ทาส [ฟิคSJ] [WonHyuk] [SJ]

ตอนที่ 4 : ลึกซึ้ง​

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 79
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    21 ก.ค. 63

จ้อย… เมื่อยามที่ร่ำเรียนเขียนอ่านกับคุณนายชั้นและยายเจือนั้น ยังไม่ทันพ้นวัยโกนจุก เจ้าตัวจึงติดจะเล่นติดจะซนอยู่มาก หากในวันนี้ที่มีโอกาสเขียนอ่านกับคุณหลวง เจ้าตัวอยู่ในวัยรุ่นหนุ่มที่มีความคิดอ่านขึ้นมาบ้างแล้วจึงกลายเป็นผู้มีความเพียรเป็นอันมากจนผู้สอนนึกพอใจที่ไม่เสียแรงสั่งสอน

 

 

 

“เขียนเก่งขึ้นมากแล้วเจ้าจ้อย วันนี้พอแค่นี้ก่อน ง่วงนอนแล้วหรือยัง ถ้าง่วงแล้วเข้ามุ้งก่อนก็ได้ ฉันจะนั่งอ่านหนังสือสักพัก”

 

 

คุณหลวงเห็นเจ้าจ้อยแอบนั่งหาว ตาปรือ แต่เจ้าตัวยังฝืนอยู่ก็ลอบยิ้มขำ หน้าตายามงัวเงียของเจ้าตัวจ้อยนั้นเพลินตาอย่างไรก็ไม่ทราบ ขายหนุ่มจึงชอบมองอยู่ร่ำไป

 

 

 

“ยังขอรับคุณหลวง คุณหลวงจะอ่านหนังสือเล่มไหน ประเดี๋ยวบ่าวหยิบให้ขอรับ”

 

 

 

เจ้าตัวยิ้มหวาน หลังจากเก็บกระดานชนวนเรียบร้อยก็เดินไปที่ชั้นหนังสือชั้นโปรดของหลวงวิวัฒน์อากร คุณหลวงหนุ่มยังไม่ทันตอบกระไร เจ้าจ้อยก็หยิบหนังสือปกแข็งอย่างหนังสือที่มาจากต่างประเทศขึ้นมาสองเล่ม มองดูหน้าปกแล้วเอ่ยว่า

 

 

 

“คุณหลวงจะอ่านเล่มที่มีตัว R หรือ เล่มที่มีตัว H ขึ้นต้นขอรับ”

 

 

 

คุณหลวงหนุ่มชะงักไปเล็กน้อยก่อนส่งยิ้มพึงใจมาให้จ้อย

 

 

 

“โรมิโอ และ จูเลียต กับเรื่อง แฮมเลต ฉันขอเลือกแฮมเลตก็แล้วกัน อ่านภาษาอังกฤษออกด้วยรึจ้อย”

 

 

 

เจ้าจ้อยยิ้มจนตายิบหยี

 

 

 

“รู้ถึงแค่ A B C ขอรับ อ่านเป็นคำๆไม่ได้ดอก”

 

 

 

“ใครสอนให้”

 

 

 

คุณช่วงถามเพราะใคร่รู้จริงๆ ลำพังคุณนายชั้น คุณย่าของเขาท่านไม่ทราบภาษาต่างประเทศ คงไม่อาจสอนจ้อยได้เป็นแน่

 

 

“แม่ใจ แม่ของบ่าวขอรับ แม่บอกว่าแม่แค่พออ่านออก แต่แม่พูดไม่เก่ง ไม่เหมือนคุณตา ท่านพูดจากับฝาหรั่งได้”

 

 

 

คุณหลวงไม่แปลกใจเพราะทราบมาก่อนแล้วว่า ต้นตระกูลทางมารดาของจ้อยนั้นแต่งสำเภาไปค้าขายกับชาวต่างชาติ มีฐานะเข้าข่ายเศรษฐี ชายหนุ่มมองอีกฝ่ายด้วยแววตาเมตตาปรานี ลูกผู้ดีตกยาก เป็นเช่นนี้นี่เอง มือใหญ่เอื้อมมาลูบศีรษะได้รูปสวยของอีกฝ่ายแล้วว่า

 

 

 

“ไว้ฉันสอนภาษาฝรั่งให้ด้วย เอาไหม”

 

 

เจ้าจ้อยยิ้มประจบเอาใจคุณหลวงหนุ่ม

 

 

 

“ขอบพระคุณคุณหลวงที่เมตตาบ่าวขอรับ”

 

 

 

คนฟังชุ่มขื่นหัวใจอย่างประหลาดล้ำ ไม่เสียแรงจริงๆ

 

 

 

“นี่พ่อช่วงต้องไปงานโสกันต์แม่กุหลาบเขาด้วยรึเปล่า”

 

 

 

หลวงวิวัฒน์อากรยิ้มขัน กล่าวแก้ให้กับผู้เป็นย่าอย่างอารมณ์ดี

 

 

 

“แค่งานโกนจุกของแม่กุหลาบขอรับคุณย่า หาใช่พิธีโสกันต์ในวังที่ไหน”

 

 

 

คุณนายชั้นส่งค้อนให้หลานชาย

 

 

 

