยักหน้าแล้วเอ่ยว่า

 

 

 

“คุณพี่จะให้น้องตั้งสำรับที่ไหนเจ้าคะ วันนี้มีต้มกะทิสายบัวกับปลาทูของชอบของคุณพี่”

 

 

 

“ให้เลยเวลาไปสักนิด พี่เพ่อรับขนมจีนมาจากหน้าวัง ตั้งที่เฉลียงหลังตึกก็แล้วกันพี่รับแค่สองคนกับจ้อย แม่แช่มรับไปก่อนไม่ต้องคอย”

 

 

 

น้องสาวรับคำเบาๆก่อนจะได้ยินคุณหลวงเร่งเจ้าตัวน้อย

 

 

 

“ไปเจ้าจ้อย ไปลูบเนื้อลูบตัวเสีย ประเดี๋ยวรับข้าวแล้วจะได้รีบเข้านอน พรุ่งนี้จะไปงานพิธีโสกันต์แม่กุหลาบเทศของคุณย่า”

 

 

 

ว่าแล้วชายหนุ่มก็รั้งตัวเจ้าตัวน้อยให้ลุกขึ้น หายขึ้นไปที่บนตึก แม่แช่มระลึกได้ถึงคำของพี่ชายใหญ่

 

 

 

‘คอยดูให้ดีเถิดแม่แช่ม คุณช่วงกับอ้ายจ้อย ไม่รู้ใครเป็นบ่าวใครเป็นนายกันแน่’

 

 

 

 

จ้อยนั่งรถม้าแล้วต่อเรือไปอัมพวาบ้านงานพิธีโกนจุก แม่แช่มนั้นช่างเอาใจใส่ หญิงสาวติดเม็ดบัวผัดกับหมูหยอง และ ขนมปัง มาไว้เผื่อใครหิว คุณหลวงวิวัฒน์ฯนั้นคุ้นกับการเดินทางไกลๆชายหนุ่มจึงไม่รับกระไรจุบจิบนัก ผิดกับคนสนิทที่ติดมาจากบ้านคุณย่า เจ้าตัวมองขนมปังอย่างฝาหรั่งด้วยความตื่นตา หญิงสาวจึงบอกเล่าด้วยความเอ็นดู

 

 

 

“คุณชิดเธอเรียนวิธีอบมาจากในวัง แล้วก็มาแนะฉันทำอีกต่อหนึ่ง รสเป็นอย่างไร พอรับได้ไหมเจ้าจ้อย”

 

 

 

“อร่อยมากขอรับแม่แช่ม บ่าวขอแบ่งเก็บไปให้แม่นายกับยายของบ่าวที่นครไชยศรีได้รึไม่ขอรับ”

 

 

 

เจ้าตัวดีตั้งท่าจะเก็บขนมปังที่ชิมแล้วเล็กน้อยเข้าพกห่อ คุณหลวงและน้องสาวมองทาสหน้าขาวที่แสนจะรวยน้ำใจด้วยความเอ็นดูยิ่งขึ้น

 

 

 

“ไม่ต้องดอกเจ้าจ้อย อีกตั้งหลายวันกว่าคุณพี่ช่วงจะกลับ กว่าจะถึงวันนั้น ขนมปังก็ขึ้นราพอดี เอาไว้ใกล้ๆฉันจะทำใหม่ๆไปฝากคุณย่ากับพวกที่นครไชยศรีให้เอง”

 

 

 

“ขอบพระคุณขอรับแม่แช่ม”

 

 

 

เจ้าตัวน้อยยกมือขึ้นประนม แล้วก็นั่งชมสองข้างทางไปเรื่อย สักพักก็ตาปรอยใกล้จะหลับ

 

 

 

คุณหลวงที่นั่งอยู่ในเก๋งเรือเรียกมันเข้ามาใกล้ จ้อยนั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่บนพื้นท้องเรือตรงหน้าตัก

 

 

 

“ง่วงก็นอนเสีย เมื่อคืนมัวแต่ตื่นเต้น ไม่ยอมหลับล่ะซี เอ้า! พิงเข่าฉันนี่จะได้หลับสบาย”

 

 

 

เจ้าจ้อยเอนศีรษะซบหน้าตักคุณหลวงหนุ่มด้วยความง่วงงุน ทำเอาใครต่อใครในเรือลำนั้นทำหน้าฉงน แต่เมื่อคุณหลวงผู้เป็นใหญ่ในเรือนี้ไม่ว่ากระไร ผู้อื่นจึงได้แต่นิ่งเงียบเช่นกัน

 

 

 

 

เรือนโบราณหลังใหญ่ในอัมพวา มองไกลๆก็พอทราบว่าเรือนนั้นคงจะมีงานสำคัญเป็นแน่ เพราะหน้าเรือนนั้นประดับประดาด้วยธงแขวนสีสันสดใส อีกทั้งยังมีไฟตามไว้ยามค่ำคืนในจุดต่างๆ เจ้าคุณท่านนี้เป็นมหาดเล็กหลวง คุณหญิงผู้เป็นภรรยามีความสนิทสนมกันมากกับคุณหญิงมารดาของคุณช่วงตั้งแต่เมื่อครั้งเป็นคุณข้าหลวงอยู่ในรั้วในวังมาด้วยกัน เมื่อแม่ๆสนิทกัน ก็หวังจะผูกสัมพันธ์ให้ลูกๆนั้นสนิทกันด้วย ซึ่งเรื่องนี้ท่านเจ้าคุณกสิกิจยังไม่เห็นด้วยเท่าใดนัก ตัวคุณช่วงเองก็เห็นด้วยกับบิดา จึงออกปากกับแม่แช่มว่า