“ฉันประชดดอกย่ะ แค่งานโกนจุกลูกพระยา จัดราวกับจะมีพิธีโสกันต์ใหญ่เทียมในวัง ระวังเหาจะกินหัว”

 

 

 

จ้อยที่นั่งเจียนเปลือกหมากจนฝอยอยู่ใกล้ๆชะงักมือเล็กน้อย ก่อนก้มหน้าก้มตาเจียนต่อ

 

 

 

“แล้วนี่แม่เรากับแม่ชิดต้องไปช่วยงานเขากี่วัน”

 

 

 

“เห็นว่า 7 วันขอรับ แต่ถ้างานยังไม่เรียบร้อยดี อาจจะอยู่ถึง 10”

 

 

 

“นึกแล้วเชียว ตอนโสกันต์แม่ตูลิปก็จัดเสียยิ่งใหญ่เป็นครึ่งค่อนเดือน สิ้นเปลืองเปล่าๆ”

 

 

 

คุณนายว่าตามประสาที่ท่านทำมาหาเลี้ยงชีพเองตั้งแต่ยังสาวรุ่น แม้มีสามีเป็นขุนให้ชาวบ้านนับหน้าถือตาแต่คุณนายชั้นก็ไม่เคยอยู่เฉย ทำสวน ทำนา ขายสินค้าไปเรื่อย จึงจัดเป็นผู้รู้คุณค่าของเงินแต่ละอัฐแต่ละเฟื้องอยู่ไม่น้อย

 

 

 

“ชื่อลูกแต่ละคนของเขาก็ตั้งเสียเรียกยาก อย่างกับเป็นเจ้าเป็นนายอย่างไรอย่างนั้น ตอนแม่มะลิวัลย์เข้าไปอยู่ในวังใหม่ๆ เจ้าคุณบ้านนั้นมาคุยว่า สงสัยเขาจะมีวาสนาได้เป็นขรัวตาเสียแล้ว เฮอะ!พูดมาได้ เหามันจะกินหัว”

 

 

 

ทาสหนุ่มละมืออย่างอดไม่ไหว ก่อนเงยหน้าถามผู้เป็นนายใหญ่ในบ้าน

 

 

 

“ใครรึขอรับแม่นาย ท่าทางเหาจะมาก แนะให้เขาสางหวีเสนียดบ้าง ดีไหมขอรับ”

 

 

 

คุณหลวงหัวเราะ ส่วนคุณนายชั้นถลึงตาใส่เจ้าตัวดี

 

 

 

“ทะลึ่งนักนะอ้ายจ้อย สอดเรื่องของผู้ใหญ่ ประเดี่ยวข้าโบยหลังขาด”

 

 

จ้อยย่นคอทันทีแล้วสงบปากสงบคำเจียนหมากต่อ

 

 

 

 

 

 

“จะเข้าพระนครเมื่อใด เห็นว่าจะเอาเจ้าจ้อยไปด้วยรึ ย่าเห็นมันดีใจจนเนื้อเต้น บอกคนทั้งเรือนไปทั่วหมดแล้ว”

 

 

 

“วันมะรืนช่วงสายขอรับ ถือเป็นรางวัลที่จ้อยตั้งใจเรียนตลอด 2 เดือนมานี่ กระผมเลยว่าจะพาไปเปิดหูเปิดตาในพระนครเสียหน่อย อีกอย่างใช้สอยจนรู้ใจแล้ว จะได้ไม่ต้องไปหัดคนใหม่ที่บ้านคุณแม่”

 

 

 

“ดีแล้ว เป็นวาสนาของเด็กมัน แต่พ่อช่วงก็มีบุญนะ ย่าจจบอกให้ คนอย่างเจ้าจ้อยมันนิยมใครง่ายๆเสียที่ไหน นี่มันนิยมคุณหลวงของมันเป็นที่สุด ว่าแต่ผ้าผ่อนเตรียมเรียบร้อยแล้วรึ”

 

 

 

“เห็นจ้อยว่าเรียบร้อยดีแล้วขอรับ”

 

 

คุณหลวงว่าพลางสบตาเจ้าตัวจ้อย เจ้าตัวยิ้มเยื้อนจนสะเทือนถึงเรือนใจคุณหลวงให้คำนึงว่าคิดไม่ผิดที่ชวนทาสหนุ่มติดตามไปด้วย

 

 

 

“เรียบร้อยขอรับแม่นาย”

 

 

 

คุณนายพยักหน้า เห็นจริงตามนั้น เนื่องจากผ้าที่คุณหลวงสั่งมาพับนั้น เห็นจะตัดเป็นเสื้อจ้อยเสียส่วนใหญ่ แทบจะไม่ได้ตัดให้ตัวเจ้าของผ้าเลยด้วยซ้ำ แล้วไหนจะผ้านุ่งที่ชายหนุ่มยกให้เจ้าทาสตัวน้อยเสียหลายผืน แม้ท่านจะออกปากติงบ้าง แต่หลวงวิวัฒน์ฯก็อ้างว่าจะพาจ้อยเข้าพระนคร จึงอยากให้แต่งตัวเรียบร้อยเหมาะสมกับที่ติดตามเขา  

 

 

 