 

 

 

“พวกก๊กฟากขะโน้นว่า เจ้าคุณพ่อเป็นเศรษฐีเพราะทำงานผูกอากร เพ้อเจ้อเหลวไหลเป็นที่สุด อากรเราเก็บเข้าหลวง ไม่ได้เก็บเข้าตัวสักหน่อยจะไปร่ำรวยได้อย่างไร หลวงเองก็ใช่ว่าจะเก็บอากรเข้าพกเข้าห่อ ที่เราเทียมหน้าเทียมตาพวกฝาหรั่งก็เพราะเงินอากรทั้งนั้น อีกอย่างภาษีหางข้าวที่เจ้าคุณพ่อเก็บก็เป็นข้าวไม่ได้เก็บเป็นเงิน ที่เรามีกินมีใช้ทุกวันนี้เพราะทำงานสุจริต คุณย่าเป็นคนขยัน รู้จักทำรู้จักเก็บต่างหากเล่า”

 

 

 

น้องสาวพยักหน้าเห็นด้วย แต่ก็จนใจจะค้านมารดาเลี้ยงที่อยากจะให้พี่ชายคนรองดองกับคุณตูลิป

 

 

 

“คุณหญิงท่านหมายคุุณพี่กับคุณตูลิปนัก น้องว่าน้ำกำลังเชี่ยว อย่าเพ่อเอาเรือไปขวางท่านเลยค่ะ คุณพี่จะร้อนหูร้อนใจเสียเปล่าๆ”

 

 

 

หล่อนว่าเยี่ยงนี้ คุณช่วงเข้าใจดีว่าหากเขาผิดใจกับมารดา ผู้ที่จะเดือดเนื้อร้อนใจเป็นที่สุดก็คงจะเป็นแม่แช่มนั่นเอง

 

 

 

“โชคยังดีที่พี่ไปอยู่นครไชยศรีกับคุณย่า คงพอหลบคุณแม่ได้ไปอีกพักใหญ่ๆ”

 

 

 

จ้อยที่ตื่นขึ้นมาฟังสักพักหนึ่ง อดใจใคร่รู้ไม่ได้จึงถามแทรกขึ้นมาอย่างชนิดที่ถ้าอยู่บ้านแม่นาย คงจะโดนหลังแหวน ฐานที่พูดแทรกผู้ใหญ่

 

 

 

“คุณตูลิป…ชื่อแปลกเหลือเกินขอรับ เกิดมาบ่าวเพ่อจะเคยได้ยินก็หนนี้”

 

 

 

จ้อยละเรื่องที่เคยได้ยินคุณนายชั้นบ่น เรื่องที่คนบ้านโน้นตั้งชื่อลูกชนิดที่ ‘เหาจะกินหัว’ เสีย คุณหลวงนอกจากจะไม่ว่าที่ทาสตัวน้อยพูดแทรกตนกับน้องสาวแล้ว ยังหันมาสัพยอก

 

 

 

“ฟังแล้วเพราะไหมเล่าเจ้าจ้อย”

 

 

 

“เอ่อ… จะว่าเพราะก็เพราะ แปลกดีขอรับ”

 

 

 

สีหน้าเจ้าตัวตัวนั้นบ่งบอกว่ามีต่อในใจว่าแต่… หากเจ้าจ้อยก็เว้นไว้ คุณหลวงยิ้มอย่างรู้เท่าทันก่อนออกปากชมว่า

 

 

 

“เข้าใจตอบ ชื่อตูลิป เอามาจากดอกไม้แถบอีหรอบ เรียกว่าดอกทิวลิป เจ้าคุณเรือนนี้ท่านสนิทกับพวกแหม่มมิชชันนารีสอนภาษา เลยได้ชื่อนี้มาอย่างไรเล่า”

 

 

 

แม่แช่มขยายความต่อว่า

 

 

 

“คุณหญิงของท่านชื่อบัว ท่านก็เรียก แม่บัววิคตอเรีย ตอนคุณย่าได้ยินครั้งแรกท่านว่า”

 

 

 

“ระวังเหาจะกินหัว”

 

 

 

สองพี่น้องและจ้อยพูดขึ้นมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย พอสิ้นเสียงก็พากันหัวเราะอย่างขบขัน เรือถึงท่าพอดี จ้อยนั้นสังเกตว่าคุณหลวงเป็นบุคคลสำคัญสำหรับงานนี้มิใช่น้อย เมื่อมาถึงนั้นเจ้าของเรือนก็ดีใจ ต้อนรับขับสู้เป็นการใหญ่ ครู่เดียวก็ไปนั่งคุยกับเจ้าคุณ คุณหญิงผู้เป็นเจ้าของบ้าน และ คุณหญิงผู้เป็นมารดาของคุณช่วงเอง รวมถึงคุณชิดอย่างครื้นเครง ส่วนตัวจ้อยนั้นถูกกันให้ไปช่วยงานแม่แช่มตระเตรียมสิ่งของที่จะใช้ในงานใหญ่วันพรุ่งนี้ หยิบจับสักพักยังไม่ทันเหนื่อย คุณหลวงก็ให้คนมาตาม