“กระผมไม่อยากให้นุ่งผ้าสั้นๆอย่างทาสในเรือน เกรงว่าจะไม่เรียบร้อย ขัดตาคุณแม่”

 

 

 

อีกนัยหนึ่งคุณหลวงรู้ดีแก่ใจว่า ตนนั้นไม่ใคร่จะชอบให้ใครมองขาขาวๆ เรียวยาวของจ้อยเท่าใดนัก

 

 

 

“ไปดีมาดี พระคุ้มครองเสียทั้งคู่”

 

 

 

วันเดินทางเข้าพระนครนั้น จ้อยตื่นเต้นเป็นอันมาก เนื่องจากเป็นการเเดินทางไกลออกนอกนครไชยศรีเป็นหนแรก มันเคยแต่ติดตามแม่นายไปทำบุญที่วัดวาอารามใกล้ๆ เพียงเท่านั้น การเดินทางหนนี้คุณชื่น ญาติห่างๆของคุณนายชั้นที่อยู่เรือนตรงข้ามขอติดตามไปด้วย เนื่องจากจะไปร่วมงานโกนจุกแม่กุหลาบเช่นกัน โดยมีแม่ผินบ่าวของคุณชื่นติดตามไปอีกคน

 

 

 

“วุ้ย! โคลงแล้วๆเจ้าค่ะ เรือโคลงแล้ว คุณชื่นของบ่าวจับกาบเรือดีๆนะเจ้าคะ ว้าย!!”

 

 

 

นางผินเป็นคนบ้าจี้ เรือโคลงเพียงเล็กน้อยก็โวยวายเสียยกใหญ่สร้างความขบขันให้จ้อยยิ่งนัก แถมเจ้าตัวดียังนึกสนุกนั่งโยกตัวไปมา แสร้งชะโงกหน้าออกจากเก๋งเรือให้นางผินวี้ดว้ายเล่น

 

 

 

“วุ้ย!! ตาเถรตก! อ้ายจ้อย! นั่งนิ่งๆ ว้ายๆ โคลงอีกแล้วๆ ตาเถรตกๆตกหมดแล้ว!! ”

 

 

 

จ้อยนั่งกลั้นขำ คิดในใจว่าตาเถรคงไม่เหลือกระไรแล้วเพราะตกหมด คุณหลวงหนุ่มเห็นว่าคนของตนแกล้งคนของคุณชื่นจนอีกฝ่ายลมแทบจับแล้วจึงชวนคุยเพื่อดึงความสนใจของจ้อยออกจากตัวแม่ผิน

 

 

 

“เคยนั่งเรือมาไกลขนาดนี้ไหมจ้อย”

 

 

 

“ไม่เคยดอกขอรับ เคยแต่ไปวัดกับแม่นาย”

 

 

 

เจ้าตัวหันมาตอบด้วยรอยยิ้ม คุณชื่นที่นั่งอยู่ใกล้ๆจึงเล่าด้วยความเอ็นดู

 

 

 

“จ้อยมันตามคุณอาชั้นไปวัดทุกวันพระ ตัวแค่นี้แต่เก่งนัก คลานไปคุยกับคนเขาทั่วทั้งศาลา ใครๆก็ชมว่างาม โตขึ้นมาแล้วสวยเหมือนกับแม่ของมัน”

 

 

 

คุณหลวงฟังไว้เป็นความรู้ใหม่ประดับตัว ว่ายามที่ตนไปราชการแล้วนั้น เจ้าจ้อยอยู่กับคุณนายชั้นเป็นเช่นไร เห็นทีหน้าตาของทาสในเรือนเขาคงจะเกินกว่าคำว่า ‘พอไปวัดไปวาได้’

 

 

 

“พ่อช่วง คุณหลวงของแม่”

 

 

 

คุณหญิงกสิกิจเดินลงมารับหลวงวิวัฒน์อากรบุตรชายด้วยตนเองที่หน้าตึกทรงฝรั่ง ที่จ้อยตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก เรือนของพระยากสิกิจในสายตาของจ้อยคือเรือนของผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่อย่างแท้จริง ตัวตึกเป็นตึกทรงฝรั่ง ก่ออิฐฉาบปูนขาว มุงด้วยกระเบื้องว่าวแบบจีน มีบันไดทอดออกมาสองฝั่งขึ้นชั้นบนซึ่งเป็นหน้ามุขยื่นออกมาจากตัวตึกตามความเชื่อแบบตะวันตกที่ไม่นิยมมีบันไดไว้ในบ้าน คุณนายชั้นเคยค่อนว่าลูกชายท่านไม่ได้มีความเชื่อแบบนั้น แต่มีนิสัยนิยมฝรั่งจึงสร้างตึกทรงพิลึกนี้ขึ้นมา จ้อยจ้องมองเฉลียงรอบตัวตึกด้วยความตื่นตาราวกับว่าลูกมะหวดที่ทำจากกระเบื้องสีเขียวจะมีชีวิตขึ้นมาเลยทีเดียว

 

 

“คุณชื่นขึ้นตึกไปกับดีฉันเถิดค่ะ เอ้า! ตัวน่ะ ช่วยจัดการคนอื่นๆที”

 

 