 

 

 

“เจ้าคุณท่านจัดเรือนพักให้คุณหลวงแยกต่างหาก จ้อยไปคอยรับใช้ท่านเถิด ฉันช่วยทางนี้อีกพัก ประเดี๋ยวก็จะไปลูบเนื้อลูบตัวเหมือนกัน ไม่ต้องห่วง”

 

 

 

แม่แช่มออกปาก จ้อยจึงเดินตามผู้ที่มาตามไปถึงเรือนเล็กที่แยกออกมาด้านหลัง ยังไม่ทันขึ้นเรือน คุณหลวงก็ทักว่า

 

 

 

“ไปซนที่ไหนมาเจ้าจ้อย ทำไมไม่ไปนั่งใกล้ๆฉัน กลัวคุณแม่ท่านดุรึ”

 

 

 

“เปล่าขอรับ บ่าวไม่ทราบว่าคุณหลวงจะเรียกใช้ เลยไปช่วยแม่แช่มเตรียมงานขอรับ”

 

 

 

“อ้อ! ถูกแม่แช่มซื้อได้ด้วยเม็ดบัวผัดนี่เอง”

 

 

 

เจ้าจ้อยรู้ดีว่าคุณหลวงพูดจาเย้าหยอกจึงรีบยิ้มประจบ

 

 

 

“แล้วคุณหลวงเล่า มีกระไรจะใช้บ่าวขอรับ”

 

 

 

“ไม่มีกระไรดอก จะบอกให้มาพัก เอาน้ำลูบตัว ประเดี๋ยวเย็นๆจะได้ไปนั่งกินข้าวในงาน”

 

 

 

ผู้ที่รับข้าวเย็นในงานนั้นคือคุณหลวง ส่วนจ้อยนั้นมีบ่าวด้วยกันในเรือนนี้มาตามให้กินในครัว ถึงแม้จะมีของกินหลากหลายด้วยเรือนมีงานใหญ่ แต่จ้อยก็รับแค่พออิ่ม จากนั้นก็ล้างมือแล้วรีบออกมานั่งเฝ้าคุณหลวง ปรากฏว่าคุณหลวงเพ่ออิ่มข้าวแต่ยังนั่งสนทนาอยู่ ในวงสนทนานั้น มีคนมาเพิ่มจากเมื่อบ่ายอีกหนึ่งคน เป็นหญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกับจ้อย หน้าตาสวยหมดจด ตัดผมทรงดอกกระทุ่ม ใส่เสื้อแขนหมูแฮมมีแพรสะพายข้างตามสมัยนิยม นุ่งผ้ายกพื้นสวยงาม เจ้าหล่อนนั่งชำเลืองมองคุณหลวงอย่างเขินอายเป็นระยะ กิริยานั้นหาได้ประเจิดประเจ้อ แต่นั่นก็ทำให้จ้อยนึกขวางขึ้นมาอย่างประหลาด พอดีกับที่แม่แช่มเดินมาสมทบ จ้อยจึงได้โอกาสถาม

 

 

 

“นั่นรึขอรับ คุณโฉมงามตูลิป”

 

 

 

หญิงสาวพยักหน้า กระซิบกลับแค่พอได้ยินกันสองคน

 

 

 

“ใช่แล้วล่ะ คงมาแนะนําตัวกับคุณพี่ช่วง เขาเคยเจอกันตอนยังเล็ก เห็นหน้ากันอีกทีก็คงจะจำกันไม่ได้ดอก”

 

 

 

“แล้วแม่แช่ม ไม่ต้องไปแนะนำตัวด้วยรึขอรับ”

 

 

 

“จ้อยเอ๊ย! คุณหญิงท่านพาฉันมาช่วยงาน ไม่ได้พามารู้จักกับใครดอก ส่วนพ่อโชตินั่นตามมาร่วมงานตามสั่งเจ้าคุณพ่อ คุณพี่ช่วงนั่นแหละ พระเอกตัวจริงของงานนี้”

 

 

 

หญิงสาวบอกด้วยน้ำเสียงขบขันหากสีหน้านิ่งเรียบ ชินเสียแล้วกับเหตุการณ์เช่นนี้ภายในครอบครัว เจ้าหล่อนนั่งมองวงดนตรีมโหรีปี่พาทย์ราวกับสนุกเสียเต็มประดา แล้วเรียกจ้อยให้นั่งลงใกล้ๆ

 

 

 

“มานั่งด้วยกันตรงนี้ คุณพี่ช่วงจะได้เห็น เผื่อมีกระไรเรียกใช้”

 

 

 

จ้อยไม่ทราบว่า วงสนทนาของท่านผู้ใหญ่มีกระไร ด้วยส่วนหนึ่งไม่ใช่เรื่องของเด็ก อีกประการหนึ่งเป็นเรื่องของนาย บ่าวไม่มีสิทธิ์ไปยุ่ง หากพอนั่งลงได้ระยะหนึ่ง ก็พอจะได้ยินเสียงเฮฮาแว่วๆมาจากวง