 

เสียงคุณหญิงเรียกสตรีนางหนึ่งปลุกสติจ้อยให้รีบหยิบหีบหมากส่งให้หญิงสาวที่ยืนรับคำอยู่ตรงนั้นทันที

 

 

 

“แม่นายฝากหีบหมากมาให้แม่แช่มขอรับ”

 

 

หญิงสาวผู้นั้นวัยน่าจะโตกว่าจ้อยสักปีสองปียื่นมือมารับด้วยสีหน้าแปลกใจ

 

 

 

“รู้ได้อย่างไรเล่าว่าฉันคือแม่แช่ม”

 

 

 

“แม่นายสั่งจ้อยมาว่าให้ฝากให้กับคนสาวๆที่สวยที่สุดในเรือนนี้ขอรับ”

 

 

 

หากเป็นทาสชายผู้อื่นมากล่าวต่อหน้าเยี่ยงนี้ หล่อนคงคิดว่าบังอาจมาเกี้ยว แต่นี่พอมองดวงตายิบหยีกับรอยยิ้มหวานๆของผู้มอบหีบหมากแล้วแม่แช่มก็ปัดความคิดนั้นลง

 

 

“ชื่อจ้อยรึ ใช่คนที่พ่อโชติบอกว่าเป็นคนสนิทของคุณหลวงใช่รึไม่”

 

 

 

“ขอรับ”

 

 

“ถ้าเยี่ยงนั้นตามฉันมาทางนี้”

 

 

 

แม้คุณนายชั้นจะออกปากค่อนแคะเรือนฝาหรั่งของลูกชายแต่นางก็ฝากของมาให้จากนครชัยศรีหลายชะลอม คุณชิดกับแม่แช่มต้องลงมาช่วยจัดการคุมบ่าวให้ดองหรือแช่อิ่มผลไม้ที่คิดว่าจะกินไม่หมด จ้อยซึ่งไม่มีหน้าที่กระไรมาช่วยเอาผลไม้ออกจากชะลอมพร้อมกับมองความเป็นไปในเรือนต่างๆ จนพอสรุปได้คร่าวๆกับตัวเองว่า คุณหญิงนั้นรักคุณช่วงกับคุณชิดในฐานะลูกตนมาก บรรยากาศต่างๆเต็มไปด้วยความรัก ความอบอุ่น กระไรที่ว่าดี คุณหญิงจะเรียกหามาให้ลูกก่อนเสมอ ผิดกับที่ปฏิบัติกับพ่อโชติ และ แม่แช่มยิ่งนัก คุณหญิงวางตัวห่างเหิน ไม่ชังออกนอกหน้า แต่ทว่าไม่เคยแสดงความรัก ความเอ็นดูต่อลูกกำพร้ามารดาของสามีเท่าที่ควร ที่อยู่ที่กินของพ่อโชติและแม่แช่มดีกว่าบ่าวก็จริง แต่คุณหญิงไม่มอบให้สถานะพี่น้องแก่ทั้งสอง ห้ามเรียก พี่ช่วง หรือ แม่ชิด ต้องเรียกลูกของคุณหญิงว่า คุณ เท่านั้น หลวงวิวัฒน์อากรนั้นปฏิบัติตามมารดามาจนรุ่นหนุ่ม พอถึงวัย 14-15 พอรู้ความก็เรียก พี่ชายคนใหญ่ว่า พี่โชติ แลบังคับให้น้องสาวต่างมารดาเรียกตนว่า พี่ช่วง อย่างที่แม่ชิดเรียก แต่ด้วยความที่ยังเกรงคุณหญิง แม่แช่มจะเรียกก็ต่อเมื่อลับหลังท่านเท่านั้น ซึ่งคุณช่วงเองก็ไม่ได้คาดคั้นกระไร

 

 

 

“ของที่คุณพี่จะเอาไปมอบให้แม่กุหลาบในงานโกนจุก คุณพี่จะถือไปเอง หรือ จะฝากคุณชิดไปก่อนคะ น้องจะได้จัดได้ถูก”

 

 

 

 

“อืม… พี่หิ้วไปเองจะดีกว่า ขอบใจแม่แช่มมาก แล้วนี่…แม่แช่มเห็นบ่าวที่มาด้วยกันกับพี่ไหม”

 

 

“เจ้าจ้อยน่ะรึเจ้าคะ น้องให้ผินพาไปรับข้าวที่เรือนแถวด้านหลังรวมกับบ่าวผู้ชายที่นี่”

 

 

 

พอได้ยินดังนั้น คุณหลวงก็ร้อนรนทันที บ่าวผู้ชายพวกนี้เห็นเจ้าตัวน้อยแปลกหน้าอาจจะหาเรื่องรังแกเอาได้ แต่จะบอกน้องสาวตรงๆก็กระไรจึงต้องคิดหาข้ออ้าง

 

 

“เจ้าจ้อยตัวเล็กผิดบ่าวผู้ชายคนอื่นๆ คุณย่าออกจะเป็นห่วง แม่แช่มให้ใครคอยเป็นหูเป็นตาอย่าให้มันโดนแกล้งจะได้ไหม”

 

 

 

คิ้วเรียวสวยของแม่แช่มขมวดไปนิดก่อนคลายออกอย่างรวดเร็ว หญิงสาวยืนนิ่งรับฟังพี่ชายว่าต่อ

 

 

 

“แล้วเรื่องที่หลับที่นอน?”