 

 

 

“ขึ้นไปแสดงสีมือสักหน่อยเถิดคุณหลวง ตั้งแต่กลับจากอีหรอบ ไม่มีใครได้ฟังเสียงระนาดเอกจากคุณหลวงสักคน เขาคิดถึงกันทั้งนั้น”

 

 

 

เสียงเจ้าคุณผู้เป็นเจ้าของเรือนคะยั้นคะยออย่างหนัก ตามด้วยเสียงของผู้ที่คุณหลวงวิวัฒน์ฯไม่อาจขัด

 

 

 

“ไปเล่นเถิดพ่อช่วง ไปเล่นคู่กับแม่ตูลิปนั่น น้องตีขิมเก่ง แม่อยากฟัง”

 

 

 

หลวงวิวัฒน์อากรกับคุณตูลิปเดินไปแทนที่นักดนตรีในวงปี่พาทย์หลังจากที่ชายหน้าตาดีผู้หนึ่งขึ้นไปกระซิบบอกผู้ที่เล่นระนาดเอกขณะนั้นให้หยุดเล่น แล้วชายทั้งสองก็พากันเดินมานั่งไม่ไกลจากที่จ้อยและแม่แช่มนั่งอยู่ก่อน

 

 

 

“ฝีมือดีจริงๆ”

 

 

 

“เสียงขิมก็ตีคลอเข้ากันมาก”

 

 

 

เสียงคนรอบข้างกล่าวชื่นชมคุณหลวงผู้เป็นนายไม่ได้ขาด เสียงเพลงที่คุณหลวงเล่นคู่กับคุณตูลิปนั้นจ้อยก็ไม่เคยได้ยินจากวงมโหรีปี่พาทย์ที่ไหน รู้แต่เพียงว่ายามเสียงระนาดเอกของคุณหลวงรุกไล่ เสียงขิมของคุณตูลิปก็ถอยหนี หากยังมีชั้นเชิงทอดอ่อนเชื่อมไม่ทิ้งขาดเสียทีเดียว ยามเมื่อคุณหลวงลดเสียงระนาดลง เสียงขิมนั้นก็นำขึ้นมาเบาๆจนเสียงระนาดต้องตามมาหยอกเย้า ผู้ฟังทั้งงานชมกันไม่ขาดปาก มีเพียงจ้อยผู้เดียวกระมัง ที่ยิ่งฟัง ยิ่งหงุดหงิด ไม่ใช่ว่าจ้อยไม่ชอบดนตรี หากวันนี้เจ้าตัวน้อยกลับรู้สึกไม่อยากขึ้นมาเสียดื้อๆ หวง…จ้อยหวงคุณหลวงอย่างไรก็ไม่ทราบ นี่เป็นคำตอบแรกที่เจ้าตัวน้อยบอกตัวเอง หลังจากคิดหาเหตุที่ไม่อยากฟังดนตรี เจ้าคุณเรือนนี้ก็อย่างไรกัน ส่งลูกสาวมาให้คนดูตัวราวกับเป็นผัก แม้คุณหลวงจะเป็นที่นิยมของผู้คนส่วนมาก ด้วยคุณสมบัติ และ รูปสมบัติ แต่เป็นสาวเป็นนางมาเล่นขิมหยอกเย้ากันมันสมควรแล้วหรือ เจ้าจ้อยกรุ่นๆในใจยิ่งนัก

 

 

 

“ทำกระไร อย่าให้มันหนักมือนัก!”

 

 

 

เสียงแม่แช่มทำเอาจ้อยสะดุ้งสุดตัว พอเหลียวไปมองก็เห็นว่าแม่แแช่กำลังส่งค้อนผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งจ้อยจำได้แม่นว่าผู้ชายคนนั้นเป็นผู้เล่นระนาดเอกก่อนที่คุณหลวงจะขึ้นไปเล่นนั่นเอง พ่อมือระนาดประจำวงปี่พาทย์หน้าเสีย หลบตาแม่แช่มทันทีโดยมีเสียหัวเราะจากคนข้างๆเบาๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแก่แม่แช่มนั้นทำให้จ้อยละความสนใจจากเสียงระนาดของคุณหลวงไปได้ระยะหนึ่ง จึงทำให้รับรู้สิ่งรอบตัวมากขึ้น สักพักจ้อยก็รับรู้ได้โดยสัญชาตญาณว่ามีสายตาหนึ่งคู่จ้องมองมานิ่งๆยังตน พอหันไปมองกลับก็สบเข้ากับตาคมคู่หนึ่งที่ต้องมองจ้อยอย่างไม่ลดละ สายตานั้นทำเอาเจ้าจ้อยบอกไม่ถูก ไม่ได้เป็นสายตาอย่างที่ผู้คนทั่วไปมองทาสหนุ่ม ดูลึกล้ำชื่นชมและดูพึงใจอยู่ไม่น้อยจากรอยยิ้มมุมปากของชายหนุ่มผู้นั้น แถมด้วยมีแววกระลิ้มกระเหลี่ยปะปนมา เจ้าตัวน้อยขยับตัวอย่างอึดอัด นึกถึงนางหยดขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ยามเมื่อจ้อยเผชิญหน้ากับสายตาเหล่านี้นางหยดมักจะออกปากไล่คนเหล่านั้นไป