 

 

 

“น้องทราบมาจากพี่โชติว่า จ้อยนอนหน้าห้องคุณพี่ช่วง น้องเลยจัดให้นอนที่เฉลียงหน้าห้องคุณพี่ที่บนตึกเจ้าค่ะ”

 

 

 

“ห้องหับออกกว้าง ให้นอนในห้องพี่นั่นแหละ มีกระไรจะได้ไม่ต้องไปเรียกที่เฉลียง อ้อ! แม่แช่มพอจะมีแบบเรียนอ่านเขียนง่ายๆบ้างไหม พี่กำลังสอนจ้อยเขียนอ่าน”

 

 

 

น้องสาวยิ่งแปลกใจที่มีทาสในเรือนได้รับความเมตตาถึงขนาดนี้ แต่ด้วยนิสัยที่จำต้องสงบปากสงบคำจึงไม่เอ่ยปากทัก

 

 

 

“มีค่ะ ขรัวตาที่วัดราชประดิษฐ์เคยฝากมาให้ใช้เรียนกัน… เอ่อ… เรื่องจ้อยอ่านออกเขียนได้ คุณพี่อย่าหาว่าน้องก้าวก่ายเลยนะเจ้าคะ แต่รู้ไว้แค่ในเรือนเราก็ดี ถ้ารู้ถึงเรือนอื่น น้องเกรงว่าจะมีคนไม่พอใจที่คุณพี่สอนหนังสือทาส เอ่อ โดยเฉพาะคุณหญิง”

 

 

“อืม… พี่เข้าใจ ขอบใจแม่แช่มมาก”

 

 

 

แต่คุณหญิงกสิกิจที่ค่อนข้างจะถือยศถือศักดิ์ตามใจบุตรชายยิ่งนัก นางไม่ได้เอ่ยว่าหรือตำหนิกระไรในตัวจ้อย อย่างที่แม่แช่มหรือหลวงเกษตรฯผู้เป็นพี่ชายระแวง หรือจะเรียกให้ถูก เรียกว่าไม่ทันได้อยู่ตำหนิหรือจับผิดใดๆจะดีกว่า เพราะวันถัดมา ทั้งคุณหญิงและบุตรสาวพร้อมทั้งบ่าวอีกหลายคนก็ต้องออกเดินทางไปอัมพวาแต่เช้าเพื่อไปช่วยงานโกนจุก ส่วนท่านเจ้าคุณนั้นตามเสด็จไปราชการที่บางปะอิน จึงเหลือเพียงคุณช่วง พ่อโชติ และ แม่แช่มเท่านั้น

 

 

“ไปอ้ายจ้อย วันนี้ฉันว่างไปวัดไปวากันดีกว่า”

 

 

 

พ่อโชติเกร่มาหาเจ้าตัวน้อยทันที แม้จะอยากไปดูวัดวาในพระนครที่เขาว่างามใจแทบขาด จ้อยก็ยังเกรงใจคุณหลวงผู้เป็นนายตัว ดวงตากลมแป๋วแหววมองไปที่ใบหน้าหล่อเข้มก่อนผลุบลงต่ำอย่างเจียมตัว นั่นทำให้คุณหลวงวิวัฒน์ฯนึกถึงแมวที่กำลังออดอ้อนขึ้นมาทันที

 

 

 

“ไปซีเจ้าจ้อย ไปด้วยกันนี่แหละ ฉันก็จะไปกราบขรัวตาของพี่โชติด้วยเหมือนกัน”

 

 

 

การเดินทางไปวัดราชประดิษฐ์จากบ้านของเจ้าคุณกสิกิจนั้นต้องอาศัยรถม้าเป็นยานพาหนะ ขนาดไม่ใหญ่โตกระไร พอนั่งได้กันสองคน ดังนั้นคุณช่วงจึงนั่งคนล่ะคันกับพี่ชายและเรียกจ้อยไปนั่งด้วย ส่วนพ่อโชตินั้นนั่งกับพ่อเทิดทนายหน้าหอที่เจ้าคุณพ่อให้ช่วยงานสองคคุณหลวงผู้เป็นบุตรชาย แม้สองข้างทางในพระนครจะดึงสายตา ดึงความสนใจจากจ้อยไปไม่น้อยแต่นั่นก็ไม่มากกว่าเจ้าม้าตรงหน้าเมื่อผู้ขับรถม้าเริ่มขยับแส้ เจ้าตัวน้อยที่นั่งข้างคุณหลวงก็เอ่ยปากท้วงว่า

 

 

 

 

“อย่าตีมันเลยนะจ๊ะ มันบาปนักนะพ่อคุณ”

 

 

ไม่รู้ว่าเพราะรำคาญที่ถูกห้ามทุกครั้งไป หรือเพราะคุณพูดเป็นหนุ่มน้อยหน้าตาดีที่นุ่งโจงสวมเสื้อนั่งรถมากับคุณหลวง คนขับรถม้าจึงไม่ขยับแส้อีก หลวงวิวัฒน์อากรจึงชี้ชวนให้จ้อยชมพระบรมมหาราชวัง