 

 

 

“พวกมึงมองกระไรอ้ายจ้อยมัน คอยดูนะ กูจะฟ้องแม่นาย”

 

 

 

เหล่าทาสผู้ชายกลัวกันจนหัวหด หากยายของจ้อยรับรู้ก็มักจะบ่นว่า พวกสันดานไพร่ ไม่เคยเห็นคน แต่นี่จะด่าว่าสันดานไพร่ได้อย่างไร ผู้ชายที่มองจ้อยราวกับจะกลืนกินมีท่าทางเป็นผู้ดีมีสกุล ถ้าจ้อยจำไม่ผิด เขาคือผู้เดินไปบอกวงปี่พาทย์ว่าคุณหลวงกับคุณตูลิปจะขึ้นไปเล่น พอเห็นทาสตัวน้อยนั่งกระสับกระส่าย ชายผู้นั้นก็ขยับเข้ามาแล้วเอ่ยปากกับแม่แช่ม

 

 

 

“อ้าว! มาอยู่ตรงนี้นี่เอง รับกระไรรึยังแม่แช่ม”

 

 

 

“อ้อ รับเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะคุณประยงค์ ขอบพระคุณที่เป็นห่วง”

 

 

 

แม่แช่มกล่าวด้วยทีท่านอบโน้ม คุณประยงค์จึงพูดต่อว่า

 

 

 

“นั่นพาทนายมาช่วยงานด้วยรึ”

 

 

 

แม่แช่มหันมองตามสายตาชายหนุ่ม ไม่นึกแปลกใจเท่าใดนัก ด้วยคุณช่วงให้จ้อยแต่งกายเสียจนคนไม่รู้ ไม่คิดว่าเจ้าตัวเป็นแค่บ่าวในเรือน ประกอบกับหน้าตาผิวพรรณของเจ้าตัวเล็กราวกับลูกผู้ดีมีสกุลผู้หนึ่งเลยทีเดียว

 

 

 

“บ่าวคนสนิทของคุณช่วงค่ะ อยู่ที่เรือนคุณย่าที่นครไชยศรี คุณช่วงเธอเรียกใช้จนติด เลยให้ตามมาด้วย”

 

 

 

ชายหนุ่มยิ้มกริ่ม ส่งสายตาพราวระยับมายังจ้อยจนเจ้าตัวน้อยต้องหลบตา

 

 

 

“อ้อ เป็นเช่นนี้นี่เอง บ่าวคนสนิทหลวงวิวัฒน์ฯ เห็นใส่เสื้อแสง นุ่งผ้าม่วง ฉันเลยนึกว่าทนายที่ไหน”

 

 

 

“คุณช่วงเธอว่าอยากให้คนที่ติดตามเธอแต่งตัวให้เรียบร้อยค่ะ”

 

 

 

“อ้อ คงติดจากธรรมเนียมฝาหรั่ง”

 

 

 

คุยกันได้ไม่ทันไร หลวงวิวัฒน์อากรก็เดินลงมา ชายผู้ที่มีหน้าที่ตีระนาดเอกลอบมองแม่แช่มอีกครั้งด้วยสายตาละห้อยแล้วเดินกลับเข้าไปประจำที่

 

 

 

“แม่แช่มคุยกับคุณหลวงสรศักดิ์อยู่ตรงนี้นี่เอง”

 

 

 

คุณช่วงทักทายอีกฝ่ายและน้องสาว ทำให้จ้อยได้รู้ว่าคุณประยงค์หรือหลวงสรศักดิ์นั้นเป็นพี่ชายคนโตในหมู่พี่น้องสี่คน ซึ่งตั้งชื่อตามพืชทั้งหมดตามความเห็นของจ้อย คือคุณประยงค์ คุณมะลิวัลย์ คุณตูลิป และ คุณกุหลาบเทศ ผู้ซึ่งโกนจุกในวันนี้ ฟังชื่อพี่น้องต้นไม้ทั้งสี่แล้วจ้อยก็อดนึกถึงแม่นายที่เคยคุยกับยายไม่ได้  

 

 

 

‘น่าขัน คนกระไรชื่อกุหลาบเทศ ใครๆเขาก็เรียกแม่กุหลาบกันทั้งนั้น เฮ้อ! คนตั้งเขาว่าเก๋ ก็ไม่ใช่ธุระกงการกระไรของฉันดอก แต่มันอดขำไม่ได้จริงๆนะแม่เจือ’

 

 

 

“พี่จะกลับไปพักก่อนแล้ว แม่แช่มพักอยู่ที่เรือนไหน จะได้กลับไปพร้อมพี่”

 

 

 

คุณหลวงนั้นนึกตามประสาพี่ชายที่เห็นบุรุษผู้หนึ่งมานั่งคุยกับน้องสาวก็อดหวงไม่ได้

 

 

 

“ดีฉันอยู่เรือนเล็กห่างจากเรือนคุณพี่สักห้าหกเส้นค่ะ แต่คงยังกลับไม่ได้ ต้องอยู่ช่วยงานคุณหญิงกับคุณชิดไปก่อนค่ะ”