 

 

 

“นั่นทุ่งพระสุเมรุ นั่นพระบรมมหาราชวัง ดูไว้เจ้าจ้อย”

 

 

 

 

เจ้าตัวเล็กตื่นตาตื่นใจคอยซักถามไม่หยุด

 

 

“สวยงามราวกับเมืองสวรรค์จริงๆนะขอรับ”

 

 

 

คุณหลวงหนุ่มยิ้มรับตาเป็นประกาย มองใบหน้าสดใสเปล่งปลั่งอย่างผู้มีความสุขของทาสหนุ่มก็ได้แต่คิดว่า คุ้มแล้วที่พามาจากนครไชยศรี จนเมื่อถึงวัดราชประดิษฐ์ จึงเป็นหน้าที่ของทั้งหลวงเกษตรไชยศรีและพ่อเทิดทนายซึ่งล้วนเป็นลุูกศิษย์ของวัดนี้เป็นผู้นำไปกราบขรัวตา หลังจากกราบและถวายสังฆทานแก่ขรัวตาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พ่อโชติก็นำจ้อยมายังพระอุโบสถหินอ่อน แห่งแรกในเมืองสยาม  

 

 

 

“หินสีนวลๆเย็นๆนี่ หินกระไรรึขอรับ”

 

 

 

 

เจ้าตัวแหงนคอตั้งบ่ามองพระอุโบสถไม่วางตา ชายทั้งสามที่โตกว่ายิ้มอย่างเอ็นดู

 

 

 

“หินอ่อน สั่งตรงมาจากอิตาลี”

 

 

 

“อิตาลีอยู่อีหรอบเหมือนคุณหลวงรึขอรับ”

 

 

 

“ใช่”

 

 

คุณหลวงผู้มาจากอีหรอบตอบยิ้มๆ ชี้ชวนให้เจ้าจ้อยดูให้ทั่ว เนื่องจากไม่มีใคร หลวงเกษตรไชยศรีจึงบอกให้จ้อยลุกเดินแทนการคลานดูจนทั่ว

 

 

 

“ระวังนะจ้อย พื้นตรงนั้นมันลาด”

 

 

 

 

ไม่ทันสิ้นเสียงเจ้าตัวเล็กที่สุดในกลุ่มก็เดินเซ ผู้อยู่ใกล้ๆอย่างคุณช่วงจึงช่วยรับตัวไว้ ดวงตากลมสดใสสบเข้ากับดวงตากลมของคุณหลวงหนุ่มโดยไม่ได้ตั้งใจ หากผู้ใดถามจ้อยว่า รู้สึกอย่างไรกับคุณหลวง จ้อยคงบอกได้เต็มปากเต็มคำว่า นิยมคุณหลวงอย่างสุดหัวใจ นอกจากนี้ยังซาบซึ้งในความดีที่คุณหลวงสอนหนังสือให้ อ่านออกเขียนได้ทั้งไทยทั้งฝาหรั่ง แต่ ณ ขนาดนี้ คุณหลวงทำให้จ้อยอาย อายกระไรบอกไม่ถูก รู้เพียงแต่ว่าอายจนหน้าร้อนไปหมดก็เท่านั้น กลิ่นน้ำอบฝาหรั่งจากกายคุณหลวงซึ่งระยะหลังมาจ้อยก็คุ้นเคยดี ยิ่งทำให้จ้อยอายจนร้อนไปถึงหู แต่หารู้ไม่ว่าสองแก้มแดงปลั่งนั้นจับใจผู้ประสานสายตาเพียงใด จนเสียงหัวเราะเบาๆของพ่อโชติดึงทั้งคู่ออกจากกัน

 

 

 

“ไม่ทันไร จะล้มคว่ำเสียแล้ว ถ้าไม่จ้องดีๆจะไม่รู้ดอกว่าพื้นพระอุโบสถลาดเอียงอยู่เล็กน้อย เวลามีพระราชพิธีถวายผ้าพระกฐินพวกคุณท้าว คุณพนักงานทั้งหลายล้มกันเสียบ่อยเลยเชียว ไม่คิดว่าเจ้าจ้อยจะล้มกับเขาด้วย อ้าว! เจ็บตรงไหนรึ หูแดงเชียว”

 

 

 

“…”

 

 

เจ้าตัวดียืนก้มหน้า พ่อเทิดเลยว่า

 

 

 

“คงจะอายที่เกือบจับกบกลางโบสถ์”

 

 

 

“ฮื่อ…”

 

 

 

เสียงตอบรับเบาๆเรียกเสียงหัวเราะจากอดีตศิษย์วัดทั้งสอง มีเพียงผู้เดียวที่ร่ำเรียนโรงเรียนในวังที่ยื่นมือมาช่วย

 

 

 

“ไปเถิดจ้อย ยังมีเวลาเหลือ ประเดี๋ยวฉันจะพาไปชมวัดราชบพิธด้วย”

 

 

 

 

 

หากวัดราชประดิษฐ์ซึ่งเป็นวัดประจำแผ่นดินก่อนสวยงามด้วยสีนวลของหินอ่อนที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาสร้างแบบอย่างไทย วัดราชบพิธซึ่งเป็นวัดประจำแผ่นดินนี้ก็สวยงามวิจิตรราวกับหลุดเข้าไปในโบสถ์คริสต์ของพวกฝาหรั่ง จ้อยมองเพดานพระอุโบสถและพระวิหารที่มีลายเป็นเถาไม้แปลกตาด้วยความตื่นเต้น

 

 

 

“เพดานพระอุโบสถที่นี่เป็นลายเถาองุ่น รู้จักไหมจ้อย”

 

 

 

เจ้าจ้อยส่ายหน้า มันมองเชิงเทียนแก้วเจียระไนที่สะท้อนแสงวูบวาบหน้าพระพุทธรูปไม่วางตาเป็นแหล่งถัดไป คุณหลวงนึกรู้จึงว่า

 

 

 

“เชิงเทียนจากอีหรอบ”

 

 

 

“ทุกอย่างส่งมาจากอีหรอบรึครับ”

 

 

 

เจ้าจ้อยถามเสียงเบาราวกระซิบ คุณหลวงจึงกระซิบตอบข้างหูให้พอได้ยินกันสองคน

 

 

 

“เปล่าดอก กระเบื้องสีกับกระจกมาจากจีน รัชกาลปลายท่านแต่งสำเภาไปค้าขาย ขากลับเรือว่างเลยนำใส่ท้องเรือถ่วงมา รวมถึงตุ๊กตาหินพวกนี้”

 

 

 

คุณหลวงชี้ให้จ้อยดูตุ๊กตาที่สลักจากหินหน้าตาพิลึกตัวหนึ่งตรงทางไปพระมหาวิหาร จ้อยมองตามแล้วอดยิ้มไม่ได้

 

 

 

“หน้าตาเหมือนเจ๊กที่เอาของมาขายแม่นายที่นครไชยศรีเลยขอรับ”

 

 

 

คุณหลวงยิ้มแล้วว่า  

 

 

 

“แดดแรงมากแล้วรีบกลับกันเถิด ป่านนี้แม่แช่มคงจะคอยมองหา”

 

 

พี่ชายจึงบอกว่า

 

 

 

“ไหนๆเจ้าคุณพ่อก็ไม่อยู่เรือน คืนนี้พี่กับพ่อเทิดจะค้างกับขรัวตา คุณช่วงกลับไปกับเจ้าจ้อยเถิด ฝากบอกแม่แช่มว่าไม่ต้องห่วง”

 

 

 

คุณช่วงพยักหน้ารับ พี่ชายจึงหันไปหาคนของเขา

 

 

 

“สนุกไหมเจ้าจ้อย เห็นรึยังว่าเอ็งน่ะงามพอไปวัดไปวากับเขาได้”

 

 

เจ้าจ้อยยกมือขึ้นประนมไหว้พี่ชายของหลวงวิวัฒน์ กล่าวอย่างมีความสุขว่า

 

 

 

“สนุกมากขอรับ บ่าวจะไม่ลืมพระคุณพ่อโชติที่พามาเที่ยวครานี้เลย”

 

 

 

“ไม่ลืมพระคุณฉัน คราหน้าก็เจียนเปลือกหมากฝอยๆ ป้ายปูนแดงเหมาะๆให้ฉันเคี้ยวบ้างก็แล้วกัน ถือเป็นการตอบแทนที่พามาเที่ยว ดีไหม”

 

 

“ดีขอรับพ่อโชติ”

 

 

 

รอยยิ้มที่ทั้งคู่มีให้กันทำเอาหลวงวิวัฒน์ฯชักจะเริ่มพื้นเสีย

 

 

 

“รีบกลับกันได้แล้ว อย่ามัวโอ้เอ้ร่ำไร”

 

 

 

“เอ้า! รีบไปเจ้าจ้อย นายเอ็งเริ่มพื้นไม่ดีเสียแล้ว ข้ากลัวจะเอียวเป็นพื้นโบสถ์”

 

 

เสียงหัวเราะขันๆของพ่อโชติทำจ้อยหันไปมอง คุณช่วงพื้นเสีย ทำไมพ่อช่วงยังนึกขันอยู่ได้ ช่างต่างกันเสียจริง นอกจากรูปร่างที่ต่างกันแล้ว เนื่องจากหลวงวิวัฒน์ฯ รูปร่างกำยำ สูงใหญ่ ผิดกับพี่ชาย หลวงเกษตรฯที่มีรูปร่างสูง โปร่งบาง ท่าทางอมทุกข์แล้ว จ้อยยังสรุปได้อีกข้อว่า ทั้งคู่มีอุปนิสัยที่ต่างกันด้วย

 

 

 

“ไปประเดี๋ยวนี้ขอรับคุณหลวง”

 

 

 

หากพอแยกจากสองคนนั้นจริงๆคุณหลวงก็ไม่ได้รีบพาจ้อยกลับไปดังปากว่า หากพาไปหาของกินที่แถวหน้าประตูวัง

 

 

 

“ประตูนี้พวกนางข้าหลวงในวังมักจะออกมา ของเลยมีขายมาก อร่อยๆทั้งนั้น ลองชิมสักอย่างซีจ้อย”