 

 

 

คุณหลวงไม่ได้เซ้าซี้เพียงแต่ชวนจ้อยกลับ ซึ่งคุณประยงค์นั้นก็อาสาทำหน้าที่เจ้าบ้านเดินไปส่งคุณหลวงวิวัฒน์ฯถึงเรือน และเมื่อมาถึงเรือนนั้น คุณหลวงหนุ่มผู้ที่ร่ำเรียนมาจากเมืองฝาหรั่งก็พอจะสังเกตได้ถึงสายตาที่อีกฝ่ายใช้มองเจ้าตัวน้อยของเขา

 

 

 

“ส่งแค่นี้จะดีกว่า คุณหลวงจะได้กลับไปพัก”

 

 

 

หลวงสรศักดิ์ทำราวกับไม่ได้ยิน ยังคงยิ้มกรุ้มกริ่มแล้วก็เดินขึ้นเรือนหน้าตาเฉย

 

 

 

“บนเรือนใหญ่มีแต่งานของพวกผู้หญิงเขาเตรียมกัน กระผมอยู่ว่างๆมาช่วยรับรองคุณหลวงนี่เหมาะแล้วครับ”

 

 

 

ทั้งจ้อยทั้งคุณหลวงนึกขวางคนหน้าด้านเป็นครามครัน พอขึ้นมาได้เห็นเชี่ยนหมากนากที่แม่แช่มจัดมาให้วางอยู่ก็ออกปากทันที  

 

 

 

“ไหนว่าคุณหลวงเพ่อกลับจากอีหรอบ ไม่เคี้ยวหมาก ทำไมถึงมีเชี่ยนหมากวางอยู่ตรงนี้เล่า”

 

 

 

“แม่แช่มเขาจัดเผื่อไว้ก็เท่านั้นเอง”

 

 

 

คุณประยงค์หยิบหมากหยิบพลูขึ้นมาดูอย่างไม่มีกระไรจะทำแล้วว่า

 

 

 

“ใครเจียนหมาก ฝอยดี แต่ไม่ใช่ฝีมือชาววัง พวกน้องสาวกระผมเป็นแม่สาวชาววังทั้งสิ้น ไม่มีใครเจียนแบบนี้สักคน”

 

 

 

“บ่าวเจียนเองขอรับ”

 

 

 

จ้อยตอบแล้วก็รีบหลบตาลงต่ำเพราะคุณหลวงวิวัฒน์หันมาทำตาดุ คุณประยงค์ยิ่งทำท่าสนใจทันที

 

 

 

“เจียนเองรึ ไหนทำหมากให้ฉันเคี้ยวสักคำซิ”

 

 

 

คุณหลวงวิวัฒน์ฯนึกเคืองจนควันแทบจะออกทางหู ทำไมใครต่อใครถึงอยากชิมหมากฝีมือบ่าวตัวน้อยของเขานัก ชายหนุ่มนึกพาลไปยังน้องสาวผู้ตระเตรียมเชี่ยนหมากนี้มาด้วย และด้วยอารมณ์โกรธนี้เองจึงออกปากว่า

 

 

 

“ทำมาให้ฉันคำนึงด้วย”

 

 

 

เจ้าจ้อยชะงักเพราะรู้ว่าคุณหลวงของมันไม่รับหมากแต่คิดว่าคงเป็นมารยาทที่ต้องรับร่วมกัน เด็กหนุ่มส่งหมากให้หลวงสรศักดิ์ผู้ร้องขอก่อน จึงส่งอีกคำให้หลวงวิวัฒน์อากร

 

 

 

“…!!”

 

 

 

หลวงสรศักดิ์รับหมากคำน้อยจากมือขาวๆที่อยากจะลอบจับว่านิ่มไหม ยังไม่ทันเคี้ยวให้แหลกก็รู้สึกถึงความแสบของปูนแดงที่ป้ายมากับใบพลูกัดปากจนเจ็บไปหมด ชายหนุ่มนั่งเคี้ยวด้วยกลัวเสียหน้าเป็นนานก็สูดปาก

 

 

 

“อูย…”

 

 

 

“เป็นกระไร ปูนกัดปากรึคุณหลวง”

 

 

 

หลวงวิวัฒน์อากรที่เพ่อรับหมากมาเข้าปากยกยิ้ม พอเริ่มเคี้ยวก็นึกชมจ้อยที่ป้ายปูนได้พอดี กำลังมีรสมีชาติ ไม่จืดไปและไม่มากไปจนกัดปาก แม้ตัวเขาจะไม่นิยมหมากแต่ก็อดชอบหมากคำนี้ของเจ้าตัวดีไม่ได้

 

 

 

“ซี้ด…”

 

 

 

เสียงสูดปากของอีกฝ่ายทำให้คุณหลวงหันไปมองจ้อยที่ทำเมินไปทางอื่นเสีย แต่ยังทันเห็นแววตาขี้เล่นของทาสหนุ่ม ริมฝีปากอิ่มอมยิ้มอย่างพึงใจของคนสนิทนั้นทำให้คุณช่วงคลายอารมณ์หงุดหงิดถึงการนั่งสมาคมกับหลวงสรศักดิ์ลงไปได้ มือใหญ่เลื่อนกระโถนให้อย่างเอื้อเฟื้อ ปากก็ช่วยเบนความผิดจากคนของตน

 

 

 

“ปูนกัดก็คายเสีย สงสัยคุณหลวงคงชินกับหมากชาววังชืดๆ เลยไม่ชินกับน้ำปูนของแม่แช่มที่เป็นรสมากกว่า เจ้าจ้อยป้ายนิดเดียวก็กัดเสียแล้ว”

 

 

 

ชายหนุ่มยืนยันหน้าตาเฉย ทำราวกับจ้อยป้ายปูนในหมากเท่ากันเสียอย่างนั้น ชายหนุ่มเจ้าของบ้านมองด้วยความเจ็บใจที่เสียหน้า แต่ครู่เดียวก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาแล้วหันไปบอกเจ้าจ้อยว่า

 

 

 

“ฉันจะจำหมากคำนี้มิรู้ลืม”

 

 

 

ไม่รู้ว่าเพราะสีหน้าและแววตาของหลวงสรศักดิ์หรืออย่างไร เจ้าจ้อยจึงมีใบหน้าร้อนผ่าว ขึ้นสีแดงถึงหู ทำให้คนดูยิ่งเพลินตาไปใหญ่ กิริยาอาการของทั้งคู่เรียกความหงุดหงิดในตัวคุณช่วงอีกครั้ง แต่โดยมารยาทก็ไม่ว่ากระไร คุณประยงค์นั้นสนทนาอยู่สักพักก็ขอตัวกลับ เพราะหลวงวิวัฒน์อากรเล่นหาวติดๆกันชนิดไม่เกรงใจให้เห็น พอจ้อยกลับมาจากลูบตัวก่อนนอนอีกครั้งก็เห็นคุณหลวงหนุ่มนั่งสีซออยู่บนตั่ง

 

 

 

“คุณหลวงไม่ง่วงรึขอรับ”

 

 

 

“ยังดอก ยังไม่ใช่เวลานอนของฉัน จ้อยก็รู้”

 

 

 

จ้อยทำหน้างงอยู่ครู่หนึ่งก็ยิ้มกว้าง  

 

 

 

“คุณหลวงแกล้งง่วงไล่คุณหลวงสรศักดิ์”

 

 

 

คุณหลวงพยักหน้ารับ

 

 

 

“จะว่าเยี่ยงนั้นก็ได้ วันนี้อยากเรียนหนังสือไหม หรือว่าอยากฟังฉันสีซอ”

 

 

 

จ้อยมองสายซอด้วงในมือคุณหลวงแล้วอดนึกถึงการตีระนาดเอกเคล้าเสียงขิมของคุณตูลิปขึ้นมาไม่ได้ ใบหน้าเล็ก ปลายจมูกรั้นเชิดขึ้นอย่างไม่รู้ตัว ตอบหางเสียงสะบัดเล็กน้อยว่า

 

 

 

“บ่าวอยากคัดหนังสือมากกว่าขอรับ”

 

 

 

คุณหลวงหนุ่มขมวดคิ้ว รู้สึกได้ถึงสิ่งผิดปกติแต่ก็มิได้ว่ากระไร หยิบหนังสือที่ติดมาจากที่บ้านส่งให้จ้อย

 

 

 

“เอ้า! อยากคัดก็คัด”

 

 

 

ส่งให้แล้วก็หันมาตั้งสายซอต่อแล้วสีคลอไปเรื่อยๆ เจ้าจ้อยที่เห็นผู้เป็นครูไม่สนใจก็รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจขึ้นมาอย่างประหลาด คัดได้ไม่กี่ตัวก็น้ำตาหยดเผาะ เจ้าตัวยกมือขึ้นมาป้ายไวๆแล้วตั้งหน้าตั้งตาคัดต่อ คุณหลวงที่ควรจะตกอยู่ในห้วงของดนตรีเห็นทาสหนุ่มเงียบอย่างไม่เป็นปกติก็หันไปมอง พอเห็นเจ้าตัวดีเช็ดน้ำตาป้อยๆก็ใจอ่อนยวบ ที่เคยนึกเคืองเรื่องหลวงสรศักดิ์มานั่งเฝ้าก็ดูจะเลือนหาย วางซอลงแล้วยื่นมือไปรั้งไหล่บ่าวตัวน้อยแล้วเชยคางขึ้นมองหน้า หยดน้ำที่คลอหน่วยตาทำเอาหายใจขัด

 

 

 

“เป็นกระไรไปจ้อย รำคาญเสียงซอหรือ”

 

 

 

จ้อยได้ทีรับสมอ้าง จะบอกว่าน้อยใจคุณหลวงก็กระไรอยู่ ได้แต่ก้มหน้ารับเบาๆ

 

 

 

“ฉันลืมไปว่าซอด้วงเสียงแหลม เล่นเดี่ยวๆ บางคนไม่ชอบฟัง อ้อ คุณย่าท่านก็เคยบ่นว่าปวดหูเหมือนกัน เจ้านี่เหมือนคุณย่าของฉันเลยนะเจ้าจ้อย สมแล้วที่เลี้ยงกันมา เอาล่ะหยุดร้องเถิดนะ ฉันไม่เล่นแล้วก็ได้”