 

 

 

เจ้าจ้อยรับประทานขนมจีนจนอิ่ม ตามด้วยขนมชาววังอีกสองสามอย่าง พวกอาลัว ฝอยทองกรอบก็ยิ้มอย่างพอใจ นั่งมองสาวๆที่แต่งกายด้วยผ้าตัดสีอย่างที่ในวังนิยมใส่ หรือไม่ก็เสื้อลูกไม้พองๆด้วยแววตาชื่นชม แต่สาวชาววังเหล่านั้นหาได้ชายตามองมันไม่ บ้างก็ชายตามองคุณหลวงแล้วก็แสร้งทำเป็นไม่มองเสีย จ้อยมองดูอยู่ไม่นานก็เข้าใจ คุณหลวงเป็นลูกท่านพระยา มีทั้งรูปสมบัติ คุณสมบัติ และ ทรัพย์สมบัติให้ผู้หญิงมองอย่างครบถ้วนนี่เอง  มันมองดูตัวเองที่นุ่งโจงกระเบนสวมเสื้อเรียบร้อยต่างจากชุดทาสแล้วมองคุณหลวงด้วยแววตากับความรู้สึกที่ยิ่งลึกซึ้งขึ้นไปอีก

 

 

 

“ขอบพระคุณคุณหลวงที่เมตตาบ่าวขอรับ”

 

 

 

คุณหลวงหนุ่มที่กำลังจะก้าวขึ้นรถม้าชะงักแล้วหันมามองเจ้าตัวจ้อยด้วยแววตาลึกซึ้งไม่ต่างกัน เอ่ยเสียงดังหนักแน่น

 

 

 

“ฉันสัญญา วันหน้าจักพามาเที่ยวอีก”

 

………………………… 

 

ไรต์​งานยุ่ง​มากๆๆๆ TT TT​ หวังว่าจะยังรอน้องจ้อยกันนะคะ มาช้าไปบ้างแต่ยืนยันว่าไม่เท ขอคุย​เรื่องวัดทั้งสองแห่ง อยากแนะนำให้ไปเที่ยว​กันค่ะ ไม่ใช่แค่ไปถ่ายรูปสวยๆนะคะ เราสามารถเอาของไปทำบุญ​เอาของไปทำสังฆทาน​ถวายพระได้เหมือนวัดปกติ(คนส่วนใหญ่​คิดว่าพระอารามหลวงไม่รับ)​ ไรต์​นี่เคยเดินดุ่มๆไปถวายสังฆทาน​ทั้งสองวัดค่ะ หลวงพ่อใจดีเปิดพระอุโบสถ​ให้ชมพร้อมเล่าประวัติ​ให้ฟังจนได้เกร็ดเล็กๆน้อยๆมาเขียนนี่แหละ​ค่ะ​ช่วงนี้ไปไหนไม่ได้ก็เที่ยวไทยกันเนอะ ^_^

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

78 ความคิดเห็น

  1. #33 sayewj (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 กันยายน 2563 / 11:03
    น่ารักน่าเอ็นดูขนาดนี้ใครๆก็เมตตาอ่ะเจ้าจ้อยเอ๊ย คุณหลวงเราก็ขี้หวงน่าดู ใจเย็นน๊า เจ้าจ้อยอ่ะนิยมคุณหลวงช่วงกว่าใครๆอยู่แล้ว ใจดีกับมันซะขนาดนี้^^
    #33
    0
  2. #21 Jjkmy (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2563 / 08:36
    มีแต่คนเอ็นดูจ้อยอะะะ คุณหลวงได้หวงหนัดแน่ๆ
    #21
    0
  3. #20 AsakiSan (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2563 / 19:12
    โอยยย เอ็นดูเจ้าจ้อย ตอนที่เอาหวีเสนียดสางเหานี่ขำพรืดเลย 5555555
    #20
    0
  4. #19 love hyuk (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2563 / 19:04

    ไรท์เก่งจังเลยค่ะ เราอ่านไปอมยิ้มไป เจ้าจ้อยน่ารักมากเหลือเกิน

    อ่านแล้วก็เอ็นดู อยากให้เจ้าจ้อยมีแต่ความสุข

    ได้ทั้งเสพความน่ารักและได้รับความรู้ไปในตัวเลย อ่านเพลินมาก รอติดตามเสมอนะคะ ^^

    #19
    0
  5. #18 pimhyuk (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2563 / 18:41
    เจ้าจ้อยนี่ช่างโชคดีจริงมีแต่คนรักคนหลงเอาใจทาสกันยิ่งกว่าใครเลยเนาะ อ่านไปเที่ยววัดไปกับไรต์เลยค่ะ
    ปล.คุณแม่แช่มนี่จะมากีดกันจ้อยกับคุณช่วงไหมนะT_T
    #18
    0
  6. #16 2510neung (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2563 / 13:15

    ไรท์แต่งเก่งมากกกกก

    เหมือนเราได้เข้าไปอยู่ในนั้นด้วยเลยอ่ะ ทำเราอยากไปเที่ยววัดแบบเจ้าจ้อยเลยค่ะ
    #16
    0