 

 

 

คุณหลวงหนุ่มวางซอลงแล้วหันมาหาทาสหนุ่ม บอกด้วยน้ำเสียงปรานีว่า

 

 

 

“คัดถึงไหนแล้ว อ่านให้ฟังหน่อย”

 

 

 

เจ้าจ้อยยิ้มแหยส่ายหน้า

 

 

 

“ไม่ถึงไหนเลยขอรับ บ่าวมัวแต่ร้องไห้”

 

 

 

คุณหลวงยิ้มอ่อนแล้วลูบกลุ่มผมนุ่ม

 

 

 

“เพ่อรู้ว่าขี้แย ตอนแกล้งป้ายปูนหลวงสรศักดิ์ทำไมเก่ง”

 

 

 

“บ่าวเปล่าแกล้งนะขอรับ แค่หนักมือไปหน่อยเท่านั้นเอง”

 

 

 

คุณหลวงหนุ่มหัวเราะหึๆคิดถึงคุณย่าที่เคยว่า

 

 

 

‘เจ้าจ้อยรึ มีมะกอกสามตะกร้าก็ปามันไม่ถูก ลองบทมันจะลดเลี้ยวขึ้นมา ใครก็เอาไม่อยู่’

 

 

 

“ไม่รับดีๆ วันหลังจะให้คนบ้านนี้ลงหวายเสียให้เข็ด”

 

 

 

จ้ายทำหน้าหวาดๆรีบเข้ามาประจบคุณหลวง

 

 

 

“อย่านะขอรับ ครั้งหน้าจ้อยไม่กล้าจริงๆ”

 

 

 

คุณหลวงหนุ่มเห็นใบหน้าขาวตื่นๆ ปากแดงราวกับทาชาดแล้วนึกอยากแกล้ง ยื่นหน้าไปใกล้จนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน

 

 

 

“แล้วจะให้ฉันลงโทษเจ้าอย่างไรดี”

 

………………………… 

 

ไรต์​ชอบกินเม็ดบัวผัดมากเลยค่ะ เจ้าประจำคือร้านลูกจันทร์​ ตรงซอยศาสนา ถ.พระราม6 กินมาตั้งแต่ม.ปลาย ทำงานแล้วก็ต้องมีติดรถ เดี๋ยว​นี้เค้าขายออนไลน์​แล้วสะดวกมาก (ไม่ได้​ค่าโฆษณา​นะคะ เผื่อใครอยากชิม มีเจ้าไหนแนะนำบอกกันได้ค่ะ จะตามไปลอง)​ 

คู่นี้ขี้หึงทั้งคู่นะคะ พอกันทั้งพี่ทั้งน้อง หวงเก่ง ชื่อคุณ​ตู​ลิป ยืมมาจากชื่อคุณ​ทวดของเพื่อน​ไรต์​ที่เกิดสมัยร.5 จริงๆค่ะ คนสมัยก่อนตั้งชื่อพยางค์​เดียว​ สองพยางค์​เขาว่า เหาจะกินหัว จนปลายรัชสมัยจึงนิยมตั้ง 2 พยางค์​มากขึ้น บ้านนี้หัวสมัยใหม่​นั่นเอง 

ฝากเอ็นดูน้องจ้อยตัวน้อยด้วยนะคะ ^___^

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

78 ความคิดเห็น

  1. #54 Vanila (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2563 / 09:00

    ขี้หึงขี้หวงกันเก่ง

    #54
    0
  2. #34 sayewj (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 กันยายน 2563 / 10:36
    เหยยยยยคุณหลวง ลงโทษไรอ่ะะะะะ
    ว่าแต่พี่น้องตระกูลพืชเหาจะกินหัวนี่อันตรายแฮะ คุณหลวงกับจ้อยเพิ่งมาไม่ทันไรมีเรื่องให้งอนให้หึงหวงกันซะละ แต่ด้วยความแสบและความน่าเอ็นดูของเจ้าจ้อยสถานการณ์เลยคลี่คลาย5555
    #34
    0
  3. #25 AsakiSan (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2563 / 01:30
    เจ้าจ้อยยยยยยยน
    #25
    0
  4. #24 love hyuk (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2563 / 22:53

    ตอนเล่นดนตรีเราก็หึงนำเจ้าจ้อยไปแล้วค่ะ รำคาญนัก ไม่อยากฟังเหมือนกันอย่างกับเข้าไปฟังอยู่ในเรื่องกับเขาด้วยเลย ไรท์ก็บรรยายเก่ง เขาแค่เล่นดนตรีกัน แต่เราโกรธราวกับเขาจีบกันจริงๆไปแล้ว ^^

    คุณประยงค์อะไรนี่มาดีใช่ไหมคะ มาชอบลูกเราได้ แต่ห้ามร้ายกาจกับลูกเรานะ

    #24
    0
  5. #23 2510neung (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2563 / 14:29

    เจ้าจ้อยก็หวงคุณหลวง คุณหลวงก็หวงเจ้าจ้อย แถมยังแอบขี้หึงกันมากทั้งคู่เลยอ่ะ
    #23
    0
  6. #22 Jjkmy (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2563 / 13:11
    ต่างคนต่างแอบหึงกันด้วยนะ อิอิ
    #22
    0